พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 596 (เล่ม 20)

เพราะมีรูปฌานนั้น. บทว่า พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ เห็นรูปภายนอก คือ
เห็นรูปมีนีลกสิณเป็นต้นแม้ภายนอกด้วยฌานจักษุ. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงถึง
รูปาวจรฌาน ๔ ของบุคคลผู้มีฌานอันให้เกิดแล้วในกสิณทั้งหลายที่มีวัตถุภาย
ในและภายนอก. บทว่า อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี คือผู้ไม่มีรูปสัญญาในภายใน.
อธิบายว่า มีรูปาวจรฌานอันยังไม่เกิดในกสิณมีผมเป็นของตน. ด้วยบทนี้ท่าน
แสดงถึงรูปาวจรฌานของผู้มีฌานซึ่งทำบริกรรมอย่างดีในภายนอกแล้วให้เกิด
ในภายนอก. ด้วยบทว่า สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหติ ผู้น้อมใจเชื่อว่ากสิณ
เป็นของงามอย่างเดียวนี้ ท่านแสดงถึงฌานในวรรณกสิณ มีนีลกสิณเป็นต้น
อันบริสุทธิ์ ในบทนั้นการผูกใจว่างามไม่มีในอัปปนาภายในก็จริง แต่ถึงดัง
นั้น พระโยคาวจรใด ทำสุภกสิณให้เป็นอารมณ์หมดจดด้วยดีอยู่. เพราะพระ-
โยคาวจรนั้น ย่อมถึงความเป็นผู้ควรกล่าวว่า เป็นผู้น้อมใจเชื่อว่างาม. ฉะนั้น
ท่านจึงแสดงไว้อย่างนี้. แต่ในปฏิสัมภิทามรรคท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่า วิโมกข์
เพราะเป็นผู้น้อมใจเชื่อว่างามเป็นอย่างไร. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีจิตสหรคต
ด้วยเมตตาแผ่ไปยังทิศหนึ่งอยู่. เพราะเป็นผู้เจริญเมตตาสัตว์ทั้งหลายจึงไม่น่า
เกลียด. มีจิตสหรคตด้วยกรุณามุทิตาและอุเบกขาแผ่ไปยังทิศหนึ่งอยู่. เพราะ
เป็นผู้เจริญกรุณามุทิตาและอุเบกขา สัตว์ทั้งหลายจึงไม่น่าเกลียด ชื่อว่า วิโมกข์
เพราะเป็นผู้น้อมใจเชื่อว่างามอย่างนี้. ในบทว่า สพฺพโส รูปสญฺญานํ เพราะ
ล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงเป็นอาทิ บทที่ควรกล่าวทั้งหมดท่านกล่าวไว้
แล้วในวิสุทธิมรรค. บทว่า อยํ อฏฺฐโม วิโมกฺโข นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘ คือ
นี้ชื่อว่าวิโมกข์อันสูงสุดข้อที่ ๘ เพราะสละขันธ์ ๔ หลุดพ้นแล้วโดยประการ
ทั้งปวง.
พึงทราบวินิจฉัยในอภิภายคนกถาดังต่อไปนี้. บทว่า อภิภายตนานิ
คือเหตุเครื่องครอบงำ. ครอบงำอะไร. ครอบงำธรรมอันเป็นข้าศึกบ้าง

596
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 597 (เล่ม 20)

