ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 276 (เล่ม 21)

ความสะดุ้งเพราะตัณหา. เพราะความสะดุ้ง ๒ อย่างนั้นของพระโคดมผู้เจริญ
นั้นไม่มี เพราะฉะนั้น พระโคดมผู้เจริญจึงไม่ทรงสะดุ้ง. บทว่า วิเวกวตฺโต
ความว่า เป็นผู้มีใจเวียนมาในวิเวกคือ พระนิพพาน ปาฐะว่า วิเวกวตฺโต
ดังนี้ ก็มี. ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยวัตร คือความสงัด. การเรียนมูล
กัมมัฏฐานแล้วนั่งคู้บัลลังก์ ในที่พักในเวลากลางวันของภิกษุผู้กระทำภัตกิจแล้ว
ด้วยสามารถแห่งสมถะ และวิปัสสนา ชื่อว่า วิเวกวัตร. เพราะอิริยาบถของ
ภิกษุผู้นั่งอย่างนี้ย่อมเข้าไปสงบระงับ.
ในบทว่า น ปตฺตํ อุนฺนาเมติ เป็นต้น มีวินิจฉัยว่า บางรูปย่อม
ชูบาตรขึ้นเหมือนรองน้ำจากขอบปากบาตร บางรูปลดบาตรลงเหมือนวางไว้ที่
หลังเท้า. บางรูปย่อมรับทำให้เนื่องกัน. บางรูปแกว่งไปทางโน้นทางนี้. ความ
ว่า ไม่กระทำอย่างนั้น รับด้วยมือทั้งสองน้อมไปนิดหน่อยรับน้ำ. บทว่า
น สมฺปริวตฺตกํ ความว่า ไม่หมุนบาตร ล้างหลังบาตรก่อน. บทว่า
นาติทูเร ความว่า ไม่เทน้ำล้างบาตร ให้ตกไปไกลจากอาสนะที่นั่ง. บทว่า
น อจฺจาสนฺเน ความว่า ไม่ทิ้งในที่ใกล้เท้านั่งเอง. บทว่า วิจฺฉฑฺฑิยมาโน
ความว่า กระเซ็นไป คือไม่เทโดยอาการที่ผู้รับจะเปียก.
บทว่า นาติโถกํ ความว่า ไม่รับเหมือนคนบางคนเป็นผู้มีความ
ปรารถนาลามก แสดงว่าเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยรับเพียงพอกับข้าวกำมือ
เดียวเท่านั้น. บทว่า อติพหุํ คือ รับมากเกินไปกว่าที่จะยังอัตตภาพให้เป็น
ไป. บทว่า พฺยญฺชนมตฺตาย ความว่า ส่วนที่ ๔ แห่งข้าวสุกชื่อว่าพอ
ประมาณแก่กับข้าว. คือคนบางคน เมื่อภัตรถูกใจ ก็รับภัตรมาก เมื่อกับข้าว
ถูกใจ ก็รับกับข้าวมาก แต่พระศาสดาไม่ทรงรับอย่างนั้น. บทว่า น จ
พฺยญฺชเนน ความว่า ก็บริโภคแต่ภัตรอย่างเดียว เว้นกับข้าวที่ไม่ชอบใจ
หรือบริโภคแต่กับข้าวอย่างเดียว เว้นภัตร ชื่อว่า น้อมคำข้าวเกินกว่ากับข้าว.

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 277 (เล่ม 21)

