ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 86 (เล่ม 21)

อันลามก ย่อมเสวยผลแห่งกรรมอันลามก ในที่ใด ข้าพเจ้าย่อมอาจเพื่อเห็นที่
อันนั้น. แม้ในบทที่ ๒ ก็มีนัยดังนี้. แม้ความแห่งคาถาในชาดกว่า
ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ ผู้เป็น
ใหญ่ยิ่งทุกทิศ ข้าพเจ้าจะนำพระองค์ไป
ทางไหน สัตว์ผู้ทำกรรมชั่ว ไปทางหนึ่ง
สัตว์ผู้ทำกรรมดี ไปทางหนึ่งดังนี้.
เพราะเหตุนั้น พระเจ้านิมิราชจึงตรัสว่า
เราจักเห็นนรก อันเป็นที่อยู่แต่ง
ผู้ทำกรรมชั่วก่อน ซึ่งเป็นสถานที่ของผู้มี
กรรมชั่ว และเป็นทางไปของคนทุศีล.
บทว่า อุภเยเนว มํ ความว่า ดูก่อนมาตลี ท่านจงนำเราไปโดยทางทั้งสอง
เราใคร่จะเห็นนรก แม้เทวโลก ก็อยากเห็น. ข้าพเจ้าจะนำพระองค์ไปทาง
ไหนก่อน. จงนำไปโดยทางนรกก่อน. ลำดับนั้น มาตลีจึงแสดงมหานรก ๑๕
ขุม แก่พระราชา ด้วยอานุภาพของตน. ในข้อนี้มีถ้อยคำกล่าวโดยพิสดาร
พึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้ในชาดกว่า
มาตลีเทพบุตรแสดงเวตรณี นทีนรก
ที่ข้ามได้แสนยาก เดือดพล่านประกอบ
ด้วยน้ำกรด ร้อนแล้วเปรียบดังเปลวไฟ
แก่พระราชา.
มาตลีสารถี ครั้นแสดงนรกแล้วก็กลับรถบ่ายหน้าไปยังเทวโลก เมื่อแสดงวิมาน
ทั้งหลายของนางเทพธิดานามว่า ภรณี และของคณะเทพบุตรมีเทพบุตรนามว่า
โสณทินนะ เป็นหัวหน้า จึงนำไปยังเทวโลก. แม้ในข้อนั้นก็พึงทราบถ้อยคำ
อย่างพิสดารโดยนัยที่กล่าวไว้ ในชาดกนั่นแหละว่า

86
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 87 (เล่ม 21)

ก็นางเทพธิดาทิพระองค์หมายถึงนั้น
ชื่อภรณี เมื่อมีชีวิตอยู่รนโลก (มนุษย์ )
เป็นทาสีเกิดแต่ทาสี ในเรือนของ
พราหมณ์ผู้หนึ่ง นางรู้แจ้งซึ่งแขก มีกาล
อันถึงแล้ว (ให้นั่งในอาสนะ อังคาสด้วย
สลากภัตร ที่ถึงแก่ตนโดยเคารพ ยินดีต่อ
ภิกษุนั้นเป็นนิจ) ดุจมารดายินดีต่อบุตร
ผู้จากไปนาน มาถึงในครั้งเดียวฉะนั้น
เป็นผู้สำรวม (มีศีล) เป็นผู้จำแนกทาน (มี
จาคะ) จึงมาบังเกิดรื่นเริงอยู่ในวิมาน.
ก็เมือพระโพธิสัตว์เสด็จไปอย่างนี้ พอกงรถกระทบพื้นธรณีซุ้มประตูจิตกูฏ
เทพนครก็มีความโกลาหล. หมู่เทพพากันละทิ้งท้าวสักกเทวราชไว้แต่พระองค์
เดียว ไปทำการต้อนรับพระมหาสัตว์. ท้าวสักกะทรงเห็นพระมหาสัตว์นั้นมา
ถึงเทวดาทั้งหลายแล้ว เมื่อไม่ทรงอาจธำรงพระทัยได้ จึงตรัสว่า ดูก่อน
มหาราช ขอพระองค์จงทรงอภิรมย์ในเทวโลกทั้งหลาย ด้วยเทวานุภาพเถิด.
ได้ยินว่า ท้าวสักกะนั้น ทรงมีพระดำริอย่างนี้ว่า พระราชานี้เสด็จมาในวันนี้แล้ว
ทรงทำหมู่เทพให้อยู่พร้อมหน้าตน เพียงวันเดียวเท่านั้น ถ้าจักประทับอยู่สิ้น
หนึ่งวันสองวัน พวกเทพก็จะไม่ดูแลเรา ดังนี้. ท้าวสักกะนั้น ทรงริษยา
จึงตรัสอย่างนั้น ด้วยพระประสงค์นี้ว่า ดูก่อนมหาราช การที่พระองค์ประทับ
อยู่ในเทวโลกนี้จะไม่มีบุญ ขอพระองค์จงประทับอยู่ด้วยบุญของพวกอื่นเถิด.
พระโพธิสัตว์เมื่อทรงปฏิเสธว่า ท้าวสักกะแก่ไม่อาจแล้ว เพื่อดำรงพระทัยได้
เพราะอาศัยผู้อื่น แต่เป็นเหมือนภัณฑะที่ได้มา เพราะขอเขาได้มาฉะนั้น
จึงตรัสว่า พอละท่านผู้นิรทุกข์ ดังนี้ เป็นต้น. แม้ในชาดกท่านก็กล่าวไว้ว่า

