พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 206 (เล่ม 21)

แล้วนั่นแหละ. คำว่า ขคฺคญฺจ อุณฺหีสญฺจ นั้นเป็นเพียงเทศนา. อนึ่ง
พระราชาทรงมอบราชกกุธภัณฑ์ ทั้ง ๕ ที่มาแล้ว คือ
พัดวาลวีชนี อุณหิส พระขรรค์ ฉัตร
และฉลองพระบาท พระราชาเสด็จลงจาก
ยานจอดซ่อนไว้.
ถามว่า ก็พระราชาทรงมอบเบญจราชกกุธภัณฑ์ เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะ
ไม่ควรเสด็จเข้าไปยังสำนักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นที่เคารพยิ่งด้วยเพศแห่ง
อิสริยยศ และทรงคิดว่าจะเข้าไปเฝ้าเพียงพระองค์เดียวจะได้สนทนาได้ตามพอ
พระทัยของพระองค์ ก็ในบรรดาราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕ พระองค์ให้กลับแล้ว ก็
ไม่ได้กล่าวว่าท่านจงกลับ. จะกลับไปเองทั้งหมดทีเดียว. พระราชาทรงมอบไป
ด้วยเหตุ ๒ ประการ ดังกล่าวมานี้. บทว่า รหายติ ความว่า ย่อมกระทำเร้นลับ
คือ ซ่อนเร้น ได้ยินว่า เสนาบดีนั้น มีประสงค์ดังนี้ว่า พระราชานี้ แม้คราว
ก่อนก็ปรึกษาจตุกัณณมนต์กับพระสมณโคดม แล้วให้จับลุงของเรากับบุตร
๓๒ คน แม้ครั้งนี้ ก็คงปรึกษาจตุกัณณมนต์ สั่งให้จับเราอีกกระมังหนอ
เสนาบดีนั้น ได้มีความคิดดังนี้ เพราะอำนาจแห่งความโกรธ.
บทว่า วิวริ ภควา ทฺวารํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้
ทรงลุกขึ้นเปิดประตู. แต่ทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า จงเปิดเถอะ. ต่อแต่นั้น
ประตูก็เปิดเองทีเดียว กล่าวว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เมื่อให้
ทานอยู่ในโกฏิแห่งกัปป์มิใช่น้อย มิได้เคยกระทำกรรมคือการกั้นประตูด้วยพระ-
หัตถ์ของพระองค์. ก็ประตูนั้น เพราะเปิดออกด้วยพระทัยของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เปิดประตู
แล้ว บทว่า วิหารํ ปวิสิตฺวา ความว่า เข้าไปสู่พระคันธกุฏีแล้ว. ก็เมื่อ
พระราชาพอเสด็จเข้าไปแล้ว การายนะเสนาบดี ก็ถือเอาเบญจราชกุกธภัณฑ์
กลับค่าย เรียกวิฑูฑภะมาว่า เพื่อนรัก จงยกฉัตรขึ้น. วิฑูฑภะถามว่า

206
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 207 (เล่ม 21)