พระศาสดาทรงรับภัตรมีสิ่งอื่นแกม ทั้งภัตรทั้งกับข้าวพอประมาณกัน . บทว่า
ทฺวตฺติกฺขตฺตุํ ความว่า โภชนะที่พระชิวหาใหญ่ ของพระตถาคตเจ้านำเข้าไป
ย่อมเหมือนไล้ด้วยแป้งที่เขาทำให้ละเอียดพอพระทนต์บด ๒-๓ ครั้งเท่านั้น.
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า มุเข อวสิฏฺฐา ความว่า ย่อมล่วง
เข้าไปสู่ลำคอเหมือนหยาดน้ำที่ตกลงในใบบัว เพราะฉะนั้น จึงไม่เหลืออยู่.
บทว่า รสํ ปฏิสํเวเทติ คือ ทรงทราบรสมีหวานขม และเผ็ดเป็นต้น.
ก็สำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเหมือนกับใส่ทิพยโอชะลงโดยที่สุดพร้อม
กับน้ำเสวย. เพราะฉะนั้น ย่อมปรากฏรสในอาหารทั้งหมดเทียว แก่พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย. แต่ความใคร่ในรสไม่มี. บทว่า อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ คือ
ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการที่กล่าวไว้ว่า ไม่เสวยเพื่อเล่นเป็นต้น. คำวินิจฉัย
ของบทนั้นมาแล้วในวิสุทธิมรรค ฉะนั้น คำนี้ท่านกล่าวไว้ในสัพพาวสูตร.๑
ถามว่า ข้อว่า เมื่อทรงล้างพระหัตถ์แล้ว พระศาสดาทรงกระทำ
อย่างไร. ตอบว่า พระศาสดาทรงล้างส่วนที่พระหัตถ์จับบาตรก่อน. ทรง
จับบาตรที่ตรงนั้นแล้ว ส่งฝ่าพระหัตถ์ที่เป็นลายตาข่ายกลับไปมา ๒ ครั้ง.
อามิสทั้งหมดที่บาตรจะหลุดไปเหมือนน้ำในใบบัวที่ตกไปด้วยอาการเพียงเท่านี้.
บทว่า น จ อนตฺถิโก ความว่า เหมือนอย่างภิกษุบางรูปวางบาตรไว้ที่เชิง
บาตรไม่เช็ดน้ำที่บาตร เพ่งดูแต่ธุลีที่ตกไปฉันใด พระองค์ไม่ทรงกระทำ
อย่างนั้น. บทว่า น จ อติเวลานุรกฺขี ความว่า เหมือนอย่างภิกษุบางรูป
ตั้งการรักษาไว้เกินประมาณ หรือฉันแล้วเช็ดน้ำที่บาตรแล้วสอดเข้าไปใน
ระหว่างกลีบจีวร ถือบาตรแนบไปกับท้องนั่นเอง แต่พระศาสดาไม่ทรงการทำ
เหมือนอย่างนั้น.
๑. ม. ๑/๑๒

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 278 (เล่ม 21)

บทว่า น จ อนุโมทนสฺส ความว่า ก็ภิกษุใด พอฉันเสร็จแล้ว
เมื่อพวกเด็ก ๆ ร้องไห้อยู่ เพื่อจะกินข้าว พอเมื่อพวกคนหิว กินแล้วยังไม่
มาเลย ก็เริ่มอนุโมทนา. ต่อแต่นั้น บางพวกก็ทิ้งงานทิ้งสิ้นมา บางพวกยัง
ไม่ทันมา. ผู้นี้ย่อมยังเวลาให้ล่วงไปเร็วนัก. แม้บางรูปเมื่อพวกคนมาไหว้แล้ว
นั่งลง เพื่อประโยชน์แก่อนุโมทนา ก็ยังไม่กระทำอนุโมทนา ตั้งถ้อยคำเฉพาะ
เป็นต้นว่า เป็นอย่างไร ติสสะ ปุสสะเป็นอย่างไร สุมนเป็นอย่างไร พวกท่าน
ไม่เจ็บป่วยด้วยไข้หรือ ข้าวปลาดีไหม ดังนี้ ผู้นี้ชื่อว่า ทำเวลาแห่งการอนุ-
โมทนาให้เสียไป. แต่เมื่อกล่าวในเวลาที่พวกคนรู้เวลาอาราธนาแล้ว ชื่อว่า
ไม่ทำเวลาให้เสียเกินไป พระศาสดาทรงทำอย่างนั้น.
บทว่า น ตํ ภตฺตํ ความว่า ไม่กล่าวติเตียนเป็นต้นว่า นี่ข้าวอะไรกัน
สวยนัก แฉะนัก. บทว่า น อญฺญํ ภตฺตํ ความว่า ก็เมื่อจะกระทำอนุโมทนา
ด้วยคิดว่า เราจักยังภัตรให้เกิดขึ้นเพื่อการบริโภคอันจะมีในวันพรุ่งนี้ หรือ
เพื่อวันต่อไป ชื่อว่าย่อมหวังภัตรอื่น. หรือภิกษุใดคิดว่าเราจะกระทำอนุโมทนา
ต่อเมื่อพวกมาตุคามหุงข้าวสุกแล้ว แต่นั้นเมื่ออนุโมทนาของเรา พวกเขาจะให้
ข้าวหน่อยหนึ่งจากข้าวที่ตนหุง แล้วจึงขยายอนุโมทนา แม้ภิกษุนี้ ก็ชื่อว่า ย่อม
หวัง. พระศาสดาไม่ทรงกระทำอย่างนั้น. บทว่า น จ มุญฺจิตุกาโม ความว่า
ก็บางรูปทิ้งบริษัทไว้ไปเสีย พวกภิกษุทั้งหลายจะต้องติดตามไปโดยเร็ว. แต่
พระศาสดาไม่ทรงดำเนินไปอย่างนั้น. ทรงดำเนินไปอยู่ท่ามกลางบริษัท บทว่า
อจฺจุกกฏฺฐํ ความว่า ก็รูปใดห่มจีวรยกขึ้นจนติดคาง รูปนั้น ชื่อว่า รุ่มร่าม.
รูปใดห่มจนคลุมข้อเท้าเทียว จีวรของรูปนั้น ชื่อว่า รุ่มร่าม. แม้รูปใดห่ม
ยกขึ้นจากข้างทั้งสองเปิดท้องไป จีวรของรูปนั้น ก็ชื่อว่า รุ่มร่าม. รูปใดกระทำ
เฉวียงบ่าข้างหนึ่งเปิดนมไป รูปนั้นก็ชื่อว่า รุ่มร่าม. พระศาลดาไม่ทรงกระทำ
อาการอย่างนั้นทุกอย่าง.