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 88 (เล่ม 21)

สิ่งอันใดได้มาเพราะผู้อื่นให้ สิ่งนั้น
มีอุปมาเปรียบเทียบเหมือนอย่างยานที่ขอ
ยืมเขามา หรือทรัพย์ที่ยืมเขามา หม่อม
ฉันไม่ปรารถนา สิ่งที่ผู้อื่นให้๑
ควรกล่าวทุกเรื่อง.
ถามว่า ก็พระโพธิสัตว์เสด็จไปยังเทวโลกด้วยอัตตภาพมนุษย์กี่ครั้ง.
ตอบว่า สี่ครั้ง คือ เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามัน ธาตุราชครั้งหนึ่ง เมื่อ
เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสาธินครั้งหนึ่ง เมื่อเสวยพระชาติเป็นคุตติลวีณวาทก
พราหมณ์ครั้งหนึ่ง เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเจ้านิมิตรั้งหนึ่ง. เมื่อครั้งเป็น
พระเจ้ามันธาตุ พระองค์ประทับอยู่ในเทวโลกสิ้นเวลาอสงไขยหนึ่ง. ก็เมื่อ
พระองค์ประทับ อยู่ในเทวโลกนั้น ท้าวสักกะเคลื่อนไปถึง ๓๖ พระองค์. เมื่อครั้ง
เป็นพระเจ้าสาธินราชประทับอยู่สัปดาห์หนึ่ง. ด้วยการนับอย่างมนุษย์ก็เป็น
๗๐๐ ปี. เมื่อครั้งเป็นคุตติลวีณวาทกะ และครั้งเป็นพระเจ้านิมิราช ประทับ
อยู่เพียงครู่เดียว. ด้วยการนับอย่างมนุษย์เป็น ๗ วัน. คำว่า ตตฺเถว มิถิลํ
ปฏิเนสิ ความว่า มาตลีสารถีได้นำกลับมาประดิษฐานไว้ ณ พระที่อันมีศิริ
ตามเดิมนั่นเทียว (ห้องประทับ).
คำว่า กฬารชนกะ เป็นพระนามของพระราชบุตรนั้น. อนึ่ง ชน
ทั้งหลายกล่าวว่ากฬารชนกะ เพราะมีจุดดำแดงเกิดขึ้น. คำว่า พระราช
กุมารนั้นมิได้เสด็จออกจากพระราชนิเวศนี้ ทรงผนวช ความว่า
พระองค์ได้ตรัสคำมีประมาณเพียงเท่านี้. คำที่เหลือทั้งหมดได้ปรากฏตามเดิม
นั้นเทียว. ในคำว่า สมุทฺเฉโท โหติ นี้พึงทราบวิภาคดังนี้ ใครตัด
กัลยาณวัตร ขาดสูญไปเพราะอะไร ใครให้เป็นไป ย่อมชื่อว่าอันใครให้เป็น
๑. ขุ. ชา ๒๘/๒๑๖