อารมณ์บ้าง. เพราะอภิภายตนะเหล่านั้น ย่อมครอบงำธรรมเป็นข้าศึก โดย
ความเป็นข้าศึก. ครอบงำอารมณ์เพราะความที่บุคคลเป็นผู้ยิ่งด้วยญาณ.
อนึ่งในบทมีอาทิว่า อชฺฌตฺตํ รูปสญฺญี ผู้มีความสำคัญในรูปภายใน
มีความดังต่อไปนี้. ย่อมชื่อว่ารูปสัญญี ผู้มีความสำคัญในรูปภายใน ด้วย
สามารถบริกรรมรูปภายใน. เพราะเมื่อทำบริกรรม นีลบริกรรม ในภายใน
ย่อมทำที่ผม. ที่ดี หรือที่ดวงตา. เมื่อทำปีตบริกรรม ย่อมทำที่มันข้น ที่ผิว
ที่ฝ่ามือ ที่ฝ่าเท้าหรือที่ความเหลืองของดวงตา. เมื่อทำโลหิตบริกรรม ย่อม
กระทำเนื้อ ที่โลหิต ที่ลิ้น ที่มีสีแดงของดวงตา. เมื่อกระทำ โอทาตบริกรรม
ย่อมทำที่กระดูก ที่ฟัน ที่เล็บ หรือที่ความขาวของดวงตา. แต่กสิณนั้น ไม่
เขียวดี ไม่เหลืองดี ไม่แดงดี ไม่ขาวดี ย่อมเป็นกสิณไม่บริสุทธิ์.
บทว่า เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ผู้หนึ่งเห็นรูปภายนอกความ
ว่า นิมิตภายนอกเกิดขึ้นภายในเพราะทำบริกรรมของผู้ใด ผู้นั้น เราเรียกว่า
เป็นผู้หนึ่ง มีความสำคัญรูปภายในเห็นรูปภายนอก ด้วยสามารถแห่งบริกรรม
ภายใน และแห่งอัปปนาภายนอกอย่างนี้. บทว่า ปริตฺตานิ รูปภายนอกเล็กคือ
ไม่โต บทว่า สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ คือมีผิวพรรณดีหรือมีผิวพรรณทราม.
พึงทราบว่า นี้ท่านกล่าวว่าเป็นอภิภายตนะ ด้วยสามารถรูปเล็กนั้นเอง. บท
ว่า ตานิ อภิภุยฺย ครอบงำรูปเหล่านั้น ความว่า เหมือนคนมีน้ำย่อยอาหารดี
ได้อาหารเพียงทัพพีเดียว คิดวามีอะไรที่ควรบริโภคในอาหารนี้ จึงหยิบเอามา
ปั้นเป็นคำเดียวฉันใด. บุคคลผู้ยิ่งด้วยญาณมีญาณเฉียบแหลมคิดว่า มีอะไรที่
ควรเข้าถึงในอารมณ์เล็กน้อยนี้. นี้ไม่ใช่ภาระของเราจึงครอบงำรูปเหล่านั้น
เข้าถึงสมาบัติ. อธิบายว่ายังอัปปนาให้ถึงในรูปนี้พร้อมกับการเกิดแห่งนิมิต.
ท่านกล่าวถึงความผูกใจรูปนั้นด้วยบทนี้ว่า ชานามิ ปสฺสามิ เรารู้ เราเห็น.
ผู้นั้น เมื่อออกจากสมาบัติแล้ว ไม่เข้าสมาบัติในภายใน.

597
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 598 (เล่ม 20)

บทว่า เอวํ สญฺญี โหติ มีความสำคัญอย่างนี้ คือด้วยอาโภคสัญญา
บ้าง (ความสำคัญด้วยความผูกใจ) ด้วยฌานสัญญาบ้าง (ความสำคัญด้วยฌาน)
อภิภวสัญญา (ความสำคัญด้วยความครอบงำ) ย่อมมีแก่ผู้นั้นแม้ในภายใน
สมาบัติ. ส่วนอาโภคสัญญา ย่อมมีแก่ผู้ออกจากสมาบัติ. บทว่า อปฺปมาณานิ
หาประมาณมิได้ คือมีประมาณเจริญได้แก่มาก. พึงทราบความในบทว่า
อภิภุยฺย ครอบงำ ดังต่อไปนี้. เหมือนบุรุษผู้กินจุครั้นได้อาหารมื้อเดียว ก็คิด
ว่าอาหารแม้อื่นจงมี อาหารแม้อื่นจงมี อาหารมื้อเดียวจักทำอะไรแก่เราได้ จึง
ไม่เห็นอาหารนั้นมากพอฉันใด. บุคคลผู้ยิ่งด้วยญาณผู้มีญาณเฉียบแหลมคิดว่า
จะพึงเข้าถึงญาณนี้ได้อย่างไร. นี้ไม่มีประมาณหามิได้ ภาระในการทำ
ความเป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เดียวมีอยู่แก่เรา จึงครอบงำรูปเหล่านั้นแล้วเข้า
สมาบัติ. อธิบายว่ายังอัปปนาให้ถึงในจิตนี้พร้อมกับให้เกิดนิมิต. บทว่า
อุชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี มีความสำคัญในอรูปภายใน ความว่า ไม่มีความสำคัญ
บริกรรมในรูปภายในเพราะไม่ได้หรือเพราะไม่มีประโยชน์. บทว่า เอโก
พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ผู้หนึ่งเห็นรูปภายนอก ความว่า บริกรรมก็ดีนิมิต
ก็ดีของผู้ใดเกิดขึ้นในภายนอก. ผู้นั้นมีความสำคัญในอรูปภายในอันเกิดขึ้นด้วย
สามารถบริกรรม และอัปปนาภายนอกอย่างนี้ท่านกล่าวว่าผู้หนึ่งเห็นรูปภายนอก.
บทที่เหลือในบทนี้มีนัยดังกล่าวแล้วในอภิภายตนะที่ ๔. ก็ในอภิภายตนะ ๔ นี้
อภิภายตนะเล็กน้อยมาแล้วด้วยสามารถวิตกจริต. อภิภายตนะหาประมาณมิได้
มาแล้วด้วยสามารถโมหจริต. รูปผิวทองมาแล้วด้วยสามารถโทสจริต. ผิวทราม
มาแล้วด้วยสามารถราคจริต. รูปเหล่านี้เป็นที่สบายของคนเหล่านั้น. อนึ่งความ
ที่รูปเป็นที่สบายของคนเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้ในจริตนิเทศในวิสุทธิมรรค โดย
พิสดารแล้ว.