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 279 (เล่ม 21)

บทว่า อลฺลีนํ ความว่า จีวรของภิกษุเหล่าอื่นชุ่มด้วยเหงื่อติดอยู่
ฉันใด ของพระศาสดาย่อมไม่เป็นอย่างนั้น. บทว่า อปกฏฺฐํ ความว่า พ้น
จากกายไม่อยู่เหมือนผ้าสาฎกลื่น. บทว่า วาโต ได้แก่ แม้ลมเวรัมภวาต
ตั้งขึ้นก็ไม่อาจจะให้ไหวได้. บทว่า ปาทมณฺฑนานุโยคํ ความว่า ประกอบ
การทำพระบาทให้สวยงามมีการขัดสีพระกายด้วยอิฐเป็นต้น. บทว่า ปกขา-
ลิตฺวา (ทรงล้างแล้ว) ความว่า ทรงล้างพระบาทด้วยพระบาทนั่นเทียว. ท่าน
กล่าว บทว่า โส เนว อตฺตพฺยาพาธาย ไม่เพื่อเบียดเบียนพระองค์เอง
เป็นต้น เพราะมีปุพเพนิวาสญาณและเจโตปริยญาณ. แต่เห็นความมีอิริยาบถ
สงบ จึงกล่าวด้วยความคาดคะเนเอา. บทว่า ธมฺมํ คือ ประยัติธรรม. บทว่า
น อุสฺสาเทติ ความว่า ไม่กล่าวคำมีอาทิว่า แม้ท่านพระราชา ท่านมหา
กฎุมพีเป็นต้น แล้วยกยอด้วยสามารถแห่งความรักอาศัยเรือน. บทว่า น
อปสาเทติ ความว่า ไม่กล่าวคำมีอาทิว่า ท่านอุบาสก ท่านรู้ทางไปวิหาร
แล้วหรือ ท่านมาเพราะกลัวหรือ. ภิกษุไม่ปล้นของอะไรเอาหรอก ท่านอย่ากลัว
หรือว่า ท่านช่างมีชีวิตตระหนี่เหนียวแน่นอะไรอย่างนี้ แล้วรุกรานด้วยความ
รักอาศัยเรือน.
บทว่า วิสฺสฏฺโฐ ความว่า ไม่ข้อง คือไม่ขัด. บทว่า วิญฺเญยฺโย
คือ พึงรู้ได้ชัด ปรากฏ. คือพระสุรเสียงนั้นรู้ได้ชัดเจน เพราะสละสลวย.
บทว่า มญฺชุ คือไพเราะ. บทว่า สวนีโย คือสะดวกหู ก็เสียงนั้น ชื่อว่า
น่าฟัง เพราะมีความไพเราะนั่นเอง. บทว่า พินฺทุ คือกลมกล่อม. บทว่า
อวิสารี คือไม่พร่า. ก็เสียงนั้นไม่พร่าเพราะมีความกลมกล่อมนั่นเอง. บทว่า
คมฺภีโร คือเกิดจากส่วนลึก. บทว่า นินฺนาที คือมีความกังวาล. ก็เสียงนั้น
ชื่อว่ามีความกังวาล เพราะเกิดจากส่วนลึก. บทว่า ยถา ปริสํ คือย่อมยัง
บริษัทที่เนื่องเป็นอันเดียวกันแม้มีจักรวาลเป็นที่สุด ให้เข้าใจได้. บทว่า