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 89 (เล่ม 21)

ไปแล้ว. ในข้อนั้น ภิกษุผู้มีศีลเมื่อไม่กระทำความเพียรด้วยคิดว่า เราไม่อาจ
ได้พระอรหัต ชื่อว่า ย่อมตัด. กัลยาณวัตร ย่อมชื่อว่าอันผู้ทุศีลตัดแล้ว
พระเสกบุคคลทั้ง ๗ ย่อมให้เป็นไป. ย่อมชื่อว่าอันพระขีณาสพให้เป็นไปแล้ว
คำที่เหลือในที่ทุกแห่งตื้นทั้งนั้นแล.
จบ อรรถกถามฆเทวัมพสูตรที่ ๓

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 90 (เล่ม 21)

๔. มธุรสูตร
ปัญหาว่าด้วยวรรณะ ๔
[๔๖๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจานะ อยู่ที่ป่าคุนธาวันใกล้เมืองมธุรา.
พระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตรได้ทรงสดับว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า
พระสมณะนามว่ากัจจานะ อยู่ที่ป่าคุนธาวันใกล้เมืองมธุรา กิตติศัพท์อันงาม
ของท่านกัจจานะนั้นขจรไปว่า เป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูต
มีถ้อยคำวิจิตร [แสดงธรรมได้กว้างขวาง] มีปฏิภาณงาม เป็นผู้ใหญ่และเป็น
พระอรหันต์ ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น เป็นความดี ดังนี้.
ลำดับนั้น พระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตร รับสั่งให้เทียมยานอย่างดี ๆ เสด็จขึ้น
ประทับยานอย่างดี เสด็จออกจากเมืองมธุราโดยกระบวนพระที่นั่งอย่างดี ๆ ด้วย
ราชานุภาพอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อจะพบเห็นท่านพระมหากัจจานะ เสด็จไปด้วยยาน
จนสุดทางแล้ว จึงเสด็จลงจากยานพระที่นั่ง ทรงดำเนินเข้าไปหาท่านพระ-
มหากัจจานะถึงที่อยู่ ทรงปราศรัยกับท่านพระมหากัจจานะ ครั้นผ่านการ
ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น
แล้วได้ตรัสกะท่านพระมหากัจจานะว่า ข้าแต่ท่านกัจจานะผู้เจริญ พราหมณ์
ทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า วรรณะที่ประเสริฐคือพราหมณ์เท่านั้น วรรณะอื่นเลว
วรรณะที่ขาวคือพราหมณ์เท่านั้น วรรณะอื่นดำ พวกพราหมณ์เท่านั้นบริสุทธิ์
ผู้ที่ไม่ใช่พราหมณ์ไม่บริสุทธิ์ พราหมณ์ทั้งหลายเป็นบุตรของพรหมเป็นโอรส
เกิดแต่ปากพรหม เกิดแต่พรหม อันพรหมสร้าง เป็นทายาทของพรหมดังนี้
เรื่องนี้ท่านพระกัจจานะจะว่าอย่างไร.

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 91 (เล่ม 21)