598
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 599 (เล่ม 20)

พึงทราบวินิจฉัยในอภิภายตนะที่ ๕ เป็นต้นดังต่อไปนี้. บทว่า นีลานิ
เขียว ท่านกล่าวรวมสีทั้งหมด. บทว่า นีลวณฺณานิ มีวรรณเขียว คือเขียว
ด้วยสี. บทว่า นีลทสฺสนานิ เขียวล้วน ท่านอธิบายว่า วรรณะไม่มี
ปน ไม่มีช่องปรากฏด้วยการแสดงให้เห็นเป็นสีเขียวล้วน. ส่วนบทว่า
นีลนิภาสานิ มีรัศมีเขียวนี้ท่านกล่าวด้วยสามารถแสง. อธิบายว่ามีแสงเขียว
ประกอบด้วยรัศมีเขียว. ด้วยบทนี้ท่านแสดงถึงความที่รูปเหล่านั้นบริสุทธิ์. จริง
อยู่ท่านกล่าวอภิภายตนะ ๔ เหล่านี้ด้วยสามารถวรรณะบริสุทธิ์.
บทว่า อุมฺมารปุปฺผํ ดอกผักตบ เพราะดอกไม้นี้แม้ปรากฏว่าอ่อน
สนิทก็เขียวล้วน. แต่ดอกอัญชันเป็นต้นปรากฏเป็นดอกไม้ตระกูลขาว. เพราะ
ฉะนั้นท่านถือเอาดอกผักตบนี้แหละ ไม่ถือเอาดอกอัญชันเป็นต้นเหล่านั้น.
พาราณเสยฺยกํ ผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี คือทำในกรุงพาราณสี. ได้ยินว่า
ในกรุงพาราณสีนั้น แม้ฝ้ายก็อ่อนนุ่ม แม้คนปั่นฝ้ายก็ฉลาด แม้น้ำก็สะอาดเย็น
สนิท เพราะฉะนั้นผ้าจึงเกลี้ยงทั้งสองข้าง. ในสองข้างปรากฏเกลี้ยงนุ่มสนิท.
ในบทมีอาทิว่า ปีตานิ พึงทราบโดยนัยนี้เหมือนกัน. เมื่อกำหนดนีลกสิณ
ย่อมถือเอานิมิตในสีเขียว.
อนึ่งในกสิณนี้ การทำกสิณ การบริกรรมและแบบแห่งอัปปนามีอาทิ
คือในดอกไม้ ในผ้า หรือในวรรณธาตุทั้งหมดท่านกล่าวไว้พิสดารแล้วใน
วิสุทธิมรรค. บทว่า อภิญฺญาโวสานปารมิปฺปตฺตา บรรลุบารมีอันเป็น
ที่สุดแห่งอภิญญา คือสาวกทั้งหลายเจริญธรรมเหล่านั้นในสติปัฏฐานเป็นต้น
ในก่อนจากนี้แล้วบรรลุพระอรหัตชื่อว่าเป็นผู้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่ง
อภิญญา. อนึ่งสาวกทั้งหลายก็ชื่อว่าเป็นผู้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา
เพราะความเป็นผู้มีความชำนาญอันสะสมมาแล้ว ในอภิภายตนะ ๘ เหล่านี้.