พระชนกของข้าพเจ้าไปแล้วหรือ. ตอบว่า อย่าถามถึงพระชนกเลย ถ้าท่าน
ไม่ยก ข้าพเจ้าจะถือฉัตรนั้นยกขึ้นเอง. วิฑูฑภะจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าจะยก
เองสหาย. การายนะเสนาบดี ทิ้งม้าไว้ให้พระราชาตัวหนึ่ง ดาบเล่มหนึ่ง
นางสนมคนเดียวเท่านั้น สั่งว่า ถ้าพระราชาอยากจะมีชีวิตอยู่ ก็อย่าตามมา
แล้วยกฉัตรให้วิฑูฑภะ แล้วพาวิฑูฑภะนั้น ไปยังนครสาวัตถีทีเดียว. บทว่า
ธมฺมนฺวโย ความว่า รู้ตาม คือ อนุมาน คือ เข้าใจธรรม กล่าวคือ
ปัจจักขญาณ.
บัดนี้ คำว่า สมฺมาสมฺพุทโธ ภควา ดังนี้เป็นต้น ย่อมมีแก่
พระราชานั้นด้วยความรู้ตามธรรมอันใด เพื่อแสดงความรู้ตามธรรมอันนั้น จึง
กล่าวว่า อิธ ปนาหํ ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น ในบทเหล่านั้น บทว่า อา-
ปาณโกฏิตํ ความว่า ชีวิตชื่อว่า ปาณะ (ปราณ) การทำเขตแดนแห่งชีวิต
อันมีลมปราณเป็นที่สุดนั้นไว้ในภายใน ท่านอธิบายว่า แม้ในสมัยใกล้ตาย ก็
ยังท่องเที่ยวไปอยู่เที่ยว จึงก้าวล่วงชีวิตนั้น ไปไม่ได้. ปาฐะว่า อาปนโกฏิก(๑)
ดังนี้ก็มี. หมายความว่า มีชีวิตเป็นที่สุดรอบ. อธิบายว่า บางคนก้าวล่วงอยู่
ไม่กระทำชีวิตอันมีปราณเป็นที่สุดเที่ยวไป เพราะเหตุแห่งชีวิตฉันใด ภิกษุ
ทั้งหลายย่อมไม่เป็นอย่างนั้น. คำว่า อยมฺปิ โข เม ภนฺเต พระอรรถกถา-
จารย์ย่อมแสดงว่า ข้อนี้ย่อมเป็นอย่างนี้ เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ดีแล้ว
พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วและพระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเลื่อมใสในธรรมในพระผู้มีพระภาคเจ้าของข้า
พระองค์นี้ย่อมเป็นอย่างนี้. ในบททุกบท ก็มีนัยดังนี้แล.
บทว่า น วิย มญฺเญ จกฺขุํ พนฺธนฺเต (๒) (ดูเหมือนราวกะว่าไม่
ห่วงใยจักษุ) ความว่าเหมือนไม่ผูกพันจักษุ. เพราะมองดูเห็นอย่างไม่น่าเลื่อม
๑. ฉ. อปาณโกฎิกํ
๒. ฎีกา จกฺขุํ อตฺตนิ พนฺธนฺต.

207
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 208 (เล่ม 21)

ใสแล้วยังไม่ทำหน้าที่ในการแลดูอีก ฉะนั้น เขาจึงชื่อว่า ไม่ผูกพันจักษุ.
เห็นอย่างน่าเลื่อมใสแล้วยังทำกิจในการแลดูเนือง ๆ ฉะนั้นเขาชื่อว่า ผูกพัน
จักษุ. ก็ท่านเหล่านี้ เป็นผู้ไม่น่าเลื่อมใส ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนั้น.
บทว่า พนฺธุกโรโค โน ได้แก่ โรคแห่งตระกูล (โรคกรรมพันธุ์). อาจารย์
ทั้งหลายกล่าวว่า มีโรคเห็นปานนี้ เกิดในตระกูลของเราทั้งหลาย. บทว่า
อุฬารํ คือมีศักดิ์ใหญ่. บทว่า ปุพฺเพนาปรํ ได้แก่เป็นอย่างอื่น คือแตก
ต่างจากก่อน. คือกระทำกสิณบริกรรมจนบังเกิดสมาบัติ ชื่อว่า รู้กว้างขวาง
คือ วิเศษกว่าก่อนในคำนั้น. กระทำสมาบัติให้เป็นปทัฏฐาน เจริญวิปัสสนา
ถือเอาพระอรหัตต์ ชื่อว่า รู้กว้างขวาง คือ วิเศษยิ่งกว่าแต่ก่อน. บทว่า
ฆาเฏตายํ วา ฆาเฏตุํ ความว่า เพื่อให้ฆ่าคนที่ควรฆ่า. บทว่า ชาเปตายํ
วา ชาเปตุํ ความว่า จะให้ริบคนที่ควรริบด้วยทรัพย์ คือ กระทำให้
เสื่อมสิ้นให้ไม่มีทรัพย์. บทว่า ปพฺพาเชตายํ วา ปพฺพาเชตุํ คือให้เนร-
เทศคนที่ควรเนรเทศเสียจากรัฐ. บทว่า อิสิทนฺตปุราณา คือ อิสิทันตะ
และบุราณะ. ในคนทั้ง ๒ นั้น คนหนึ่ง เป็นพรหมจารี คนหนึ่ง เป็นสทาร
สันโดษ (ยินดีแต่ภริยาของตน). บทว่า มมภตฺตา ความว่า ชื่อว่า มมภัตตา
เพราะอรรถว่า ภัตรอันเป็นของแห่งตนของชนเหล่านั้นมีอยู่. บทว่า มมยานา
ความว่า ชื่อว่า ยวดยานของเรา เพราะอรรถว่า ยวดยานอันเป็นของแห่งเรา
มีอยู่. บทว่า ชีวิตํ ทาตา ได้แก่ เป็นผู้ให้ความเป็นไปแห่งชีวิต. บทว่า
วีมํสมาโน คือเมื่อจะทดลอง.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระราชามิได้ทรงบรรทมหลับเลย ทรงบรรทม
เหมือนหลับอยู่. ที่นั้นได้ตรัสถามช่างไม้เหล่านั้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับทางทิศาภาคไหน ครั้นได้ทรงสดับว่า ทางทิศาภาคโน้น จึง
ปรึกษากันว่า พระราชาทรงหันพระเศียรไปยังทิศาภาคที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 209 (เล่ม 21)

