พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 576 (เล่ม 20)

กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไป
ตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
ติเตียนพระอริยเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้อง
หน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์
เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า
เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก เขาเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือน
เรือนสองหลังที่มีประตูร่วมกัน บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่ที่ตรงกลางเรือนนั้น จะพึง
เห็นหมู่ชนกำลังเข้าไปบ้าง กำลังเดินวนเวียนอยู่ที่เรือนบ้าง ฉันใด สาวก
ทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว ย่อมเห็นหมู่สัตว์
กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี
ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์
ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้.
ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้วนั้นแล
สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่.
[๓๕๔] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวก
ทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนอง
ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนสระน้ำบนยอดเขา ใสสะอาด
ไม่ขุ่นมัว บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนขอบสระนั้น จะพึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบ
ต่าง ๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง หยุด

576
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 577 (เล่ม 20)

อยู่บ้าง ในสระน้ำนั้น เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า สระน้ำนี้ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว
หอยโข่งและหอยกาบต่าง ๆ บ้าง ก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง เหล่านี้ กำลัง
ว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระนั้นดังนี้ ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็
ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งของตน
เองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่.
ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้วนั้นแล
สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่.
[๓๕๕] ดูก่อนอุทายี นี้แลธรรมข้อที่ห้าอันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลาย
ของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชา แล้วพึ่งเราอยู่.
ดูก่อนอุทายี ธรรมห้าประการนี้แล เป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเรา
สักการะ เคารพ นับถือ บูชา แล้วพึ่งเราอยู่ ฉะนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว สกุลุทายีปริพาชกยินดี
ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ดังนี้แล.
จบมหาสกุลุทายิสูตรที่ ๗
๗. อรรถกถามหาสกุลุทายิสูตร
มหาสุกุลุทายิสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้
สดับมาอย่างนี้.
ในบรรดาบทเหล่านั้นบทว่า โมรนิวาเป คือในที่นั้นชนทั้งหลายได้
ประกาศให้อภัยแก่นกยูงทั้งหลายแล้วได้ให้อาหาร. เพราะฉะนั้นที่นั้นจึงชื่อว่า

577
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 578 (เล่ม 20)

โมรนิวาปะ เป็นที่ให้เหยื่อแก่นกยูง. บทว่า อนฺนภาโร เป็นชื่อของปริพาชก
ผู้หนึ่ง. เหมือนวรตระก็เป็นชื่อปริพาชกเหมือนกัน. บทว่า อญฺเญ จ ไม่เพียง
ปริพาชก ๓ คนนี้เท่านั้น แม้ปริพาชกอื่น ๆ ที่มีชื่อเสียงก็มีอยู่มาก. ในบทนี้ว่า
อปฺปสพฺทสฺส วณฺณวาที พระสมณโคดมทรงกล่าวสรรเสริญคุณของเสียง
เบา ท่านไม่กล่าวว่า อปฺปสทฺทวินีโต แนะนำให้มีเสียงเบา จึงกล่าวบทนี้.
เพราะเหตุไร. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแนะนำผู้อื่น. บทว่า ปุริมานิ
วันก่อน ๆ คือ วันก่อน ๆ หมายถึงเมื่อวานนี้. หลังจากนั้นเป็นวันก่อนหลัง
จากวานนี้. ไม่มีศาลาเฉพาะจึงชื่อว่า กุตูหลสาลา (ศาลาแพร่ข่าว). ศาลาที่
พวกเดียรถีย์ต่าง ๆ สมณพราหมณ์ประชุมสนทนากันหลายอย่างท่านเรียกว่า
กุตูหลสาลา เพราะเป็นที่แพร่ข่าวของชนเป็นอันมากว่า คนนี้พูดอะไร คน
นี้พูดอะไร. ปาฐะว่า โกตูหลสาลา บ้าง. บทว่า ลาภา ความว่า นี้เป็นลาภ
ของชาวอังคะ มคธะ ที่จะได้เห็นสมณพราหมณ์ ถามปัญหา หรือฟังธรรม
กถาของสมณพราหมณ์เหล่านั้น.
พึงทราบความในบทมีอาทิว่า สงฺฆิโน เจ้าหมู่ ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า
สงฺฆิโน เพราะมีหมู่คือหมู่บรรพชิต. ชื่อว่า คณิโน เจ้าคณะ เพราะมีคณะ
นั้นนั่นแล. ชื่อว่า คณาจริยา เพราะเป็นอาจารย์ของคณะนั้น ด้วยให้ศึกษา
ถึงอาจาระ. บทว่า ญาตา คือมีชื่อเสียง เป็นผู้ปรากฏ. ชื่อว่า ยสสฺสิโน
เพราะมียศสูงด้วยคุณตามที่ไม่จริงและด้วยคุณตามที่เป็นจริง. ก็บูรณกัสสป
เป็นต้นมียศสูงโดยนัยมีอาทิว่า เป็นผู้มีความปรารถนาน้อย สันโดษ แม้ผ้าก็
ไม่นุ่งเพราะเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย. ยศของพระตถาคตสูงด้วยพระคุณตาม
ที่เป็นจริงมีอาทิว่า อิติปิ โส ภควา ดังนี้. บทว่า ติตฺถกรา คือเจ้าลัทธิ.
บทว่า สาธุสมฺมตา คือชนเป็นอันมากสมมติกันอย่างนี้ว่า ดี งาม เป็นสัตบุรุษ.

