พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 546 (เล่ม 20)

สามารถกายกรรมเป็นต้น . แต่ในบทว่า กมฺเม จ อฑฺฒกมฺเม จ ๑ กรรม กรรม
ครึ่ง นี้ คือ ลัทธิของกรรมนั้น คือกายกรรมและวจีกรรม. ในกรรมเป็นกรรม
ครึ่ง. บทว่า ทิฏฺฐิปฏิปทา ท่านกล่าวถึงปฏิปทาในทิฏฐิ ๖๒. บทว่า ทฺวฏฺฐนฺ-
ตรกปฺปา อันตรกัป ๖๒ คือในกัปหนึ่ง ๆ มีอันตรกัป ๖๔. พระอานนทเถระ
เมื่อไม่รู้ ๒ กัป อย่างอื่นจึงกล่าวอย่างนี้. อภิชาติ ๖ กล่าวไว้พิสดารแล้วใน
อปัณณกสูตร. บทว่า อฏฺฐ ปุริสภูมิโย ปุริสภูมิ ๘ ท่านกล่าวไว้ว่า ปุริสภูมิ
๘ เหล่านี้ คือมันทภูมิ (ภูมิอ่อน) ๑ ขิฑฑาภูมิ (ภูมิเล่น) ๑ ปทวีมังสกภูมิ
(ภูมิหัดเดิน) ๑ อุชุคทภูมิ (ภูมิเดิน) ๑ เสกขภูมิ (ภูมิศึกษา) ๑ สมณภูมิ
(ภูมิสมณะ) ๑ ชินภูมิ (ภูมิเรียนรู้) ๑ ปันนภูมิ (ภูมิบรรลุแล้ว) ๑.
ในภูมิเหล่านั้นท่านกล่าวว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ยังอ่อน ยังเขลา
เพราะตั้งแต่วันตลอดออกจากที่คับแคบใน ๗ วัน นี้ชื่อว่า มันทภูมิะ. อนึ่ง
สัตว์เหล่าใดมาจากทุคติ สัตว์เหล่านั้นย่อมร้องและร้องดังบ่อย ๆ. สัตว์มาจาก
สุคติ ระลึกถึงสุคตินั้น ๆ แล้วหัวเราะ นี้ชื่อว่า ขิฑฑาภูมิ. การจับมือหรือ
เท้าของมารดาบิดาหรือเตียงตั่งแล้วเหยียบเท้าลงบนพื้น ชื่อว่า ปทวีมังสกภูมิ.
คราวที่สามารถเดินไปด้วยเท้าได้ ชื่อว่า อุชุคตภูมิ. คราวศึกษาศิลปะ ชื่อว่า
เสกขภูมิ. คราวออกจากเรือนแล้วบวช ชื่อว่า สมณภูมิ. คราวคบอาจารย์แล้ว
รู้ ชื่อว่า ชินภูมิ. อนึ่ง ภิกษุผู้รู้บรรลุแล้วไม่เรียนอะไรอีก เพราะเหตุนั้นสมณะ
ผู้ไม่ต้องเรียนอย่างนี้ ชื่อว่า ปันนภูมิ.
บทว่า เอกูนปญฺญาส อาชีวสเต คือความเป็นไปของอาชีวก
๔,๙๐๐ อย่าง. บทว่า เอกูนปญฺญาส ปริพฺพาชกสเต คือการบรรพชา
ของปริพาชก ๔,๙๐๐. บทว่า เอกูนปญฺญาส นาคาวาสสเต คือนาคมณฑล
๔,๙๐๐ บทว่า วีเส อินฺทฺริยสเต คืออินทรีย์ ๒,๐๐๐. บทว่า ตึเส

546
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 547 (เล่ม 20)

