พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 586 (เล่ม 20)

มีความเคารพอย่างมากในพระรัตนตรัย. ฉะนั้นเมื่อภิกษุสงฆ์ไหว้กลับไปแล้วใน
เวลาที่พวกมนุษย์บริโภคอาหารในตอนเย็น แม้สามเณรก็ไม่ให้รู้ คิดว่าเราจัก
ไหว้พระเจดีย์ จึงออกไปรูปเดียวเท่านั้น. สามเณรคิดว่า พระเถระไปรูปเดียวใน
มิใช่เวลา เราจักรู้ จึงออกตามรอยเท้าพระอุปัชฌาย์ไป. พระเถระไม่รู้ว่าสามเณร
มา เพราะไม่ได้นึกถึงจึงขึ้นสู่ลานพระเจดีย์ทางประตูทิศใต้. สามเณรก็ขึ้นตาม
รอยเท้าไป. พระมหาเถระแลดูพระมหาเจดีย์ ยึดปีติในพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
สำรวมใจทั้งหมด ชื่นชมยินดีไหว้พระเจดีย์ สามเณรเห็นอาการไหว้ของพระเถระ
จึงคิดว่า พระอุปัชฌาย์ของเรามีจิตเลื่อมใสอย่างยิ่ง ไหว้พระเจดีย์ ได้ดอกไม้
แล้วพึงทำการบูชาหรือหนอ. เมื่อพระเถระลุกขึ้นไหว้ ยกอัญชลีเหนือศีรษะ
ยืนแลดู พระมหาเจดีย์. สามเณรกระแอมให้พระเถระรู้ว่าตนมา. พระเถระ
เหลียวดูแล้วถามว่า เธอมาเมื่อไร. สามเณรตอบว่า ท่านขอรับในเวลาท่าน
ไหว้พระเจดีย์ ท่านเลื่อมใสเหลือเกินจึงไหว้พระเจดีย์. ท่านได้ดอกไม้แล้วพึง
บูชาหรือ. พระเถระตอบว่าถูกแล้ว สามเณร ชื่อว่าการฝังพระธาตุประมาณ
เท่านี้ นอกจากในพระเจดีย์นี้แล้วย่อมไม่มี. ใครได้ดอกไม้แล้วจะไม่พึงบูชา
มหาสถูปอันไม่มีเหมือนเช่นนี้ได้เล่า. สามเณรกล่าวว่า ท่านขอรับ ถ้าเช่นนั้น
ขอท่านจงรอก่อน ผมจักนำดอกไม้มา. ทันใดนั้นเอง สามเณรก็เข้าฌานไป
ป่าหิมพานต์ด้วยฤทธิ์ เก็บดอกไม้สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นใส่ในธมกรกจนเต็ม
เมื่อพระมหาเถระยังไม่ถึงมุขหลัง จากมุขใต้. สามเณรมาวางผ้าธมกรกห่อดอก
ไม้ไว้ที่มือแล้วกล่าวว่า ขอท่านจงบูชาเถิดขอรับ. พระเถระกล่าวว่า สามเณร
ดอกไม้ของเธอยังน้อยนัก. สามเณรกล่าวว่า ท่านขอรับ ขอท่านจงไป ระลึก
ถึงคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วบูชาเถิด. พระเถระขึ้นบันไดอาศัยมุขหลัง
เริ่มทำการบูชาด้วยดอกไม้ ณ ชั้นแท่นบูชา. ชั้นแท่นบูชาเต็มไปหมด. ดอกไม้
ตกลงไปเต็มในชั้นที่ ๒ โดยพื้นที่ประมาณเข่า. พระเถระลงจากชั้นที่ ๒ ยัง
แถวหลังเท้าให้เต็ม. แม้แถวหลังเท้านั้นก็เต็ม. พระเถระรู้ว่าเต็มจึงเกลี่ย ที่

586
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 587 (เล่ม 20)