578
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 579 (เล่ม 20)

บทว่า พหุชนสฺส ชนเป็นอันมาก คือ คนอันธพาล และพาลปุถุชนผู้ไม่มี
การศึกษา และบัณฑิตชนผู้มีปัญญา. ในชนเหล่านั้นพวกเดียรถีย์เขาสมมติว่า
เป็นพาลชน. พระตถาคตเขาสมมติว่าเป็นบัณฑิตชน. โดยนัยนี้พึงทราบความ
ในบทมีอาทิว่า ปูนโณ กสฺสโป สงฺฆี บูรณกัสสปเป็นเจ้าหมู่. ก็เพราะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกอารมณ์ ๓๘ ได้ทรงกระทำท่าเป็นที่หยั่งลงสู่
นิพพานไว้มาก ฉะนั้นควรกล่าวว่าเป็น ติตฺถกโร ผู้ทำท่า. ก็เพราะเหตุไรเจ้า
ลัทธิเหล่านั้นทั้งหมดจึงมาประชุมในที่นั้น. เพื่อรักษาอุปัฏฐากและเพื่อลาภ
สักการะ. ได้ยินว่าเจ้าลัทธิเหล่านั้นมีความวิตกว่า อุปัฏฐากของพวกเราพึงพา
กันถึงพระสมณโคดมว่าเป็นที่พึ่ง. พวกเราจักดูแลอุปัฏฐากเหล่านั้น. แม้อุปัฏ-
ฐากของพวกเราเห็นอุปัฏฐากของพระสมณโคดมทำสักการะ ก็จักทำสักการะแก่
พวกเราบ้าง. เพราะฉะนั้นเจ้าลัทธิเหล่านั้นทั้งหมดจึงพากันไปประชุมในที่ที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าประชุม.
บทว่า วาทํ อาโรเปตฺวา พากันยกโทษ คือ ยกโทษในวาทะ. บทว่า
อปกฺกนฺตา คือพากันหลีกไป บางพวกพากันหลีกไปสู่ทิศ. บางพวกสึก
บางพวกมาสู่ศาสนานี้. บทว่า สหิตมฺเม ถ้อยคำของเราเป็นประโยชน์ คือถ้อย
คำของเรามีประโยชน์สละสลวยประกอบด้วยอรรถ ประกอบด้วยเหตุ. บทว่า
อสหิตํ คือถ้อยคำของท่านไม่ประกอบด้วยประโยชน์. บทว่า อธิจิณฺณนฺเต
วิปราวตฺตํ ข้อที่ท่านเคยช่ำชองมาผันแปรไปแล้ว ความว่า ข้อที่ท่านเคยมี
ความคล่องแคล่วด้วยสะสมมาเป็นเวลานานได้ผันแปรไปแล้วด้วยคำพูดคำเดียว
ของเรา ไม่เกิดอะไรขึ้น. บทว่า อาโรปิโต เต วาโท คือเราจับผิดวาทะของ
ท่านได้แล้ว. บทว่า จร วาทปฺปโมกฺขาย ท่านจงถอนวาทะของท่านเสีย ความ
ว่า จงพระพฤติเพื่อปลดเปลื้องความผิด คือจงศึกษาเพื่อไปในที่นั้น ๆ. บทว่า

