ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 226 (เล่ม 21)

ฯลฯ ความเพียรของพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ไม่ถึงความเพียรของพระสัพพัญญู-
พุทธเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปธานเวมตฺตตํ วทามิ แปลว่า
อาตมภาพกล่าวความต่างกันด้วยความเพียร ทรงหมายเอาเนื้อความข้อนี้.
บทว่า ทนฺตการณํ คจฺเฉยฺยุํ ความว่า ในบรรดาการฝึกทั้งหลาย
มีฝึกมิให้โกง ไม่ให้ทิ่มแทง ไม่ให้ทอดทิ้งธุระ เหตุอันใดย่อมปรากฏ
พึงเข้าถึงเหตุอันนั้น. บทว่า ทนฺตภูมี ได้แก่ สู่ภูมิสัตว์ที่ฝึกแล้ว
พึงไป. แม้บุคคล ๔ จำพวกคือ ปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระ
อนาคามีชื่อว่า ผู้ไม่มีศรัทธา ในบททั้งหลายว่า อสฺสทฺโธ เป็นต้น. จริง
อยู่ ปุถุชนชื่อว่าไม่มีศรัทธา เพราะยังไม่ถึงศรัทธาของพระโสดาบัน. พระ-
โสดาบัน... ของพระสกทาคามี. พระสกทาคามี... ของพระอนาคามี. พระ
อนาคามีชื่อว่าไม่มีศรัทธา เพราะยังไม่ถึงศรัทธาของพระอรหันต์. ความอาพาธ
ย่อมเกิดขึ้น แม้แก่พระอรหันต์ เพราะฉะนั้น อาพาธแม้ทั้ง ๕ ย่อมชื่อว่า
เป็นอาพาธมาก. ก็พระอริยสาวกย่อมไม่มีชื่อว่า ผู้โอ้อวด ผู้มีมารยา. เพราะ
เหตุนั้นแหละ พระเถระจึงกล่าวว่า เราชอบใจที่ตรัสองค์แห่งความเพียร
๕ ให้เจือด้วยโลกุตตระ. ส่วนในอัสสขฬุงคสูตรตรัสไว้ว่า ชื่อว่า สัมโพธิ
แม้แห่งพระอริยสาวกมาแล้ว ในพระดำรัสนี้ว่า ตโย จ ภิกฺขเว อสฺส-
ขฬุงฺเค ตโย จ ปริสขฬุงฺเค เทสิสฺสามิ ด้วยอำนาจแห่งปุถุชนเป็นต้น
นั้น จึงตรัสว่า เจือด้วยโลกุตตระ.
ฝ่ายปุถุชน ยังไม่ถึงพร้อมซึ่งความเพียรในโสดาปัตติมรรค ฯลฯ
พระอนาคามี ยังไม่ถึงพร้อมซึ่งความเพียรในพระอรหัตตมรรค. แม้เป็น
ผู้เกียจคร้าน ก็มี ๔ เหมือนกัน ดุจผู้ไม่มีศรัทธา. ท่านผู้มีปัญญาทราม ก็

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 227 (เล่ม 21)

