พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 246 (เล่ม 21)

จากความเคลือบแคลง ถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเธอผู้อื่นในคำสอนของพระ
ศาสดา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของ
พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง
นัก. . . ขอพระโคดมผู้เจริญโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ
ตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อนึ่ง ขอพระโคดมผู้เจริญพร้อมด้วยภิกษุ
สงฆ์โปรดรับภัตตาหารของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้เถิด พระเจ้าข้า พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาด้วยดุษณีภาพ.
[๖๐๑] ครั้งนั้นแล พรหมายุพราหมณ์ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
รับอาราธนาแล้ว จึงลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าทำประทักษิณ
แล้วหลีกไปครั้งนั้นพรหมายุพราหมณ์ได้สั่งให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหารอย่าง
ประณีต ในนิเวศน์ของตนตลอดคืนยังรุ่ง แล้วใช้คนให้ไปกราบทูลเวลาภัตกาล
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ถึงเวลาแล้ว พระเจ้าข้า
ภัตตาหารสำเร็จแล้ว ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตร-
วาสกแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของพรหมายุพราหมณ์
แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว้ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ลำดับนั้น พรหมายุ
พราหมณ์ได้อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้อิ่มหนำเพียงพอด้วย
ขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของคนตลอด ๗ วัน ครั้งนั้น พอล่วง ๗
วันนั้นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในวิเทหชนบท.
[๖๐๒] ครั้งนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกไปไม่นาน
พรหมายุพราหมณ์ได้ทำกาละ ครั้งนั้น ภิกษุเป็นอันมากพากันเข้าไปเฝ้าพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น
แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรหมายุพราหมณ์

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 247 (เล่ม 21)

ทำกาละแล้ว คติของเขาเป็นเช่นไร ภพเบื้องหน้าของเขาเป็นเช่นไร พระ
เจ้าข้า.
[๖๐๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ภิกษุทั้งหลาย พรหมายุ
พราหมณ์เป็นบัณฑิต ได้บรรลุธรรมตามลำดับธรรมไม่เบียดเบียนเราให้ลำบาก
เพราะเหตุแห่งธรรมเลย พรหมายุพราหมณ์เป็นอุปปาติกะ (อนาคามี) จัก
ปรินิพพานในภพนั้นมีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะสังโยชน์เบื้อง
ต่ำ ๕ สิ้นไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจชื่น
ชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนี้แล.
จบ พรหมายุสูตรที่ ๑

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 248 (เล่ม 21)

พราหมณวรรค
อรรถกถาพรหมายุสูตร
พรหมายุสูตร ขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
ในพรหมายุสูตรนั้น คำว่า ใหญ่ ในบทว่า พร้อมกับหมู่ภิกษุ
ใหญ่ นั้น ชื่อว่าใหญ่ เพราะความใหญ่ด้วยคุณบ้าง ใหญ่ด้วยจำนวนบ้าง.
จริงอยู่ หมู่ภิกษุนั้น เป็นหมู่ใหญ่ แม้ด้วยคุณทั้งหลาย. จัดว่าใหญ่เพราะ
ประกอบด้วยคุณมีความมักน้อยเป็นต้น และเพราะนับได้ถึง ๕๐๐ รูป. กับหมู่
แห่งพวกภิกษุ ชื่อว่าหมู่ภิกษุ. อธิบายว่า กับหมู่สมณะที่มีทิฏฐิสามัญญตา และ
สีลสามัญญตา เท่าเทียมกัน. คำว่า พร้อม คือ ด้วยกัน. คำว่า ภิกษุ
ประมาณ ๕๐๐ รูป คือ ชื่อว่ามีประมาณห้า เพราะประมาณห้าแห่งร้อย
ของภิกษุเหล่านั้น. ประมาณท่านเรียกว่า มาตรา. เพราะฉะนั้นจึงมีอธิบายว่า
ภิกษุรู้จักมาตราคือรู้จักประมาณในโภชนะ ที่ตรัสว่า เป็นผู้รู้จักประมาณใน
โภชนะ ฉันใด แม้ในที่นี้ก็พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า มาตราห้าได้แก่
ประมาณห้าแห่งร้อยของภิกษุเหล่านั้น ฉันนั้น. ร้อยทั้งหลายแห่งพวกภิกษุ
ชื่อว่าร้อยแห่งภิกษุทั้งหลาย. กับร้อยแห่งภิกษุทั้งหลาย มีประมาณห้าเหล่านั้น.
คำว่า มีปี ๑๒๐ คือ มีอายุ ๑๒๐ ปี. คำว่า แห่งเวททั้งสาม คือแห่ง
ฤคเวท ยชุรเวท และ สามเวท. ชื่อว่า ผู้ถึงฝั่ง เพราะถึงฝั่งด้วยอำนาจการ
ท่องคล่องปาก. พร้อมด้วย นิฆัณฑุ และเกฏุภะ ชื่อว่าพร้อมกับนิฆัณฑุ
และเกฏุภะ. ศาสตร์ที่ประกาศคำสำหรับใช้แทน นิฆัณฑุศาสตร์ และพฤกษ-

