พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 606 (เล่ม 20)

คือพูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ
เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้
เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่อง
ชนบท เรื่องสตรี เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องหญิงสาว
ใช้ตักน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่อง
ความเจริญ และความเสื่อม ด้วยประการนั้น ๆ.
อุคคาหมานปริพาชก สมณมุณฑิกาบุตร ได้เห็นช่างไม้ปัญจกังคะซึ่ง
กำลังมาแต่ไกล จึงห้ามบริษัทของตนให้สงบว่า ขอท่านทั้งหลายจงเบาเสียง
หน่อย อย่าส่งเสียงนัก ช่างไม้ปัญจกังคะ ผู้เป็นสาวกของพระสมณโคดมกำลังมา
บรรดาสาวกของพระสมณโคดมที่เป็นคฤหัสถ์นุ่งผ้าขาวประมาณเท่าใด อาศัย
อยู่ในพระนครสาวัตถี นายช่างปัญจกังคะนี้เป็นผู้หนึ่งของบรรดาสาวกเหล่านั้น
ท่านเหล่านั้นชอบเสียงเบา ได้รับแนะนำในการมีเสียงเบา กล่าวสรรเสริญคุณ
ของเสียงเบา บางทีช่างไม้ปัญจกังคะทราบว่าบริษัทมีเสียงเบา จะพึงสำคัญที่จะ
เข้ามาหาก็ได้ ปริพาชกเหล่านั้นจึงพากันนิ่งอยู่ ลำดับนั้น นายช่างปัญจกังคะ
ได้เข้าไปหาอุกคาหมานปริพาชก สมณมุณฑิกาบุตรถึงที่ใกล้ ได้ปราศรัยกับ
อุคคาหมานปริพาชก สมณมุณฑิกาบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึง
กันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.
วาทะของปริพาชก
[๓๕๘] อุคคาหมานปริพาชก สมณมุณฑิกาบุตร ได้กล่าวกะนายช่างไม้
ชื่อปัญจกังคะ ผู้นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่งว่า ดูก่อนนายช่างไม้ เราย่อมบัญญัติบุรุษ
บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการว่า เป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง

606
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 607 (เล่ม 20)

เป็นสมณะถึงภูมิปฏิบัติอันอุดม ไม่มีใครรบได้ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน
ดูก่อนนายช่างไม้ บุคุคลในโลกนี้ไม่ทำกรรมชั่วด้วยกาย ไม่กล่าววาจาชั่ว
ไม่ดำริถึงความดำริชั่ว ไม่เลี้ยงชีพชั่ว เราบัญญัติบุรุษบุคคลผู้ประกอบ
ด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลว่า เป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะ
ถึงภูมิปฏิบัติอันอุดม ไม่มีใครรบได้ ดังนี้ ลำดับนั้น นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ
ไม่ยินดีไม่คัดค้านภาษิตของอุคคาหมานปริพาชก สมณมุณฑิกาบุตร แล้วลุก
จากอาสนะหลีกไป ด้วยดำริว่า เราจักรู้แจ้งเนื้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า เขาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลเล่าการเจรจา
ปราศรัยกับอุคคาหมานปริพาชก สมณมุณฑิกาบุตรทั้งหมด แด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า.
[๓๕๙] เมื่อนายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนนายช่างไม้ เมื่อเป็นเหมือนอย่างคำของ
อุคคาหมานปริพาชก สมณมุณฑิกาบุตร เด็กอ่อนที่ยังนอนหงายอยู่ ก็จักเป็น
ผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะถึงภูมิปฏิบัติอันอุดม ไม่มีใครรบ
ได้ ดูก่อนนายช่างไม้ เด็กอ่อนที่ยังนอนหงายอยู่ แม้แต่จะรู้ว่ากาย ดังนี้ ก็
ยังไม่มี ที่ไหนจักทำกรรมชั่วด้วยกายได้เล่า นอกจากจะมีเพียงอาการดิ้นรน
เด็กอ่อนที่ยังนอนหงายอยู่ แม้แต่จะรู้ว่า วาจา ดังนี้ ก็ยังไม่มี ที่ไหนจัก
กล่าววาจาชั่วได้เล่า นอกจากจะมีเพียงการร้องไห้ เด็กอ่อนที่ยังนอนหงายอยู่
แม้แต่จะรู้ว่า ความดำริ ดังนี้ก็ยังไม่มี ที่ไหนจักดำริชั่วได้เล่า นอกจากจะ
มีเพียงการร้องไห้และการหัวเราะ เด็กอ่อนที่ยังนอนหงายอยู่ แม้แต่จะรู้ว่า
อาชีพ ดังนี้ ก็ยังไม่มี ที่ไหนจักเลี้ยงชีพชั่วได้เล่า นอกจากน้ำนมของมารดา
ดูก่อนนายช่างไม้ เมื่อเป็นเหมือนอย่างคำของอุคคาหมานปริพาชก