[๔๖๕] ท่านพระมหากัจจานะถวายพระพรว่า ดูก่อนมหาบพิตร วาทะ
ที่พวกพราหมณ์ กล่าวว่าวรรณะที่ประเสริฐคือพราหมณ์เท่านั้น วรรณะอื่นเลว
วรรณะที่ขาวคือพราหมณ์เท่านั้น วรรณะอื่นดำ พวกพราหมณ์เท่านั้นบริสุทธิ์
ผู้ที่มิใช่พราหมณ์ไม่บริสุทธิ์ พราหมณ์ทั้งหลายเป็นบุตรของพรหม เป็นโอรส
เกิดแต่ปากพรหม เกิดแต่พรหม อันพรหมสร้าง เป็นทายาทของพรหม ดังนี้
นั่นเป็นคำโฆษณาในโลกเท่านั้น ดูก่อนมหาบพิตร คำที่อาตมภาพกล่าวนี้ว่า
วรรณะที่ประเสริฐคือพราหมณ์เท่านั้น วรรณะอื่นเลว ฯลฯ พราหมณ์เป็นทายาท
ของพรหม นั่นเป็นแต่คำโฆษณาในโลกเท่านั้น ดังนี้ บัณฑิตพึงทราบโดย
ปริยายแม้นี้ ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรจะเข้าพระทัยความข้อนั้น เป็นไฉน
ถ้าแม้ความปรารถนาจะพึงสำเร็จแก่กษัตริย์ ด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือ
ทอง แม้กษัตริย์ ....พราหมณ์.... แพศย์... ศูทร. ..ก็จะพึงลุกขึ้นก่อน นอน
หลัง คอยฟังรับใช้ พระพฤติให้ถูกใจ พูดไพเราะต่อกษัตริย์นั้น
ราชา. ข้าแต่พระกัจจานะผู้เจริญ ถ้าแม้ความปรารถนาจะพึงสำเร็จ
แก่กษัตริย์ด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทอง แม้กษัตริย์... พราหมณ์...
แพศย์...ศูทร...ก็จะพึงลุกขึ้นก่อน นอนที่หลัง คอยพึงรับใช้ พระพฤติ
ให้ถูกใจ พูดไพเราะแก่กษัตริย์นั้น.
[๔๖๖] ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรจะเข้าพระทัยความข้อนั้นเป็น
ไฉน ถ้าแม้ความปรารถนาจะพึงสำเร็จแก่พราหมณ์ ด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก
เงินหรือทอง แม้พราหมณ์...แพศย์...ศูทร...กษัตริย์...ก็จะพึงลุกขึ้นก่อน
นอนทีหลัง คอยพึงรับใช้ ประพฤติให้ถูกใจ พูดไพเราะแก่พราหมณ์นั้น.
ข้าแต่พระกัจจานะผู้เจริญ ถ้าแม้ความปรารถนาจะพึงสำเร็จแก่
พราหมณ์ด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทอง แม้พราหมณ์...แพศย์...

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 92 (เล่ม 21)

ศูทร...กษัตริย์...ก็จะพึงลุกขึ้นก่อน นอนทีหลัง คอยฟังรับใช้ ประพฤติ
ให้ถูกใจ พูดไพเราะแก่พราหมณ์นั้น.
[๔๖๗] ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรจะเข้าพระทัยความข้อนั้นเป็น
ไฉน ถ้าแม้ความปรารถนาจะพึงสำเร็จแก่แพศย์ ด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน
หรือทอง แม้แพศย์...ศูทร. ..กษัตริย์. ..พราหมณ์. .ก็จะพึงลุกขึ้นก่อน
นอนทีหลัง คอยพึงรับใช้ ประพฤติให้ถูกใจ พูดไพเราะแก่แพศย์นั้น.
ข้าแต่พระกัจจานะผู้เจริญ ถ้าแม้ความปรารถนาจะพึงสำเร็จแก่แพศย์
ด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทอง แม้แพศย์. . .ศูทร. . . กษัตริย์. . .
พราหมณ์...ก็จะพึงลุกขึ้นก่อน นอนทีหลัง คอยฟังรับใช้ ประพฤติให้ถูก
ใจ พูดไพเราะแก่แพศย์นั้น.
[๔๖๘] ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรจะเข้าพระทัยความข้อนั้นเป็น
ไฉน ถ้าแม้ความปรารถนาจะพึงสำเร็จแก่ศูทร ด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน
หรือทอง แม้ศูทร. ..กษัตริย์.. .พราหมณ์...แพศย์. ..ก็จะพึงลุกขึ้นก่อน
นอนทีหลัง คอยฟังรับใช้ ประพฤติให้ถูกใจ พูดไพเราะแก่ศูทรนั้น.
ข้าแต่พระกัจจานะผู้เจริญ ถ้าแม้ความปรารถนาจะพึงสำเร็จแก่ศูทร
ด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทอง แม้ศูทร...กษัตริย์. . .พราหมณ์...
แพศย์ ก็จ้ะลุกขึ้นก่อน นอนทีหลัง คอยฟังรับใช้ พระพฤติให้ถูกใจ พูดไพเราะ
แก่ศูทรนั้น.
[๔๖๙] ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรจะเข้าพระทัยความข้อนั้นเป็น
ไฉน ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ วรรณะสี่เหล่านั้นย่อมเป็นผู้เสมอกันหรือมิใช่ หรือ
มหาบพิตรจะทรงมีความเข้าพระทัยในวรรณะสี่เหล่านี้อย่างไร.
ข้าแต่พระกัจจานะผู้เจริญ แน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ วรรณะสี่เหล่านี้
เป็นผู้เสมอกันหมด ในวรรณะสี่เหล่านี้ ข้าพเจ้าไม่เห็นจะต่างอะไรกัน.