นิรยสเต คือนรก ๓,๐๐๐. บทว่า รโชธาตุโย คือที่เกลื่อนกล่นด้วยธุลี.
ท่านกล่าวหมายถึงหลังมือและหลังเท้าเป็นต้น. บทว่า สตฺต สญฺญิคพฺภา
สัญญีครรภ์ ๗ ท่านกล่าวหมายถึง อูฐ โค ลา แพะ สัตว์เลี้ยง มฤค และ
ควาย. บทว่า อสญฺญิคพฺภา ได้แก่ อสัญญีครรภ์ ๗ ท่านกล่าวหมายถึงข้าว
สาลี ข้าวเหนียว ข้าวละมาน ถั่วเขียว ข้าวฟ่าง ลูกเดือย และหญ้ากับแก้.
บทว่า นิคนฺถคพฺภา นิคันถครรภ์ คือครรภ์เกิดในนิคันถะ. ท่านกล่าว
หมายถึง อ้อย ไม้ไผ่ ต้นอ้อ. บทว่า สตฺต เทวา เทวดา ๗ คือเทวดา
มาก. แต่ท่านกล่าวว่า ๗. แม้มนุษย์ก็ไม่น้อย. ท่านก็กล่าวว่า ๗. บทว่า สตฺต
ปีสาจา ปีศาจ ๗ คือปีศาจมาก ท่านก็กล่าวว่า ๗. บทว่า สรา คือสระใหญ่
ท่านกล่าวหมายถึงสระชื่อว่า กัณณมุณฑกะ รถกาฬะ อโนตัตตะ สีหัปปปาตะ
ฉัททันตะ มุจจลินทะ กุณาลทหะ. บทว่า ปวุฏา ได้แก่ เจ้าตำรา. บทว่า
สตฺตปปาตา ได้แก่เหวใหญ่ ๗. บทว่า สตฺตปปาตสตานิ ได้แก่เหวน้อย
๗๐๐. บทว่า สตฺต สุปินา ได้แก่ หาสุบิน ๗. บทว่า สตฺต สุปินสตานิ
ได้แก่สุบินน้อย ๗๐๐. บทว่า มหากปฺปิโน ได้แก่มหากัป. ในบทนี้ท่าน
กล่าวว่า ทุก ๆ ๑๐๐ ปี เอาปลายหญ้าคา จุ่มน้ำ นำออกไปครั้งละหยาด ๗ ครั้ง
เมื่อกระทำให้น้ำหมดจากสระนั้นแล้วจึงเรียกว่า ๑ มหากัป. คนพาลและบัณฑิต
ยังมหากัป ๘,๔๐๐,๐๐๐ เห็นปานนั้นให้สิ้นไป จึงจะทำที่สุดทุกข์ได้ นี้เป็นลัทธิ
ของเขา. นัยว่า แม้บัณฑิตก็ไม่สามารถทำให้บริสุทธิ์ได้ในระหว่าง. แม้คนพาล
ก็ไม่ไปสูงกว่านั้นได้. บทว่า สีเลน คือด้วยศีลเช่นนั้น แม้ท่านกล่าวด้วยอเจลก-
ศีลหรือศีลอื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง. ท่านกล่าวว่า โนติปิ เม โน โน โนติปิ
เมโน คือความเห็นของเรา ว่าไม่ใช่ ก็มิใช่, ว่ามิใช่ ไม่ใช่ ก็มิใช่. จากนั้น
เมื่อท่านกล่าวว่า ความเห็นของท่านว่าไม่ใช่หรือ ย่อมถึงความฟุ้งซ่านว่า ความ
เห็นของเราว่าไม่ใช่ก็มิใช่. ย่อมไม่ตั้งอยู่ในฝ่ายหนึ่ง.

547
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 548 (เล่ม 20)

บทว่า นิพฺพิชฺช ปกฺกมติ เบื่อแล้วหลีกไป คือ ศาสดานั้นไม่
สามารถเป็นที่พึ่งแก่ตนได้ จักอาจเป็นที่พึ่งแก่เราได้อย่างไรกัน เพราะเหตุ
นั้นจึงเบื่อหลีกไป. ในความเว้นจากความยินดีแม้ในก่อนก็มีนิสัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า สนฺนิธิการกํ กาเม ปริภุญฺชิตุํ ไม่ควรทำการสะสมบริโภค
กาม คือ เป็นคฤหัสถ์มาก่อนทำการสะสมแล้วบริโภควัตถุกาม. บัดนี้ไม่ควร
ทำการสะสม งา ข้าวสาร เนยใส และเนยขึ้นเป็นต้นอย่างนี้แล้วบริโภค.
ก็งาและข้าวสารเป็นต้น ย่อมปรากฏในฐานะของพระขีณาสพ มิใช่หรือเพราะ
เหตุนั้นจึงไม่ปรากฏแก่พวกเรา. แต่นั้นมิได้ตั้งไว้เพื่อประโยชน์แก่ตัวของท่าน
ตั้งไว้เพื่อประโยชน์ แก่ผู้บวชที่ไม่สบายเป็นต้น. เพื่อพระอนาคามี อย่างไร ?
พระอนาคามีนั้นละกามคุณ ๕ ได้โดยประการทั้งปวง แต่พระอนาคามีพิจารณา
สิ่งที่ท่านได้ โดยธรรมโดยเสมอแล้วจึงบริโภค. บทว่า ปุตฺตมตาย ปุตฺตา
อาชีวกเหล่านั้นชื่อว่าเป็นบุตรของมารดาผู้มีบุตรตายแล้ว . คือ นัยว่าสันทก-
ปริพาชกนั้นฟังธรรมนี้แล้ว. สำคัญว่าอาชีวกตายแล้วจึงกล่าวอย่างนี้. ในบทนี้มี
อธิบายดังต่อไปนี้. อาชีวกทั้งหลายชื่อว่าตายแล้ว มารดาของอาชีวกเหล่านั้นชื่อว่า
เป็นมารดาผู้มีบุตรตายแล้ว ด้วยประการฉะนี้ อาชีวกทั้งหลายจึงเป็นผู้ชื่อว่า
เป็นบุตรของมารดาผู้มีบุตรตายแล้ว. บทว่า สมเณ โคตเม ท่านแสดงว่า
การอยู่พระพฤติพรหมจรรย์ มีอยู่ในพระสมณโคดม. บทที่เหลือในที่ทั้งปวง
ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสันทกสูตรที่ ๖