เหมือนกัน . อนึ่ง พึงทราบการเทียบเคียงด้วยข้ออุปมาในฝ่ายดำ ด้วยคำว่า
อทนฺตหตฺถิอาทโยวิย (เหมือนช้างที่ยังมิได้ฝึกเป็นต้น ) และในฝ่ายขาวด้วย
คำว่า ยถา ปน ทนฺตหตฺถิอาทโย (เหมือนอย่างช้างที่ฝึกแล้วเป็นต้น) ดังนี้
เป็นต้น. ก็บุคคลที่เว้นจากมรรคปธาน เปรียบเหมือนช้างเป็นต้นที่ยังมิได้ฝึก
ผู้มีมรรคปธาน เปรียบเหมือนช้างเป็นต้นที่ฝึกแล้ว. ช้างเป็นต้นที่ยังมิได้ฝึก ก็
ไม่อาจเพื่อจะไม่กระทำอาการโกง หนี สลัดธุระไปยังการฝึกแล้ว หรือถึงที่
ที่เขาฝึกแล้วได้ฉันใด ท่านผู้เว้นจากมรรคปธาน ก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมไม่
อาจเพื่อบรรลุคุณที่ท่านผู้มีมรรคปธานพึงถึง หรือพึงยังคุณที่ผู้มีมรรคปธาน
พึงให้เกิดให้บังเกิดขึ้น.
อนึ่ง ช้างเป็นต้นที่ฝึกแล้ว ก็ไม่กระทำอาการโกง ไม่ทิ่มแทง
ไม่สลัดธุระ ย่อมอาจไปยังที่ที่สัตว์ฝึกแล้วพึงไป หรือพึงถึงภูมิที่สัตว์
ฝึกแล้วพึงถึงฉันใด ผู้มีมรรคปธาน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ก็อาจบรรลุคุณที่ผู้มี
มรรคปธานพึงบรรลุ อาจยังคุณที่ผู้มีมรรคปธานพึงให้เกิดให้บังเกิดขึ้นได้.
ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ว่า ผู้มีโสดาปัตติมรรคปธาน ย่อมอาจบรรลุโอกาส
ที่ผู้มีโสดาปัตติมรรคปธานบรรลุ เพื่อจะยังคุณที่ผู้มีโสดาปัตติมรรคปธาน
พึงให้บังเกิด บังเกิดขึ้นได้ ฯลฯ ผู้มีอรหัตตมรรคปธาน ย่อมอาจเพื่อบรรลุ
โอกาสที่ผู้มีอรหัตตมรรคปธานบรรลุ เพื่อยังคุณที่ผู้มีอรหัตตมรรคปธานพึง
ให้บังเกิดขึ้น บังเกิดขึ้นได้.
บทว่า สมฺมปฺปธานา ได้แก่ ความเพียรชอบ คือ การกระทำต่อ
เนื่องด้วยมรรคปธาน. ข้อว่า อาตมภาพย่อมไม่กล่าวการกระทำต่างกัน
อย่างไร คือ วิมุตติกับวิมุตติ ความว่า การกระทำต่าง ๆ กันปรารภผล
วิมุตติของตนนอกนี้ กับผลวิมุตติของคนหนึ่ง ที่ควรจะกล่าวอันใด เราย่อม
ไม่กล่าวถึงการกระทำต่างกันที่ควรกล่าวนั้นอย่างไร คือ เรากล่าวว่า ไม่มีความ

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 228 (เล่ม 21)

ต่างกัน. คำว่า อจฺฉิยา วา อจฺฉึ ความว่า หรือเปลวไฟกับเปลวไฟ. แม้ใน
๒ บทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็บทว่า อจฺฉึ นี้ เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ใน
อรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. บทว่า กึ ปน ตฺวํ มหาราช ความว่า ดูก่อนมหาราช
พระองค์ไม่ทรงทราบหรือว่า เทวดามีอยู่อย่างนี้คือ มีเทวดาชั้นจาตุมหาราช
มีเทวดาชั้นดาวดึงส์ ฯลฯ มีเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี มีเทวดาชั้นสูง ๆ ขึ้น
ไปอีก พระองค์ตรัสอย่างนี้ เพราะเหตุใด.
แต่นั้น พระราชาเมื่อจะตรัสถามคำนี้ว่า ข้าพระองค์รู้ว่ามี แต่เทวดา
ทั้งหลายมาสู่มนุษยโลกหรือไม่มาสู่มนุษยโลก จึงตรัสคำว่า ยทิ วา เต
ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น. บทว่า สพฺยาปชฺฌา ได้แก่มีทุกข์ คือยังละทุกข์
ทางใจไม่ได้ โดยละได้เด็ดขาด. บทว่า อาคนฺตาโร ความว่า ผู้มาโดย
อำนาจอุปบัติ. บทว่า อพฺยาปชฺฌา ได้แก่ ตัดความทุกข์ได้เด็ดขาด. บทว่า
อนาคนฺตาโร ได้แก่ผู้ไม่มาด้วยมสามารถแห่งอุปบัติ.
บทว่า ปโหติ แปลว่า ย่อมอาจ. จริงอยู่ พระราชาย่อมอาจกระ
ทำผู้ที่ถึงพร้อมด้วยลาภแลสักการะแม้มีบุญโดยที่ไม่มีใครจะเข้าไปใกล้ได้ให้
เคลื่อนจากฐานะนั้น. ย่อมอาจกระทำแม้ผู้ไม่มีบุญนั้น ผู้ไม่ได้สิ่งสักว่าเที่ยว
ไปสู่บ้านทั้งสิ้น เพื่อปิณฑะ แล้วยังอัตตภาพให้เป็นไปได้ โดยประการที่จะ
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยลาภและสักการะให้เคลื่อนจากฐานะนั้น. ย่อมอาจเพื่อ
ประกอบแม้ผู้มีพรหมจรรย์กับหญิงให้ถึงศีลพินาศ ให้สึกโดยพลการหรือ
ให้เคลื่อนจากฐานะนั้น. ไม่ให้อำมาตย์ผู้เพียบพร้อมด้วยกามคุณ แม้มิได้
ประพฤติพรหมจรรย์ให้เข้าไปสู่เรือนจำ ไม่ให้เห็นแม้หน้าของหญิงทั้งหลาย
ชื่อว่า ย่อมให้เคลื่อนจากฐานะนั้น. แต่เมื่อให้เคลื่อนจากรัฐ ชื่อว่า ขับไล่
ไปตามต้องการ.

