ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 256 (เล่ม 21)

ทรงบันดาลมีรูปเป็นอย่างไร ในเรื่องนี้ มีถ้อยคำที่บุคคลอื่นพึงกล่าว
ได้อย่างไร. คำนั้นพระนาคเสนเถระอันพระเจ้ามิลินท์ถามแล้ว วิสัชนาไว้แล้ว.
ราชา. พระนาคเสนผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำขนาด
ถึงสิ่งที่ทำได้ยาก.
นาค. ทรงทำอะไร มหาบพิตร.
ราชา. พระคุณเจ้า พระองค์ทรงแสดงโอกาสที่ทำให้คนส่วนใหญ่อับ
อายแก่นายอุตตระศิษย์พรหมายุพราหมณ์ แก่พวกพราหมณ์
๑๖ คน ศิษย์ของพาวรี และแก่มาณพ ๓๐๐ คน ศิษย์ของ
เสลพราหมณ์อีกเล่า.
นาค. มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแสดงพระองคชาต
หรอก ทรงแสดงแต่เงา คือพระองค์ทรงสร้างขึ้นด้วยพระฤทธิ์
แล้วทรงแสดงเพียงรูปเป็นเงาที่อยู่ในผ้านุ่ง รัดสายประคตไว้
แล้วห่มจีวรทับ .
ราชา. เมื่อเห็นเงา ก็ชื่อว่าเห็นพระองคชาต มิใช่หรือครับ .
นาค. ข้อนั้น ยกไว้ก่อนเถิด มหาบพิตร คนเราต้องดูหัวใจให้เห็น
แล้ว จึงจะตรัสรู้ได้แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะต้องทรงเอา
เนื้อหัวใจออกมาแสดงด้วยกระนั้นหรือ.
ราชา. พระนาคเสน ท่านเก่งครับ .
บทว่า นินฺนาเมตฺวา ได้แก่ ทรงยื่น (พระชิวหา) ออก. บทว่า
ทรงสอด ได้แก่ ทรงสอดเข้าทำเหมือนสอดเข็มเย็บผ้ากฐินฉะนั้น . ก็ในข้อ
นั้น พึงทราบว่าประกาศความอ่อนด้วยการกระทำอย่างนั้น ประกาศความยาว
ด้วยการสอดเข้าช่องพระกรรณ ประกาศความบางด้วยการสอดเข้าช่องพระนาสิก
ประกาศความใหญ่ด้วยการปิดพระนลาฏ. อนึ่ง ในคำว่า ช่องพระกรรณ

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 257 (เล่ม 21)

ทั้งสอง เป็นต้นนี้ พึงทราบวินิจฉัยว่า มลทินก็ดี สะเก็ดก็ดี ในช่องพระ-
กรรณของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี ย่อมเป็นเหมือนหลอดเงินที่เขาล้างแล้ว
วางไว้. ในช่องพระนาสิกก็เหมือนกัน. ก็แม้ช่องเหล่านั้น ย่อมเป็นเหมือน
หลอดทองที่เขาทำการตระเตรียมไว้เป็นอันดีและเหมือนกับหลอดแก้วมณีฉะนั้น
เพราะฉะนั้น จึงทรงแลบพระชิวหาออกม้วนเข้าไปในที่สุดพระโอษฐ์ไปข้างบน
กระทำดุจเข็มเย็บผ้ากฐิน สอดเข้าสู่ช่องพระกรรณข้างขวา นำออกจากช่องขวานั้น
สอดเข้าทางช่องพระกรรณซ้าย. นำออกจากช่องพระกรรณซ้าย สอดเข้าช่อง
พระนาสิกขวา นำออกจากช่องพระนาสิกขวา สอดเข้าช่องพระนาสิกาซ้ายได้.
ครั้นนำออกจากช่องพระนาสิกซ้ายแล้ว เมื่อจะแสดงความใหญ่ จึงปิดมณฑล
พระนลาฏตลอดทั้งสิ้นด้วยพระชิวหาซึ่งเป็นเหมือนสายฟ้าอันรุ่งเรื่องด้วยผืนผ้า
กัมพลแดง ดุจพระจันทร์ครึ่งซีก ถูกเมฆวลาหกสีแดงปิดไว้กึ่งหนึ่ง และ
ประดุจแผ่นทองฉะนั้น.
บทว่า ยนฺนูนาหํ ถามว่า เหตุไร อุตตรมาณพจึงคิด. ตอบว่า
อุตตรมาณพ คิดว่าก็เราตรวจดูมหาปุริสลักษณะแล้ว กลับไป หากอาจารย์
ถามว่า พ่ออุตตระ เจ้าเห็นมหาปุริสลักษณะแล้วหรือ ก็จักอาจบอกได้ว่า ขอรับ
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าอาจารย์จักถามเราว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำกิริยา
เป็นเช่นไร เราก็ไม่อาจตอบคำถามนั้นได้ แต่เมื่อเราตอบว่า ไม่รู้ อาจารย์ก็
โกรธว่าเราส่งเจ้าไป เพื่อให้ตรวจดูให้รู้ลักษณะทั้งหมดนี้ มิใช่หรือ เหตุไร
ยังไม่รู้. แล้วจึงกลับมาเล่า ฉะนั้น จึงคิดว่า ทำไฉนหนอ แล้วติดตามไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำโอกาสในที่ที่เหลือทั้งหลาย เว้นฐานะ ๔ เหล่านี้
คือ ที่สรงน้ำ ที่ชำระพระโอษฐ์ ที่ชำระขัดสีพระวรกาย ที่ทรงประทับนั่ง
แวดล้อมด้วยนางห้ามของพระราชและมหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้น โดย
ที่สุดแม้ในพระคันธกุฎีแห่งเดียว.