พื้นล่างกลับไป. ลานพระเจดีย์ มีดอกไม้เต็มไปหมด. เมื่อลานพระเจดีย์เต็ม
พระเถระกล่าวว่า สามเณร ดอกไม้ยังไม่หมด. สามเณรตอบว่า ท่านขอรับ
ท่านจงคว่ำธมกรกลงเถิด. พระเถระคว่ำธมกรกแล้วเขย่า. ในกาลนั้น
ดอกไม้ก็หมด. พระเถระให้ธมกรกแก่สามเณรแล้วทำประทักษิณพระเจดีย์
มีกำแพงสูง ๖๐ ศอก ๓ ครั้ง ไหว้ในที่ทั้ง ๔ แห่งแล้วกลับไปยังบริเวณคิดว่า
สามเณรนี้มีฤทธิ์มากแท้ จักสามารถรักษาอิทธานุภาพนี้ไว้ได้หรือหนอ. แต่นั้น
พระเถระเห็นว่า จักไม่สามารถรักษาไว้ได้ จึงกล่าวกะสามเณรว่า สามเณร
บัดนี้เธอมีฤทธิ์มาก ในภายหลัง ครั้นฤทธิ์เสื่อม จักดื่มน้ำซาวข้าวด้วยมือของ
หญิงทอหูกตาบอดช้างเดียว. นี้ชื่อว่าโทษของความเป็นหนุ่ม สามเณรนั้นหวั่น
ใจในถ้อยคำของพระอุปัชฌาย์ (แต่) ไม่ขอร้องว่า ท่านขอรับ ขอท่านจงบอก
กรรมฐานแก่ผมเถิด. สามเณรคิดว่า พระอุปัชฌาย์ ของพวกเราพูดอะไร
ทำเหมือนไม่ได้ยินคำนั้นได้ไปแล้ว.พระเถระครั้นไหว้พระมหาเจดีย์ และพระ-
มหาโพธิ แล้วจึงให้สามเณรรับบาตรและจีวรไปยังกุเฏฬิติสสมหาวิหาร สาม
เณรเดินตามพระอุปัชฌาย์ไป ไม่ไปบิณฑบาต. แต่ถามว่า ท่านขอรับ ท่าน
จักเข้าไปบ้านไหน ครั้นรู้ว่าบัดนี้พระอุปัชฌาย์ของเราจักไปถึงประตูบ้าน จึง
ถือบาตรและจีวรของตนและของพระอุปัชฌาย์ แล้วเหาะไป ถวายบาตรและ
จีวรแก่พระเถระแล้วจึงเข้าไปบิณฑบาต.
พระเถระสั่งสอนตลอดเวลาว่า สามเณร เธออย่าได้ทำอย่างนั้น ชื่อ
ว่า ฤทธิ์ของปุถุชน ง่อนแง่น ไม่แน่นอนครั้นได้อารมณ์มีรูปเป็นต้นไม่เป็นที่
สบายเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็ทำลาย. เมื่อการเสื่อมจากสมาบัติมีอยู่การอยู่ประพฤติ
พรหมจรรย์ ก็ไม่สามารถค้ำจุนไว้ได้. สามเณรไม่ปรารถนาจะฟังว่าพระ-
อุปัชฌาย์ของเรากล่าวอะไร ยังทำเหมือนเดิม. พระเถระไหว้พระเจดีย์ไปโดย
ลำดับแล้วจึงไปยัง กัมพพินทวิหาร. แม้เมื่อพระเถระอยู่ ณ วิหารนั้น สาม-
เณรก็ยังทำอยู่อย่างนั้น.

587
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 588 (เล่ม 20)