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 249 (เล่ม 21)

ศาสตร์เป็นต้น ชื่อสนิฆัณฑุ. เกฏุภะ ได้แก่การกำหนดกิริยาอาการที่เป็น
ศาสตร์สำหรับใช้เป็นเครื่องมือของพวกกวี. ชื่อว่าพร้อมทั้งประเภทอักษร
เพราะพร้อมกับประเภทอักษร. คำว่า ประเภทอักษร ได้แก่ สิกขาและนิรุตติ.
คำว่า มีประวัติศาสตร์เป็นที่ห้า คือมีประวัติศาสตร์ ซึ่งได้แก่เรื่องเก่าแก่
ที่ประกอบด้วยคำเช่นนี้ว่า เป็นอย่างนี้ เล่ากันมาว่าเช่นนี้ เป็นที่ห้าแห่ง
พระเวทที่จัดอาถรรพณเวทเป็นที่สี่เหล่านั้น ฉะนั้น จึงชื่อว่า มีประวัติศาสตร์
เป็นที่ห้า. มีประวัติศาสตร์เป็นที่ห้าแห่งพระเวทเหล่านั้น. ชื่อว่าผู้เข้าใจบท
ฉลาดในไวยากรณ์ เพราะถือเอาหรือแสดงบทและไวยากรณ์ที่นอกเหนือจาก
บทนั้นได้อย่างแจ่มแจ้ง. วิตัณฑวาทศาสตร์ เรียกว่า โลกายตะ. คำว่า
ลักษณมหาบุรุษ ได้แก่ตำราประมาณ ๑๒,๐๐๐ เล่ม ที่แสดงลักษณะบุรุษ
ผู้ยิ่งใหญ่ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น มีบทคาถาประมาณ ๑๖,๐๐๐ บท ที่มีชื่อว่า
พุทธมนท์ ซึ่งเป็นเหตุให้รู้ความแตกต่างอันนี้คือ ผู้ประกอบด้วยลักษณะ
เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยลักษณะนี้ เป็นพระอัคร
สาวกทั้งสองด้วยลักษณะนี้ เป็นพระสาวกผู้ใหญ่ แปดสิบท่าน ด้วยลักษณะ
นี้ เป็นพระพุทธมารดา, เป็นพระพุทธบิดา, เป็นอัครอุปัฏฐาก, เป็นอัคร
อุปัฏฐายิกา, เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ด้วยลักษณะนี้. คำว่า เป็นผู้ชำนาญ
ได้แก่ ผู้ทำให้บริบูรณ์ ไม่หย่อนในคัมภีร์โลกายตะ และตำราทายลักษณะ
มหาบุรุษ อธิบายว่า ได้แก่เป็นผู้ไม่ขาดตกบกพร่อง. ผู้ที่ไม่สามารถจำทรง
ทั้งใจความ และคัมภีร์ได้ ชื่อว่า ผู้ขาดตกบกพร่อง. คำที่จะต้องกล่าวในบท
เป็นต้นว่า ได้ยินแล้วแล ก็ได้กล่าวเสร็จแล้วในสาเลยยกสูตร.