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 258 (เล่ม 21)

เมื่อกาลล่วงไปผ่านไป ก็ปรากฏว่า ได้ยินว่า มาณพของพรหมายุ-
พราหมณ์ชื่ออุตตระนี้ เที่ยวใคร่ครวญความเป็นพระพุทธเจ้าของพระตถาคตว่า
เป็นพระพุทธเจ้า หรือมิได้เป็น มาณพอุตตระนี้ ชื่อว่าเป็นคนสอบสวน
พระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงประทับอยู่ในที่ใด ๆ ย่อมเป็นอันทรง
การทำกิจ ๕ ประการทีเดียว กิจเหล่านั้น ได้แสดงไว้แล้วในหนหลังนั่นเทียว.
ในบรรดากิจเหล่านั้น ในเวลาปัจฉาภัตร เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งที่
ธรรมาสน์ ที่เขาตกแต่งแล้วทรงจับพัดอันวิจิตรที่ขจิตด้วยงา แสดงธรรมแก่
มหาชนอยู่ แม้อุตตรมาณพ ก็นั่งอยู่ ณ ที่ไม่ไกล. ในตอนสิ้นสุดการฟังธรรม
พวกคนผู้มีศรัทธา ก็นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเสวยพระกระยาหาร อันจะ
มีในวันพรุ่งนี้ ก็เข้าไปหามาณพด้วยกล่าวอย่างนี้ว่า พ่อ พวกเรานิมนต์พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ตัวท่านก็จงมารับภัตรในเรือนของพวกเราพร้อมกับพระผู้มี
พระภาคเจ้า. ในวันรุ่งขึ้น พระตถาคตเจ้าอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เสด็จ
เข้าไปสู่บ้าน. แม้อุตตรมาณพก็ติดสอยห้อยตามไปสำรวจ ทุก ๆ ฝีก้าว. ใน
เวลาที่ตรงเข้าไปสู่เรือนแห่งตระกูล มาณพนั่งตรวจดูอยู่ทุกประการ ตั้งแต่
การถือเอาน้ำเพื่อทักษิณาเป็นต้นไป. ในเวลาเสร็จภัตตกิจ ในเวลาพระตถาคต
เจ้าประทับนั่ง วางบาตรไว้ ณ เชิงบาตร พวกคนก็จัดแจงอาหารเช้าแก่มาณพ.
มาณพนั้น นั่งบริโภค ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง แล้วกลับมายืน ณ ที่ใกล้พระศาสดา
ฟังภัตตานุโมทนา กลับไปยังวิหารพร้อมกับพระผู้มีพระภาคเจ้าทีเดียว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรอให้ภิกษุทั้งหลายเสร็จภัตตกิจ ประทับนั่ง
ณ ศาลาคันธมณฑลนั้น. ครั้นภิกษุทั้งหลายกระทำภัตตกิจเสร็จพากันเก็บบาตร
และจีวรมาไหว้ กราบทูลกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จเข้าคันธกุฎี. แม้
มาณพก็เข้าไปด้วยกัน กับพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนกัน . พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับยืนที่หน้ามุขพระคันธกุฎี ทรงสั่งสอนหมู่ภิกษุที่มาแวดล้อมแล้วให้แยก