อยู่มาวันหนึ่ง ธิดาของช่างทอหูกคนหนึ่งรูปงาม ยังอยู่ในปฐมวัย
ออกจากบ้านกัมพพินทะ ลงไปยังสระบัวร้องเพลงเก็บดอกบัว. ในสมัยนั้น
สามเณรไปถึงท้ายสระติดใจเสียงร้องเพลงของหญิงนั้น ดุจคนขายปลาตาบอด
ติดใจเสียงของหญิงยั่วยวนฉะนั้น. ทันใดนั้นเอง ฤทธิ์ของสามเณรนั้นก็เสื่อม ได้
เป็นดุจกาปีกหัก. แต่ด้วยผลของสมาบัติที่ยังมีอยู่ สามเณรไม่ตกไปที่หลังน้ำนั้น
ตกลงเหมือนปุยดอกงิ้วโดยลำดับ ได้ยืนอยู่แล้วใกล้ฝั่งสระปทุม. สามเณรรีบไป
ถวายบาตรและจีวรแก่พระอุปัชฌาย์แล้วกลับ. พระมหาเถระคิดว่า เราเห็นเหตุ
การณ์มาก่อนแล้ว แม้ห้ามสามเณรก็คงไม่กลับ จึงไม่พูดอะไร ๆ เข้าไป
บิณฑบาต. สามเณรไปยืนที่ฝั่งสระบัว รอหญิงนั้นขึ้น. แม้หญิงนั้นก็เหมือน
สามเณรทั้งขณะเหาะและขณะมายืนอยู่รู้ว่า สามเณรนี้กระสันเพราะอาศัยเราเป็น
แน่จึงกล่าวว่า หลีกไปเถิด สามเณร. สามเณรนั้นจึงหลีกไป. หญิงนั้นขึ้น
มานุ่งผ้าแล้วเข้าไปหาสามเณรถามว่า สามเณร ต้องการอะไรหรือ. สามเณร
บอกความนั้น. นางจึงแสดงถึงโทษในการครองเรือนด้วยเหตุหลายอย่างและ
อานิสงส์ในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ แม้สอนอยู่ก็ไม่สามารถบรรเทาความ
กระสันของสามเณรนั้นได้ คิดว่า สามเณรนี้เสื่อมฤทธิ์เห็นปานนี้เพราะเราเป็น
เหตุ บัดนี้ไม่ควรจะเสียสละจึงกล่าวว่า สามเณร ท่านจงรออยู่ที่นี่เถิด แล้ว
ไปเรือน บอกเรื่องนั้นแก่มารดาบิดา.
แม้มารดาบิดาก็มาแล้วสอนหลายอย่าง ได้กล่าวกะสามเณรผู้ไม่เชื่อฟัง
ว่าท่านอย่าเข้าใจพวกเราว่ามีตระกูลสูง. พวกเราเป็นเพียงช่างทอหูกสามารถทำ
ได้เพียงงานทอหูกเท่านั้น. สามเณรกล่าวว่า อุบาสก ธรรมดาคนที่เป็นคฤหัสถ์
ควรทำงานทอหูก หรือควรทำงานสานกระจาดก็ได้. ประโยชน์อะไรด้วยเพียง
ผ้าสาฎกนี้ ท่านจงทำงานไปเถิด. ช่างหูกให้ผ้าสาฎกที่ผูกท้องแล้วนำไปเรือน

588
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 589 (เล่ม 20)

ยกลูกสาวให้. นายหนุ่มผู้นั้น (สึกจากสามเณรแล้ว) เรียนการงานของช่างหูก
ทำการงานที่โรงกับพวกช่างหูก. บรรดาหญิงของช่างหูกเหล่าอื่น ได้เตรียม
อาหารนำมาแต่เช้าตรู่. ภรรยาของนายหนุ่มนั้นยังไม่มา. นายหนุ่มนั้นเมื่อคนอื่น
พักงานบริโภคอาหาร ยังนั่งกรอหลอดด้ายอยู่. ภรรยาได้ไปภายหลัง. นายหนุ่ม
นั้นจึงพูดตะคอกภรรยาว่า เธอนี่มาช้าเหลือเกิน. ธรรมดามาตุคามรู้ว่า แม้
พระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งมีจิตผูกพันในตน ยังนึกว่าตนเป็นดุจทาส. เพราะฉะนั้น
นางจึงกล่าวว่า ในเรือนของานอื่นเขาสะสมฟืนใบไม้และเกลือไว้. แม้คนทอ-
หูกที่เป็นทาสนำออกจากภายนอกก็ยังมี. แต่ฉันเป็นหญิงตัวคนเดียวเท่านั้น. แม้
ท่านก็ยังไม่รู้ว่า ในเรือนของเรา สิ่งนี้มี สิ่งนี้ไม่มี. หากท่านต้องการก็จงบริโภค
เถิด. หากไม่ต้องการก็อย่าบริโภค. นายหนุ่มนั้นพูดตะคอกว่า เธอไม่เพียง
นำอาหารมาสายเท่านั้นยังกระทบกระเทียบเราด้วยคำพูดอีก แล้วโกรธ เมื่อไม่
เห็นเครื่องทำร้ายอื่นจึงดึงไม้กระสวยทอผ้านั้นเอาหลอดด้ายออกจากกระสวย
แล้วขว้างไป ภรรยาเห็นไม้กระสวยแล่นมาจึงหลบหน่อยหนึ่ง ก็ปลายไม้
กระสวยคม. เมื่อนางหลบ ปลายไม้กระสวยจึงเข้าไปที่หางตาคาอยู่. นางรีบเอา
มือทั้งสองกุมนัยน์ตา. เลือดไหลออกที่ที่ถูกเจาะ. นายหนุ่มนั้นระลึกถึงคำของ
พระอุปัชฌาย์ได้ในเวลานั้นว่า พระอุปัชฌาย์คงหมายถึงเหตุนี้จึงกล่าวกะเราว่า
ในอนาคตเธอจักต้องดื่มน้ำข้าวที่ขยำด้วยมือของหญิงทอหูกตาบอดข้างเดียว.
พระเถระคงจักเห็นเหตุนี้เป็นแน่. จึงเริ่มร้องไห้ด้วยเสียงดังว่า โอ พระคุณ-
เจ้าผู้เห็นกาลไกล. พวกช่างหูกอื่น ๆ ได้กล่าวกะนายหนุ่มนั้นว่า พอทีเถิด
พ่อคุณ อย่าร้องไห้ไปเลย. ธรรมดานัยน์ตาที่แตกแล้วไม่สามารถทำให้เหมือน
เดิมได้ ด้วยการร้องไห้ดอก. นายหนุ่มนั้นกล่าวว่า เรามิได้ร้องไห้ถึงเรื่องนั้น
ดอก แต่เราร้องไห้หมายถึงเหตุนี้ ดังนี้แล้วจึงบอกเรื่องทั้งหมดตามลำดับ