548
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 549 (เล่ม 20)

๗. มหาสกุลุทายิสูตร
เรื่องสกุลุทายิปริพาชก
[๓๑๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน
กลันทกนวาปสถาน เขตพระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้น ปริพาชกที่มีชื่อเสียง
เป็นอันมาก คือ อันนภารปริพาชก ๑ วรตรปริพาชก ๑ สกุลุ-
ทายิปริพาซก ๑ และปริพาชกเหล่าอื่นอีก ล้วนมีชื่อเสียง อาศัยอยู่ใน-
ปริพาชการาม อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่นกยูง ครั้งนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ ครั้ง
นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระดำริว่า การที่เราจะเที่ยวบิณฑบาตในกรุง
ราชคฤห์ก็ยังเช้านัก อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปหาสกุลุทายิปริพาชกยัง
ปริพาชการาม อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่นกยูงเถิด. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จเข้าไปยังปริพาชการาม อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่นกยูง.
ติรัจฉานกถา
[๓๑๕] ก็สมัยนั้น สกุลุทายิปริพาชกนั่งอยู่กับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่
ซึ่งกำลังพูดถึงติรัจฉานกถาหลายอย่าง ด้วยเสียงอื้ออึงอึกทึก คือพูดถึงเรื่อง
พระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องช้าง
เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่อง
ยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสัตว์ เรื่องคนกล้าหาญ
เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องหญิงคนใช้ตักน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่อง

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 550 (เล่ม 20)

เบ็ตเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม ด้วยประการ
นั้น ๆ สกุลุทายิปริพาชก ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จมาแต่ไกล ครั้น
แล้วจึงห้ามบริษัทของตนให้สงบว่า ขอท่านทั้งหลายจงเบา ๆ เสียงหน่อย อย่า
ส่งเสียงอึงนัก นี่พระสมณโคดมกำลังเสด็จมา พระองค์ท่านโปรดเสียงเบา และ
ทรงกล่าวสรรเสริญคุณของเสียงเบา บางทีพระองค์ท่านทรงทราบว่าบริษัทเสียง
เบา พึงทรงสำคัญจะเข้ามาก็ได้. ลำดับนั้น พวกปริพาชกเหล่านั้นพากันนิ่งอยู่.
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จเข้าไปหาสกุลุทายิปริพาชกจนถึงที่ใกล้
สกุลุทายิปริพาชกได้ทูลเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
เชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเถิด นี่อาสนะปูไว้ถวายแล้ว. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้ถวาย ส่วนสกุลุทายิปริพาชกถือเอาอาสนะ
ต่ำอันหนึ่ง นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อน
อุทายี เมื่อกี้นี้ท่านทั้งหลายประชุมสนทนาอะไรกัน และเรื่องอะไรที่ท่าน
ทั้งหลายหยุดค้างไว้ในระหว่าง.
ถามเรื่องการทำความเคารพ
[๓๑๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องที่ข้าพเจ้าทั้งหลายประชุมสนทนา
เมื่อกี้นี้นั้น ของดไว้ก่อนเถิด เรื่องนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับแม้ใน
ภายหลังโดยไม่ยาก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันก่อน ๆ หลายวันมาแล้ว พวก
สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิต่าง ๆ ประชุมกันในโรงแพร่ข่าว สนทนากันถึงเรื่องนี้
ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เป็นลาภของชนชาวอังคะและมคธะหนอ ชาวอังคะ
และชาวมคธะได้ดีแล้วหนอ ที่สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์
มีชื่อเสียง มียศเป็นเจ้าลัทธิ ชนเป็นอันมากสมมติกันว่าดี เข้าไปจำพรรษายัง

550
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 551 (เล่ม 20)