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 250 (เล่ม 21)

คำว่า นี้ พ่อ คือพรหมายุพราหมณ์นี้ เพราะเป็นคนแก่ไม่อาจไปได้
จึงเรียกมาณพมากล่าวอย่างนั้น. อนึ่ง พราหมณ์นี้คิดว่า ในโลกนี้ คนที่ถือ
เอาชื่อของผู้ที่ฟุ้งขจรไปว่า ข้าเป็นพุทธะ ข้าเป็นพุทธะ มากล่าวมีมากมาย
เพราะฉะนั้น เพียงแต่ได้ยินมาเท่านั้น เราจึงยังไม่ควรไปหา และเมื่อเข้าไป
หาบางคน หลีกไปเสียเฉย ๆ ก็เป็นเรื่องหนักใจ ทั้งจะเกิดความเสียหายด้วย
เป็นอันว่าทางที่ดี เราควรส่งศิษย์เรา เมื่อรู้ว่าเป็นพุทธะหรือไม่เป็นแล้ว จึง
ค่อยเข้าไปหาเขา เพราะฉะนั้น จึงเรียกมาณพมากล่าวคำเป็นต้นว่า นี้ พ่อ
ดังนี้. บทว่า ตํ ภควนฺตํ ได้แก่ ผู้เจริญนั้น. คำว่า เป็นอย่างนั้นจริง ๆ
คือ เป็นจริงอย่างนั้น. ก็คำว่า สนฺตํ นี้เป็นทุติยาวิภัติ ลงในอรรถว่าเป็น
เช่นนี้. ในคำว่า นี่เธอทำอย่างไรเราเล่า คือ นี่เธอก็เราจะรู้จักท่าน
พระโคดมนั้นได้อย่างไร อธิบายว่า เธอจงบอกเราโดยประการที่เราสามารถ
รู้จักพระโคดมนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โดยประการใด นี้เป็นเพียงคำที่ลง
แทรกเข้ามาเฉย ๆ ก็ได้. คำว่า อย่างไร นี้เป็นคำถามอาการ หมายความว่า
เราจะรู้จักท่านพระโคดมด้วยอาการอย่างไร.
ได้ยินว่า เมื่อลูกศิษย์ว่าอย่างนั้น อุปชฌาย์กล่าวกะเธอเป็นต้นว่า พ่อ
เจ้ายืนอยู่บนแผ่นดิน แล้วมาพูดคล้ายกะว่า ผมมองไม่เห็นแผ่นดิน ยืนอยู่ใน
แสงพระจันทร์และพระอาทิตย์แล้วกลับมาพูดคล้ายกะว่า ผมมองไม่เห็นพระ-
จันทร์และพระอาทิตย์หรือ เมื่อจะแสดงรายละเอียดความรู้ จึงกล่าวคำเป็นต้น
ว่า มาแล้วแล พ่อ. ในคำเหล่านั้น คำว่า มนต์ หมายถึงพระเวท. พวกเทพ
ชั้นสุทธาวาส บางท่าน ทราบว่า นัยว่า พระตถาคตเจ้าจะทรงอุบัติ จึงเอา
ลักษณะมาใส่ไว้ในพระเวท แล้วแปลงตัวเป็นพราหมณ์มาสอนพระเวทว่า
เหล่านี้ ชื่อพุทธมนต์ คิดว่าโดยทำนองนั้น พวกสัตว์ (คน) ผู้ยิ่งใหญ่ จะ
รู้จักพระตถาคตเจ้าได้. เพราะเหตุนั้น มหาปุริลักษณะ จึงมาในพระเวทตั้ง

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 251 (เล่ม 21)