579
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 580 (เล่ม 20)

นิพฺพิเธหิ วา สเจ ปโหสิ หรือจงแก้ไขเสียถ้าสามารถ คือ หากสามารถด้วย
ตนเอง จงแก้ไขเสียในบัดนี้ทีเดียว. บทว่า ธมฺมกฺโกเสน ด้วยคำติเตียน
โดยธรรมคือด้วยคำติเตียนที่เป็นจริง. บทว่า ตน โน โสสฺสาม คือเราทั้งหลาย
จักฟังธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พวกเรา. บทว่า ขุทฺทํ มธุํ คือรังผึ้งที่
ตัวอ่อนทำไว้. บทว่า อเนลกํ ไม่มีโทษ คือรังผึ้งที่ปราศจากตัวอ่อน. บทว่า
ปีเฬยฺย คือพึงให้. บทว่า ปจุจาสึสมานรูโป หมู่มหาชนคอยหวังอยู่ คือ
ถือภาชนะตั้งความหวังว่า บุรุษนั้นจักให้เราจนเต็มภาชนะไหมหนอ. บทว่า
สมฺปโยเชตฺวา บาดหมางกัน คือเถียงกันเล็กน้อย. บทว่า อิตรีตเรน คือ
ตามมีตามได้. บทว่า ปวิวิตฺโต พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้สงัด ปริพาชก
กล่าวคำนี้หมายถึงเพียงกายวิเวก. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงัดด้วยวิเวก ๓.
บทว่า โกสกาหารา คืออาหารเพียงเท่าโกสกะ ในเรือนของทาน-
บดีมีถ้วยเล็กเพื่อใส่อาหารอย่างดี. ทานบดีทั้งหลายใส่อาหารดีไว้ในถ้วยนั้น
แล้วบริโภค. เมื่อบรรพชิตมาถึง ก็ถวายอาหารแก่บรรพชิตนั้น ถ้วยนั้นเรียกว่า
โกสกะ เพราะฉะนั้นบุคคลใดยังชีวิตให้เป็นไปด้วยอาหารถ้วยหนึ่ง บุคคล
นั้นชื่อว่า โกสกาหารา มีอาหารเพียงเท่าโกสกะ. บทว่า เวฬุวาหารา คือมี
อาหารเพียงเท่าภัตใส่ในผลมะตูม. บทว่า สมติตฺติกํ เสมอขอบ คือเสมอลวด
ลายข้างล่างแห่งขอบปากบาตร. บทว่า อิมินา ธมฺเมน คือโดยธรรมเพราะ
ความเป็นผู้มีอาหารน้อยนี้. อนึ่งในบทนี้ไม่ควรกล่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
มีอาหารน้อยโดยอาการทั้งปวง. ทรงมีอาหารน้อยตลอด ๖ ปี ณ ที่ทรงบำเพ็ญ
เพียร. ทรงยังพระชนม์ชีพให้เป็นไปด้วยข้าวแล่งหนึ่งตลอด ๓ เดือน ในเมือง
เวรัญชา. ทรงยังพระชนม์ชีพให้เป็นไปด้วยเหง้าบัวเท่านั้นตลอด ๓ เดือน ใน
ปาริไลยกไพรสณฑ์. แต่ในที่นี้พระองค์ทรงแสดงถึงความนี้ว่า เราได้มีอาหาร

580
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 581 (เล่ม 20)

