ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 286 (เล่ม 21)

[๖๐๖] ก็สมัยนั้นแล พราหมณ์ชื่อว่าเสละ. อาศัยอยู่ในอาปณนิคม
เป็นผู้รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุและคัมภีร์เกฏุภะ พร้อมทั้งประเภท
อักษร มีคัมภีร์อิติหาสะเป็นที่ ๕ เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญใน
คัมภีร์โลกายตะและตำราทำนายมหาปุริสลักษณะ สอนมนต์ให้มาณพ ๓๐๐ คน
ก็สมัยนั้น เกณิยชฎิลเลื่อมใสในเสลพราหมณ์ ครั้งนั้น เสลพราหมณ์แวดล้อม
ด้วยมาณพ ๓๐๐ คน เดินเที่ยวไปมาเป็นการพักผ่อน ได้เข้าไปทางอาศรมของ
เกณิยชฎิล ได้เห็นชนทั้งหลายกำลังช่วยเกณิยชฎิลทำงานอยู่ บางพวกขุดเตา
บางพวกผ่าฟืน บางพวกล้างภาชนะ บางพวกตั้งหม้อน้ำ บางพวกปูลาดอาสนะ
ส่วนเกณิยชฎิลกำลังจัดแจงโรงปะรำด้วยตนเอง ครั้งแล้วจึงได้ถามเกณิยชฎิลว่า
ท่านเกณิยะ จักมีอาวาหมงคลหรือวิวาหมงคล หรือจักบูชามหายัญ หรือท่าน
ทูลอัญเชิญพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพ พระเจ้าแผ่นดินมคธ พร้อมด้วยพลนิกาย
มาเสวยพระกระยาหารในวันพรุ่งนี้ เกณิยชฎิลตอบว่า ข้าแต่ท่านเสละ ข้าพเจ้า
มิได้มีอาวาหมงคลหรือวิวาหมงคล และมิได้ทูลอัญเชิญเสด็จพระเจ้าพิมพิสาร
จอมทัพ พระเจ้าแผ่นดินมคธ พร้อมด้วยพลนิกาย มาเสวยพระกระยาหาร
ในวันพรุ่งนี้ แต่ข้าพเจ้าจักบูชามหายัญ คือ มีพระสมณโคดมศากยบุตร
เสด็จออกทรงผนวชจากศากยสกุลเสด็จจาริกมาในองคุตราปชนบท พร้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ มีภิกษุประมาณ ๑,๒๕๐ รูป เสด็จถึงอาปณนิคม ก็กิตติศัพท์
อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์...เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็น
ผู้จำแนกธรรม ท่านพระโคดมพระองค์นั้น ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้วเพื่อเสวย
ภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์.

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 287 (เล่ม 21)

เส. ท่านเกณิยะ ท่านกล่าวว่า พุทโธ ดังนี้หรือ
เก. ท่านเสละ ข้าพเจ้ากล่าวว่า พุทโธ.
เส. ท่านเกณิยะ ท่านกล่าวว่า พุทโธ ดังนี้หรือ.
เก. ท่านเสละ ข้าพเจ้ากล่าวว่า พุทโธ.
ครั้งนั้นแล เสลพราหมณ์ได้มีความคิดว่า แม้แต่เสียงว่า พุทโธ
นี้แล ก็ยากที่สัตว์จะพึงได้ในโลก ก็มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ อันมาแล้ว
ในมนต์ของเราทั้งหลาย ที่พระมหาบุรุษประกอบแล้ว ย่อมมีคติเป็น ๒ เท่านั้น
ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าอยู่ครองเรือง จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม
เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต
ทรงชนะวิเศษ มีพระราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ คือ
จักรแก้ว ๑ ช้างแก้ว ๑ ม้าแก้ว ๑ แก้วมณี ๑ นางแก้ว ๑ คฤหบดี
แก้ว ปริณายกแก้ว ๑ พระองค์มีพระราชโอรสมากกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ
มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชนะ
โดยธรรม โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาสตรา ทรงครอบครองแผ่นดิน
นี้มีสมุทรสาครเป็นขอบเขต ๑ ถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็น
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก ๑ ท่าน
เกณิยะ ก็ท่านพระโคดมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เดี๋ยวนี้ประทับ
อยู่ที่ไหน.
[๖๐๗] เมื่อเสลพราหมณ์กล่าวถามอย่างนี้แล้ว เกณิยชฎิลยกแขนขวา
ขึ้นชี้บอกเสลพราหมณ์ว่า ข้าแต่ท่านเสละ ท่านพระโคดมพระองค์นั้น เดี๋ยวนี้
ประทับอยู่ทางราวป่าอันเขียวนั่น ลำดับนั้นแล เสลพราหมณ์พร้อมด้วยมาณพ
๓๐๐ คน ได้เดินเข้าไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ แล้วได้บอกมาณพ
เหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลายจงเงียบเสียง จงเว้นระยะให้ไกลกันย่างเท้าหนึ่งเดินมา