แต่ก่อนมา. แต่เมื่อพระตถาคตเจ้าปรินิพพานแล้ว ก็ค่อย ๆ สูญหายไป.
ฉะนั้น บัดนี้ จึงไม่มี. คำว่า ของมหาบุรุษ คือของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ด้วยการ
ตั้งพระทัย การยึดมั่น ความรู้และความสงสารเป็นต้น. คำว่า สองทางเท่า
นั้น คือที่สุดสองอย่างเท่านั้น. ในเรื่องความรู้ทั่วไป คติศัพท์ เป็นไปใน
ประเภทภพในคำเป็นต้นว่า สารีบุตร ก็คติห้าอย่างเหล่านี้แล. เป็นไปในที่
เป็นที่อยู่ในคำเป็นต้นว่า ป่าใหญ่เป็นคติ (ที่อยู่) ของพวกเนื้อ. เป็นไปใน
ปัญญาในคำเป็นต้นว่า มีคติ (ปัญญา) มีประมาณยิ่ง อย่างนี้. เป็นไปใน
ความสละในคำเป็นต้นว่า ถึงคติ (ความสละ). แต่ในที่นี้พึงทราบว่าเป็นไป
ในความสำเร็จ (หรือที่สุด). แม้ถึงอย่างนั้น ในลักษณะเหล่านั้น ผู้ประกอบ
ด้วยลักษณะเหล่าใด เป็นพระราชา ก็ไม่ใช่ว่า เป็นพระพุทธเจ้าด้วยลักษณะ
เหล่านั้นเลย. แต่ท่านเรียกลักษณะเหล่านั้นเพราะความเสมอกันทางชาติเท่านั้น.
เพราะเหตุนั้น พรหมายุพราหมณ์จึงกล่าวว่า ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่าใด.
คำว่า ถ้าอยู่ครองเรือน คือถ้าอยู่ในเรือน. คำว่า เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ความว่า เพราะทำให้โลกยินดีด้วยสิ่งอัศจรรย์ ๔ อย่าง และสิ่งสำหรับยึดเหนี่ยว
น้ำใจ ๔ อย่าง จึงชื่อว่า ราชา. เพราะมีการหมุนจักรแก้ว หมุนไปด้วย
สมบัติจักรทั้ง ๔ ให้คนอื่นหมุนไปด้วยสมบัติจักรทั้ง ๔ นั้นด้วย และเพราะ
ทรงพระพฤติประโยชน์เกื้อกูลแก่คนอื่น และประพฤติเพื่อจักรอันได้แก่อิริยาบถ
จึงชื่อว่า จักรพรรดิ. และในที่นี้ คำว่า ราชา เป็นคำทั่ว ๆ ไป. คำว่า
จักรพรรดิ เป็นคำวิเศษณ์ (คุณศัพท์ขยายราชา). เพราะทรงประพฤติเป็น
ธรรม. จึงชื่อว่า ผู้ประกอบด้วยธรรม หมายความว่า ทรงประพฤติด้วยพระ-
ญาณที่ถูกต้อง. เพราะทรงได้รับราชย์โดยธรรม แล้วจึงเป็นราชา จึงชื่อว่า
ธรรมราชา. อีกอย่างหนึ่ง เพราะทรงกระทำเป็นธรรมเพื่อเกื้อกูลคนอื่น จึง
ชื่อว่า ทรงประกอบด้วยธรรม เพราะทรงกระทำเป็นธรรมเกื้อกูลพระองค์

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 252 (เล่ม 21)