599
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 600 (เล่ม 20)

พึงทราบวินิจฉัยในกสิณกถาดังต่อไปนี้. ชื่อว่า กสิณ เพราะอรรถว่า
ทั้งสิ้น. ชื่อว่า อายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นเขตหรือเป็นที่ตั้งมั่นแห่งธรรม
ทั้งหลายมีกสิณนั้นเป็นอารมณ์. บทว่า อุทฺธํ เบื้องบน คือมุ่งหน้าไปสู่ท้อง
ฟ้าเบื้องบ น บทว่า อโธ เบื้องต่ำ คือมุ่งหน้าไปสู่พื้นดินเบื้องต่ำ. บทว่า
ติริยํ เบื้องขวางคือกำหนดโดยรอบดุจบริเวณของพื้นที่. บางคนเจริญกสิณ
เบื้องบนเท่านั้น. บางคนเจริญกสิณเบื้องต่ำ. บางคนเจริญกสิณโดยรอบ ๆ ด้วย
เหตุนั้นแหละ ผู้ประสงค์จะเห็นรูปดุจยังความสว่างให้ผ่องใส. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบทมีอาทิว่า ปฐวีกสิณเมโก สญฺชานาติ อุทฺธํ-
อโธติริยํ ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งปฐวีกสิณทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง.
บทว่า อนฺวยํ คือในทิศน้อยใหญ่. ก็บทนี้ท่านกล่าวเพื่อไปถึงความไม่มีอื่น
ของทิศหนึ่ง เหมือนผู้เข้าไปสู่แม่น้ำ น้ำเท่านั้น ย่อมมีในทิศทั้งหมด มิใช่
อย่างอื่นฉันใด. ปฐวีกสิณ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเป็นปฐวีกสิณเท่านั้น.
กสิณนั้นไม่มีกสิณอื่นปะปน. ในกสิณทั้งหมดก็มีนัยนี้. บทว่า อปฺปมาณํ นี้
ท่านกล่าวด้วยสามารถกสิณนั้นแผ่ไปไม่มีประมาณ. เพราะกสิณนั้น แผ่ไป
ด้วยใจย่อมแผ่ไปตลอดดวงกสิณเท่านั้น. ย่อมถือเอาประมาณว่านี้เป็นเบื้องต้น
ของกสิณนั้น นี้เป็นท่ามกลาง.
อนึ่งในบทว่า วิญฺญาณกสิณํ นี้มีความดังต่อไปนี้ วิญญาณที่เป็นไป
แล้ว ในอากาศที่เพิกกสิณแล้ว. ในบทว่า วิญฺญาณกสิณํ นั้นพึงทราบความที่
กสิณนั้นทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และเบื้องขวางในวิญญาณอันเป็นไปแล้วนั้น
ด้วยสามารถอากาศอันเพิกกสิณแล้วในอากาศอันเพิกกสิณ ด้วยอำนาจแห่งกสิณ.
นี้เป็นความย่อในบทนี้. ส่วนปฐวีกสิณเป็นต้นเหล่านี้ ท่านกล่าวไว้แล้วใน
วิสุทธิมรรค โดยพิสดารตามนัยแห่งการเจริญกรรมฐาน. แม้ในที่นี้ก็พึงทราบ

600
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 601 (เล่ม 20)