น้อยในกาลหนึ่ง แต่สาวกทั้งหลายของเราไม่ทำลายธุดงค์ตลอดชีวิตตั้งแต่
สมาทานธุดงค์. เพราะฉะนั้น ผิว่าสาวกทั้งหลายเหล่านั้นพึงสักการะเราโดย
ธรรมนี้. ด้วยว่า สาวกเหล่านั้นเป็นผู้วิเศษโดยเรา ย่อมสักการะเราด้วยธรรม
อื่นที่มีอยู่. ท่านแสดงไว้ดังนี้. โดยนัยนี้พึงทราบโยชนาในทุกวาระ.
บทว่า ปํสุกูลิกา ถือผ้าบังสกุลเป็นวัตร คือสมาทานปังสุกูลิกังคธุดงค์.
บทว่า ลูขจีวรธรา ทรงจีวรเศร้าหมองด้วยด้าย ๑๐๐ เส้น. บทว่า นนฺตกานิ
ผ้าเก่า คือชิ้นผ้าที่ไม่มีชาย. จริงอยู่ ผิว่า ผ้าเหล่านั้นพึงมีชาย ผ้าเหล่านั้น
เรียกว่า ปิโลตกา ผ้าขี้ริ้ว. บทว่า อุจฺจินิตฺวา เลือกเก็บ คือฉีกทิ้งส่วนที่ใช้
ไม่ได้ถือเอาส่วนที่ยังใช้ได้เท่านั้น. บทว่า อลาวุโลมสานิ คือเส้นด้าย
เช่นกับขนน้ำเต้า. ท่านแสดงว่า ละเอียด. ก็ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ไม่ควรกล่าว
ว่าพระศาสดามิได้ทรงสันโดษด้วยจีวรสันโดษ. เพราะในวันที่พระองค์ทรง
รับเอาผ้าบังสกุลทำด้วยเปลือกไม้ ที่นางปุณณทาสีนำมาจากป่าช้าผีดิบถวาย
มหาปถพีได้ไหวจนกระทั่งถึงน้ำเป็นที่สุด พระองค์ทรงแสดงความในบทนี้ไว้ว่า
เรารับผ้าบังสกุลครั้งเดียวเท่านั้น. แต่สาวกทั้งหลายของเราไม่ทำลายธุดงค์จน
ตลอดชีวิต จำเดิมแต่สมาทานธุดงค์.
บทว่า ปิณฺฑปาติกา ถือบิณฑบาตเป็นวัตร คือ ปฏิเสธอติเรกลาภ
สมาทานปิณฑปาติกังคธุดงค์. บทว่า สปทานจาริโน คือ เที่ยวไปตามลำดับ
ตรอกเป็นวัตร คือ ปฏิเสธโลลุปปจาร (การเที่ยวไปด้วยความโลภ) แล้ว
สมาทานสปทานจาริกวัตร. บทว่า อุจฺจาปเก วตฺเต รตา ยินดีในวัตรชั้น
สูงของตน ความว่า ยินดีในวัตรตามปรกติของภิกษุทั้งหลาย กล่าวคือการเที่ยว
ไปเพื่ออาหารเลี้ยงชีพ เป็นผู้ยืนที่ประตูเรือนทั้งสูงและต่ำ สำรวมอาหารที่ปน
กันเป็นคำแล้วฉัน. บทว่า อนฺตรฆรํ ละแวกบ้าน คือละแวกเรือนตั้งแต่

581
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 582 (เล่ม 20)