589
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 590 (เล่ม 20)

สมถะและวิปัสสนาเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ เมื่อดับย่อมเป็นไปเพื่อความ
เสียประโยชน์. ยังมีเรื่องอื่นอีก.
ภิกษุประมาณ ๓๐ รูป ไหว้พระกัลยาณิมหาเจดีย์แล้วหยั่งลงสู่ทางใหญ่
ตามทางดงได้เห็นมนุษย์คนหนึ่งทำกรรมในเขตไฟไหม้ในระหว่างทางเดินมา.
ร่างกายของมนุษย์ผู้นั้นได้เป็นดุจเปื้อนด้วยเขม่า. แลดูผ้าสาฎกผืนหนึ่งเปื้อน
ด้วยเขม่านุ่งหนีบรักแร้ ปรากฏดุจตอไม่ถูกไฟไหม้. มนุษย์ผู้นั้นทำการงานใน
ตอนกลางวัน ขนกองไม้ที่ถูกไฟไหม้ครึ่งหนึ่งออกมีผมรุงรังที่หลัง มาผิดทาง
ได้ยืนอยู่เฉพาะหน้าภิกษุทั้งหลาย.
พวกสามเณรเห็นจึงมองดูกันและกันแล้วหัวเราะกล่าวว่า อาวุโส บิดา
ของท่าน ลุงของท่าน อาของท่าน แล้วจึงถามชื่อว่า อุบาสกท่านชื่อไร. ชาย
ผู้นั้นถูกถามถึงชื่อกี่เดือดร้อน ทิ้งกองฟืน จัดแจงนุ่งผ้าไหว้พระมหาเถระแล้ว
จึงกล่าวว่า พระคุณเจ้าทั้งหลาย โปรดหยุดก่อนเถิด. พระมหาเถระทั้งหลายได้
ยืนอยู่. พวกสามเณรมาแล้ว ทำการเย้ยหยันแม้ต่อหน้าพระมหาเถระทั้งหลาย.
อุบาสกกล่าวว่า พระคุณเจ้าทั้งหลายเห็นผมแล้วหัวเราะเยาะ พระคุณเจ้าอย่า
เข้าใจว่า พวกเราได้บรรลุถึงที่สุดด้วยเหตุเพียงเท่านี้. แม้ผมเมื่อก่อนก็เป็น
สมณะเช่นเดียวกับพวกท่าน แต่พวกท่านมิได้มีแม้เพียงจิตมีอารมณ์เดียว ผม
ได้เป็นผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากในศาสนานี้. ผมถืออากาศแล้วทำให้เป็นแผ่น
ดินได้. ถือแผ่นดินแล้วทำให้เป็นอากาศได้. ทำที่ไกลไห้ใกล้ได้. ทำที่ใกล้ให้
ไกลได้. ผมทะลุไปแสนจักรวาลได้โดยขณะเดียว. พวกท่านจงดูมือของผมซิ
บัดนี้เช่นกับมือลิง. ผมนั่ง ณ ที่นี้ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ด้วยมือทั้งสอง
เหล่านี้ได้. ผมทำพระจันทร์และพระอาทิตย์ให้เป็นแท่นรองนั่งล้างเท้าเหล่านี้แล.
ฤทธิ์ของผมเห็นปานนี้ได้สิ้นไปเพราะความประมาท. พวกท่านอย่าได้ประมาท

