จากจะมีเพียงการร้องไห้ คือจะมีเพียงการร้องไห้ของเด็กอ่อนที่หิวและกระหาย
แม้กรรมนั้นจะมี ก็ด้วยจิตประกอบด้วยกิเลสเท่านั้น. บทว่า สงฺกปฺโป คือจะ
รู้ความต่างว่ามิจฉาสังกัปปะ สัมมาสังกัปปะก็ไม่มี. บทว่า วิกุฏิตมตฺตา
นอกจากจะรู้เพียงการร้องไห้และหัวเราะ คือจิตของเด็กอ่อนมีอารมณ์ในอดีต
เป็นไป. เด็กอ่อนมาจากนรกระลึกถึงทุกข์ในนรกย่อมร้องไห้. มาจากเทวโลก
ระลึกถึงสมบัติในเทวโลกย่อมหัวเราะ. กรรมแม้นั้นย่อมมีได้ด้วยจิตประกอบ
ด้วยกิเลสเท่านั้น. บทว่า อาชีโว จะรู้ความต่างว่ามิจฉาชีพ สัมมาชีพก็ไม่มี.
บทว่า อญฺญตฺร มาตุกญฺญํ นอกจากน้ำนมของมารดา. เด็กอ่อนเหล่านั้น
ชื่อว่ายังเป็นทารก เมื่อมารดาให้ดื่มน้ำนมก็ไม่ดื่ม ในเวลาที่มารดาจัดแจงงาน
อื่นมาข้างหลังจะดื่มน้ำนม. มิจฉาชีพอย่างอื่นพ้นไปจากนี้ก็ไม่มี. ท่านแสดง
ว่ามิจฉาชีพนี้ย่อมมีด้วยจิตประกอบด้วยกิเลสเท่านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงปฏิเสธวาทะของปริพาชกอย่างนี้แล้ว บัดนี้
เมื่อจะทรงวางมาติกาในเสกขภูมิด้วยพระองค์เอง จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า
จตูหิ โข อหํ เราบัญญัติบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการแล. ในบท
เหล่านั้นบทว่า สมธิคยฺห ติฏฐติ คือตั้งไว้ให้ดี. ในบทมีอาทิว่า น กาเยน
ปาปํ ไม่ทำกรรมชั่วด้วยกาย คือไม่เพียงสักว่าไม่ทำอย่างเดียวเท่านั้น. แต่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติการละด้วยการสังวรและการพิจารณาไว้ในบทนี้
ด้วย. ทรงหมายถึงข้อนั้นจึงได้ตรัสไว้. ส่วนบทมีอาทิว่า น เจว สมฺปนฺนกุสลํ
มิใช่ผู้มีกุศลสมบูรณ์ ตรัสหมายถึงพระขีณาสพ. บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อ
ทรงวางมาติกาในอเสกขภูมิจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ทสหิ โข อหํ เรา
บัญญัติบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ. ในบทนั้น อาศัย ๓ บท
ทรงวางจตุกกะ ๑ ไว้ ๒ บท. อาศัยบท ๑ ทรงวางจตุกกะสุดท้ายไว้ ๒ บท.
นี้คือมาติกาในอเสกขภูมิ.