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 93 (เล่ม 21)

[๔๗๐] ดูก่อนมหาบพิตร คำที่อาตมภาพกล่าวนี้ว่า วรรณะที่ประเสริฐ
คือพราหมณ์เท่านั้น วรรณะอื่นเลว...พราหมณ์เป็นทายาทของพรหม นั้น
เป็นแต่คำโฆษณาเท่านั้น ดังนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยปริยายแม้นี้ ดูก่อน
มหาบพิตร มหาบพิตรจะเข้าพระทัยความข้อนั้นเป็นไฉน กษัตริย์ในโลกนี้
พึงฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ พระพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด
พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มักโลภ มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไป
พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกหรือมิใช่ หรือมหาบพิตรจะทรงมีความ
เข้าพระทัยในเรื่องนี้อย่างไร.
ข้าแต่พระกัจจานะผู้เจริญ ความจริง ถึงเป็นกษัตริย์ เมื่อฆ่าสัตว์
ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
มักโลภ มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไป ก็พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างนี้ อนึ่ง ข้อนี้ข้าพเจ้าได้
ฟังมาแต่พระอรหันต์ทั้งหลายก็เช่นนั้น.
[๔๗๑] ดีละ ๆ มหาบพิตร เป็นความดีที่มหาบพิตรมีความเข้า
พระทัยข้อนี้อย่างนั้น และเป็นความดีที่มหาบพิตรได้ทรงสดับข้อนี้มาแต่พระ-
อรหันต์ทั้งหลาย ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรจะทรงเข้าพระทัยความข้อนั้น
เป็นไฉน พราหมณ์... แพศย์...ศูทร... ในโลกนี้ เมื่อฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์
ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มักโลภ
มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไป ก็พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรกหรือมิใช่ หรือมหาบพิตรจะทรงมีความเข้าพระทัยในเรื่องนี้อย่างไร.
ข้าแต่พระกัจจานะผู้เจริญ ความจริง ถึงจะเป็นพราหมณ์ . . .เป็น
แพศย์...เป็นศูทรก็ดี เมื่อฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ
พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มักโลภ มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฐิ

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 94 (เล่ม 21)