590
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 591 (เล่ม 20)

เลย. เพราะชนทั้งหลายถึงความพินาศเห็นปานนี้ ด้วยความประมาท. ผู้ไม่
ประมาท ย่อมทำที่สุดแห่งชาติชราและมรณะได้. เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายทำ
ผมนี้แหละให้เป็นอารมณ์ แล้วพูดเตือนว่า พระคุณเจ้าทั้งหลาย จงอย่าประมาท
เลยแล้วให้โอวาท เมื่อชายผู้นั้นกล่าวอยู่นั่นเอง ภิกษุ ๓๐ รูป เหล่านั้นถึง
ความสลดใจนี้ เห็นแจ้งอยู่ ได้บรรลุพระอรหัต ณ ที่นั้นเองด้วยประการฉะนี้.
สมถวิปัสสนาที่เกิดขึ้นแล้วแม้อย่างนี้ เมื่อดับไปพึงทราบว่า ย่อมเป็น
ไปเพื่อความพินาศ.
อนึ่งไม่บทว่า อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ ความลามกยังไม่เกิดนี้
พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในบทมีอาทิว่า อนุปฺปนฺโน วา กามาสโว น
อุปฺปชฺชติ กามาสวะยังไม่เกิดย่อมไม่เกิด.
อนึ่งในบทว่า อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ ความลามกเกิดขึ้นแล้วนี้ มี
ความดังต่อไปนี้. ความลามกเกิดขึ้น ๔ อย่าง คือ เกิดขึ้นในปัจจุบัน ๑ เกิด
ขึ้นเพราะเสวยผลแล้ว ปราศไป ๑ เกิดขึ้น เพราะทำโอกาส ๑ เกิดขึ้นเพราะ
ได้ภูมิ ๑. ใน ๔ อย่างนั้น กิเลสเหล่าใดมีอยู่พร้อมที่จะเกิดเป็นต้น นี้ชื่อว่า
เกิดในปัจจุบัน. อนึ่ง เมื่อกรรมยังแล่นไปเสวยรสแห่งอารมณ์แล้วดับไปชื่อว่า
เสวยผลแล้วปราศไป. กรรมเกิดขึ้นแล้วดับ ชื่อว่า เสวยผลแล้วปราศไป.
แม้ทั้งสองอย่างนั้น ก็ชื่อว่า เกิดขึ้นเพราะเสวยผลแล้วปราศไป. กุศลกรรมและ
อกุศกรรมห้ามวิบากของกรรมอื่นแล้วทำโอกาสแห่งวิบากของตน. เมื่อทำ
โอกาสอย่างนี้ วิบากเมื่อเกิดขึ้น ย่อมชื่อว่า เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ทำโอกาส. นี้
ชื่อว่า เกิดขึ้นเพราะทำโอกาส. อนึ่งขันธ์ ๕ ชื่อว่า เป็นภูมิแห่งวิปัสสนา.
ขันธ์ ๕ เหล่านั้น ย่อมมีประเภทเป็นอดีตเป็นต้น. กิเลสที่นอนเนื่องอยู่
ในขันธ์ ๕ เหล่านั้น ไม่ควรกล่าวว่า เป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบัน. เพราะ

591
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 592 (เล่ม 20)