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 259 (เล่ม 21)

ย้ายกันไปแล้ว จึงเสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี. มาณพก็เข้าไปด้วย พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงประทับนั่งที่เตียงเล็ก ชั่วเวลาเล็กน้อย. แม้มาณพก็นั่งพิจารณาดูอยู่
ในที่ไม่ไกล. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งชั่วครู่หนึ่ง จึงทรงแสดงการก้ม
พระเศียร.(๑) มาณพคิดว่า จักเป็นเวลาประทับพักผ่อนของพระโคดมผู้เจริญ
แล้วปิดประตูพระคันธกุฎี ออกไปนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง. พวกคนถวายทาน
ในกาลก่อนแห่งภัตร บริโภคอาหารเข้าแล้ว สมาทานองค์อุโบสถ ห่มผ้าสะอาด
ถือดอกไม้และของหอมเป็นต้น มาสู่วิหารด้วยคิดว่า จักฟังธรรม เหมือนกับ
เป็นค่ายของพระเจ้าจักรพรรดิฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ชั่วครู่หนึ่ง ทรงลุกขึ้น ทรง
กำหนดโดยส่วนเบื้องต้น เข้าสมาบัติ. ครั้นออกจากสมาบัติแล้ว ทราบว่ามหาชน
พากันมา จึงทรงออกจากพระคันธกุฎี อันมหาชนแวดล้อมแล้ว เสด็จไปยัง
ศาลาคันธมณฑล ประทับบนพุทธอาสน์อันประเสริฐที่เขาปูลาดไว้แล้ว ทรง
แสดงธรรมแก่บริษัท. ฝ่ายมาณพนั่งอยู่ ณ ที่ไม่ไกล กำหนดอักขระต่ออักขระ
บทต่อบท ด้วยคิดว่า พระสมณโคดม แสดงธรรม ยกย่องหรือรุกรานบริษัท
ด้วยอำนาจอาศัยเรือนหรือ หรือว่าไม่ทรงแสดงอย่างนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ไม่ตรัสกถาอย่างนั้นเลย ทรงทราบกาล ทรงหยุดเทศนา. มาณพกำหนดอยู่
โดยทำนองนี้ เทียวไปแต่ผู้เดียวตลอด ๗ เดือน มิได้เห็นความผิดพลาดแม้
มีประมาณน้อยในกายทวารเป็นต้นของพระผู้มีพระเจ้า. ก็ข้อนี้ยังไม่น่าอัศจรรย์
ทีอุตตรมาณพเป็นมนุษย์มิได้เห็นความผิดพลาดของพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์
ยังเป็นพระโพธิสัตว์ เทพบุตรผู้เป็นมาร เป็นอมนุษย์ ก็มิได้เห็น แม้มาตร
ว่าตรึก (วิตก) อาศัยเรือนในสถานที่ทรงบำเพ็ญความเพียรถึง ๖ ปี ยังติดตาม
๑. ฉฺ สีโสกฺกมนํ สฺ สีโสกมฺปนํ

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 260 (เล่ม 21)