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 288 (เล่ม 21)

ท่านทั้งหลายจงเป็นเหมือนราชสีห์ตัวเดียวเที่ยวไปทุกเมื่อ และเมื่อกำลังเจรจา
กับท่านพระสมณโคดม ท่านทั้งหลายจงอย่าพูดสอดขึ้นในระหว่าง ๆ ขอจง
รอคอยให้จบถ้อยคำของเรา ลำดับนั้น เสลพราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการ
สนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
ได้พิจารณาดูมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการในพระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการในพระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยมาก
เว้นอยู่ ๒ ประการ คือ พระคุยหฐานอันเร้นอยู่ในฝัก ๑ พระชิวหาใหญ่ ๑
จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในเพราะมหาปุริสลักษณะ
๒ ประการ.
[๖๐๘] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริว่า เสลพราหมณ์
นี้เห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการของเราโดยมากเว้นอยู่ ๒ ประการ คือ
คุยหฐานอันเร้นอยู่ในฝัก ๑ ชิวหาใหญ่ ๑ จึงยังเคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อม
ใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในเพราะมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการ ลำดับนั้นแล พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ให้เสลพราหมณ์ได้เห็นพระคุยหฐาน
อันเร้นอยู่ในฝัก และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้งสองกลับไปมา
สอดเข้าช่องพระนาสิกทั้งสองกลับไปมา ทรงแผ่เปิดทั่วมณฑลพระนลาฏ.
[๖๐๙] ครั้งนั้นแล เสลพราหมณ์ได้มีความดำริว่า พระสมณโคดม
ทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ บริบูรณ์ไม่บกพร่อง แต่เรา
ยังไม่ทราบชัดซึ่งพระองค์ว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ และเราได้สดับเรื่องนี้มา
แต่สำนักพราหมณ์ทั้งหลายซึ่งเป็นผู้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ เป็นอาจารย์และปาจารย์
กล่าวกันว่า ท่านที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมแสดง
พระองค์ให้ปรากฏในเมื่อผู้ใดผู้หนึ่งกล่าวพระคุณของพระองค์ ผิฉะนั้น เราพึง

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 289 (เล่ม 21)