แม้กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในขันธ์ที่เป็นอดีตก็ยังเป็นอันละไม่ได้. แม้กิเลสที่นอน
เนื่องในขันธ์เป็นอนาคต ในขันธ์เป็นปัจจุบัน ก็เป็นอันยังละไม่ได้แท้. นี้ชื่อว่า
เกิดขึ้นเพราะได้ภูมิ. ด้วยเหตุนั้นท่านโบราณาจารย์จึงกล่าวว่า กิเลสที่ยังถอน
ไม่ขึ้นในภูมิเหล่านั้น ๆ ย่อมชื่อว่า เกิดขึ้นเพราะได้ภูมิ.
กรรมลามกเกิดขึ้น ๔ อย่าง อย่างอื่นอีก คือ เกิดขึ้นเพราะความ
ประพฤติ ๑ เกิดขึ้นเพราะยึดถืออารมณ์ ๑ เกิดขึ้นเพราะไม่ข่ม ๑ เกิดขึ้น
เพราะไม่ถอน ๑. ใน ๔ อย่างนั้นกรรมที่ยังเป็นไปอยู่ไม่ชื่อว่า เกิดขึ้นเพราะ
ความประพฤติ. เมื่อลืมตาขึ้นคราวเดียวแล้วยึดนิมิตเป็นอารมณ์ กิเลสทั้งหลาย
ในขณะที่ระลึกถึง ๆ ไม่ควรกล่าวว่า จักไม่เกิดขึ้น. เพราะเหตุไร. เพราะยังยึด
ถืออารมณ์อยู่. เหมือนอะไร. เหมือนน้ำนมแห่งต้นน้ำนมที่ถูกขวานฟันแล้ว
เขาไม่ควรกล่าวว่า น้ำนมจักไม่ออก ฉันใด. นี้ก็ฉันนั้นชื่อว่าเกิดขึ้นเพราะ
ยึดถืออารมณ์. กิเลสทั้งหลายที่มิได้ข่มไว้ด้วยสมาบัติ ไม่ควรกล่าวว่า จักไม่
เกิดในฐานะนี้. เพราะเหตุไร. เพราะยังข่มไว้ไม่ได้. เหมือนอะไร เหมือน
หากว่าชนทั้งหลายพึงนำต้มน้ำนมมาด้วยขวาน ไม่ควรกล่าวว่า น้ำนมไม่พึง
ออกในที่นี้ ฉันใด. นี้ก็ฉันนั้นชื่อว่า เกิดขึ้นเพราะไม่ข่มไว้. อนึ่งกิเลส
ทั้งหลายที่ยังถอนออกไม่ได้ด้วยมรรค ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่ผู้เกิดในภวัคคพรหม
พึงให้พิสดารโดยนัยดังกล่าวแล้วด้วยประการฉะนี้แล. นี้ชื่อว่า เกิดขึ้นเพราะ
ยังถอนไม่ได้.
ในกรรมลามกที่เกิดขึ้นเหล่านี้ กรรมเกิดขึ้น ๔ อย่างคือ เกิดขึ้นใน
ปัจจุบัน ๑ เกิดขึ้นเพราะเสวยผลแล้วปราศไป ๑ เกิดขึ้นเพราะทำโอกาส ๑
เกิดขึ้นเพราะความพระพฤติ ๑ ไม่ถูกทำลายด้วยมรรค. กรรมลามก ๔ อย่าง
คือ. กรรมเกิดขึ้นเพราะได้ภูมิ ๑. เกิดขึ้นเพราะยึดถืออารมณ์ ๑ เกิดขึ้นเพราะ

592
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 593 (เล่ม 20)