ว่า สาวกทั้งหลายเป็นผู้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา โดยความเป็นผู้มี
ความชำนาญอันสะสมไว้แล้ว.
ในฌาน ๔ อันเป็นลำดับต่อจากนี้ก็อย่างเดียวกัน. ส่วนบทที่ควรกล่าว
ในที่นี้ ได้กล่าวไว้แล้วในมหาอัสสปุรสูตร. แต่ในวิปัสสนาญาณท่านกล่าว
ความแห่งบทมีอาทิว่ารูปี ผู้ได้รูปฌานไว้แล้ว.
บทว่า เอตฺถ สิตํ เอตฺถ ปฏิพทฺธํ คือ วิญญาณ อาศัยและ
เนื่องอยู่ในกาย คือ มหาภูตรูป ๔ นี้. บทว่า สุโภ คืองาม. บทว่า โชติมา
คือตั้งอยู่ในอาการอันบริสุทธิ์. บทว่า สุปริกมฺมกโต ทำบริกรรมเป็นอย่าง
ดี คือนายช่างเจียระไนดีแล้ว ไม่มีหินและกรวด. บทว่า อจฺโฉ สุกใส คือ
สุกใสในตัว ผุดผ่องในตัว. บทว่า วิปฺปสนฺโน คือ แวววาว. บทว่า
สพฺพาการสมฺปนฺโน สมส่วนทุกอย่างคือสมบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงมีขัดและ
เจาะเป็นต้น. ท่านแสดงถึงสมบัติของสีด้วยบทมีอาทิว่า นีลํ. เพราะด้ายที่ร้อย
ไว้เช่นนั้นปรากฏ. ในบทว่า เอวเมว นี้พึงทราบการเปรียบเทียบอย่างนั้น.
เพราะกรชกาย ดุจแก้วมณี. วิปัสสนาญาณดุจด้ายที่ร้อยไว้. ภิกษุผู้ได้วิปัสสนา
ดุจบุรุษผู้มีจักษุ. กาลที่รู้แจ้งกายอันมีมหาภูตรูป ๔ ของภิกษุผู้นั่งกำหนด
วิปัสสนาญาณ ดุจกาลที่รู้แจ้งแก้วมณีของผู้วางแก้วมณีไว้ที่มือแล้วพิจารณาดูว่า
นี้แลแก้วมณีฉะนั้น. กาลที่รู้แจ้งอารมณ์ มีผัสสะเป็นที่ ๕ ก็ดี จิตเจตสิกทั้ง
ปวง ก็ดี วิปัสสนาญาณก็ดี ของภิกษุผู้นั่งกำหนดวิปัสสนาญาณ ดุจกาลที่รู้
แจ้งด้ายว่า ด้ายนี้ร้อยอยู่ในแก้วมณีนั้นฉะนั้น. ก็การรู้แจ้งญาณเป็นอย่างไร.
เพราะการรู้แจ้งญาณนั้นเป็นการรู้แจ้งบุคคลนั่นแหละ. อนึ่ง วิปัสสนาญาณนี้
เป็นลำดับของมรรค. เมื่อเป็นอย่างนั้น เพราะเมื่อปรารภ วาระแห่งอภิญญา
จึงไม่มีวาระในระหว่างแห่งวิปัสสนาญาณนั้น. ฉะนั้นท่านจึงแสดงไว้ในที่นี้นั่น

601
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 602 (เล่ม 20)

แหละ. อนึ่งเพราะความสะดุ้งต่อภัยย่อมเกิดแก่ผู้ไม่พิจารณาด้วยสามารถความ
ไม่เที่ยงเป็นต้น ผู้ได้ยินเสียงน้ำกลัวด้วยหูทิพย์ ผู้ระลึกถึงขันธ์น่ากลัวด้วย
ระลึกชาติได้ ผู้เห็นรูปน่ากลัวด้วยตาทิพย์. ฉะนั้นท่านจึงไม่แสดงบทนั้นไว้ใน
ที่นี้ แม้เพื่อตระเตรียมเหตุ บรรเทาความกลัว ของผู้มีได้ทำการพิจารณา
ด้วยสามารถความไม่เที่ยงเป็นต้น ผู้บรรลุอภิญญานั้น. แม้ในที่นี้ก็พึงทราบว่า
สาวกทั้งหลายบรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาด้วยพระอรหัต.
พึงทราบเพราะความเป็นผู้มีความชำนาญใน มโนมยิทธิ ดังต่อไปนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า มโนมยํ คือเกิดแต่ใจ. บทว่า สพฺพงฺคปญฺจงคํ มี
อวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน คือประกอบด้วยองค์ทั้งหมด และด้วยองค์ ๕.
บทว่า อหีนินฺทฺริยํ มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง คือมีอินทรีย์ไม่วิกลด้วยสัณฐาน.
เพราะรูปนิรมิตของผู้มีฤทธิ์เป็นเช่นเดียวกับรูปนั้น ด้วยอาการทุกอย่างอย่างนี้
คือหากผู้มีฤทธิ์ขาว แม้รูปนิรมิตนั้นก็ขาว. หากผู้มีฤทธิ์มีหูมิได้เจาะ แม้รูป
นั้นก็มีหูมิได้เจาะ. แม้อุปมา ๓ ข้อ มีอาทิว่า มุญฺชมฺหา อีสิกํ พึงชักไส้
ออกจากหญ้าปล้อง ท่านกล่าวเพื่อแสดงความเหมือนกัน. เพราะไส้ภายในหญ้า
ปล้องนั้นก็เช่นกับหญ้าปล้องนั่นเอง. เมื่อชักดาบออกจากฝักใส่ดาบที่ชักออก
เมื่อชักศัสตราออกจากฝักใส่ศัสตราที่ชักออก ดาบ ศัสตรา ก็เช่นกับฝักนั่นเอง.
แม้บทว่า กรณฺฑา นี้เป็นชื่อของคราบงู มิใช่เป็นชื่อของหีบไม้ไผ่. เพราะ
คราบงูก็เช่นกับงู. ในบทนั้น ท่านแสดงดุจชักด้วยมือว่าบุรุษพึงชักงูออกจาก
คราบ ที่แท้พึงทราบว่าชักด้วยจิตของบุรุษนั้นนั่นเอง. เพราะธรรมดางูนี้ย่อม
ลอกคราบด้วยตนเอง ด้วยเหตุ ๔ เหล่านี้คือ ตั้งอยู่ในกำเนิดของตน ๑ อาศัย
ระหว่างไม้ หรือระหว่างต้นไม้ ๑ ดุจกินร่างกายด้วยกำลัง คือ พยายามฉุดตัวออก
จากคราบ ๑ รังเกียจคราบเก่า ๑ ไม่สามารถจะลอกคราบ ด้วยวิธีอื่นจากนั้นได้.