607
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 608 (เล่ม 20)

สมณมุณฑิกาบุตร เด็กอ่อนที่ยังนอนหงายอยู่ จักเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศล
อย่างยิ่ง เป็นสมณะถึงภูมิปฏิบัติอันอุดม ไม่มีใครรบได้.
เสกขภูมิ
[๓๖๐] ดูก่อนนายช่างไม้ เราบัญญัติบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔
ประการ ว่ามิใช่ผู้มีกุศลสมบูรณ์เลย ไม่ใช่ผู้มีกุศลอย่างยิ่ง มิใช่เป็นสมณะผู้
ถึงภูมิปฏิบัติอันอุดม ไม่มีใครรบได้ ก็แต่ว่าบุคคลผู้นี้ยังดีกว่าเด็กอ่อนที่ยัง
นอนหงายอยู่บ้าง ธรรม ๔ ประการ เป็นไฉน ดูก่อนนายช่างไม้ บุคคลใน
โลกนี้ ไม่ทำกรรมชั่วด้วยกาย ไม่กล่าววาจาชั่ว ไม่ดำริถึงความดำริ
ชั่ว ไม่เลี้ยงชีพชั่ว เราบัญญัติบุคคลผู้ประกอบด้วย ธรรม ๔ ประการนี้แล
ว่ามิใช่ผู้มีกุศลสมบูรณ์ มิใช่ผู้มีกุศลอย่างยิ่ง มิใช่เป็นสมณะถึงภูมิปฏิบัติอัน
อุดม ไม่มีใครรบได้ ก็แต่ว่าบุคคลผู้นี้ยังดีกว่าเด็กอ่อนที่ยังนอนหงายอยู่บ้าง.
[๓๖๑] ดูก่อนนายช่างไม้ เราย่อมบัญญัติบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
๑๓ ประการ ว่าเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะผู้ถึงภูมิปฏิบัติ
อันอุดม ไม่มีใครรบได้ ดูก่อนนายช่างไม้ ข้อที่ศีลเหล่านี้เป็นอกุศล ศีลเป็น
อกุศลมีสมุฏฐานแต่จิตนี้ ศีลเป็นอกุศลดับลงหมดสิ้นไปในที่นี้ ผู้ปฏิบัติอย่าง
นี้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความดับแห่งศีลเป็นอกุศล เรากล่าวว่าควรรู้ ข้อที่ศีลเหล่านี้
เป็นกุศล ศีลเป็นกุศลมีสมุฏฐานแต่จิตนี้ ศีลเป็นกุศลดับลงหมดสิ้นไปในที่นี้
ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความดับแห่งศีลเป็นกุศล เรากล่าวว่าควรรู้
ข้อที่ความดำริเหล่านั้นเป็นอกุศล ความดำริเป็นอกุศลมีสมุฏฐานแต่จิตนี้ ความ
ดำริเป็นอกุศลดับลงหมดสิ้นในที่นี้ ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความดับ
แห่งความดำริเป็นอกุศล เรากล่าวว่าควรรู้ ข้อที่ความดำริเหล่านี้เป็นกุศล

608
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 609 (เล่ม 20)