ข่มไว้ไม่ได้ ๑ เกิดขึ้นเพราะถอนไม่ได้ ๑ ถูกทำลายด้วยมรรค. เพราะมรรค
เมื่อเกิดย่อมละกิเลสเหล่านี้ได้. มรรคนั้นย่อมละกิเลสเหล่าใดได้ กิเลสเหล่านั้น
ไม่ควรกล่าวว่า เป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบัน. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ก็ถ้าว่า
มรรคย่อมละกิเลสอันเป็นอดีตได้ไซร้ ถ้าเช่นนั้นย่อมทำกิเลสที่สิ้นไปแล้วให้
สิ้นไปได้ ย่อมทำกิเลสที่ดับแล้ว ให้ดับไป ที่ปราศไปแล้วให้ปราศไป ที่ตั้งอยู่
ไม่ได้ให้ตั้งอยู่ไม่ได้ กิเลสเป็นอดีตใดไม่มี ย่อมละกิเลสที่เป็นอดีตนั้นได้.
ก็ถ้าว่ามรรคนั้นย่อมละกิเลสในอนาคตได้ไซร้. ถ้าเช่นนั้น มรรคก็ย่อมละกิเลส
ที่ยังไม่เกิดได้ ย่อมละกิเลสที่ยังไม่บังเกิดไม่เกิดคือไม่ปรากฏได้, กิเลสที่เป็น
อนาคตใดไม่มี ย่อมละกิเลสนั้นได้. ก็ถ้าว่ามรรคนั้นย่อมละกิเลสอันเป็นปัจจุ-
บันไดไซร้ ถ้าเช่นนั้นผู้ถูกย้อมด้วยราคะ ย่อมละราคะได้ ถูกโทสะประทุษ-
ร้าย ย่อมละโทสะได้ ลุ่มหลงด้วยโมหะย่อมละโมหะได้ กระด้างด้วยมานะ ย่อม
ละมานะได้ ผู้ถูกต้องด้วยทิฏฐิ ย่อมละทิฏฐิได้ ฟุ้งซ่านด้วยอุทธัจจะ ย่อมละ
อุทธัจจะได้ ถึงความไม่ตกลงใจด้วยวิจิกิจฉา ย่อมละวิจิกิจฉาได้ ผู้ดำเนินไป
ด้วยกำลังอนุสัย ย่อมละอนุสัยได้. ธรรมคำธรรมขาวย่อมเป็นไปคู่กัน มรรค
ภาวนาย่อมเศร้าหมอง ถ้าเช่นนั้นมรรคภาวนาย่อมไม่มี การทำให้แจ้งผลก็
ไม่มี การละกิเลสก็ไม่มี ธรรมาภิสมัยก็ไม่มี กระนั้นหรือ.
มรรคภาวนามี ฯลฯ ธรรมาภิสมัยมี. เหมือนอย่างอะไร. เหมือนต้น
ไม้อ่อน ฯลฯ สิ่งที่ไม่ปรากฏ ย่อมไม่ปรากฏ. ต้นไม้ยังไม่เกิดผลมาแล้วในบาลี.
แต่พึงแสดงโดยต้นไม้ที่เกิดผล. เหมือนต้นมะม่วงอ่อนมีผล. พวกมนุษย์
บริโภคผลของต้นมะม่วงอ่อนนั้น. ทำผลที่เหลือให้หล่นแล้วใส่ตะกร้าจนเต็ม
คราวนั้น บุรุษอื่น เอาขวานตัดต้นมะม่วงนั้น. ผลของมะม่วงนั้นในอดีตยัง
ไม่สูญไป. ผลอนาคตปัจจุบันก็ไม่สูญ เป็นอันไม่สูญทั้งนั้น. เพราะมนุษย์
ทั้งหลายบริโภคผลในอดีต. ผลในอนาคตยังไม่เกิด จึงไม่อาจทำให้สูญเสียได้.

593
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 594 (เล่ม 20)

แต่สมัยใดต้นมะม่วงนั้นถูกตัด ในตอนนั้นผลนั่นแหละย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น
แม้ผลในปัจจุบันก็ยังไม่สูญ. แต่ถ้าต้นไม้ไม่พึงถูกตัดไซร้ ผลของต้นไม้ที่อาศัย
รสดินและรสน้ำ พึงเกิดย่อมไม่สูญ. เพราะผลเหล่านั้นที่ยังไม่เกิด ก็ย่อมไม่
เกิด ที่ยังไม่งอก ก็ย่อมไม่งอก ที่ยังไม่ปรากฏ ก็ย่อมไม่ปรากฏ ฉันใด มรรค
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้ยังละกิเลสทั้งหลาย อันต่างด้วยอดีตเป็นต้นไม่ได้ แม้
ยังละไม่ได้ ก็ละไม่ได้. เพราะเธอยังมิได้กำหนดรู้ขันธ์ทั้งหลาย กิเลสเหล่า
ใดพึงเกิดขึ้น กิเลสเหล่านั้น ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิด ที่ยังไม่บังเกิดย่อม
ไม่บังเกิด ที่ยังไม่ปรากฏย่อมไม่ปรากฏ เพราะยังมิได้กำหนดรู้ขันธ์ทั้งหลาย
ด้วยมรรค พึงให้ความนี้แจ่มแจ้งว่าด้วยยาที่ดื่ม เพื่อไม่ให้หญิงที่ลูกยังอ่อน
คลอดอีกและเพื่อให้คนเจ็บป่วยหายจากโรค. มรรคละกิเลสเหล่าใดได้อย่างนี้
กิเลสเหล่านั้นไม่พึงกล่าวว่า เป็นอดีต อนาคตหรือปัจจุบัน อนึ่ง ไม่ใช่มรรค
ย่อมละกิเลสไม่ได้. มรรคย่อมละกิเลสเหล่าใดได้ ท่านกล่าวว่า อุปฺปนฺนานํ
ปาปกานํ เป็นอาทิหมายถึงกิเลสเหล่านั้น. มรรคมิใช่จะละกิเลสได้อย่างเดียว
เท่านั้น แต่เพราะยังละกิเลสทั้งหลายไม่ได้ อุปาทินนกขันธ์พึงเกิดขึ้น ย่อมละได้
แม้ซึ่งอุปาทินนกขันธ์นั้น . สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า นามและรูป พึงเกิดขึ้นใน
สังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและที่สุดอันบุคคลรู้ไม่ได้ เว้นในภพ ๗ เพราะการดับ
แห่งอภิสังขารและวิญญาณด้วยโสดาปัตติมรรคญาณ นามและรูปเหล่านั้นย่อม
ดับไปในที่นั้น.
พึงทราบความพิสดารดังต่อไปนี้. มรรคย่อมออกจากอุปาทินนะและ
อนุปาทินนะคือวิบากและกรรมด้วยประการฉะนี้. แต่เมื่อว่าโดยภพ โสดาปัตติ-
มรรคย่อมออกจากอบายภพ สกทาคามิมรรคย่อมออกจากสุคติภพส่วนเดียว.
อนาคามิมรรคย่อมออกจากสุคติกามภพ. อรหัตมรรคย่อมออกจากรูปภพและ
อรูปภพ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อรหัตมรรคออกจากภพทั้งปวง. เมื่อเป็น