602
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 603 (เล่ม 20)

เพราะฉะนั้นพึงทราบว่าท่านกล่าวบทนี้หมายถึงการชักด้วยจิต. ข้อเปรียบเทียบ
ในบทนี้มีดังนี้ว่า สรีระของภิกษุนี้เช่นกับหญ้าปล้องเป็นต้น. รูปนิรมิตเช่นกับ
ไส้เป็นต้น. ก็ในที่นี้จะกล่าวถึง วิธีนิรมิต ด้วยว่าการกล่าวถึง อภิญญา ๕ มี
อิทธิวิธะเป็นต้น ท่านกล่าวไว้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรคทุกประการ. พึง
ทราบตามนัยดังกล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั้นแหละ. เพราะในที่นี้ท่านกล่าวเพิ่ม
เพียงอุปมาเท่านั้น. พึงเห็นภิกษุผู้ได้ญาณคือ อิทธิวิธะ ดุจช่างหม้อผู้ฉลาด
ฉะนั้น. พึงเห็น อิทธิวิธญาณ ดุจดินเหนียวที่ช่างหม้อตกแต่งเป็นอย่างดี
ฉะนั้น. พึงเห็นการแสดงฤทธิ์ของภิกษุนั้น ดุจการกระทำให้เป็นภาชนะชนิด
ต่าง ๆ ตามที่ตนต้องการแล้ว ๆ. แม้ในที่นี้ก็พึงทราบว่า พระสาวกทั้งหลาย
บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้มีความชำนาญ
อันสะสมไว้แล้วนั่นแล. ในอภิญญา ๔ อื่นจากนี้ก็เหมือนอย่างนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในอุปมาแห่ง ทิพโสตธาตุ ดังต่อไปนี้. บทว่า
สงฺขธโม คือบุรุษเป่าสังข์. บทว่า อปฺปกสิเรเนว คือ โดยไม่ยากนั่นเอง.
บทว่า วิญฺญาเปยฺย คือให้รู้. พึงเห็นว่ากาลที่พระโยคีรู้แจ้งเสียงของมนุษย์
ทั้งใกล้และไกล และนิพพาน ดุจกาลที่เมื่อบุรุษเป่าสังข์ให้รู้แจ้งไปใน ๔ ทิศ
อย่างนี้นั้น เสียงสังข์นั้น ก็ปรากฏชัด แก่สัตว์ทั้งหลายผู้กำหนดว่า นี้
เสียงสังข์ฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในอุปมาแห่ง เจโตปริยญาณ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ทหโร คือหนุ่ม. บทว่า ยุวา คือประกอบด้วยความเป็นหนุ่ม. บทว่า
มณฺฑนกชาติโก ชอบแต่งตัว คือ แม้ยังหนุ่มสาวก็ไม่เกียจคร้านถึงจะมีผ้า
และร่างกายเศร้าหมอง ก็ยังชอบแต่งตัว. อธิบายว่า อาบน้ำวันละ ๒- ๓ ครั้ง
แล้วนุ่งห่มผ้าสะอาด และแต่งตัว. บทว่า สกณิกํ หน้ามีไฝ คือหน้ามีโทษ
ด้วยโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง มีจุดดำ ตุ่มกลม หูด เป็นต้น. ในบทนั้นพึงทราบว่า