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 280 (เล่ม 21)

พหิทฺธา ความว่า ย่อมไม่ไปนอกจากบริษัท แม้มีประมาณเท่าองคุลี.
เพราะเหตุไร เพราะเสียงที่ไพเราะเห็นปานนั้น มิได้ศูนย์ไปโดยใช่เหตุ. เสียง
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมกระจายไปโดยที่สุดแห่งบริษัทด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อวโลกยมานา ความว่า. คนทั้งหลายวางอัญชลีไว้เหนือเศียร
แลดูพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังหันกลับมาไหว้ในที่ที่จะละการเห็นแล้วจึงไป. บทว่า
อวิชหนฺตา ความว่า ก็ผู้ใดฟังพระดำรัสแล้ว ลุกขึ้นยังกล่าวถ้อยคำที่ได้เห็น
และได้ฟังเป็นต้น อย่างอื่นจึงไป นี้ชื่อว่าละไปโดยภาวะของตน. คนใดกล่าว
สรรเสริญคุณธรรมกถาที่ได้ฟังแล้วจึงไป ผู้นี้ชื่อว่า ไม่ละ. ชื่อว่าย่อมหลีกไป
โดยไม่ละไปด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า คจฺฉนฺตํ ความว่า เสด็จไปอยู่ดุจ
แท่งทองสูงถึง ๑๐๐ ศอก ด้วยสามารถแห่งยนต์คือสายฟ้า. บทว่า อทฺทสาม
ฐิตํ ความว่า เราได้เห็นพระองค์ประทับยืนอยู่ประดุจภูเขาทองที่เขายกขึ้นตั้งไว้.
บทว่า ตโต จ ภิยฺโย ความว่า เมื่อไม่อาจจะกล่าวคุณให้พิสดารจึงย่อคุณ
ที่เหลือลง กระทำเหมือนแล่งธนูและเหมือนกลุ่มด้าย กล่าวอย่างนั้น. ในข้อ
นี้มีอธิบายดังต่อไปนี้ พระคุณของพระโคดมผู้เจริญนั้น ยังมิได้กล่าวมีมาก
กว่าคุณที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว เปรียบเหมือนมหาปฐพีและมหาสมุทรเป็นต้น
หาที่สุดมิได้ หาประมาณมิได้ กว้างขวางประดุจอากาศฉะนั้นแล.
บทว่า อปฺปฏิสํวิทิโต ความว่า การมาโดยมิได้ทูลให้ทรงทราบ.
ก็ผู้จะเข้าหาบรรพชิต เข้าไปหาในเวลาที่บริกรรมจีวรเป็นต้น หรือในเวลาที่
นุ่งผ้าผืนเดียวกำลังดัดสรีระ ก็จะต้องถอยกลับจากเหตุนั้นเทียว. แม้การ
ปฏิสันถารก็จักไม่เกิดขึ้น. แต่เมื่อโอกาสท่านกระทำก่อนแล้ว ภิกษุกวาดที่พัก
ในกลางวัน ห่มจีวรนั่งในที่อันสงัด. ผู้ที่มาเห็นอยู่ก็จะเลื่อมใสแม้ด้วยการ
เห็นท่าน การปฏิสันถารก็จะเกิดขึ้น. ก็จะได้ทั้งปัญหาพยากรณ์ ทั้งธรรมกถา.
เพราะฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายจึงต้องรอโอกาส. และนั้นก็เป็นโอกาสอย่างใด