594
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 595 (เล่ม 20)

เช่นนั้นการเจริญเพื่อเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมอันยังไม่เกิดขึ้นในขณะแห่งมรรค
เป็นอย่างไร. หรือเพื่อความตั้งมั่นแห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างไร.
เพื่อความเป็นไปแห่งมรรคนั่นเอง. เพราะมรรคเมื่อเป็นไปอยู่ท่านกล่าวว่ามรรค
ยังไม่เกิดแล้วเพราะยังไม่เคยเกิดมาก่อน. เพราะผู้กล่าวมาสู่ฐานะที่ไม่เคยมา
หรือเสวยอารมณ์ที่ไม่เคยเสวยย่อมกล่าวว่า เรามาสู่ฐานะอันไม่เคยมาแล้ว.
หรือว่าเราเสวยอารมณ์อันไม่เคยเสวยแล้ว ความเป็นไปแห่งมรรคนั้นแหละ
ชื่อว่า ฐิติ เพราะเหตุนั้นควรกล่าวว่า  ิติยา ภาเวติ ให้มรรคเจริญเพื่อ
ความตั้งมั่น.
ความย่อในอิทธิบาทท่านกล่าวไว้แล้วในเจโตขีลสูตร. ชื่อว่า อุปสม-
คามี เพราะถึงความสงบระงับหรือถึงเพื่อความสงบกิเลส. ชื่อว่า สมฺโพธคามี
เพราะถึงความตรัสรู้หรือถึงเพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้มรรค.
บทมีอาทิว่า วิเวกนิสฺสิตา อาศัยวิเวกท่านกล่าวไว้แล้วในการสังวร
ในอาสวะทั้งปวง. นี้เป็นความสังเขปในบทนี้. ส่วนโพธิปักขิยกถานี้ ท่านกล่าว
ไว้ในวิสุทธิมรรคโดยพิสดารแล้ว .
พึงทราบวินิจฉัยในวิโมกขกถาดังต่อไปนี้. บทว่า วิโมกฺเข ชื่อว่า
วิโมกข์ เพราะอรรถว่ากระไร. เพราะอรรถว่าหลุดพ้นดี ก็วิโมกข์นี้คืออะไร.
วิโมกข์มีอรรถว่าหลุดพ้นด้วยดีแม้จากธรรมเป็นข้าศึกชื่อว่า อธิมุจฺจนฏฺโฐ มี
อรรถว่าหลุดพ้นดี . มีอรรถว่าพ้นด้วยดีแม้จากอารมณ์ทั้งหลายด้วยสามารถความ
ไม่ยินดี. ท่านอธิบายไว้ว่าวิโมกข์เป็นไปในอารมณ์ เพราะหมดความหวั่นใจ
ด้วยความไม่ถูกข่ม ดุจทารกปล่อยอวัยวะนอนบนตักบิดา. แต่ความนี้ไม่มีใน
วิโมกข์สุดท้าย. มีในวิโมกข์ต้น ๆ ทั้งหมด. ในบทว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ
ผู้ได้รูปฌาน ย่อมเห็นรูปนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้ . รูปฌานอันให้เกิดด้วยอำนาจ
นีลกสิณเป็นต้นในบรรดากสิณมีผมในภายในเป็นต้น ชื่อว่า รูป. ชื่อว่า รูปี

595