พระองค์ผู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วถึงหนึ่งปี ก็มิได้เห็นความผิดพลาดไร ๆ จึง
กล่าวคาถามีอาทิว่า
เราติดตามรอยพระบาทพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ถึง ๗ ปี ก็มิได้ประสบความ
ผิดพลาดของพระสัมพุทธเจ้าผู้มีสติ ดังนี้
แล้วหลีกไป. แต่นั้น มาณพจึงคิดว่า เราติดตามพระโคดมผู้เจริญอยู่ถึง ๗
เดือน ก็มิได้เห็นโทษไร ๆ แต่ถ้าเราจะพึงติดตามไป แม้อีกสัก ๗ เดือน หรือ
๗ ปี หรือ ๑๐๐ ปี หรือ ๑,๐๐๐ ปี ก็คงจะมิได้เห็นโทษของพระองค์ ก็
แต่ว่าอาจารย์ของเรานั้นก็แก่เฒ่า คงจะไม่อาจทราบความเกษมจากโยคะ เรา
จะบอกว่า พระสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยพระคุณตามที่เป็นจริงทีเดียว
แล้วเล่าเรื่องแก่อาจารย์ของเรา ดังนี้ แล้วทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้า ไหว้
ภิกษุสงฆ์ออกไปแล้ว.
ก็แล อุตตรมาณพกลับไปยังสำนักของอาจารย์แล้ว ถูกอาจารย์ถามว่า
พ่ออุตตระ กิตติศัพท์ของพระโคดมผู้เจริญที่ขจรไปมีอยู่เช่นนั้นจริงหรือ จึง
กล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ท่านพูดอะไรจักรวาลคับแคบเกินไป ภวัคคพรหม
ก็ต่ำเกินไป หมู่คุณของพระโคดมผู้เจริญนั้น หาที่สุดมิได้ ประดุจอากาศ
ข้าแต่ท่านอาจารย์ผู้เจริญ กิตติศัพท์ของพระโคดมผู้เจริญนั้น มีอยู่เช่นนั้น
แท้จริง ดังนี้ เป็นต้น จึงบอกมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการตามที่ตนเห็นแล้ว
โดยลำดับแล้ว เล่าถึงกิริยสมาจาร. เพราะฉะนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์จึง
กล่าวว่า ครั้งนั้นแล อุตตรมาณพ ฯลฯ พระโคดมผู้เจริญ เป็นเช่นนี้ด้วย
เป็นเช่นนี้ด้วย และยิ่งกว่านั้น ดังนี้.
ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุปติฏฺฐิตปาโท ความว่า เหมือน
อย่างว่า บุคคลทั้งหลายเหล่าอื่นวางเท้าไว้เหนือพื้นดิน ปลายเท้าก็ดี ส้นเท้า

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 261 (เล่ม 21)

ก็ดี ด้านข้างก็ดี จะถูกพื้นก่อน หรือว่า กลางเท้าเว้า เมื่อยกขึ้น ส่วนหนึ่ง
ที่ปลายเท้าเป็นต้น จะยกขึ้นก่อน แต่ของพระองค์มิได้เป็นอย่างนั้น. ฝ่าพระ-
บาททั้งสิ้นของพระองค์ จะถูกพื้นพร้อมกันทีเดียว ดุจพื้นลาดพระบาททอง
ฉะนั้น ยกจากพื้นก็พร้อมกัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระโคดมผู้เจริญ
พระองค์นั้น มีพระบาทประดิษฐานอยู่เป็นอันดี.
ในข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระบาทประดิษฐานเป็นอันดีนั้น มีข้อ
ที่น่าอัศจรรย์ดังต่อไปนี้ แม้หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงย่างพระบาทด้วย
ตั้งพระทัยว่า เราจักเหยียบเหวลึกถึงหลายร้อยชั่วคน ในทันใดนั้น ที่ที่ลุ่ม
ก็จะนูนขึ้นมาเสมอแผ่นดิน ประดุจเครื่องสูบของช่างทองเต็มด้วยลมฉะนั้น.
แม้ที่ตอนจะเข้าไปอยู่ภายใน เมื่อทรงย่างพระบาทด้วยตั้งพระทัยว่า เราจัก
เหยียบในที่ไกล ภูเขาแม้มีประมาณเท่าสิเนรุบรรพต ก็จะน้อมมาใกล้พระบาท
ประดุจหน่อหวายที่ชุ่มน้ำแล้วฉะนั้น. จริงอย่างนั้น เมื่อคราวพระองค์ทรง
กระทำยมกปาฏิหาริย์ ทรงย่างพระบาทด้วยตั้งพระทัยว่า จักเหยียบภูเขายุคนธร
ภูเขาก็น้อมมาใกล้พระบาท. พระองค์ทรงเหยียบภูเขานั้น ทรงย่างพระบาท
เหยียมภพดาวดึงส์ด้วยพระบาทที่สอง. ที่พระจักรลักษณะจะพึงประดิษฐาน
ไม่เสมอกันมิได้มี. ตอก็ดี หนามก็ดี ก้อนกรวดกระเบื้องก็ดี อุจจาระปัสสาวะ
ก็ดี น้ำลายน้ำมูกเป็นต้น ก็ดี ที่มีอยู่ก่อนเทียว ก็หายไป หรือจมหายเข้า
แผ่นดินในที่นั้น ๆ. จริงอยู่ ด้วยเดชแห่งศีล ปัญญา ธรรม อานุภาพแห่ง
บารมี ๑๐ ประการ ของพระตถาคตเจ้า มหาปฐพีนี้ย่อมเสมอ นุ่ม เกลื่อนกล่น
ด้วยบุปผชาติ. พระตถาคตเจ้าทรงทอดพระบาทเสมอ (และ) ทรงยกพระบาท
เท่ากัน ทรงสัมผัสแผ่นดินด้วยพื้นพระบาททุกส่วน.
บทว่า จกฺกานิ คือ ที่พระบาททั้ง ๒ ได้มีลายจักรข้างละ ๑ ลายจักร.
ท่านกล่าวไว้ในพระบาลีว่า ที่จักรนั้นมีกำ กง ดุม. ก็และด้วยบทว่า บริบูรณ์