จึงชื่อว่า พระธรรมราชา. เพราะเป็นใหญ่ในแผ่นดินอันมีทะเลหลวง ๔ เป็น
ขอบเขต จึงชื่อว่า จาตุรนต์ อธิบายว่า เป็นใหญ่ในแผ่นดินที่ประดับด้วย
ทวีปทั้งสี่ ซึ่งมีสมุทรทั้ง ๔ ทิศเป็นที่สุด. เพราะทรงชำนะข้าศึกมีความโกรธ
เป็นต้นในภายใน และพระราชาทั้งหมดในภายนอก จึงชื่อว่า ผู้ชำนะพิเศษ.
คำว่า ถึงความมั่นคงในชนบท ความว่า ถึงความแน่นอน ความมั่นคงใน
ชนบท ไม่มีใครทำให้กำเริบได้ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทรงถึงความมั่นคงใน
ชนบท เพราะทรงมีชนบทที่ถึงความมั่นคง ไม่ต้องทรงมีความขวนขวายยินดี
ในการงานของพระองค์ ไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลนในชนบทนั้น. บทว่า
อย่างไรนี้ เป็นคำสำหรับลงแทรกเข้ามา. ความว่า แก้วเหล่านั้น ของพระเจ้า
จักรพรรดินั้น คืออะไรบ้าง. ในคำว่า จักรแก้ว เป็นต้น ชื่อว่าจักรแก้ว
เพราะสิ่งนั้นเป็นจักร และชื่อว่าเป็นแก้ว เพราะอรรถว่า ให้ความยินดี. ในทุก
บท ก็เช่นนี้ทั้งนั้น.
ก็ในบรรดารัตนะเหล่านี้ พระเจ้าจักรพรรดิ ทรงชนะแว่นแคว้นที่ยัง
ไม่ชนะด้วยจักรรัตนะ. ทรงเที่ยวไปตามความสุขสะดวกในแว่นแคว้นด้วย
ช้างแก้ว และม้าแก้ว ทรงรักษาแว่นแคว้นได้ด้วยปริณายกแก้ว. ทรงเสวย
อุปโภคสุขด้วยรัตนะนอกนี้. ก็การประกอบด้วยอำนาจแห่งความอุสสาหะ
แห่งพระเจ้าจักรพรรดินั้น ย่อมบริบูรณ์ดีด้วยรัตนะที่ ๑ ความประกอบด้วย
ศักดิ์แห่งเจ้า ย่อมบริบูรณ์ดีด้วยช้างแก้ว ม้าแก้ว และคหบดีแก้ว การ
ประกอบด้วยอำนาจแห่งความฉลาด ย่อมบริบูรณ์ดีด้วยปริณายกแก้วสุดท้าย.
ผลแห่งการประกอบด้วยอำนาจสามประการ ย่อนบริบูรณ์ดีด้วยนางแก้ว และ
แก้วมณี. พระเจ้าจักรพรรดินั้น ทรงเสวยความสุขในการใช้สอยด้วยนางแก้ว
และแก้วมณี. ทรงเสวยอิสริยสุขด้วยรัตนะนอกนี้. อนึ่ง รัตนะ ๓ ข้างต้นของ
พระเจ้าจักรพรรดินั้น ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งกรรมอันกุศลมูลคือ อโทสะ

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 253 (เล่ม 21)

ให้เกิดแล้ว โดยพิเศษ. รัตนะกลาง ๆ ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งธรรมอัน
กุศลมูลคือ อโลภะให้เกิดแล้ว. รัตนะหลังอันเดียวพึงทราบว่า สำเร็จด้วย
อานุภาพแห่งกรรมอันกุศลมูล คือ อโมหะ ให้เกิดแล้ว ความย่อในรัตนะ
เหล่านี้เท่านี้.
ส่วนความพิสดารพึงถือเอาโดยอุปเทศแห่งรัตนสูตร๑ ในโพชฌังคสังยุต.
อีกอย่างหนึ่ง การพรรณนาพร้อมกับลำดับแห่งการเกิดของรัตนะเหล่านี้ จักมา
ในพาลปัณฑิตสูตร.
บทว่า ปโรสหสฺสํ แปลว่า เกินกว่าพัน. บทว่า สูรา ความว่า
ผู้มีชาติแห่งคนกล้า. บทว่า วิรงฺครูปา ความว่า มีกายคล้ายเทพบุตร.
อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ก่อน. แต่ในเรื่องนี้มีสภาวะดังต่อไปนี้.
บทว่า วีรา ท่านกล่าวว่า มีความกล้าหาญอย่างสูงสุด. คุณแห่งผู้กล้าหาญ
ชื่อว่า วีรงฺคํ ท่านกล่าวอธิบายว่า เหตุแห่งผู้กล้า ชื่อวิริยะ... ชื่อว่า วีรังครูป
เพราะอรรถว่า มีรูปร่างองอาจกล้าหาญ ท่านกล่าวอธิบายว่า เหมือนมีร่างกาย
สำเร็จด้วยความกล้าหาญ. บทว่า ปรเสนปฺปมทฺทนา อธิบายว่า ถ้ากองทัพ
อันยืนเผชิญหน้าอยู่ ก็สามารถย่ำยีกองทัพนั้นได้. บทว่า ธมฺเมน ความว่า
ด้วยธรรมคือศีลห้ามีคำว่า ไม่ควรฆ่าสัตว์ ดังนี้เป็นต้น.
ในคำว่า จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทเจ้า เปิดหลังคา
(คือกิเลส) ในโลกแล้วนี้ ชื่อว่า มีหลังคาอันเปิดแล้ว เพราะเปิดหลังคา
ในโลกอันมืดมนด้วยกิเลส ซึ่งถูกกิเลสคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ
อวิชชาและทุจริตอันเสมือนหลังคาทั้ง ๗ ปิดแล้วนั้น ทำให้เกิดแสงสว่างโดย
รอบตั้งอยู่แล้ว. ในบรรดาบทเท่านั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวความเป็น
ผู้ควรแก่การบูชาด้วยบทแรก กล่าวเหตุแห่งความเป็นผู้ควรแก่การบูชานั้น ด้วย
๑. สํ ๓/๘๗