ประทับ หันพระบาทนา (ทางนี้) ถ้าพระศาสดาทรงหันพระเศียรไปยังทิศาภาคที่
พระราชาประทับ หันพระบาทมา เราจักกระทำอย่างไรดี. แต่นั้น ช่างไม้
เหล่านั้น จึงคิดกันว่า พระราชาทรงขัดพระทัยอยู่ เคยทรงให้สิ่งใดแก่พวก
เรา ก็ทรงตัดสิ่งนั้นเสีย ช่างไม้ทั้งหลายพูดกันว่า ก็พวกเราไม่สามารถที่จะ
หันเท้าไปทางพระศาสดาได้ จึงหันเท้าไปทางพระราชาแล้ว จึงนอนแล้ว.
พระราชานี้ ทรงหมายถึงข้อนั้น จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า ปกฺกามิ ความว่า
พระราชาเสด็จออกจากพระคันธกุฎีแล้ว ทรงดำเนินไปถึงที่ที่การายนะอยู่
ไม่เห็นการายนะนั้นในที่นั้น จึงเสด็จไปยังค่ายที่พักพล. แม้ในที่นั้น ก็ไม่
เห็นใครอื่น จึงตรัสถามหญิงนั้น. หญิงนั้น จึงกราบทูลเรื่องราวทั้งสิ้นให้
ทรงทราบ. พระราชาทรงพระดำริว่า บัดนี้เราไม่ควรไปในพระนครนั้น แต่
ผู้เดียว เราจะไปยังพระนครราชคฤห์ กลับมากับหลานแล้ว ยึดราชสมบัติ
ของเรา ดังนี้ เมื่อเสด็จไปยังพระนครราชคฤห์ ได้ทรงเสวยพระกระยาหาร
ข้าวปลายเกรียน ทรงดื่มน้ำที่ขุ่นในระหว่างทาง. อาหารของพระองค์ ซึ่งมี
ปกติเป็นสุขุมาลชาติ ไม่ย่อยไปโดยง่าย. พระองค์แม้เสด็จถึงพระนครราช-
คฤห์ ก็เป็นเวลาวิกาล ถึงเมื่อประตูพระนครปิดเสียแล้ว. ทรงดำริว่า วันนี้
นอนที่ศาลา (นี้ ) ต่อพรุ่งนี้จึงเข้าไปหาหลานของเรา ดังนี้ จึงทรงบรรทมที่
ศาลาภายนอกพระนคร. พระองค์เสด็จลุกขึ้นตลอดราตรีเสด็จไปข้างนอกหลาย
ครั้ง. ตั้งแต่นั้น ก็ไม่อาจทรงพระดำเนินไปด้วยพระบาท ทรงบรรทมทั้งเหนือ
ตักของหญิงนั้น พอใกล้รุ่งก็ทรงสวรรคตแล้ว. หญิงทราบว่า พระราชา
สวรรคตแล้ว ก็เริ่มปริเทวนาด้วยการร้องไห้คร่ำครวญด้วยเสียงดังว่า บัดนี้
พระเจ้าโกศลสามีของเราเสวยราชสมบัติในรัฐทั้ง ๒ มานอนสวรรคตอย่างคน
อนาถา ที่ศาลาของคนไร้ที่พึ่งภายนอกพระนครของคนอื่น ดังนี้เป็นต้น.
พวกมนุษย์ได้สดับข่าวจึงมากราบทูลแด่พระราชา. พระราชาเสด็จมาทอดพระ