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 229 (เล่ม 21)

บทว่า ทสฺสนายปิ นปฺปโหนฺติ ความว่า เทพผู้มีทุกข์ ย่อมไม่
อาจแม้เพื่อจะเห็นด้วยจักษุวิญญาณ ซึ่งเทพผู้ไม่มีทุกข์ชั้นกามาวจรก่อน. ถาม
ว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะไม่มีฐานะในภพนั้น โดยสมควร. แต่ย่อมอาจ
เพื่อจะเห็นด้วยจักษุวิญญาณ ซึ่งเทพชั้นรูปาวจรว่า ย่อมยืนอยู่ด้วย ย่อม
นั่งอยู่ด้วยในวิมานเดียวกันนั่นเทียว. แต่ไม่อาจเพื่อจะเห็น เพื่อจะกำหนด
เพื่อจะแทงตลอด ลักษณะที่เทพเหล่านี้ เห็นแล้ว กำหนดแล้ว แทงตลอด
แล้ว. ย่อมไม่อาจเพื่อจะเห็นด้วยญาณจักษุ (ด้วยประการฉะนี้). ทั้งไม่อาจเพื่อ
จะเห็นเทพที่สูง ๆ ขึ้นไป แม้ด้วยการเห็นด้วยจักษุวิญญาณแล. บทว่า โก
นาโม อยํ ภนฺเต ความว่า พระราชาแม้ทรงรู้จักพระเถระ ก็ตรัสถามเหมือน
ไม่รู้จัก. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะเป็นผู้ใคร่เพื่อทรงสรรเสริญ.
บทว่า อานนฺทรูโป ได้แก่มีสภาวะน่ายินดี. แม้การตรัสถามถึงพรหม ก็พึง
ทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นเทียว. บทว่า อถโข อญฺญตโร ปุริโส ความ
ว่า ได้ยินว่า ถ้อยคำนั้น วิฑูฑภะนั่นเอง ตรัสแล้ว. ชนเหล่านั้น โกรธ
แล้วว่า ท่านกล่าวแล้ว ท่านกล่าวแล้ว จึงให้หมู่พลของตน ๆ ลุกขึ้นกระ
ทำแม้การทะเลาะซึ่งกันและกัน ในที่นั้นนั่นเทียว ราชบุรุษนั้นได้กล่าวคำนั้น
เพื่อจะห้ามเสียด้วยประการฉะนี้. คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น. อนึ่ง
เทศนานี้ จบลงแล้วด้วยสามารถแห่งไนยบุคคล ดังนี้แล.
จบอรรถกถากรรณกัตถลสูตรที่ ๑๐
จบวรรคที่ ๔

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 230 (เล่ม 21)

รวมพระสูตรที่มีในราชวรรค
๑. ฆฏิการสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๒. รัฏฐปาลสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๓. มฆเทวสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๔. มธุรสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๕. โพธิราชกุมารสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๖. อังคุลิมาลสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๗. ปิยชาติกสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๘. พาหิติยสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๙. ธรรมเจติยสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๑๐. กรรณกัตถลสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา

230
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 231 (เล่ม 21)