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 254 (เล่ม 21)

บทที่ ๒ เพราะทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวความเป็นผู้มีหลังคาอันเปิด
แล้ว อันเป็นเหตุแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยบทที่ ๓. อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า
มีหลังคาอันเปิดแล้ว เพราะอรรถว่า ทั้งเปิดแล้วทั้งไม่มีเครื่องมุง ท่านกล่าว
อธิบายว่า เว้นจากวัฏฏะ และเว้นจากเครื่องมุงบัง. ด้วยคำนั้น ย่อมเป็นอัน
กล่าวเหตุทั้ง ๒ แห่งบทในเบื้องต้นทั้ง ๒ อย่างนี้ว่า ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์
เพราะไม่มีวัฏฏะ ชื่อว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะไม่มีเครื่องมุงบัง
(หลังคา). ก็ในข้อนั้น ความสำเร็จตอนต้น ย่อมมีด้วยเวสารัชญาณข้อที่ ๒
ความสำเร็จข้อที่ ๒ ย่อมมีด้วยเวสารัชญาณข้อที่ ๑ ความสำเร็จข้อที่ ๓ ย่อมมี
ด้วยเวสารัชญาณข้อที่ ๓ และ ๔. พึงทราบว่า ข้อที่ ๑ ให้สำเร็จธรรมจักษุ
ข้อที่ ๒ ให้สำเร็จพุทธจักษุ ข้อที่ ๓ ให้สำเร็จสมันตจักษุดังนี้บ้าง. ด้วยคำว่า
ตฺวํ มนฺตานํ ปฏิคฺคเหตา นี้ ย่อมให้เกิดความกล้าแก่มาณพนั้น.
แม้อุตตรมาณพนั้น ปราศจากความเคลือบแคลงในลักษณะทั้งหลาย
ตามถ้อยคำของอาจารย์นั้น ตรวจดูพุทธมนต์อยู่ประดุจเกิดแสงเป็นอันเดียวกัน
จึงกล่าวว่า อย่างนั้นขอรับ ดังนี้ . เนื้อความแห่งคำนั้น ดังต่อไปนี้ ข้าแต่
อาจารย์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าจักกระทำเหมือนอย่างท่านอาจารย์สั่งข้าพเจ้า. บทว่า
สมนฺเนสิ ความว่า ได้ตรวจดูแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ตรวจดูนับอยู่ว่า ๑,๒
ดังนี้ . คำว่า อทฺทสา โข ถามว่า ได้เห็นอย่างไร. ตอบว่า ก็ใคร ๆ ย่อมไม่อาจ
แสวงหาลักษณะแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประทับนั่ง หรือบรรทมได้ แต่เมื่อทรง
ประทับยืน หรือทรงจงกรมอยู่ จึงจะอาจ. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ครั้นเห็นผู้มาเพื่อจะตรวจดูลักษณะจึงทรงลุกจากอาสนะ. ประทับยืนบ้าง ทรง
อธิฏฐานจงกรมบ้าง. อุตตรมาณพได้เห็นแล้วซึ่งลักษณะแห่งพระองค์ผู้ทรงยัง
อิริยาบถอันสมควรแก่ที่จะเห็นลักษณะ เป็นไปอยู่ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า เยภุยฺเยน คือ โดยมาก หมายความว่า ได้เห็นลักษณะมาก
มิได้เห็นน้อย. แต่นั้น มิได้เห็นลักษณะอันใด จึงกล่าวว่า ฐเปตฺวา เทฺว