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 281 (เล่ม 21)

อย่างหนึ่งของตนเหล่านั้น. เพราะฉะนั้น เขาจึงมีความติดอย่างนั้น. พรหมายุ-
พราหมณ์ไม่กล่าวถึงความที่ตนเป็นผู้สูงเป็นต้น กล่าวอย่างนี้ว่า ชิณฺโณ วุฑฺโฒ
เพราะเหตุไร. ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ทรงมีพระกรุณาเมื่อทรงทราบ
ว่าเป็นผู้แก่แล้ว จักประทานโอกาสให้โดยเร็ว ฉะนั้นจึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า
โอรมตฺถ โอกาสมกาสิ ความว่า บริษัทนั้นรีบลุกขึ้นแยกออกเป็น ๒ ฝ่าย
ให้โอกาส. บทว่า เย เม เท่ากับ เย มยา. บทว่า นารีสมานสวฺหยา
ความว่า มีชื่อเสมอด้วยนารีเป็นเพศหญิง ชื่อว่านารีสมานสวหยา เพราะ
อรรถว่า ร้องเรียกตามเพศแห่งหญิงนั้น พึงกล่าวามเพศแห่งหญิง ฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวอย่างนี้ เพราะเป็นผู้ฉลาดในโวหาร. บทว่า ปหุตชิวฺโห ได้แก่
มีพระชิวหาใหญ่. บทว่า นินฺนามเย แปลว่า ขอพระองค์โปรดนำพระ
ลักษณะนั้นออก. บทว่า เกวลี คือทรงสมบูรณ์ด้วยพระคุณทั้งสิ้น.
บทว่า ปจฺจภาสิ ความว่า เมื่อถูกถามเพียงครั้งเดียว ก็ทรงพยากรณ์
คือได้ตรัสตอบปัญหาถึง ๘ ข้อ. บทว่า โย เวที ความว่า ผู้ใดรู้ คือทราบ
ภพเป็นที่อยู่อาศัยในกาลก่อนของผู้ใด ปรากฏแล้ว. บทว่า สคฺคาปายญฺจ
ปสฺสติ ความว่า ท่านกล่าวถึงทิพยจักษุญาณ. บทว่า ชาติกฺขยํ ปตฺโต
ได้แก่ บรรลุพระอรหัตต์แล้ว. บทว่า อภิญญาโวสิโต ได้แก่ รู้ยิ่งแล้ว
ซึ่งพระอรหัตต์นั้น เสร็จกิจแล้ว คือถึงที่สุดแล้ว. บทว่า มุนี ได้แก่ประ-
กอบด้วยธรรมเครื่องความเป็นมุนีคือ อรหัตตญาณ.
บทว่า วสุทฺธํ ได้แก่ อันผ่องใส. บทว่า มุตฺตํ ราเคหิ ความว่า พ้น
จากราคกิเลสทั้งหลาย. บทว่า ปหีนชาติมรโณ ได้แก่ ชื่อว่าผู้ละความเกิดได้
เพราะถึงความสิ้นชาติแล้ว ชื่อว่าผู้ละมรณะได้แล้ว เพราะละชาติได้นั่นเอง.
บทว่า พฺรหิมจริยสฺส เกวลี ความว่า ผู้ประกอบด้วยคุณล้วนแห่งพรหม
จรรย์ทั้งสิ้น หมายความว่า ผู้ปกติอยู่ประพฤติพรหมจรรย์คือมรรค ๔ ทั้งสิ้น.