ความดำริเป็นกุศล มีสมุฏฐานแต่จิตนี้ ความดำริเป็นกุศลดับลงหมดสิ้นในที่นี้
ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความดับแห่งความดำริเป็นกุศล เรากล่าวว่า
ควรรู้.
อเสกขภูมิ
[๓๖๒] ดูก่อนนายช่างไม้ ก็ศีลที่เป็นอกุศลนั้นเป็นไฉน ดูก่อนนาย
ช่างไม้ กายกรรมเป็นอกุศล วจีกรรมเป็นอกุศล การเลี้ยงชีพชั่ว เหล่านี้
เรากล่าวว่าศีลเป็นอกุศล ก็ศีลที่เป็นอกุศลเหล่านี้ มีอะไรเป็นสมุฏฐาน แม้สมุฏ-
ฐานแห่งศีลเป็นอกุศลเหล่านั้น เรากล่าวแล้ว ก็ต้องกล่าวว่า มีจิตเป็นสมุฏฐาน
จิตเป็นไฉน ถึงจิตเล่าก็มีมาก หลายอย่าง มีประการต่าง ๆ จิตใดมีราคะ
โทสะ โมหะ ศีลเป็นอกุศลมีจิตนี้เป็นสมุฏฐาน ก็ศีลเป็นอกุศลเหล่านี้ ดับ
ลงหมดสิ้นในที่ไหน แม้ความดับแห่งศีลที่เป็นอกุศลเหล่านั้น เราก็ได้กล่าว
แล้ว ดูก่อนนายช่างไม้ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ละกายทุจริต เจริญกาย
สุจริต ละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต ละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริต ละมิจฉา
อาชีวะ เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาอาชีวะ ศีลที่เป็นอกุศลเหล่านั้นดับลงหมดสิ้นในการ
ละทุจริต เจริญสุจริต และการละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาอาชีวะ
ศีลที่เป็นอกุศลเหล่านั้นดับลงหมดสิ้นในการละทุจริต เจริญสุจริตและการละ
มิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาอาชีวะ ผู้ปฏิบัติอย่างไร จึงชื่อว่า ปฏิบัติ
เพื่อความดับแห่งศีลที่เป็นอกุศล.
ดูก่อนนายช่างไม้ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยังฉันทะให้เกิด พยายาม
ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งมั่น เพื่อยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่
เกิดมิให้เกิดขึ้น ยังฉันทะให้เกิด พยายามปรารภความเพียร ประคองจิตไว้

609
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 610 (เล่ม 20)

ตั้งมั่น เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ยังฉันทะให้เกิด พยายาม
ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งมั่น เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิด
ขึ้น ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียรประคองจิตไว้ ตั้งมั่น เพื่อ
ความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อความเจริญยิ่ง เพื่อความไพบูลย์
เพื่อความเจริญ เพื่อความเต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ดูก่อน
นายช่างไม้ ผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความดับแห่งศีลที่เป็นอกุศล.
[๓๖๓] ดูก่อนนายช่างไม้ ก็ศีลที่เป็นกุศลเป็นไฉน ดูก่อนนายช่างไม้
เราย่อมกล่าวซึ่งกายกรรมเป็นกุศล วจีกรรมเป็นกุศล และอาชีวะอันบริสุทธิ์
ลงในศีล เหล่านี้เรากล่าวว่าศีลเป็นกุศล ก็ศีลเป็นกุศลเหล่านี้มีอะไรเป็นสมุฏ-
ฐาน แม้สมุฏฐานแห่งศีลเป็นกุศลเหล่านั้น เรากล่าวแล้ว ก็ต้องกล่าวว่า มี
จิตเป็นสมุฏฐาน จิตเป็นไฉน แม้จิตเล่าก็มีมาก หลายอย่าง มีประการต่าง ๆ
จิตใดปราศจากราคะ ปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ ศีลเป็นกุศลมีจิตนี้เป็น
สมุฏฐาน ศีลเป็นกุศลเหล่านี้ดับลงหมดสิ้นในที่ไหน แม้ความดับแห่งศีลเป็น
กุศลนั้นเราก็กล่าวแล้ว.
ดูก่อนนายช่างไม้ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีล แต่จะสำเร็จด้วย
ศีลหามิได้ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับ
หมดสิ้นแห่งศีลเป็นกุศลเหล่านั้น ของภิกษุนั้นด้วย ก็ผู้ปฏิบัติอย่างไร จึงจะ
ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความดับแห่งศีลเป็นกุศล ดูก่อนนายช่างไม้ ภิกษุในธรรมวินัย
นี้ ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งมั่น เพื่อ
ยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น. . . เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่
เกิดขึ้นแล้ว. . . เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น. . . เพื่อความตั้งมั่น เพื่อ
ความไม่เลือนหาย เพื่อความเจริญยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ