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 255 (เล่ม 21)

เว้น ๒ ลักษณะ เพื่อแสดงถึงลักษณะ ๒ เหล่านั้น. บทว่า กงฺขติ ความว่า
อุตตรมาณพเกิดความปรารถนาขึ้นว่า น่าอัศจรรย์หนอ เราพึงเห็น (ลักษณะ
อีก ๒ ประการ) . บทว่า วิจิกิจฺฉติ ความว่า เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ซึ่งลักษณะ
เหล่านั้น จากลักษณะนั้น ๆ ย่อมลำบาก คือ ไม่อาจเพื่อจะเห็นได้. บทว่า
นาธิมุจฺจติ ความว่า ย่อมไม่ถึงความตกลงใจ เพราะความสงสัยอื่นนั้น.
บทว่า น สมฺปสีทติ ความว่า แต่นั้นจึงไม่เกิดความเลื่อมใสในพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าว่า พระองค์มีพระลักษณะสมบูรณ์. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวความ
สงสัยอย่างอ่อนด้วยความกังขา อย่างกลางด้วยความเคลือบแคลง อย่างแรงด้วย
ความไม่น้อมใจเชื่อ. เพราะยังไม่มีความเลื่อมใส จิตจึงมีความท้อแท้ ด้วยเหตุ
สามอย่างเหล่านั้น. บทว่า โกโสหิเต ได้แก่ อันฝักแห่งไส้ปิดแล้ว. บทว่า
วตฺถคุยฺเห ได้แก่ องคชาต. จริงอยู่ คุยหฐานอันเร้นอยู่ในฝักของพระผู้มี
พระภาคเจ้า เสมอด้วยห้องปทุม มีสีดุจทอง ดุจคุยหฐานของช้าง. อุตตร-
มาณพนั้น เมื่อไม่เห็นพระคุยหฐานนั้น เพราะผ้าปิดไว้ และความเพียงพอ
แห่งพระชิวหาก็กำหนดไม่ได้ เพราะอยู่ในพระโอษฐ์ จึงมีความสงสัย เคลือบ
แคลงในลักษณะ ๒ นั้น. คำว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ความว่า
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงพระดำริว่า ถ้าเราไม่แสดงลักษณะทั้ง ๒
เหล่านี้แก่อุตตรมาณพนี้ มาณพนั้นก็จักไม่หมดความสงสัย เมื่อเขายังมีความ
สงสัยอยู่ แม้อาจารย์ของเขาก็จักไม่หมดความสงสัย ทีนั้นเขาจักไม่มาหาเรา
เมื่อไม่มาก็จักไม่ได้ฟังธรรม เมื่อไม่ได้ฟังธรรม ก็จักมิได้กระทำให้แจ้งซึ่ง
สามัญญผล ๓ แต่เมื่อมาณพนั้นหมดความสงสัยแล้ว ทั้งอาจารย์ของเขาก็หมด
ความสงสัยเข้ามาหาเราแล้ว ฟังธรรมแล้ว ก็จักกระทำให้แจ้งซึ่งผล ๓ ได้ อนึ่ง
เราบำเพ็ญบารมีมากเพื่อประโยชน์อย่างนี้ เราจักแสดงลักษณะเหล่านั้น แก่
อุตตรมาณพนั้นดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขารเห็น
ปานนั้น.

255