603
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 604 (เล่ม 20)

เหมือนอย่างว่า เมื่อบุรุษนั้นส่องดูเงาหน้า โทษของใบหน้าย่อมปรากฏฉันใด
เมื่อภิกษุนั่งกำหนดจิตด้วยเจโตปริยญาณก็ฉันนั้น จิต ๑๖ อย่างของผู้อื่นย่อม
ปรากฏ. บทที่ควรกล่าวในอุปมาแห่งปุพเพนิวาสญาณเป็นต้นทั้งหมด ท่าน
กล่าวไว้แล้วในมหาอัสสปุรสูตร. บทว่า อยํ โข อุทายิ ปญฺจโม ธมฺโม
ดูก่อนอุทายี นี้เป็นธรรมข้อที่ ๕ คือ ท่านกล่าวธรรมข้อที่ ๕ ทำ ๑๙ บรรพให้
เป็นธรรมข้อเดียวด้วยข้อปฏิบัติ. เหมือนอย่างว่าท่านทำ ๑๑ บรรพใน
อัฏฐกนาครสูตร ให้เป็นธรรมข้อเดียวด้วยสามารถเป็นคำถาม ฉันใด พึงทราบ
ว่า ๑๙ บรรพในที่นี้ท่านทำให้เป็นธรรมข้อเดียวด้วยสามารถการปฏิบัติฉันนั้น.
พึงทราบสาวกทั้งหลายบรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา ในส่วนทั้งหลาย ๘
ตามลำดับในบรรดาธรรม ๑๙ บรรพเหล่านี้ ในวิปัสสนาญาน และอาสวัก-
ขยญาณด้วยสามารถแห่งพระอรหัต. ในบทที่เหลือทั้งหลาย พึงทราบด้วย
สามารถแห่งความเป็นผู้มีความชำนาญอันสะสมมาแล้ว. บทที่เหลือในที่ทั้งปวง
ง่ายทั้งนั้น ด้วยประการฉะนี้
จบอรรถกถามหาสกุลุทายิสูตรที่ ๗

604
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 605 (เล่ม 20)

๘. สมณมุณฑิกสูตร
เรื่องอุคคาหมานปริพาชก
[๒๕๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้น ปริพาชกชื่อ
อุคคาหมานะ เป็นบุตรนางสมณมุณฑิกา พร้อมด้วยปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่
ประมาณ ๕๐๐ อาศัยอยู่ ณ อารามของพระนางมัลลิการาชเทวี ในตำบลเอก-
สาลาชื่อว่า ติณฑุกาจีระ [แวดล้อมด้วยแถวต้นพลับ] เป็นที่ประชุมแสดง
ลัทธิของนักบวช ครั้งนั้นช่างไม้ผู้หนึ่งชื่อ ปัญจกังคะ ออกจากเมืองสาวัตถี
เพื่อจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเวลาเที่ยงแล้ว ครั้งนั้น เขามีความดำริว่า
เวลานี้มิใช่กาลที่จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหลีกเร้น
อยู่และไม่ใช่สมัยที่จะไปหาภิกษุทั้งหลายผู้เจริญทางใจ ภิกษุทั้งหลายผู้เจริญ
ทางใจก็หลีกเร้นอยู่ อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปหาอุคคาหมานปริพาชก
สมณมุณฑิกาบุตร ที่อารามของพระนางมัลลิการาชเทวี ณ ตำบลเอกสาลาชื่อ
ว่าติณฑุกาจีระ เป็นที่ประชุมแสดงลัทธิของนักบวชเถิด ลำดับนั้น ช่างไม้
ปัญจกังคะจึงเข้าไปยังอารามของพระนางมัลลิการาชเทวี ณ ตำบลเอกสาลาชื่อว่า
ติณฑุกาจีระ.
ติรัจฉานกถา
[๓๕๗] สมัยนั้น อุคคาหมานปริพาชก สมณมุณฑิกาบุตร นั่งอยู่
กับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ ซึ่งกำลังพูดติรัจฉานกถาหลายประการ ด้วยการ
ส่งเสียงอื้ออึงอึกทึก.

605