ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 186 (เล่ม 21)

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่มีโทษเป็นไฉน.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร มโนสมาจารที่มีความเบียดเบียนแลเป็นมโน-
สมาจารที่มีโทษ ขอถวายพระพร.
ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่มีความเบียดเบียนเป็นไฉน.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร มโนสมาจารที่มีทุกข์เป็นวิบากแล เป็นมโน
สมาจารที่มีความเบียดเบียน ขอถวายพระพร.
ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่มีทุกข์เป็นวิบากเป็นไฉน.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร มโนสมาจารใดแล ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียน
ตนเองบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสอง
ฝ่ายบ้าง อกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเจริญยิ่งแก่บุคคลผู้มีมโนสมาจารนั้น กุศล
ธรรมย่อมเสื่อม ดูก่อนมหาบพิตร มโนสมาจารเห็นปานนี้แล สมณพราหมณ์
ทั้งหลาย ผู้รู้แจ้งพึงติเตียน ขอถวายพระพร.
[๕๕๔] ป. ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้นทรงสรรเสริญการละอกุศลธรรมทั้งปวงทีเดียวหรือหนอ.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร พระตถาคตทรงละอกุศลธรรมได้ทั้งปวง ทรง
ประกอบด้วยกุศลธรรม ขอถวายพระพร.
ป. ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่สมณพราหมณ์ทั้ง
หลายผู้รู้แจ้งไม่พึงติเตียนเป็นไฉน.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร กายสมาจารที่เป็นกุศลแล สมณพราหมณ์ทั้ง
หลายผู้รู้แจ้งไม่พึงติเตียน ขอถวายพระพร.
ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่เป็นกุศลเป็นไฉน.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร กายสมาจารที่ไม่มีโทษแล เป็นกุศล ขอถวาย
พระพร.

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 187 (เล่ม 21)

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่ไม่มีโทษเป็นไฉน.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร กายสมาจารที่ไม่มีความเบียดเบียนแล เป็น
กายสมาจารที่ไม่มีโทษ ขอถวายพระพร.
ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่ไม่มีความเบียดเบียนเป็นไฉน.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร กายสมาจารที่มีสุขเป็นวิบาก เป็นกาย
สมาจารที่ไม่มีความเบียดเบียน ขอถวายพระพร.
ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่มีสุขเป็นวิบากเป็นไฉน.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร กายสมาจารใดแล ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียด
เบียนตนเองบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น
ทั้งสองฝ่ายบ้าง อกุศลธรรมทั้งหลายของบุคคลผู้มีกายสมาจารนั้นย่อมเสื่อมไป
กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญ ดูก่อนมหาบพิตร กายสมาจารเห็นปานนี้แล
สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งไม่พึ่งติเตียน ขอถวายพระพร.
ป. ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ ก็วจีสมาจาร ฯลฯ มโนสมาจาร
ที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งไม่พึงติเตียน เป็นไฉน.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร มโนสมาจารเป็นกุศลแล สมณพราหมณ์ทั้ง
หลายผู้รู้แจ้งไม่พึงติเตียน ขอถวายพระพร.
ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่เป็นกุศลเป็นไฉน.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร มโนสมาจารที่ไม่มีโทษแล เป็นมโนสมาจาร
เป็นกุศล ขอถวายพระพร.
ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่ไม่มีโทษเป็นไฉน.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร มโนสมาจารที่ไม่มีความเบียดเบียนแล เป็น
มโนสมาจารทีไม่มีโทษ ขอถวายพระพร.