ธรณีประตู ดังได้กล่าวแล้วในพรหมายุสูตร. ในที่นี้ท่านประสงค์ตั้งแต่ เสา
เขื่อน. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ไม่ควรกล่าวว่า พระศาสดาไม่ทรงสันโดษ ด้วย
บิณฑบาตสันโดษ. ทั้งหมดพึงพิสดารโดยทำนองเดียวกับที่กล่าวแล้ว เพราะ
ความเป็นผู้มีอาหารน้อย. แม้ในที่นี้พระองค์ก็ทรงแสดงความนี้ไว้ว่า เราไม่
ยินดีรับนิมนต์ในเวลาเดียวเท่านั้น. แต่สาวกทั้งหลายของเรา ไม่ทำลายธุดงค์
ตลอดชีวิต ตั้งแต่สมาทานธุดงค์.
บทว่า รุกฺขมูลิกา ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร คือ ปฏิเสธที่มุงบัง
สมาทานรุกขมูลิกังคธุดงค์. บทว่า อพฺโภกาสิกา ถืออยู่กลางแจ้งเป็นวัตร
คือ ปฏิเสธที่มุงบังและโคนไม้แล้วสมาทานอัพโภกาสิกังคธุดงค์. บทว่า อฏฺฐ-
มาเส ตลอด ๘ เดือน คือ ตลอดเดือนในฤดูเหมันต์และคิมหันต์. แต่ในภาย
ในฤดูฝนเข้าไปสู่ที่มุงบังเพื่อรักษาจีวร. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ไม่ควรกล่าวว่าพระ-
ศาสดาไม่ทรงสันโดษด้วยเสนาสนสันโดษ. แต่พึงแสดงเสนาสนสันโดษของ
พระองค์ ด้วยมหาปธานตลอด ๖ ปี และด้วยปาริไลยกไพรสนฑ์ แต่ในที่นี้
พระองค์ทรงแสดงความนี้ไว้ว่า เราไม่เข้าไปสู่ที่มุงบังในกาลหนึ่งเท่านั้น. แต่
สาวกของเราไม่ทำลายธุดงค์ตลอดชีวิตตั้งแต่สมาทานธุดงค์.
บทว่า อารญฺญิกา ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร คือปฏิเสธเสนาสนะท้าย
บ้านแล้วสมาทานอารัญญิกังคธุงค์. บทว่า สงฺฆมชฺเฌ โอสรนฺติ ย่อม
ประชุมในท่ามกลางสงฆ์ ท่านกล่าวถึงใน อพัทธสีมา (สีมาที่ยังมิได้ผูก).
แต่ สาวกผู้อยู่ในพัทธสีมา ย่อมทำอุโบสถในที่อยู่ของตน. ด้วยเหตุเพียง
เท่านี้ ไม่ควรกล่าวว่าพระศาสดา ไม่ทรงสงัด เพราะความสงัดย่อมปรากฏแก่
พระองค์อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราปรารถนาเพื่อหลีกเร้นอยู่ตลอด ๘
เดือน. แต่ในที่นี้พระองค์ทรงแสดงความนี้ไว้ว่า เราหลีกเร้นอยู่ในกาลเห็น

582
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 583 (เล่ม 20)