พราหมณวรรค
๑. พรหมายุสูตร
[๕๘๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในวิเทหชนบทพร้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป. ก็สมัยนั้นแล พราหมณ์ชื่อพรหมายุอาศัย
อยู่ในเมืองมิถิลา เป็นคนแก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ มี
อายุ ๑๒๐ ปีแต่กำเนิด รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุและคัมภีร์เกฏุภะ
พร้อมทั้งประเภทอักษรมีคัมภีร์อิติหาสะเป็นที่ ๕ เข้าใจตัวบท เข้าใจ
ไวยากรณ์ ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะและตำราทำนายมหาปุริสลักษณะ
พรหมายุพราหมณ์ได้ฟังข่าวมาว่า พระสมณโคดมศากยบุตร ทรงผนวชจาก
ศากยสกุล เสด็จเที่ยวจาริกไปในวิเทหชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่
ประมาณ ๕๐๐ รูป ก็กิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไป
แล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระ-
อรหันต์...เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของ
พระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งาม
ในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์
สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น ย่อมเป็นความดีแล.
[๕๘๕] ก็สมัยนั้นแล มาณพชื่อว่าอุตตระเป็นศิษย์ของพรหมายุ-
พราหมณ์เป็นผู้รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุและคัมภีร์เกฏุภะ พร้อม

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 232 (เล่ม 21)

ทั้งประเภทอักษรมีคัมภีร์อิติหาสะเป็นที่ ๕ เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์
ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะและตำราทำนายมหาปุริสลักษณะ ครั้งนั้น พรหมายุ-
พราหมณ์ได้เรียกอุทตรมาณพมาเล่าว่า พ่ออุตตระ พระสมณโคดมศากยบุตร
พระองค์นี้ ทรงผนวชจากศากยสกุล เสด็จเที่ยวไปในวิเทหชนบทพร้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ก็กิตติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้น
ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็น
พระอรหันต์ ฯลฯ ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น ย่อมเป็นความดี
แล ไปเถิดพ่ออุตตระ พ่อจงไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ แล้วจงรู้
พระสมโคดมว่า กิตติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นขจรไปแล้ว เป็น
จริงอย่างนั้นหรือว่าไม่เป็นจริงอย่างนั้น ท่านพระโคดมพระองค์นั้นเป็นเช่นนั้น
หรือว่าไม่เป็นเช่นนั้น เราทั้งหลายจักเห็นแจ้งท่านพระโคดมพระองค์นั้นเพราะ
พ่ออุตตระ. อุตตรมาณพถามวา ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ข้าพเจ้าจักรู้ท่าน
พระโคดมพระองค์นั้นว่า กิตติศัพท์ของท่านพระโคดมขจรไปแล้ว เป็นอย่าง
นั้น ท่านพระโคดมพระองค์นั้นเป็นเช่นนั้น หรือว่าไม่เป็นเช่นนั้น ได้
อย่างไรเล่า.
พ. พ่ออุตตระ มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มาแล้วในมนต์ของ
เราทั้งหลาย ที่พระมหาบุรุษประกอบแล้วย่อมมีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่เป็น
อย่างอื่นคือ ถ้าอยู่ครอบครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม
เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีสมุทรสาคร ๔ เป็นขอบเขต
ทรงชนะแล้ว ทรงมีราชอาณาจักรอันมั่นคง ทรงมีความเป็นผู้แกล้วกล้า ทรง
สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นาง
แก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วน
กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์

232
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 233 (เล่ม 21)

ทรงชำนะโดยธรรม ไม่ต้องใช้พระราชอาชญา ไม่ต้องใช้ศาสตรา ทรงครอบ
ครองแผ่นดินนี้อันมีสาครเป็นขอบเขต ถ้าและเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต
จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก พ่อ
อุตตระ ฉันเป็นผู้สอนมนต์ ท่านเป็นผู้เรียนมนต์.
[๕๘๖] อุตตรมาณพรับคำพรหมายุพราหมณ์แล้ว ลุกจากที่นั่ง ไหว้
พรหมายุพราหมณ์ กระทำประทักษิณแล้ว หลีกจาริกไปทางที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าประทับอยู่ ในวิเทหชนบท เที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ได้เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่าน
การปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
ได้พิจารณาดูมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ในพระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการโดยมาก ในพระกายของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า เว้น อยู่ ๒ ประการ คือพระคุยหฐานอันเร้นอยู่ในฝัก ๑ พระชิวหา
ใหญ่ จึงยังเคลือบแคลง สงสัยไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ในพระมหาปุริส-
ลักษณะ ๒ ประการ.
[๕๘๗] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า อุตตร
มาณพนี้เห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการของเราโดยมากเว้นอยู่ ๒ ประการ
คือคุยหฐานอันเร้นอยู่ในฝัก ๑ ชิวหาใหญ่ ๑ จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อม
ใจเธอ ไม่เลื่อมใส ในพระมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการ ลำดับนั้นแล พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ให้อุตตรมาณพได้เห็นพระ
คุยหฐานอันเร้นอยู่ในฝัก และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้งสอง
กลับไปมาสอดเข้าช่องพระนาสิกทั้งสองกลับไปมา ทรงแผ่พระชิวหาปิดมณฑล
พระนลาฏทั้งสิ้น.