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 188 (เล่ม 21)

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่ไม่มีความเบียดเบียนเป็นไฉน.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร มโนสมาจารที่มีสุขเป็นวิบากแล เป็นมโน
สมาจารที่ไม่มีความเบียดเบียน ขอถวายพระพร.
ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่มีสุขเป็นวิบากเป็นไฉน.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร มโนสมาจารใดแล ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียด
เบียนตนเองบ้าง ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียด
เบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง อกุศลธรรมทั้งหลายของบุคคลผู้มีมโน
สมาจารนั้นย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญ ดูก่อนมหาบพิตร
มโนสมาจารเห็นปานนี้แล สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งไม่พึงติเตียน ขอ
ถวายพระพร.
[๕๕๕] ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ทรงสรรเสริญการเข้าถึงกุศลธรรมทั้งปวงทีเดียวหรือหนอ.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร พระตถาคตทรงละอกุศลธรรมได้ทั้งปวง
ทรงประกอบด้วยกุศลธรรม ขอถวายพระพร.
ทรงชื่นชมยินดีภาษิต
[๕๕๖] ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ น่าอัศจรรย์นัก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ไม่เคยมีมาแล้ว ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านพระอานนท์กล่าวภาษิตนี้ดีเพียงใด เรา
ทั้งหลายมีใจชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยภาษิตของท่านพระอานนท์นี้ ข้าแต่
ท่านผู้เจริญ เราทั้งหลายยินดีเป็นอย่างยิ่งด้วยภาษิตของท่านพระอานนท์อย่างนี้
ถ้าว่าช้างแก้วพึงควรแก่ท่านพระอานนท์ไซร้ แม้ช้างแก้ว เราทั้งหลายก็พึง
ถวายแก่ท่านพระอานนท์ ถ้าม้าแก้วพึงควรแก่ท่านพระอานนท์ไซร้ แม้ม้าแก้ว
เราทั้งหลายก็พึงถวายแก่ท่านพระอานนท์ ถ้าว่าบ้านส่วยพึงควรแก่ท่านพระ-

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 189 (เล่ม 21)

อานนท์ไซร้ แม้บ้านส่วย เราทั้งหลายก็พึงถวายแก่ท่านพระอานนท์ ก็แต่ว่า
เราทั้งหลายรู้อยู่ว่า นั่นไม่สมควรแก่ท่านพระอานนท์ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ผ้าพาหิติกาผืนนี้ โดยยาว ๑๖ ศอกถ้วน โดยกว้าง ๘ ศอกถ้วน พระเจ้าแผ่นดิน
มคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหิบุตร ทรงใส่ในคันฉัตรส่งมาประทานแก่ข้าพเจ้า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านพระอานนท์โปรดอนุเคราะห์รับผ้าพาหิติกานั้นเถิด.
อา. ดูก่อนมหาบพิตร อย่าเลย ไตรจีวรของอาตมภาพบริบูรณ์แล้ว
ขอถวายพระพร.
[๕๕๗] ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ แม่น้ำอจิรวดีนี้ ท่านพระอานนท์
และเราทั้งหลายเห็นแล้ว เปรียบเหมือนมหาเมฆยังฝนให้ตกเบื้องบนภูเขา .
ภายหลังแม่น้ำอจิรวดีนี้ ย่อมไหลล้นฝั่งทั้งสองฉันใด ท่านพระอานนท์ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน จักทำไตรจีวรของตน ด้วยผ้าพาหิติกานี้ และจักแจกไตรจีวร
อันเก่ากับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ทักษิณาของเราทั้งหลายนี้
คงจักแพร่หลายไปดังแม่น้ำล้นฝั่งฉะนั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านพระอานนท์
โปรดรับผ้าพาหิติกาเถิด.
ท่านพระอานนท์รับผ้าพาหิติกา. ลำดับแล พระเจ้าปเสนทิโกศลได้
ตรัสอำลาท่านพระอานนท์ว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ เราทั้งหลายขอ
ลาไปบัดนี้ เราทั้งหลายมีกิจมาก มีกรณียะมาก. ท่านพระอานนท์ถวายพระพร
ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขอมหาบพิตรทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด. ลำดับนั้น
พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชื่นชมภาษิตของท่านพระอานนท์แล้ว เสด็จลุกขึ้นจาก
ที่ประทับทรงถวายอภิวาทท่านพระอานนท์ ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จ
กลับไป.
[๕๕๘] ลำดับนั้นแล เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จกลับไปไม่นาน
ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระ-