ปานนั้น ครั้งหนึ่ง ๆ. แต่สาวกของเราไม่ทำลายธุดงค์ ตลอดชีวิตตั้งแต่
สมาทานธุดงค์. บทว่า มมํ สาวิกา คือ สาวกทั้งหลายของเรา. บทว่า
สนิทานํ มีเหตุ คือ มีปัจจัย. ก็พระศาสดาไม่ทรงแสดงถึงนิพพานอันไม่มี
ปัจจัยหรือ. ไม่แสดงหามิได้. แต่ทรงแสดงทำเทศนานั้นให้มีเหตุ. บทว่า
โน อเหตฺกํ มิใช่แสดงธรรมไม่มีเหตุ. บทว่า สปฺปาฏิหาริยํ ทรงแสดง
ธรรมมีความอัศจรรย์นี้เป็นไวพจน์ของบทก่อน. อธิบายว่ามีเหตุ. วต ในบท
ว่า ตํ วต เป็นเพียงนิบาต. บทว่า อนาคตวาทปถํ คลองแห่งวาทะใน
อนาคต คือ คลองแห่งวาทะอันตั้งอยู่ในวันนี้แล้วมาเบื้องบนแห่งปัญหานั้น ๆ ใน
วันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ กึ่งเดือน หรือปีหนึ่ง. บทว่า น ทกฺขติ ย่อมไม่เห็น
คือไม่เห็นโดยอาการที่สัจจกนิครนถ์ ยังเหตุที่ตนมาเพื่อจะข่มขี่ให้วิเศษ เมื่อ
จะกล่าวจึงได้เห็น เพราะเหตุนั้น ข้อนั้นมิใช่ฐานะจะมีได้. บทว่า สหธมฺเมน
เป็นไปกับด้วยธรรม คือ มีเหตุ. บทว่า อนฺตรนฺตรา กถํ โอปาเตยฺยุํ
จะพึงคัดค้าน ๆ ให้ตกไปในระหว่าง ๆ ความว่า ตัดการสนทนาของเราแล้ว
สอดการสนทนาของตนเข้าไปในระหว่าง ๆ. บทว่า น โข ปนาหํ อุทายิ
ความว่า ดูก่อนอุทายี เราไม่หวังคำสอนในสาวกทั้งหลายนี้ว่า เมื่อการ
สนทนาครั้งยิ่งใหญ่กับอัมพัฏฐะ โสณทัณฑะ กูฎฑัณฑะ และสัจจกนิครนถ์
เป็นต้นแม้ยังดำเนินอยู่ ถ้าการใช้สาวกของเรารูปหนึ่ง ควรชักอุปมา หรือ
เหตุมากล่าว. บทว่า มมเยว คือในฐานะอย่างนี้ สาวกทั้งหลายก็มิได้หวัง
โอวาทอันเป็นคำสอนของเรา. บทว่า เตสาหํ จิตฺตํ อาราเธมิ เรายังจิต
ของสาวกเหล่านั้นให้ยินดี คือ เราจะถือเอาจิตของสาวกเหล่านั้นให้ถึงพร้อมให้
บริบูรณ์ด้วยการพยากรณ์ ปัญหาของพระอรหันต์. ถามอย่างหนึ่ง พยากรณ์
อย่างหนึ่ง เหมือนถามมะม่วง พยากรณ์ ขนุนสำมะลอ. ถามขนุนสำมะลอ

583
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 584 (เล่ม 20)

พยากรณ์มะม่วงฉะนั้น. อนึ่ง ในบทนี้ ท่านกล่าวถึงศีลของพระพุทธเจ้าในที่
ที่กล่าวไว้แล้วว่า อธิสีเล สมฺภาเวนฺติ ให้สรรเสริญในเพราะอธิศีล. ท่าน
กล่าวถึงสัพพัญญุตญาณในที่ที่กล่าวไว้แล้วว่า อภิกฺกนฺเต ญาณทสฺสเน
สมฺภาเวนติ ให้สรรเสริญในเพราะญาณทัศนะอันงาม. ท่านกล่าวถึงปัญหา
อันให้เกิดฐานะในที่ที่ท่านกล่าวไว้ว่า อธิปญฺญาย สมฺภาเวนฺติ ให้
สรรเสริญในเพราะอธิปัญญา. ท่านกล่าวถึงปัญหาพยากรณ์สัจจะในที่ที่กล่าวไว้
ว่า เยน ทุกฺเขน ด้วยทุกข์ใด ปัญหาที่เหลือ เว้นสัพพัญญุตญาณ และ
ปัญหาพยากรณ์สัจจะ ย่อมเป็นอธิปัญญา.
บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงบอกปฏิปทา ของสาวกเหล่านั้น ๆ
ผู้บรรลุถึง จึงตรัสว่า ปุน จ ปรํ อุทายิ ดูก่อนอุทายี ข้ออื่นยังมีอยู่อีก
เป็นอาทิ. ในบทเหล่านั้นบทว่า อภิญฺญาโวสานปารมิปฺปตฺต สาวกของ
เราเป็นอันมากได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา คือ บรรลุอรหัตอัน
เป็นที่สุดแห่งอภิญญา และอันเป็นบารมีมีแห่งอภิญญา. บทว่า สมฺมปฺปธาเน
สัมมัปปธาน ๔ คือ ความเพียรอันเป็นอุบาย. บทว่า ฉนฺทํ ชเนติ ยัง
ความพอใจให้เกิด คือ ยังความพอใจในกุศลอันเป็นกัตตุกามยตาฉันทะให้เกิด.
บทว่า วายมติ คือทำความพยายาม. บทว่า วีริยํ อารภติ คือ ปรารภ
ความเพียร ได้แก่ ยังความเพียรให้เป็นไป. บุทว่า จิตฺตํ ปคฺคณฺหติ ย่อม
ประคองจิต คือ ยกจิตขึ้น. บทว่า ปทหติ ย่อมตั้ง คือ ทำความเพียร
ด้วยอุบาย. บทว่า ภาวนาย ปาริปูริยา คือ เพื่อความเจริญ เพื่อความ
สมบูรณ์. อีกอย่างหนึ่งในบทนี้ พึงทราบว่าความตั้งมั่นใด นั้นเป็นความไม่
หลง ความไพบูลย์ใด นั้นเป็นความเจริญและความสมบูรณ์. บทก่อนเป็น
อธิบายของบทหลังด้วยประการฉะนั้นแล.