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 210 (เล่ม 21)

เนตรแล้ว ทรงจำได้ ทรงทราบเหตุที่เสด็จมาแล้ว ทรงจัดทำสรีรกิจอย่าง
สมพระเกียรติทรงให้เจ้าพนักงานตีฆ้องร้องประกาศว่า เราจักจับพระเจ้า
วิฑูฑภะ ประชุมหมู่พลให้พรักพร้อมแล้ว. อำมาตย์ทั้งหลายพากันมา
หมอบแทบพระยุคลบาททูลว่า ขอเดชะ ถ้าหากพระเจ้าลุงของพระองค์ไม่มี
โรค พระองค์ก็ควรเสด็จ แต่บัดนี้ แม้พระเจ้าวิฑูฑภะ สมควรยกฉัตรขึ้น
เพราะอาศัยพระองค์ทีเดียว ทูลให้เข้าใจ ห้ามไว้แล้ว.
บทว่า ธมฺมเจติยานี เป็นคำบอกถึงการทำความเคารพพระธรรม.
จริงอยู่ เมื่อกระทำความเคารพในรัตนะหนึ่ง ในบรรดารัตนะทั้ง ๓ ก็ย่อมเป็น
อันกระทำในทุกรัตนะทีเดียว. เพราะฉะนั้น เมื่อกระทำความเคารพในพระผู้มี
พระภาคเจ้า ก็ย่อมเป็นอันกระทำความเคารพในพระธรรมด้วย เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ธรรมเจดีย์ทั้งหลาย. บทว่า อาทิพฺรหฺม-
จริยกานิ ความว่า อันเป็นเบื้องต้นของมรรคพรหมจรรย์ หมายความว่า
อันเป็นการปฏิบัติในส่วนเบื้องต้น. คำที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาธรรมเจติยสูตรที่ ๙

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 211 (เล่ม 21)

๑๐. กรรณกัตถลสูตร
[๕๗๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ตำบลกรรณกัตถลมิคทาย-
วัน ใกล้อุทัญญานคร. ก็สมัยนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปถึงอุทัญญา
นครด้วยพระราชกรณียะบางอย่าง. ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสเรียก
บุรุษคนหนึ่งมาตรัสสั่งว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ มานี่แน่ะ ท่านจงเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้วถวายบังคมพระยุคลบาทด้วยเศียรเกล้า จง-
ทูลถามถึงความมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า มี
พระกำลัง ทรงพระสำราญ ตามคำของเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้า
ปเสนทิโกศลขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระเศียร
เกล้า ทลถามถึงความมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระ-
เปร่า มีพระกำลัง ทรงพระสำราญ และจงกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ทราบด้วยเกล้าว่า วันนี้พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว
เวลาบ่ายจักเสด็จเข้ามาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า บุรุษนั้นทูลรับสนองพระบรม
ราชโองการแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้า-
ปเสนทิโกศล ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระเศียร
เกล้า ทรงทูลถามถึงความมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้
กระเปร่า ทรงพระกำลัง ทรงพระสำราญ และรับสั่งมาทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ทราบว่า วันนี้พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระกระยาหารเข้าแล้ว
เวลาบ่ายจักเสด็จมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระเจ้าข้า.