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 190 (เล่ม 21)

ผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลถึงการ
เจรจาปราศรัยกับพระเจ้าปเสนทิโกศลทั้งหมด แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และได้
ทูลถวายผ้าพาหิติกานั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ดี
แล้วหนอ ที่ท้าวเธอได้เห็นอานนท์ และได้ประทับนั่งใกล้อานนท์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นพากัน
ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนี้แล.
จบพาหิติสูตรที่ ๘

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 191 (เล่ม 21)

อรรถกถาพาหิติยสูตร
พาหิติยสูตร๑ มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
ในพระสูตรนั้น บทว่า เอกปุณฺฑริกนาคํ ได้แก่ ช้างที่มีชื่อ
อย่างนี้. ได้ยินว่า เหนือซี่โครงของพญาช้าง นั้นมีที่ขาวอยู่ประมาณเท่าผล
ตาล เพราะฉะนั้น เขาจึงตั้งชื่อพระยาช้างนั้นว่า เอกปุณฑริกะ. บทว่า
สิริวฑฺฒํ มหามตฺตํ ได้แก่ มหาอำมาตย์มีชื่ออย่างนั้น ซึ่งขึ้นช้างอีก
เชือกหนึ่งต่างหากไปด้วย เพื่อจะสนทนาตามความผาสุก. บทว่า โน
ในคำว่า อายสฺมา โน นี้ เป็นนิบาตใช้ในการถาม. มหาอำมาตย์กำหนด
อาการที่พระเถระทรงสังฆาฏิและบาตรได้ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช.
บทว่า โอปารมฺโภ ความว่า ควรติเตียน คือ ควรแก่อันยกโทษ.
พระราชาตรัสถามว่า เราจะถามอย่างไร. พระราชาตรัสถามว่า พระสูตรนี้
เกิดขึ้นในเรื่องที่งาม เราจะถามเรื่องนั้น. บทว่า ยํ หิ มยํ ภนฺเต
ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เราทั้งหลายไม่อาจถือเอาบทว่า "อันสมณพราหมณ์
ผู้รู้แจ้ง" นี้ใดให้บริบูรณ์ด้วยปัญหาได้ เหตุอันนั้น ท่านพระอานนท์ผู้กล่าว
อยู่อย่างนี้ให้บริบูรณ์แล้ว . บทว่า อกุสโล ได้แก่ อันเกิดแต่ความไม่ฉลาด.
บทว่า สาวชฺโช ความว่า เป็นไปกับด้วยโทษ. บทว่า สพฺยาปชฺโฌ
ความว่า เป็นไปกับด้วยทุกข์. ในบทว่า ทุกฺขวิปาโก นี้ ท่านกล่าวถึง
วิบากที่ไหลออก. บทว่า ตสฺส ความว่า แก่กายสมาจารที่เป็นไปแล้วเพื่อ
ประโยชน์แก่ความเบียดเบียนตนเองเป็นต้น ดังที่กล่าวแล้วนั้น. ในคำว่า
ดูก่อนมหาบพิตร พระตถาคตละอกุศลธรรมได้ทั้งหมดแล ประกอบด้วย
กุศลธรรม นี้ คือ ทรงสรรเสริญการละอกุศลธรรมสิ้นทุกอย่างนั้นเองแล
๑. ฉ. พาหิติกสูตร

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 192 (เล่ม 21)