ชมเชยพระสมณโคดมเฉพาะพระพักตร์ด้วยคาถาอันสมควรเถิด ลำดับนั้นแล
เสลพราหมณ์ได้ชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้าเฉพาะพระพักตร์ด้วยคาถาอันสมควร
ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระกาย
บริบูรณ์ มีพระรัศมีรุ่งเรืองงาม มีพระ-
ชาติดี ผู้ได้เห็นแม้นานก็ไม่รู้อิ่ม มี
พระฉวีวรรณดังทองคำ มีพระทาฐะขาว
สะอาด มีพระวีริยภาพ มหาปุริสลักษณะ
อันเป็นเครื่องแตกต่างจากสามัญชน มีอยู่
ในพระกายของพระองค์ผู้เป็นนรสุชาติ
ครบถ้วน พระองค์มีพระเนตรผ่องใส มี
พระพักตร์งาม มีพระกายตรงดังกายพรหม
มีสง่าในท่ามกลางหมู่สมณะ เหมือนพระ
อาทิตย์ไพโรจน์ ฉะนั้น พระองค์เป็นภิกษุ
งามน่าชม มีพระตจะดังไล้ทาด้วยทองคำ
พระองค์มีพระคุณสมบัติอันสูงสุดอย่างนี้
จะต้องการอะไรด้วยความเป็นสมณะ
พระองค์ควรจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้
ประเสริฐ เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทร
๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะวิเศษเป็นใหญ่
ในชมพูทวีป กษัตริย์ทั้งหลายผู้เป็นพระ-
ราชามหาศาลจงเป็นผู้ติดตามพระองค์
ข้าแต่พระโคดม ขอเชิญพระองค์ทรง

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 290 (เล่ม 21)

ครองราชสมบัติเป็นราชาธิราชจอมมนุษย์
เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
เสลพราหมณ์ เราเป็นพระราชา
เป็นพระราชาโดยธรรม ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า
เราประกาศธรรมจักร อันเป็นจักรที่ใคร ๆ
ประกาศไม่ได้
ข้าแต่พระโคดม พระองค์ทรง
ปฏิญาณว่าเป็นสัมพุทธะ และตรัสว่า
เป็นธรรมราชา ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรง
ประกาศธรรมจักร ดังนี้ ใครหนอเป็น
เสนาบดีของพระองค์ท่าน เป็นสาวกผู้
อำนวยการของพระศาสดา ใครหนอ
ประกาศธรรมจักรตามที่ พระองค์ ทรง
ประกาศแล้วมิได้.
ธรรมจักรอันไม่มีจักรอันยิ่งกว่าเป็น
จักรที่เราประกาศแล้ว สารบุตรผู้เถิดตาม
ตถาคต ย่อมประกาศตามได้ พราหมณ์
สิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เรารู้ยิ่งแล้ว สิ่งที่ควรเจริญ
เราเจริญแล้ว สิ่งที่ควรละเราละได้แล้ว
เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นพระพุทธเจ้า
พราหมณ์ ท่านจงกำจัดความสงสัยในเรา

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 291 (เล่ม 21)

จงน้อมใจเชื่อเถิด การได้เห็นพระสัม-
พุทธเจ้าทั้งหลายเนือง ๆ เป็นการได้ยาก
ความปรากฏแห่งพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
เนือง ๆ เป็นการหาได้ยากในโลกแล
พราหมณ์ เราเป็นพระสัมพุทธเจ้าเป็นผู้
เชือดลูกศร ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นผู้
ประเสริฐ ไม่มีใครเปรียบ ย่ำยีเสียซึ่งมาร
และเสนาแห่งมาร ทำข้าศึกทั้งปวงให้อยู่
ในอำนาจ ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ บันเทิงใจ
อยู่.
ท่านผู่เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้ง-
หลายจงใคร่ครวญธรรมนี้ ตามที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุตรัสอยู่ พระผู้มี
พระภาคเจ้าเป็นผู้เชือดลูกศร เป็นพระ
มหาวีระ ดังราชสีห์บันลืออยู่ในป่า ฉะนั้น
ใครเล่าแม้เกิดในสกุลต่ำ ได้เห็นพระผู้มี
พระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ ไม่มีใครเปรียบ
ทรงย่ำยีเสียซึ่งมารและเสนามาร จะไม่พึง
เลื่อมใส ผู้ใดปรารถนา เชิญผู้นั้นตามเรา
ส่วนผู้ใดไม่ปรารถนา เชิญ ผู้นั้นอยู่เถิด
เราจักบวชในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มี
พระปัญญาอันประเสริฐนี้.