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 212 (เล่ม 21)

[๕๗๒] พระราชภคินีทรงพระนามว่าโสมา และพระราชภคินีทรง
พระนามว่าสกุลา ได้ทรงสดับข่าวว่า ได้ทราบว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลเสวย
พระกระยาหารเช้าเสร็จแล้ว เวลาบ่ายจะเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับ
นั้นแล พระราชภคินีพระนามว่าโสมา และพระราชภคินีพระนามว่าสกุลา
เสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลในที่เสวยพระกระยาหาร แล้วได้กราบทูลว่า
ข้าแต่มหาราช ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์ทรงถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้-
มีพระภาคเจ้าด้วยพระเศียรเกล้า จงทรงถามถึงความมีพระอาพาธน้อย มีพระ
โรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงพระกำลัง ทรงพระสำราญ ตามคำ
ของหม่อมฉันทั้งหลายว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภคินีนามว่าโสมาและภคินี
นามว่าสกุลา ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า
ทูลถามถึงความมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า
ทรงพระกำลัง ทรงพระสำราญ.
[๕๗๓] ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระกระยาหารเช้า
เสร็จแล้ว เวลาบ่ายเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ทรงถวาย
บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภคินีนามว่าโสมา
และพระภคินีนามว่าสกุลา ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทูลถามถึงความมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า
ทรงพระกำลัง ทรงพระสำราญ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ดูก่อนมหาบพิตร ก็พระราชภคินีพระนามว่าโสมาและพระราชภคินีพระนามว่า
สกุลา ไม่ทรงได้ผู้อื่นเป็นทูตแล้วหรือ ขอถวายพระพร.
ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภคินีนามว่าโสมาและพระภคินีนามว่า
สกุลาได้สดับข่าวว่า วันนี้หม่อมฉันบริโภคอาหารเข้าแล้ว เวลาบ่ายจักมาเฝ้า

212
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 213 (เล่ม 21)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับนั้น พระภคินีพระนามว่าโสมาและพระภคินีพระ
นามว่าสกุลา ได้เข้ามาหาหม่อมฉันในที่บริโภคอาหาร แล้วตรัสสั่งว่า ข้าแต่
มหาราช ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์ทรงถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ขอให้ทูลถามถึงความมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบา
บาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงพระกำลัง ทรงพระสำราญ ตามคำของหม่อม
ฉันว่า พระภคินีพระนามว่าโสมาและพระภคินีพระนามว่าสกุลาถวายบังคมพระ
ยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า และทูลถามความมีพระอาพาธ
น้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปล่า ทรงพระกำลัง ทรงพระสำราญ
พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนมหาบพิตร ขอพระราชภคินีพระนามว่าโสมาและพระราช-
ภคินีพระนามว่าสกุลา จงทรงพระสำราญเถิด ขอถวายพระพร.
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทูลถามวรรณะ ๔
[๕๗๔] ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค-
เจ้าว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้สดับมาว่า พระสมณโคดมตรัสอย่างนี้
ว่าสมณะหรือพราหมณ์ผู้รู้ธรรมทั้งปวง ผู้เห็นธรรมทั้งปวง จักปฏิญาณความรู้
ความเห็นอันไม่มีส่วนเหลือ ไม่มี ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมตรัสอย่างนี้ว่า สมณะหรือ
พราหมณ์ผู้รู้ธรรมทั้งปวง ผู้เห็นธรรมทั้งปวง จักปฏิญาณความรู้ความเห็นอัน
ไม่มีส่วนเหลือ ไม่มี ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ชนเหล่านั้นเป็นอันกล่าวตามที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วไม่เป็นอันกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำไม่จริง
และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม อนึ่ง การกล่าวและการกล่าวตามอันประกอบ
ด้วยเหตุบางอย่าง จะไม่มาถึงฐานะอันผู้รู้จะพึงติเตียนแลหรือ พระเจ้าข้า.