เมื่อท่านกล่าวว่า "ขอถวายพระพรย่อมสรรเสริญ" คำถามย่อมมีด้วยประการใด
เป็นอันกล่าวอรรถด้วยประการนั้น อนึ่ง พยากรณ์อย่างนี้ ไม่พึงเป็นภาระ
เพราะแม้ผู้ที่ยังละอกุศลไม่ได้ ก็พึงสรรเสริญการละ อนึ่ง เพื่อแสดงว่า
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำอย่างไร ก็มีปรกติกล่าวอย่างนั้น เพราะทรงละ
อกุศลได้แล้ว จึงพยากรณ์อย่างนั้น. แม้ในฝ่ายขาวก็มีนัยนี้เหมือนกัน . บทว่า
พาหิติยานี้ เป็นชื่อของผ้าที่เกิดขึ้นในพาหิติรัฐ. คำว่า โดยยาว ๑๖ ศอก
ความว่า โดยยาวมีประมาณ ๑๖ ศอกถ้วน. คำว่า โดยกว้าง ๘ ศอก
ความว่า โดยกว้าง ๘ ศอกถ้วน. คำว่า ได้ทูลถวาย (ผ้าพาหิติกา)
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ความว่า ได้มอบถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ก็แลครั้นถวายแล้วได้ผูกทำเป็นเพดานในพระคันธกุฎี. ตั้งแต่นั้น พระคันธกุฎี
ก็งดงามโดยยิ่งกว่าประมาณ. คำที่เหลือในที่ทุกแห่ง ตื้นทั้งนั้นแหละ. อนึ่ง
เทศนาน จบแล้วด้วยสามารถแห่งไนยบุคคลแล.
จบอรรถกถาพาหิติยสูตรที่ ๘

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 193 (เล่ม 21)

๙. ธรรมเจติยสูตร
[๕๕๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิคมของพวกเจ้าศากยะ
อันมีชื่อว่าเมทฬุปะ ในแคว้นสักกะ. ก็สมัยนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จ
ไปถึงนครกนิคมด้วยพระราชกรณียะบางอย่าง. ครั้งนั้นท้าวเธอรับสั่งกะทีฆ
การายนะเสนาบดีว่า ดูก่อนการายนะผู้สหาย ท่านจงเทียมยานที่ดี ๆ ไว้ เรา
จะไปดูภูมิภาคอันดีในพื้นที่อุทยาน. ทีฆการายนะเสนาบดีรับสนองพระราช
ดำรัสแล้ว ให้เทียมราชยานที่ดี ๆ ไว้ แล้วกราบทูลแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า
ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าเทียมพระราชยานที่ดี ๆ ไว้ เพื่อใต้ฝ่าละอองธุลี
พระบาทพร้อมแล้ว ขอใต้ฝ่าพระบาททรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด
ขอเดชะ.
[๕๖๐] ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จขึ้นทรงยานพระที่นั่ง
อย่างดีเสด็จออกจากนครกนิคม โดยกระบวนพระราชยานอย่างดี ๆ ด้วยพระ-
ราชานุภาพอันยิ่งใหญ่ เสด็จไปยังสวนอันรื่นรมย์ เสด็จพระราชดำเนินด้วย
ยานพระที่นั่งจนสุดภูมิประเทศที่ยานพระที่นั่งจะไปได้ จึงเสด็จลงทรงพระ-
ดำเนินเข้าไปยังสวน เสด็จพระราชดำเนินเที่ยวไป ๆ มา ๆ เป็นการพักผ่อน
ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ล้วนน่าดู. ชวนให้เกิดความผ่องใส เงียบสงัด
ปราศจากเสียงอื้ออึง ปราศจากคนสัญจรไปมา ควรแก่การงานอันจะพึงทำใน
ที่ลับของมนุษย์ สมควรเป็นที่อยู่ของผู้ต้องการความสงัด ครั้นแล้วทรงเกิด
พระปีติปรารภถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าต้นไม้เหล่านี้นั้นล้วนน่าดู ชวนให้เกิด
ความผ่องใส เงียบสงัด ปราศจากเสียงอื้ออึง ปราศจากคนสัญจรไปมา ควร

193
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 194 (เล่ม 21)