610
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 611 (เล่ม 20)

เพื่อความเต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมที่เกิดแล้ว ดูก่อนนายช่างไม้ ผู้ปฏิบัติอย่างนี้
แล ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความดับแห่งศีลเป็นกุศล.
อกุสลสังกัปปะ
[๓๖๔] ดูก่อนนายช่างไม้ ก็ความดำริอันเป็นอกุศลเป็นไฉน ดูก่อน
นายช่างไม้ ความดำริในกาม ความดำริในพยาบาท ความดำริในการ
เบียดเบียน เหล่านี้เรากล่าวว่าความดำริเป็นอกุศล ก็ความดำริเป็นอกุศลนี้
มีอะไรเป็นสมุฏฐาน แม้สมุฏฐานแห่งความดำริเป็นอกุศลเหล่านั้น เรากล่าว
แล้วก็ต้องกล่าวว่า มีสัญญาเป็นสมุฏฐาน สัญญาเป็นไฉน แม้สัญญาเล่าก็มี
มาก หลายอย่าง มีประการต่าง ๆ สัญญาใดเป็นสัญญาในกาม เป็นสัญญาใน
พยาบาท เป็นสัญญาในการเบียดเบียน ความดำริเป็นอกุศลมีสัญญานี้เป็น
สมุฏฐาน ก็ความดำริเป็นอกุศลเหล่านี้ ดับลงหมดสิ้นในที่ไหน แม้ความดับ
แห่งความดำริเป็นอกุศลนั้นเราก็กล่าวแล้ว.
ดูก่อนนายช่างไม้ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศล
ธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ซึ่งเป็น
ที่ดับหมดสิ้นแห่งความดำริเป็นอกุศล ก็ผู้ปฏิบัติอย่างไร จึงจะชื่อว่าปฏิบัติ
เพื่อความดับแห่งความดำริเป็นอกุศล ภิกษุในธรรมวินัยนี้ยังฉันทะให้เกิด
พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งมั่น เพื่อยังอกุศลธรรมอันลามก
ที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น. . . เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว . . . เพื่อยัง
กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น. . . เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลือนหาย
เพื่อความเจริญยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความเต็มเปี่ยม
แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ดูก่อนนายช่างไม้ ผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล ชื่อว่า
ปฏิบัติเพื่อความดับแห่งความดำริเป็นอกุศล.

611
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 612 (เล่ม 20)

กุสลสังกัปปะ
[๓๖๕] ดูก่อนนายช่างไม้ ก็ความดำริเป็นกุศลเป็นไฉน ดูก่อน
นายช่างไม้ ความดำริในเนกขัมมะ ความดำริในอันไม่พยาบาท ความดำริ
ในอันไม่เบียดเบียนเหล่านี้ เราก็กล่าวว่า ความดำริเป็นกุศล ก็ความดำริเป็น
กุศลนี้ มีอะไรเป็นสมุฏฐาน แม้สมุฏฐานแห่งความดำริเป็นกุศลนั้น เรากล่าว
แล้วก็ต้องกล่าวว่า มีสัญญาเป็นสมุฏฐาน สัญญาเป็นไฉน แม้สัญญาก็มีมาก
หลายอย่าง มีประการต่าง ๆ สัญญาใดเป็นสัญญาในเนกขัมมะ เป็น
สัญญาในความไม่พยาบาท เป็นสัญญาในอันไม่เบียดเบียน ความดำริ
เป็นกุศลมีสัญญานี้เป็นสมุฏฐาน ก็ความดำริเป็นกุศลเหล่านั้นดับลงหมดสิ้นในที่
ไหน แม้ความดับแห่งความดำริที่เป็นกุศลนั้น เราก็กล่าวแล้ว.
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและ
สุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ซึ่งเป็นที่ดับลงหมดสิ้นแห่งความดำริเป็นกุศลเหล่านี้ ก็ผู้
ปฏิบัติอย่างไร จึงจะชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความดับแห่งความดำริเป็นกุศล.
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร
ประคองจิตไว้ ตั้งมั่น เพื่อยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น. . .
เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว . . . เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้
เกิดขึ้น . . . เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อความเจริญยิ่ง เพื่อ
ความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความเต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้น
แล้ว ดูก่อนนายช่างไม้ ผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความดับแห่งความ
ดำริเป็นกุศล.