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 262 (เล่ม 21)

ด้วยอาการทั้งปวง นี้พึงทราบความต่างกัน ดังต่อไปนี้. ได้ยินว่า จักร
เหล่านั้น ย่อมปรากฏลายดุมตรงกลางพื้นพระบาท. ปรากฏลายเขียนวงกลม
รอบดุม. ที่ปากดุมก็ปรากฏวงกลม. ปรากฏเป็นปากช่อง. ปรากฏเป็นซี่กำ.
ปรากฏเป็นลวดลายกลมที่กำทั้งหลาย. ปรากฏเป็นกง. ปรากฏเป็นกงแก้ว . นี้
มาตามพระบาลีก่อนทีเดียว.
แต่วาระส่วนมากมิได้มาแล้ว. ก็วาระนั้น พึงทราบดังนี้. รูปหอก ๑
รูปโคขวัญ ๑ รูปแว่นส่องพระพักตร์ ๑ รูปสังข์ทักษิณาวัฏฏ์ ๑ รูปดอก
พุดซ้อน ๑ รูปเทริด ๑ รูปปลาทั้งคู่ ๑ รูปเก้าอี้ ๑ รูปปราสาท ๑ รูป
เสาค่าย ๑ รูปเศวตฉัตร ๑ รูปพระขรรค์ ๑ รูปพัดใบตาล ๑ รูปพัด
หางนกยูง ๑ รูปพัดหางนก ๑ รูปกรอบพระพักตร์ ๑ รูปธงชายผ้า ๑ รูป
พวงดอกไม้ ๑ รูปดอกบังเขียว ๑ รูปดอกบัวขาว ๑ รูปดอกบัว
แดง ๑ รูปดอกบัวหลวง ๑ รูปดอกบุณฑริก ๑ รูปหม้อเต็มด้วยน้ำ ๑
รูปถาดเต็มด้วยน้ำ ๑ รูปสมุทร ๑ รูปเขาจักรวาฬ ๑ รูปป่าหิมพานต์ ๑
๑ รูปเขาสิเนรุ ๑ รูปพระจันทร์ ๑ รูปพระอาทิตย์ ๑ รูปหมู่ดาว
นักษัตร ๑ รูปมหาทวีปทั้งสี่ ทวีปน้อย ๒ พัน ๑. โดยที่สุดบริวาร
แห่งจักรลักษณะทั้งสิ้น หมายเอาบริษัทของพระเจ้าจักรพรรดิ.
บทว่า มีพระส้นยาว คือ พระส้นยาว หมายความว่า มีพระส้น
บริบูรณ์. เหมือนอย่างว่าปลายเท้าของคนเหล่าอื่นยาว แข็งตั้งอยู่ ณ ที่สุด
ส้นเท้า ส้นย่อมปรากฏดุจถากตั้งไว้ แต่ของพระตถาคตเจ้าไม่เป็นอย่างนั้น .
สำหรับของพระตถาคตเจ้าใน ๔ ส่วน เป็นปลายเท้าเสีย ๒ ส่วน. แข้งตั้งอยู่
ส่วนที่สาม. ในส่วนที่ ๔ ส้นเท้าเป็นเช่นกับลูกกลมทำด้วยผ้ากัมพลแดงดุจหมุน
ติดอยู่ปลายเหล็กแหลมฉะนั้น.