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 282 (เล่ม 21)

บทว่า ปารคู สพฺพธมฺมานํ ความว่า ผู้ถึงฝั่งด้วยความรู้ยิ่งซึ่งโลกิยธรรม
และโลกกุตรธรรมทั้งปวง อธิบายว่า รู้ยิ่งซึ่งสรรพธรรมอยู่. อีกนัยหนึ่ง
บทว่า ปารคู ท่านกล่าวอรรถไว้ดังนี้ว่า ผู้ถึงฝั่งการกำหนดรู้ขันธ์ ๕ ผู้ถึงฝั่ง
ด้วยการละกิเลสทั้งปวง ผู้ถึงฝั่งด้วยภาวนา ซึ่งมรรค ๔ ผู้ถึงฝั่งด้วยการกระทำ
ให้แจ้งซึ่งนิโรธ ผู้ถึงฝั่งด้วยการถึงพร้อมซึ่งสมาบัติทั้งปวง ด้วยคำเพียงเท่านี้.
ท่านกล่าวการถึงฝั่งด้วยอภิญญา ด้วยคำว่า ธรรมทั้งปวง อีกแล. บทว่า
พุทฺโธ ตาที ปวุจฺจติ ความว่า ผู้เช่นนั้น คือผู้ถึงฝั่งด้วยอาการ ๖ ท่าน
เรียกว่า พระพุทธเจ้า เพราะเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ซึ่งสัจจธรรมทั้ง ๔ โดยอาการ
ทั้งปวง.
ก็ปัญหาย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงวิสัชนาแล้วด้วยพระ
ดำรัสเพียงเท่านี้หรือ. ถูกแล้ว เป็นอันวิสัชนาเสร็จทุกข้อ. คือทรงวิสัชนา
ปัญหาข้อที่หนึ่ง เพราะเป็นผู้มีบาปอันลอยเสียแล้ว ชื่อว่า พราหมณ์ ด้วย
พระดำรัสว่า มุนีนั้นรู้จิตอันบริสุทธิ์ อันพ้นแล้วจากราคะทั้งหลายดังนี้.
ด้วยพระดำรัสว่า ถึงฝั่ง ชื่อว่าถึงเวท เพราะจบเวทแล้ว นี้ย่อมเป็นอัน
วิสัชนาปัญหาข้อที่สอง. ด้วยบทเป็นต้นว่า ปุพฺเพนิวาสํ ชื่อว่า ผู้มีวิชชาสาม
เพราะมีวิชชาสามเหล่านี้ ย่อมเป็นอันวิสัชนาปัญหาข้อที่สาม. ด้วยพระ
ดำรัสนี้ว่า พ้นจากราคะทั้งหลายโดยประการทั้งปวง นี้ชื่อว่า ผู้มีความสวัสดี
เพราะสลัดบาปธรรมออกได้ ย่อมเป็นอันวิสัชนาปัญหาข้อที่สี่. อนึ่ง ด้วย
พระดำรัสนี้ว่า บรรลุถึงความสิ้นชาติ นี้ชื่อว่า ย่อมเป็นอันวิสัชนาปัญหา
ข้อที่ห้า เพราะตรัสถึงพระอรหัตต์นั่นเทียว. ย่อมเป็นอันวิสัชนาปัญหาข้อที่
หก ด้วยพระดำรัสเหล่านี้คือว่า เป็นผู้เสร็จกิจแล้ว และว่า ชื่อว่าผู้มีคุณครบ
ถ้วนแห่งพรหมจรรย์. ด้วยพระดำรัสนี้ว่า ผู้นั้นชื่อว่า มุนี ผู้ยิ่งถึงที่สุดแล้ว

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 283 (เล่ม 21)

ย่อมเป็นอันวิสัชนาปัญหาข้อที่เจ็ด ด้วยพระดำรัสนี้ว่า ชื่อว่า ถึงฝั่งแห่งธรรม
ทั้งปวงบัณฑิตกล่าวว่า เป็นพุทธผู้คงที่ ย่อมเป็นอันวิสัชนาปัญหาข้อที่แปด.
บทว่า ทานกถํ เป็นต้น ท่านให้พิสดารแล้วในพระสูตรก่อนนั่น
เทียว. บทว่า ได้บรรลุ คือถึงเฉพาะแล้ว. บทว่า ธมฺมํ สานุธมฺมํ ความ
ว่า อรหัตตมรรค ชื่อว่าธรรม ในพระสูตรนี้ มรรค ๓ และสามัญญผล ๓
ชั้นต่ำ ชื่อ อนุธรรม สมควรแก่ธรรม อธิบายว่า ได้มรรคและผลเหล่านั้น
ตามลำดับ. ข้อว่า ไม่เบียดเบียนเราได้ลำบากเพราะเหตุแห่งธรรมเลย
ความว่า ไม่ยังเราให้ลำบากเพราะเหตุแห่งธรรมเลย อธิบายว่า ไม่ให้เราต้อง
กล่าวบ่อย ๆ. คำที่เหลือในบททั้งปวงตื้นทั้งนั้น. ก็ด้วยบทว่า ปรินิพฺพายิ
ในบทนั้น พระองค์ทรงถือเอายอดแห่งเทศนาด้วยพระอรหัตต์ทีเดียวแล
จบอรรถกถาพรหมายุสูตรที่ ๑