584
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 585 (เล่ม 20)

อนึ่ง บุพภาคปฏิปทา ของพระสาวก ท่านกล่าวไว้ ด้วยปริยายแห่ง
กัสสปสังยุตที่พระมหากัสสปเถระกล่าวไว้ด้วยเรื่องสันมัปปธาน ๔ เหล่านี้แล้ว
สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในกัสสปสังยุตนั้นว่า
ดูก่อนอาวุโส สัมมัปปธานของเรามี ๔ สัมมัปปธาน ๔ เป็นไฉน
ดูก่อนอาวุโส ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ทำความเพียรเครื่องเผากิเลส โดยคิดว่า
อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่เรา เมื่อเกิดขึ้น จะพึงเป็นไปเพื่อความ
เสียประโยชน์ ทำความเพียรเครื่องเผากิเลส โดยคิดว่า อกุศลธรรมอันลามก
ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อเรายังละไม่ได้ จะพึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์
ทำความเพียรเครื่องเผากิเลส โดยคิดว่า กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่เรา เมื่อ
ไม่เกิดขึ้น จะพึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์ ทำความเพียรเครื่องเผากิเลส
โดยคิดว่า กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อดับ จะพึงเป็นไปเพื่อความเสีย
ประโยชน์.๑
อนึ่ง ในบทนี้พึงทราบว่า อกุศลอันลามกได้แก่โลภะเป็นต้น. บทว่า
อนุปฺปนฺนา กุสลา ธมฺมา กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ได้แก่ สมถวิปัสสนาและ
มรรคเท่านั้น. สมถวิปัสสนาชื่อว่ากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว. ส่วนมรรคเกิดขึ้นครั้งเดียว
แล้วดับไป ไม่ชื่อว่าเป็นไปเพื่อความพินาศ. เพราะมรรคนั้น ให้ปัจจัยแก่ผลแล้ว
จึงดับ. หรือแม้ในบทก่อนท่านกล่าวว่า พึงถือเอาสมถะและวิปัสสนา แต่ข้อนั้น
ไม่ถูก. สมถะและวิปัสสนาเกิดขึ้นแล้ว ในกุศลธรรมนั้น เมื่อดับไปย่อมเป็นไป
เพื่อความพินาศ. เพื่อความแจ่มแจ้งของเนื้อความ จะนำเรื่องมาเล่าดังต่อไปนี้ .
ได้ยินว่าพระเถระผู้เป็นขีณาสพรูปหนึ่ง คิดว่าเราจักไหว้พระมหาเจดีย์
และพระมหาโพธิ จึงมายังมหาวิหารจากชนบทกับสามเณรผู้ถือภัณฑะผู้ได้
สมาบัติ แล้วเข้าไปยังบริเวณวิหารในตอนเย็น เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ไหว้
พระเจดีย์อยู่. ไม่ออกไปเพื่อไหว้พระเจดีย์. เพราะเหตุไร. เพราะพระขีณาสพ
๑. สัง. นิ. ๑๖/ข้อ ๔๖๓.

585