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 263 (เล่ม 21)

บทว่า มีพระองคุลียาว ความว่า เหมือนอย่างว่า คนเหล่าอื่น
บางคนนิ้วยาว บางคนนิ้วสั้น ของพระตถาคตเจ้าไม่เป็นอย่างนั้น . ส่วนของ
พระตถาคตเจ้า นิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทยาวโคนหนาเรียวเล็กขึ้นไปโดย
ลำดับจนถึงปลาย ดุจนิ้ววานร เป็นดุจลำเทียนที่ขยำด้วยน้ำมันยางไม้ปั้นไว้.
เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า พระองคุลียาว.
บทว่า ทรงมีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม ได้แก่ชื่อว่า
มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม เพราะอรรถว่า อ่อนดุจปุยนุ่นที่เขายีถึง
๑๐๐ ครั้ง จุ่มด้วยเนยใสวางไว้ และมีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่นอยู่เป็นนิจ
ดุจของเด็กแรกเกิด.
บทว่า ทรงมีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทเป็นลายตาข่าย ได้แก่
ระหว่างนิ้วไม่ติดกับหนัง. ก็บุคคลเช่นนี้ มีมือดุจพังพานอันปุริสโทษขจัด
เสียแล้ว ย่อมไม่ได้แม้การบรรพชา. แต่ของพระตถาคตเจ้านิ้วพระหัตถ์ทั้ง ๔
นิ้วพระบาททั้ง ๕ มีขนาดเป็นอันเดียวกัน. เพราะนิ้วเหล่านั้นมีขนาดเป็นอัน
เดียวกัน ลักษณะจึงเบียดซึ่งกันและกันตั้งอยู่. ก็พระหัตถ์และพระบาท
ของพระตถาคตเจ้านั้น เช่นกับตาข่ายบานประตูหน้าต่างที่ช่างไม้ผู้ฉลาดขึง
ประกอบไว้. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาท
เป็นลายตาข่าย.
ชื่อว่า ทรงมีพระบาทสูงนูน เพราะอรรถว่าพระบาทของพระองค์สูงนูน.
เพราะมีข้อพระบาทตั้งอยู่ในเบื้องบน. แท้จริง ข้อเท้าของตนเหล่าอื่นมีที่
หลังเท้า. เพราะฉะนั้น เท้าของคนเหล่าอื่น กระด้างเหมือนตอกลิ่ม
ไม่หมุนได้ตามสะดวก. เมื่อเดินไปพื้นเท้าไม่ปรากฏ. แต่ของพระตถาคตเจ้า
ข้อพระบาทขึ้นอยู่เบื้องบน. เพราะฉะนั้น พระกายเบื้องบนของพระองค์ตั้งแต่
พระนาภีไป จึงไม่หวั่นไหวดุจสุวรรณปฏิมาที่อยู่บนเรือ พระกายเบื้องล่างเท่านั้น

263
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 264 (เล่ม 21)

ไหว. พระบาทย่อมหมุนไปสะดวก. เมื่อคนยืนดูที่ข้างหน้าก็ดี ข้างหลังก็ดี
ที่ข้างทั้งสองก็ดี พื้นเท้าย่อมปรากฏ. ไม่ปรากฏข้างหลังเหมือนของช้างฉะนั้น.
บทว่า ทรงมีพระสงฆ์เรียวดังแข็งเนื้อทราย คือมีพระชงฆ์เต็ม
เพราะความนูนของเนื้อชื่อว่ามีพระชงฆ์เหมือนเนื้อทราย ไม่มีเนื้อเป็นก้อนติด
เป็นอันเดียวกัน. หมายความว่า ประกอบด้วยแข้งที่มีเนื้อได้ส่วนกันหุ้มแล้ว
กลมดีเช่นกับท้องข้าวสาลีฉะนั้น.
บทว่า อโนนมนฺโต คือไม่ค้อมลง. ด้วยบทนี้ท่านแสดงถึงความที่
พระองค์ไม่เป็นคนแตระไม่เป็นคนค่อม. คือ คนอื่น ๆ เป็นคนแคระก็มี เป็น
คนค่อมก็มี. กายข้างหน้าของคนแคระไม่บริบูรณ์. กายท่อนหลังของคนค่อม
ไม่บริบูรณ์. คนเหล่านั้นก้มลงไม่ได้ ไม่อาจจะลูบเข่าได้ เพราะกายไม่บริบูรณ์.
สำหรับพระตถาคตเจ้า ชื่อว่าอาจลูบได้ เพราะมีพระกายทั้งสองแห่งบริบูรณ์.
ชื่อว่า ทรงมีพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก เพราะอรรถว่า คุยหฐานตั้ง
ลง คือปิดอยู่ในฝัก เช่นกับฝักปทุมทองและดอกกัณณิการ์ เหมือนคุยหฐาน
ของโคอุสภะและช้างเป็นต้น . บทว่า วตฺถคุยฺหํ ได้แก่ สิ่งที่จะพึงซ่อนเร้น
ด้วยผ้าท่านเรียกว่า องคชาต.
บทว่า ทรงมีพระฉวีวรรณดังทองคำ ความว่า เช่นกับรูปเปรียบ
ทองคำแท่งที่เขาระบายด้วยชาดแดง ขัดด้วยเขี้ยวเสือ ทำการระบายสีแดงวา
ไว้. ด้วยคำนี้ท่านพระสังคีติกาจารย์ แสดงความที่พระองค์มีสรีระละเอียดสนิท
เป็นแต่งแล้ว จึงกล่าวว่า ทรงมีผิวพรรณผ่องใสดุจทอง ก็เพื่อแสดงถึงพระ-
ฉวีวรรณ. อีกนัยหนึ่งคำนี้เป็นไวพจน์ของคำก่อนนั้น.
บทว่า รโชชลฺลํ ได้แก่ ธุลีหรือมลทิน. บทว่า น อุปลิมฺปติ
ได้แก่ ไม่ติด ย่อมหายไปเหมือนหยาดน้ำกลิ้งไปจากใบบัว. ถึงกระนั้น พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงกระทำการล้างพระหัตถ์และล้างพระบาทเป็นต้น เพื่อ