233
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 234 (เล่ม 21)

[๕๘๘] ครั้งนั้นแล อุตตรมาณพได้มีความคิดว่า พระสมณโคดม
ทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ อย่ากระนั้นเลย เราพึงติด
ตามพระสมณโคดม พึงดูพระอิริยาบถของพระองค์เถิด ครั้งนั้นแล อุตตร
มาณพได้ติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปตลอด ๗ เดือน ดุจพระฉายาติดตาม
พระองค์ไปฉะนั้น. ครั้งนั้นอุตตรมาณพได้เที่ยวจาริกไปทางเมืองมิถิลา ใน
วิเทหชนบทโดยล่วงไป ๗ เดือน เมื่อเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ได้เข้าไปหา
พรหมณ์ที่เมืองมิถิลาไหว้พรหมายุพราหมณ์แล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้ว พรหมายุพราหมณ์ได้ถามว่า พ่ออุตตรมาณพ กิตติศัพท์ของท่าน
พระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้วเป็นจริงอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่นหรือ ก็
ท่านพระโคดมพระองค์นั้นเป็นเช่นนั้นไม่เป็นเช่นอื่นแลหรือ.
มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ
[๕๘๙] อุตตรมาณพตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กิตติศัพท์ของท่าน
พระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้วเป็นจริงอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น และท่าน
พระโคดมพระองค์นั้นเป็นเช่นนั้นจริง ไม่เป็นอย่างอื่น ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ท่านพระโคดมพระองค์นั้น ทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการคือ
๑. ท่านพระโคดมพระองค์นั้นมีพระบาทประดิษฐานอยู่
ด้วยดี แม้ข้อนี้ก็เป็นมหาปุริสลักษณะแห่งมหาบุรุษ ของท่านพระ-
โคดมพระองค์นั้น
๒. มีลายจักรอันมีกำพันหนึ่ง มีกงพันหนึ่ง มีดุมพันหนึ่ง
บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง เกิดภายใต้ฝ่าพระบาททั้งสอง
๓. ทรงมีพระส้นยาว
๔. ทรงมีพระองคุลียาว
๕. ทรงมีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม
๖. ทรงมีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทเป็นลายตาข่าย

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 235 (เล่ม 21)

๗. ทรงมีพระบาทสูงนูน
๘. พระมีพระชงฆ์เรียวดังแข้งเนื้อทราย
๙. ทรงประทับยืนตรง ไม่ค้อมลง ฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองลูบ
คลำพระชานุมณฑลทั้งสองได้
๑๐. ทรงมีพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก
๑๑. ทรงมีพระฉวีรรณดังทองคำ
๑๒. ทรงมีพระฉวีละเอียดดังผิวทองคำเพราะทรงมีพระฉวี
ละเอียดฝุ่นละอองไม่ติดพระกาย
๑๓. ทรงมีพระโลมาขุมละเส้น
๑๔. ทรงมีพระโลมาปลายงอนขึ้นเบื้องบนทุกเส้น สีเขียว
ดังดอกอัญชัน ขอเป็นมณฑลทักษิณาวัฏ
๑๕. ทรงมีพระกายตรงดังกายพรหม
๑๖. ทรงมีพระกายเต็มในที่ ๗ แห่ง
๑๗. มีพระกายเต็มดังกึ่งกายเบื้องหน้าแห่งสีหะ
๑๘. ทรงมีพระปฤษฎางค์เต็ม
๑๙. ทรงมีปริมณฑลดังต้นนิโครธ มีพระกายกับวาเท่ากัน
๒๐. ทรงมีพระศอกลมเสมอ
๒๑. ทรงมีเส้นประสาทสำหรับรับรสหมดจดดี
๒๒. ทรงมีพระหนุดังคางราชสีห์
๒๓. ทรงมีพระทนต์ ๔๐ ซี่
๒๔. ทรงมีพระทนต์เสมอ
๒๕. ทรงมีพระทนต์ไม่ห่าง
๒๖. ทรงมีพระทาฐาอันขาวงาม

235