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 292 (เล่ม 21)

มาณพเหล่านั้นกล่าวว่า
ข้าแต่ท่านพราหมณ ถ้าท่านผู้เจริญ
ชอบใจคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธ-
เจ้าอย่างนี้ แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายจักบวช
ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระ-
ปัญญาอันประเสริฐ ดังนี้แล้วพราหมณ์
๓๐๐ คนเท่านั้น พากันประนมอัญชลี
ทูลขอบรรพชาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค-
เจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายจักประพฤติพรหม
จรรย์ในสำนักของพระองค์.
พรหมจรรย์อันเรากล่าวดีแล้ว อันผู้
ปฏิบัติจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล
เป็นเหตุทำให้บรรพชาของผู้ไม่ประมาท
ศึกษาอยู่ ไม่เป็นโมฆะ.
เสลพราหมณ์พร้อมทั้งบริษัท ได้บรรพชา ได้อุปสมบทในสำนักของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า.
[๖๑๐] ครั้งนั้นแล เกณิยชฎิลสั่งให้จัดแจงขาทนียโภชนียาหารอย่าง
ประณีตในอาศรมของตนตลอดราตรีนั้นแล้ว ใช้ให้คนไปกราบทูลภัตกาลแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ได้เวลาแล้ว ภัตตาหารสำเร็จแล้ว
พระเจ้าข้า ครั้งนั้น เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งอันตรวาสกแล้ว
ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังอาศรมของเกณิยชฎิล แล้วประทับนั่งบน
อาสนะที่เขาจัดไว้ถวาย พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ลำดับนั้น เกณิยชฎิลได้อังคาส
ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้อิ่มหนำเพียงพอ ด้วยขาทนียโภชนียาหาร

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 293 (เล่ม 21)

อันประณีต ด้วยมือของตน เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จแล้ว ละพระ-
หัตถ์จากบาตรแล้ว เกณิยฎิลถือเอาอาสนะต่ำแห่งหนึ่ง แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง.
[๖๑๑] ครั้นเกณิยชฎิลนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
อนุโมทนาด้วยพระคาถาเหล่านี้ว่า
ยัญทั้งหลายมีการบูชาไฟเป็นประมุข
คัมภีร์สาวิตติศาสตร์ เป็นประมุขแห่ง
คัมภีร์ฉันท์ พระราชาเป็นประมุขแห่ง
มนุษย์ทั้งหลาย สาครเป็นประมุขของ
แม่น้ำทั้งหลาย ดวงจันทร์เป็นประมุขของ
ดวงดาวทั้งหลาย ดวงอาทิตย์เป็นประมุข
ของความร้อน พระสงฆ์เป็นประมุขของ
ผู้หวังบุญบูชาอยู่.
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาด้วยพระคาถาเหล่านี้ แล้ว
เสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป ครั้งนั้น แล ท่านพระเสละพร้อมด้วยบริษัท หลีก
ออกจากหมู่เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจแน่วแน่ ไม่นานนัก ก็ได้
กระทำที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิต
โดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว สิ่งอื่นเพื่อความ
เป็นอย่างนี้มิได้มี ก็ท่านพระเสละพร้อมทั้งบริษัท ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง
ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 294 (เล่ม 21)