612
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 613 (เล่ม 20)

อเสกขธรรม ๑๐
[๓๖๖] ดูก่อนนายช่างไม้ เราย่อมบัญญัติบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
๑๐ ประการเหล่าไหน ว่าเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะถึง
ภูมิปฏิบัติอันอุดม ไม่มีใครรบได้ ดูก่อนนายช่างไม้ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นของอเสขบุคคล ๑ สัมมาสังกัปปะเป็นของ
อเสขบุคคล ๑ สัมมาวาจาเป็นของอเสขบุคคล ๑ สัมมากัมมันตะเป็นของอเสข-
บุคคล ๑ สัมมาอาชีวะเป็นของอเสขบุคคล ๑ สัมมาวายามะเป็นของอเสขบุคคล
๑ สัมมาสติเป็นของอเสขบุคคล ๑ สัมมาสมาธิเป็นของอเสขบุคคล ๑ สัมมาญาณะ
เป็นของอเสขบุคคล ๑ สัมมาวิมุตติเป็นของอเสขบุคคล ๑ เราย่อมบัญญัติบุคคล
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้แล ว่าเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศล
อย่างยิ่ง เป็นสมณะถึงภูมิปฏิบัติอันอุดม ไม่มีใครรบได้ ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ช่างไม้ปัญจกังคะ
ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ดังนี้แล.
จบสมณมุณฑิกสูตรที่ ๘
๘. อรรถกถาสมณมุณฑิกสูตร
สมณมุณฑิกสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้สดับ
มาอย่างนี้.
ในบรรดาบทเหล่านั้นบทว่า อุคฺคาหมาโน ปริพาชกชื่อว่า อุคคาห-
มานะ ชื่อเดิมของปริพาชกนั้นว่า สุมนะ แต่เพราะสามารถเรียนวิทยา
หลายอย่าง ชนทั้งหลายจึงตั้งชื่อว่า อุคคาหมานะ. ชื่อว่า สมยมฺปวาทกํ

613
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 614 (เล่ม 20)

เพราะเป็นที่ประชุมแสดงลัทธิ. นัยว่าในที่นั้น พวกพราหมณ์เริ่มต้นด้วย
ปกิตารุกขพราหมณ์และโปกขรสาติพราหมณ์ นิครนถ์และ พวกบรรพชิตมี
อเจลกและปริพาชกเป็นต้น ประชุม ประกาศ สนทนา แสดง ลัทธิของตน ๆ
เพราะฉะนั้นอารามนั้นจึงเรียกว่า สมยัปปวาทกะ ที่ประชุมแสดงลัทธิ. ศาลา
ชื่อว่า ติณฑุกาจีระ เพราะล้อมด้วยแถวต้นมะพลับ. ก็เพราะ ณ ที่นี้ได้มี
ศาลาอยู่หลังหนึ่งก่อน. ภายหลังจึงสร้างไว้หลายหลัง เพราะอาศัยโปฏฐปาท-
ปริพาชิก ผู้มีบุญมาก. ฉะนั้น จึงเรียกว่า เอกสาลกะ โดยได้ชื่อตาม
ความหมายถึงศาลาหลังหนึ่งนั้นนั่นเอง. เอกสาลกะนั้นเป็นสวนของพระราช
เทวีของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระนามว่ามัลลิกา ดาดาษด้วยดอกไม้และ
ผลไม้ เพระทำเป็นอารามจึงเรียกว่าอารามของพระนางมัลลิกา. อุคคาหมาน-
ปริพาชกอาศัยอยู่ในอารามของพระนางมัลลิกา ในตำบลติณฑุกาจีระอันเป็น
ที่ประชุมแสดงลัทธินั้น อยู่อย่างสบาย. บทว่า ทิวาทิวสฺส เวลาเที่ยง คือ
เลยเวลาเที่ยงชื่อว่า เวลาเที่ยงวัน. อธิบายว่า อุคคาหมานปริพาชกออกไปใน
เวลาเที่ยงเลยไป เป็นกลางวันแม้ของวันนั้น. บทว่า ปฏิสลฺลีโน พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่ คือ ทรงสำรวมจิตจากอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้น ๆ
หลีกเร้นอยู่ ถึงความเป็นองค์เดียวด้วยทรงยินดีในฌาน. บทว่า มโนภาวนี-
ยานํ คือ ผู้เจริญทางใจ. ความปราศจากนิวรณ์เพียงความคิดย่อมมีแก่ภิกษุผู้นึก
ผู้มนสิการอยู่. จิตย่อมฟู คือย่อมเจริญ. บทว่า ยาวตา ประมาณเท่าใด.
บทว่า อยํ เตสํ อญฺญตโร นายช่างไม้ผู้นี้เป็นผู้หนึ่งของบรรดาสาวกเหล่านั้น
คือเป็นสาวกผู้หนึ่งในระหว่างสาวกเหล่านั้น. บทว่า อปฺเปว นาม คือ
อุคคาหมานปริพาชกต้องการให้นายช่างไม้เข้าไปใกล้จึงกล่าว. ก็เหตุที่ต้องการ
ท่านกล่าวไว้แล้วในสันทกสูตร. บทว่า เอตทโวจ อุคคาหมานปริพาชกได้
กล่าวกะนายช่างไม้นั้น. อุคคาหมานปริพาชกสำคัญว่า คหบดีนี้มีปัญญาอ่อน