แก่การงานอันจะพึงทำในที่ลับของมนุษย์ สมควรเป็นที่อยู่ของผู้ต้องการความ
สงัด เหมือนดังว่าเป็นที่ ๆ เราเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสสั่งกะทีฆการายนะเสนาบดีว่า ดูก่อนทีฆ-
การายนะผู้สหาย ต้นไม้เหล่านี้นั้นล้วนน่าดู ชวนให้เกิดความผ่องใส สมควร
เป็นที่อยู่ของผู้ต้องการความสงัด เหมือนดังว่าเป็นที่ ๆ เราเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูก่อนทีฆการายนะผู้สหาย เดี๋ยวนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ.
ทีฆการายนะเสนาบดีกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช มีนิคมของพวกเจ้าศากยะชื่อ
ว่าเมทฬุปะ เดี๋ยวนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ประทับอยู่ ณ นิคมนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
ป. ดูก่อนการายนะผู้สหาย ก็นิคมของพวกเจ้าศากยะชื่อว่าเมทฬุปะ
มีอยู่จากนิคมนครกะไกลเพียงไร.
ที. ข้าแต่มหาราช ไม่ไกลนัก ระยะทาง ๓ โยชน์ อาจเสด็จถึงได้
โดยไม่ถึงวัน ขอเดชะ.
ป. ดูก่อนการายนะผู้สหาย ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเทียมยานที่ดี ๆ ไว้
เราจักไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ทีฆการายนะเสนาบดีทูลรับสนองพระราชดำรัสแล้วสั่งให้เทียมยานที่ดี ๆ
ไว้ แล้วกราบทูลแด่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ขอเดชะข้าพระพุทธเจ้าเทียมยาน
ที่ดี ๆ ไว้พร้อมแล้ว พระเจ้าข้า ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้โปรดทรงทราบ
กาลอันควรในบัดนี้เถิด.
เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
[๕๖๑] ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จขึ้นทรงยานพระที่นั่ง
อย่างดี เสด็จจากนครกนิคมโดยกระบวนพระราชยานอย่างดี เสด็จไปยังนิคม

194
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 195 (เล่ม 21)

ของพวกเจ้าศากยะชื่อว่าเมทฬุปะ เสด็จถึงนิคมนั้นโดยไม่ถึงวัน เสด็จเข้าไปยัง
สวน เสด็จพระราชดำเนินด้วยยานพระที่นั่งไปจนสุดภูมิประเทศที่ยานพระที่นั่ง
จะไปได้ เสด็จลงจากยานพระที่นั่งแล้วทรงดำเนินเข้าไปยังสวน. ก็สมัยนั้นแล
ภิกษุเป็นอันมากเดินจงกรมอยู่ในที่แจ้ง. ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จ
เข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ
เดี๋ยวนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับ อยู่ ณ ที่ไหน ข้าพเจ้า
ประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. ภิกษุเหล่านั้นถวาย
พระพรว่า ดูก่อนมหาบพิตร นั่นพระวิหาร พระทวารปิดเสียแล้ว เชิญ
มหาบพิตรเงียบเสียงค่อย ๆ เสด็จเข้าไป ถึงระเบียงแล้ว ทรงกระแอมเคาะ
พระทวารเข้าเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงเปิดพระทวารรับมหาบพิตร
ขอถวายพระพร. ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงมอบพระแสงขรรค์และ
พระอุณหิศเเก่ทีฆการายนะเสนาบดีในที่นั้น . ครั้งนั้น ทีฆการายนะเสนาบดีมี
ความดำริว่า บัดนี้ พระมหาราชจักทรงปรึกษาความลับ เราควรจะยืนอยู่ใน
ที่นี้แหละ. ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเงียบเสียง เสด็จเข้าไปทาง
พระวิหารซึ่งปิดพระทวาร ทรงค่อย ๆ เสด็จเข้าไปถึงพระระเบียง ทรงกระ-
แอมแล้วทรงเคาะพระทวาร. พระผู้มีพระภาคเจ้าเปิดพระทวาร. ลำดับนั้น
พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปยังพระวิหาร ทรงซบพระเศียรลงแทบพระ-
ยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจูบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยพระโอษฐ์ ทรงนวดพระยุคลบาทด้วยพระหัตถ์ และทรงประกาศพระนาม
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันคือพระเจ้าปเสนทิโกศล ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ หม่อมฉันคือพระเจ้าปเสนทิโกศล. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรทรงเห็นอำนาจประโยชน์อะไร จึงทรงกระทำการ

195