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 214 (เล่ม 21)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนมหาบพิตร ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า
พระสมณโคดมตรัสอย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ผู้รู้ธรรมทั้งปวง ผู้เห็นธรรม
ทั้งปวง จักปฏิญาณความเห็นอันไม่มีส่วนเหลือไม่มี ข้อนั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมี
ได้ดังนี้ ชนเหล่านั้นไม่เป็นอันกล่าวตามที่อาตมภาพกล่าวแล้ว และย่อมกล่าว
ตู่อาตมภาพด้วยคำอันไม่เป็นจริง ขอถวายพระพร.
[๕๗๕] ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงรับสั่งถาม วิฑูฑภ-
เสนาบดีว่า ดูก่อนเสนาบดี ใครหนอกล่าวเรื่องนี้ในภายในนคร วิฑูฑภเสนาบดี
กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พราหมณ์สญชัยอากาสโคตรกล่าวเรื่องนี้ ขอเดชะ.
ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า มานี่แน่ะ
บุรุษผู้เจริญ ท่านจงไปเชิญพราหมณ์สญชัยอากาสโคตรตามคำของเราว่า ดูก่อน
ท่านผู้เจริญ พระเจ้าปเสนทิโกศลรับสั่งหาท่าน. บุรุษนั้นทูลรับสนองพระบรม-
ราชโองการแล้ว ได้เข้าไปหาพราหมณ์สญชัยอากาสโคตรถึงที่อยู่ แล้วกล่าวกะ
พราหมณ์สญชัยอากาสโคตรว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ พระเจ้าปเสนทิโกศลรับสั่ง
หาท่าน.
ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ พระดำรัสอย่างหนึ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาเนื้อความ
บางอย่างตรัสไว้ แต่คนอื่นกลับเข้าใจพระภาษิตนั้นเป็นอย่างอื่นไป พึงมีหรือ
หนอ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงจำพระดำรัสว่า ตรัสแล้วอย่างไรบ้างหรือ
พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพจำคำที่
กล่าวแล้วอย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์จักรู้ธรรมทั้งปวง จักเห็นธรรมทั้งปวง
ในคราวเดียวเท่านั้น ไม่มี ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.
ป. ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสภาพอันเป็นตัว
เหตุ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสภาพอันเป็นตัวผลพร้อม

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 215 (เล่ม 21)

ทั้งเหตุว่า สมณะหรือพราหมณ์จักรู้ธรรมทั้งปวง จักเห็นธรรมทั้งปวง ใน
คราวเดียวเท่านั้น ไม่มี ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
วรรณะ ๔ จำพวกนี้ คือกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ วรรณะ ๔ จำพวกนี้จะพึงมีความแปลกกัน จะพึงมีการกระทำต่างกัน
กระมังหนอ.
[๕๗๖] พ. ดูก่อนมหาบพิตร วรรณะ ๔ จำพวกนี้ คือ กษัตริย์
พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ดูก่อนมหาบพิตร บรรดาวรรณะ ๔ จำพวกนี้ วรรณะ
๒ จำพวก คือ กษัตริย์และพราหมณ์ อาตมาภาพกล่าวว่าเป็นผู้เลิศ คือ เป็น
ที่กราบไหว้ เป็นที่ลุกรับ เป็นที่กระทำอัญชลี เป็นที่กระทำสามีจิกรรม ขอ
ถวายพระพร.
ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันมิได้ทูลถามถึงความแปลกกันใน
ปัจจุบันกะพระผู้มีพระภาคเจ้า หม่อมฉันทูลถามถึงความแปลกกันในสัมปราย-
ภพกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วรรณะ ๔ จำพวกนี้ คือ
กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วรรณะ ๔ จำพวก
นี้จะพึงมีความแปลกกัน จะพึงมีการกระทำต่างกันกระมังหนอ พระเจ้าข้า.
องค์แห่งภิกษุผู้มีความเพียร ๕
[๕๗๗] พ. ดูก่อนมหาบพิตร องค์แห่งภิกษุผู้มีความเพียร ๕ ประ-
การนี้. ๕ ประการเป็นไฉน. ดูก่อนมหาบพิตร
๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา เธอพระปัญญาตรัสรู้ของ
พระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระ-
อรหันต์. . . เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม.

215