614
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 615 (เล่ม 20)

เราจักสงเคราะห์เขาด้วยธรรมกถาแล้วจักทำให้เป็นสาวกของตน จึงได้กล่าวคำ
มีอาทิว่า จตูหิ โข ดังนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปญฺญเปมิ เราบัญญัติ คือเราแสดงตั้งขึ้น.
บทว่า สมฺปนฺนกุสลํ คือมีกุศลบริบูรณ์. บทว่า ปรมกุสลํ มีกุศลอย่างยิ่ง
คือมีกุศลอุดม. บทว่า อโยชฺฌํ ไม่มีใครรบได้ คือไม่มีใครสามารถจะรบ
ด้วยวาทะให้หวั่นได้เป็นผู้ไม่หวั่นไม่ไหว มั่นคง. บทว่า น กโรติ คือย่อม
กล่าวเพียงไม่ทำเท่านั้น. อนึ่ง ในบทนี้อุคคาหมานปริพาชกไม่กล่าวถึงการละ
ด้วยความสำรวมหรือการพิจารณา. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน . บทว่า
เนว อภินนฺทติ ไม่ยินดี คือนายช่างไม้สำคัญว่า ธรรมดาพวกเดียรถีย์
ทั้งหลาย รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ก็พูดส่งเดชไป จึงไม่ยินดี. บทว่า นปฺปฏิกฺโกสิ
ไม่คัดค้าน คือนายช่างไม้สำคัญว่า อุคคาหมานปริพาชกกล่าวดุจคล้อยตาม
ศาลนา ดุจอาการเลื่อมใสศาสนา จึงไม่คัดค้าน.
บทว่า ยถา อุคคาหมานสฺส เหมือนอย่างคำของอุคคาหมานปริพา-
ชก. พระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงว่า เราไม่กล่าวเหมือนอย่างคำของอุคคาหมาน-
ปริพาชกนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เด็กอ่อนที่ยังนอนหงายอยู่จักเป็นสมณะที่ใคร
รบไม่ได้ จักเป็นสมณะมั่นคงน่ะซิ. บทว่า กาโยตปิ น โหติ แม้เพียงจะรู้ว่า
กายดังนี้ก็ยังไม่มี คือไม่มีความรู้วิเศษว่า กายของตนหรือกายของผู้อื่น. บทว่า
อญฺญตฺร ผนฺทิตามตฺตา นอกจากจะมีเพียงอาการดิ้นรน คือย่อมมีเพียง
กายดิ้นรนด้วยการสัมผัสเถาวัลย์บนที่นอนหรือถูกเรือดกัด นอกจากนั้นแล้วก็
ไม่มีการทำทางกายอย่างอื่น. อนึ่ง กรรมนั้นจะมีก็ด้วยจิตประกอบด้วยกิเลส
เท่านั้น. บทว่า วาจาติปิ น โหติ แม้แต่จะรู้ว่าวาจาดังนี้ก็ยังไม่มี คือจะรู้
ความต่างกันว่า มิจฉาวาจา สัมมาวาจา ก็ไม่มี. บทว่า โรทิตมตฺตา นอก

615