เมื่อตายไป ก็พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้าพเจ้ามีความเห็นใน
เรื่องนี้อย่างนี้ อนึ่ง ข้อนี้ข้าพเจ้าได้ฟังมาแต่พระอรหันต์ทั้งหลายก็เช่นนั้น.
[๔๗๒] ดีละ ๆ มหาบพิตร เป็นความดีที่มหาบพิตรมีความเข้าพระทัย
ข้อนี้อย่างนั้น อนึ่ง เป็นความดีที่มหาบพิตรได้ทรงสดับอันมาแต่พระอรหันต์
ทั้งหลาย ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรจะทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นเป็นไฉน
ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น วรรณะสี่เหล่านี้เป็นผู้เสมอกันทั้งหมดหรือมิใช่ หรือ
มหาบพิตรจะทรงมีความเข้าพระทัยในวรรณะสี่เหล่านี้อย่างไร.
ข้าแต่พระกัจจานะผู้เจริญ แน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ วรรณะสี่เหล่านี้
ก็เป็นผู้เสมอกันหมด ในวรรณะสี่เหล่านี้ ข้าพเจ้าไม่เห็นจะต่างอะไรกัน.
[๔๗๓] ดูก่อนมหาบพิตร คำที่อาตมภาพกล่าวนี้ว่า วรรณะที่ประเสริฐ
คือพราหมณ์เท่านั้น วรรณะอื่นเลว...พราหมณ์เป็นทายาทของพรหม นั่นเป็น
แต่คำโฆษณาในโลกเท่านั้น ดังนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยปริยายแม้นี้ ดูก่อน
มหาบพิตร มหาบพิตรจะเข้าพระทัยความข้อนั้นเป็นไฉน กษัตริย์ในโลกนี้
พึงเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติ
ผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากคำส่อเสียด เว้นขาดจาก
คำหยาบ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ ไม่มักโลภ มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฐิ
เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ หรือมิใช่ หรือมหาบพิตรจะทรงเข้า
พระทัยในเรื่องนี้อย่างไร.
ข้าแต่พระกัจจานะผู้เจริญ ความจริง ถึงเป็นกษัตริย์ เมื่อเว้นขาด
จากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการพระพฤติผิดในกาม
เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำหยาบ เว้นขาด
จากคำเพ้อเจ้อ ไม่มักโลภ มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฐิ เมื่อตายไป พึง

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 95 (เล่ม 21)

เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพเจ้ามีความเห็นในเรื่องนี้อย่างนี้ อนึ่ง ข้อนี้ข้าพเจ้า
ได้ฟังมาแต่พระอรหันต์ทั้งหลายก็เช่นนั้น.
[๔๗๔] ดีละ ๆ มหาบพิตร เป็นความดีที่มหาบพิตรมีความเข้า
พระทัยข้อนี้อย่างนั้น และเป็นความดีที่มหาบพิตรได้ทรงสดับข้อนี้มาแต่พระ -
อรหันต์ทั้งหลาย ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรจะเข้าพระทัยความข้อนั้น
เป็นไฉน พราหมณ์...แพศย์ ...ศูทร ในโลกนี้ พึงเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการพระพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการ
พูดเท็จ เว้นขาดจากคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำหยาบ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ
ไม่มักโลภ มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฐิ เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลก
สวรรค์หรือมิใช่ หรือมหาบพิตรจะทรงเข้าพระทัยในเรื่องนี้อย่างไร.
ข้าแต่พระกัจจานะผู้เจริญ ความจริง ถึงเป็นพราหมณ์ . . .เป็นแพทย์
. . . เป็นศูทรก็ดี เมื่อเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้น
ขาดจากการพระพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากคำส่อเสียด
เว้นขาดจากคำหยาบ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ ไม่มักโลภ มีจิตไม่พยาบาท
เป็นสัมมาทิฐิ เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพเจ้ามีความเห็นใน
เรื่องนี้อย่างนี้ อนึ่ง ข้อนี้ข้าพเจ้าได้ฟังมาแต่พระอรหันต์ทั้งหลายก็เช่นนั้น.
[๔๗๕] ดีละ ๆ มหาบพิตร เป็นความดีที่มหาบพิตรมีความเข้า
พระทัยข้อนี้อย่างนั้น และเป็นความดีที่มหาบพิตรได้ทรงสดับข้อนี้มาแต่พระ
อรหันต์ทั้งหลาย ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรจะเข้าพระทัยความข้อนั้น
เป็นไฉน ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น วรรณะสี่เหล่านี้เป็นผู้เสมอกัน หรือมิใช่ หรือ
มหาบพิตรจะทรงมีความเข้าพระทัยในวรรณะสี่เหล่านี้อย่างไร.
ข้าแต่พระกัจจานะผู้เจริญ แน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ วรรณะสี่เหล่านี้ก็
เป็นผู้เสมอกันหมด ในวรรณะสี่เหล่านี้ ข้าพเจ้าไม่เห็นจะต่างอะไรกัน .

95