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 284 (เล่ม 21)

๒. เสลสูตร
[๖๐๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเทียวจาริกไปในอังคุตราปชนบท
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป เสด็จถึงนิคมของชนชาว
อังคุตราปะ อันชื่อว่าอาปณะ ชฎิลชื่อเกณิยะได้สดับข่าวว่า พระสมณโคดม
ศากยบุตรเสด็จออกผนวชจากศายกสกุล เสด็จจาริกไปในอังคุตราปชนบท
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป เสด็จถึงอาปณนิคมแล้ว ก็
กิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้
เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ...เป็นผู้
เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก
มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว
ทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั่งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ให้รู้ตาม ทรง
แสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศ
พรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง ก็การได้
เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น ย่อนเป็นความดีแล.
[๖๐๕] ครั้งนั้นแล เกณิยชฎิลได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่
ประทับได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึง
กันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ชี้แจงให้เกณิยชฎิลเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมี
กถา ลำดับนั้นแล เกณิยชฎิลอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้
สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา แล้วได้กราบทูลพระผู้มี

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 285 (เล่ม 21)

พระภาคเจ้าว่า ขอพระโคดมผู้เจริญพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โปรดทรงรับภัตตา-
หารของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้ พระเจ้าข้า เมื่อเกณิยชฎิลกราบทูลอย่างนี้แล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนเกณิยะ ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่มีภิกษุประมาณ
๑,๒๕๐ รูป และท่านก็เลื่อมใสในพราหมณ์ทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๒ เกณิยชฎิล
ก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่
มีภิกษุประมาณ ๑,๒๕๐ รูป และข้าพระองค์เลื่อมใสในพราหมณ์ทั้งหลาย ก็จริง
ถึงกระนั้น ขอพระโคดมผู้เจริญพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โปรดทรงรับภัตตาหารของ
ข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้ พระเจ้าข้า แม้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนเกณิยะ ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ มีภิกษุประมาณ ๑,๒๕๐ รูป และท่านก็เลื่อม
ใสในพราหมณ์ทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๓ เกณิยชฎิลก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
เจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ มีภิกษุประมาณ ๑,๒๕๐ รูป
และข้าพระองค์เลื่อมใสในพราหมณ์ทั้งหลาย ก็จริง ถึงกระนั้น ขอพระโคดม
ผู้เจริญพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โปรดทรงรับภัตตาหารของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้
แหละ พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ ครั้งนั้นแล
เกณิยชฎิลทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาแล้ว จึงลุกจากที่นั่ง
เข้าไปยังอาศรมของตนแล้วเรียกมิตร อำมาตย์ และญาติสาโลหิตมาบอกว่า
ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอมิตรอำมาตย์และญาติสาโลหิตทั้งหลายจงฟัง
ข้าพเจ้า ข้าพเจ้านิมนต์พระสมณโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์มาฉันภัตตาหารใน
วันพรุ่งนี้ ขอท่านทั้งหลายพึงกระทำความขวนขวายด้วยกำลังกายเพื่อข้าพเจ้า
ด้วยเถิด มิตร อำมาตย์ และญาติสาโลหิตทั้งหลาย รับคำเกณิยชฎิลแล้ว บาง
พวกขุดเตา บางพวกฝ่าฟืน บางพวกล้างภาชนะ บางพวกตั้งหม้อน้ำ บางพวก
ปูลาดอาสนะ ส่วนเกณิยชฎิลจัดแจงโรงปะรำด้วยตนเอง.

285