[๖๑๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระเสละพร้อมทั้งบริษัท ได้เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่งประนมอัญชลีไปทาง
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลด้วยคาถาว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระ-
จักษุ นับแต่วันที่ข้าพระองค์ทั้งหลาย ได้
ถึงพระองค์เป็นสรณะเป็นวันที่ ๘ เข้านี่
แล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นผู้อันพระ
องค์ทรงฝึกแล้ว ในคำสั่งสอนของพระ
องค์โดย ๗ ราตรี พระองค์เป็นพระพุทธ
เจ้า เป็นพระศาสดา เป็นมุนีผู้ครอบงำ
มาร ทรงเป็นผู้ฉลาดในอนุสัย ทรงข้าม
ได้เองแล้ว ทรงยังหมู่สัตว์นี้ให้ห้ามได้ด้วย
พระองค์ทรงก้าวล่วงอุปธิทั้งหลายแล้ว
ทรงทำลายอาสวะทั้งหลายแล้ว ไม่ทรงยึด
มั่นเลย ทรงละภัยและความขลาดกลัวได้
แล้ว ดุจดังราชสีห์ ภิกษุ ๓๐๐ รูปนี้ ยืน
ประนมอัญชลีอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความ
เพียร ขอได้ทรงโปรดเหยียดพระยุคลบาท
ออกเถิด ขอเชิญนาคทั้งหลายถวายบังคม
พระศาสดาเถิด.
จบ เสลสูตรที่ ๒.

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 295 (เล่ม 21)

อรรถกถาเสลสูตร
เสลสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
ในเสลสูตรนั้น คำว่า ในอังคุตราปชนบท เป็นต้น ท่านกล่าวให้
พิสดารแล้วในโปตลิยสูตรเทียว. บทว่า อฑฺฒเตรเสหิ ได้แก่ ๑๓ ทั้งกึ่ง
ท่านกล่าวอธิบายว่า กับด้วยภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป. ก็ภิกษุทั้งหลายที่ประชุมกัน
ในสาวกสันนิบาตเหล่านั้น ล้วนเป็นพระขีณาสพ บรรพชาด้วยเอหิภิกขุบรรพชา
ทั้งนั้น. คำว่า เกณิโย เป็นชื่อของชฎิลนั้น . คำว่า ชฏิโล ได้แก่ ดาบส.
ได้ยินมาว่า ดาบสนั้นเป็นพราหมณ์มหาศาล แต่ถือบวชเป็นดาบส เพื่อต้อง
การรักษาทรัพย์ ถวายบรรณาการแด่พระราชา ถือเอาภูมิภาค แห่งหนึ่ง
สร้างอาศรมอยู่ในภูมิภาคนั้น ประกอบการค้าขายด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม เป็น.
ที่อาศัยของตระกูลถึง ๑,๐๐๐ ตระกูล. อนึ่ง พระโบราณจารย์กล่าวว่า ที่
อาศรมของดาบสนั้น มีต้นตาลต้นหนึ่ง ผลตาลสำเร็จด้วยทองหล่นมาวันละ
ผลหนึ่ง. ดาบสนั้น กลางวันทรงผ้ากาสายะและสวมชฎา กลางคืนเสวยกาม
สมบัติ. คำว่า ธมฺมิยา กถาย ได้แก่ ด้วยธรรมีกถาที่ประกอบด้วยอานิสงส์
แห่งน้ำปานะ. ก็เกณิยะนี้ ละอายที่มีมือเปล่าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า คิดว่า
น้ำสำหรับดื่ม ย่อมควรแม้แก่ผู้เว้นวิกาลโภชน์ จึงให้หาบน้ำปานะผลพุทราที่
ปรุงเป็นอย่างดีมาถึง ๕๐๐ หาบ. ก็เรื่องที่ชฎิลนั้นไปแล้วอย่างนี้. พระสังคีติกา-
จารย์ยกขึ้นสู่พระบาลีในเภสัชชักขันธกะ(๑) ว่า ครั้งนั้นแล เกณิยชฏิลได้มีความ
คิดดังนี้ว่า เราควรนำไปเพื่อพระสมณโคดมหรือไม่หนอ ดังนี้.
คำว่า ทุติยํปิ โข ภควา ถามว่า ทรงปฏิเสธบ่อย ๆ เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะพะวกเดียรถีย์มีความเลื่อมใสในการปฏิเสธ. ข้อนั้นมิใช่เหตุ ความ
๑. วิ. ๓/๓๔๓

295