เพราะมีรูปฌานนั้น. บทว่า พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ เห็นรูปภายนอก คือ
เห็นรูปมีนีลกสิณเป็นต้นแม้ภายนอกด้วยฌานจักษุ. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงถึง
รูปาวจรฌาน ๔ ของบุคคลผู้มีฌานอันให้เกิดแล้วในกสิณทั้งหลายที่มีวัตถุภาย
ในและภายนอก. บทว่า อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี คือผู้ไม่มีรูปสัญญาในภายใน.
อธิบายว่า มีรูปาวจรฌานอันยังไม่เกิดในกสิณมีผมเป็นของตน. ด้วยบทนี้ท่าน
แสดงถึงรูปาวจรฌานของผู้มีฌานซึ่งทำบริกรรมอย่างดีในภายนอกแล้วให้เกิด
ในภายนอก. ด้วยบทว่า สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหติ ผู้น้อมใจเชื่อว่ากสิณ
เป็นของงามอย่างเดียวนี้ ท่านแสดงถึงฌานในวรรณกสิณ มีนีลกสิณเป็นต้น
อันบริสุทธิ์ ในบทนั้นการผูกใจว่างามไม่มีในอัปปนาภายในก็จริง แต่ถึงดัง
นั้น พระโยคาวจรใด ทำสุภกสิณให้เป็นอารมณ์หมดจดด้วยดีอยู่. เพราะพระ-
โยคาวจรนั้น ย่อมถึงความเป็นผู้ควรกล่าวว่า เป็นผู้น้อมใจเชื่อว่างาม. ฉะนั้น
ท่านจึงแสดงไว้อย่างนี้. แต่ในปฏิสัมภิทามรรคท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่า วิโมกข์
เพราะเป็นผู้น้อมใจเชื่อว่างามเป็นอย่างไร. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีจิตสหรคต
ด้วยเมตตาแผ่ไปยังทิศหนึ่งอยู่. เพราะเป็นผู้เจริญเมตตาสัตว์ทั้งหลายจึงไม่น่า
เกลียด. มีจิตสหรคตด้วยกรุณามุทิตาและอุเบกขาแผ่ไปยังทิศหนึ่งอยู่. เพราะ
เป็นผู้เจริญกรุณามุทิตาและอุเบกขา สัตว์ทั้งหลายจึงไม่น่าเกลียด ชื่อว่า วิโมกข์
เพราะเป็นผู้น้อมใจเชื่อว่างามอย่างนี้. ในบทว่า สพฺพโส รูปสญฺญานํ เพราะ
ล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงเป็นอาทิ บทที่ควรกล่าวทั้งหมดท่านกล่าวไว้
แล้วในวิสุทธิมรรค. บทว่า อยํ อฏฺฐโม วิโมกฺโข นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘ คือ
นี้ชื่อว่าวิโมกข์อันสูงสุดข้อที่ ๘ เพราะสละขันธ์ ๔ หลุดพ้นแล้วโดยประการ
ทั้งปวง.
พึงทราบวินิจฉัยในอภิภายคนกถาดังต่อไปนี้. บทว่า อภิภายตนานิ
คือเหตุเครื่องครอบงำ. ครอบงำอะไร. ครอบงำธรรมอันเป็นข้าศึกบ้าง