264
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 265 (เล่ม 21)

รับไออุ่น และเพื่อผลบุญแก่ทายกทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ย่อมทรงกระทำโดย
เป็นกิจวัตรทีเดียว. ธรรมดาภิกษุผู้จะเข้าสู่เสนาสนะจะต้องล้างเท้าแล้วจึง
เข้าไปท่านกล่าวไว้เช่นนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อุทฺธคฺคโลโม ความว่า ชื่อว่ามีพระโลมาปลายงอนขึ้น
เพราะอรรถว่า พระโลมาของพระองค์มีปลายตั้งขึ้นที่ปลายผมเป็นม้วนกลมตั้ง
อยู่ เหมือนจะมองดูความงามแห่งดวงหน้า.
บทว่า ทรงมีพระกายตรงดังพรหม ความว่า มีพระกายตรงดุจ
พรหม คือมีพระสรีระสูงขึ้นไปตรงทีเดียว. ธรรมดาสัตว์โดยมากจะน้อมลงใน
ที่ ๓ แห่งคือ ที่คอ. ที่สะเอว. ที่เข่า. คนเหล่านั้น เมื่อน้อมไปที่สะเอว ก็จะ
เอนไปข้างหลัง ที่น้อมไปที่ที่ทั้งสองนอกนี้ก็จะเอนไปข้างหน้า. บางพวกมีร่าง
กายสูง มีสีข้างคด. บางพวกหน้าเชิดเที่ยวไป เหมือนคอยนับหมู่ดาวนักษัตร
อยู่ บางพวกมีเนื้อและเลือดน้อย ดุจหลาว เดินสั่นอยู่. แต่พระตถาคตเจ้า
ครั้งขึ้นไปส่งพอประมาณ เป็นเหมือนเสาค่ายทองที่เขายกขึ้น ณ เทพนคร
ฉะนั้น
บทว่า ทรงมีพระกายเต็มในที่ทั้ง ๗ คือ พระตถาคตเจ้านั้นมี
พระมังสะเต็มในที่ ๗ แห่งเหล่านี้คือ หลังพระหัตถ์ทั้ง ๒ หลังพระบาททั้ง ๒
จงอยบ่าทั้ง ๒ พระศอ ๑ ฉะนั้น จึงชื่อว่ามีพระกายเต็มในที่ ๗ แห่ง. ส่วนของ
คนเหล่าอื่นปรากฏเส้นเอ็นเป็นร่างแหที่หลังมือหลังเท้า ที่จงอยบ่าและที่คอ
ตรงปลายเป็นกระดูก. คนเหล่านั้น ย่อมปรากฏดุจดังมนุษย์เปรต. พระตถาคต
เจ้าหาเป็นเช่นนั้นไม่. คือพระตถาคตเจ้าทรงมีพระศอเช่นกับเขาสัตว์ทอง ที่
ขัดด้วยหลังมือแล้ววางไว้ด้วยร่างแหเอ็นเป็นเครื่องปกปิด ชื่อว่าย่อมปรากฏ
เหมือนรูปศิลาและรูปจิตรกรรม เพราะมีพระมังสะเต็มในที่ ๗ แห่ง.

265