กรุงราชคฤห์แล้ว คือครูปูรณกัสสป ผู้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มี
ชื่อเสียง มียศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนเป็นอันมากสมมติกันว่าดี ครูมักขลิโคสาล. . .
ครูอชิตเกสกัมพล. . . ครูปกุทธกัจจายนะ. . . ครูสญชัยเวลัฏฐบุตร. . . ครู
นิครนถ์นาฏบุตร. . . แม้สมณโคดมผู้เป็นเจ้าหมู่คณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง
มียศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนเป็นอันมากสมมติกันว่าดี พระองค์ก็เสด็จเข้าจำพรรษา
ยังกรุงราชคฤห์ บรรดาท่านสมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์
มีชื่อเสียง มียศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนเป็นอันมาก สมมติกันว่าดี เหล่านี้ ใคร
เล่าหนอที่สาวกทั้งหลายสักการะเคารพนับถือบูชา ก็และใครเล่าที่สาวกทั้งหลาย
สักการะเคารพอาศัยอยู่.
ศิษย์ไม่เคารพครูทั้ง ๖
[๓๑๗] ในประชุมนั้น สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่าครู
ปูรณกัสสปนี้ถึงจะเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มียศ
เป็นเจ้าลัทธิ ชนเป็นอันมากสมมติกันว่าดี แต่สาวกทั้งหลายไม่สักการะ เคารพ
นับถือ บูชา และจะได้สักการะเคารพแล้วอาศัยครูปูรณกัสสปอยู่ก็หามิได้ เรื่อง
เคยมีมาแล้ว ครูปูรณกัสสปแสดงธรรมแก่บริษัทหลายร้อย ในบริษัทนั้น
สาวกคนหนึ่งของครูปูรณกัสสปได้ส่งเสียงขึ้นว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย อย่าถาม
เนื้อความนี้กะครูปูรณกัสสปเลย ครูปูรณกัสสปนี้ไม่รู้เนื้อความนี้ พวกเรารู้เนื้อ
ความนี้ ท่านทั้งหลายจงถามพวกเราเถิด พวกเราจักพยากรณ์ให้ท่าน เรื่อง
เคยมีมาแล้ว ครูปูรณกัสสปจะยกแขนทั้งสองขึ้นคร่ำครวญว่า ท่านผู้เจริญ
ทั้งหลาย จงเงียบเสียง อย่าส่งเสียงไป ท่านพวกนี้จะถามกะพวกท่านไม่ได้
จะถามกะเราได้ เราจักพยากรณ์แก่ท่านพวกนี้ ดังนี้ ก็ย่อมไม่ได้ อนึ่ง สาวก

551
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 552 (เล่ม 20)

ของท่านครูปูรณกัสสปเป็นอันมาก พากันยกโทษว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัย
นี้ เรารู้ทั่วถึง ท่านจะรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด เรา
ปฏิบัติถูก ถ้อยคำของเราเป็นประโยชน์ของท่านไม่เป็นประโยชน์ คำที่ควรจะ
กล่าวก่อน ท่านกลับกล่าวภายหลัง คำที่ควรจะกล่าวภายหลัง ท่านกลับกล่าว
ก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ำชอง มาผันแปรไปแล้ว เราจับผิดวาทะของท่านได้แล้ว
เราข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย มิฉะนั้นจงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถ ดังนี้
แล้วพากันหลีกไป พวกสาวกไม่สักการะเคารพนับถือบูชาครูปูรณกัสสป ด้วย
ประการดังนี้ แล้วจะได้สักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่ก็หามิได้ ก็แลครูปูรณ-
กัสสปก็ถูกติเตียนด้วยคำติเตียนโดยธรรม.
สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ครูมักขลิโคสาล . . . ครู่
อชิตเกสกัมพล. . . ครูปกุทธกัจจายนะ. . . ครูสญชัยเวลัฏฐบุตร. . .
ครูนิครนถ์นาฏบุตร. . . ถึงจะเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง
มียศ มีเจ้าลัทธิ ชนเป็นอันมากสมมติกันว่าดี แต่สาวกทั้งหลายไม่สักการะ
เคารพนับถือบูชา และจะได้สักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่ก็หามิได้ เรื่องเคยมี
มาแล้ว ครูนิครนถ์นาฏบุตรแสดงธรรมแก่บริษัทหลายร้อย ในบริษัทนั้น
สาวกคนหนึ่งของครูนิครนถ์นาฏบุตรได้ส่งเสียงขึ้นว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย
อย่าถามเนื้อความนี้กะครูนิครนถ์นาฏบุตรเลย ครูนิครนถ์นาฏบุตรนี้ไม่รู้เนื้อ
ความนี้ พวกเรารู้เนื้อความนี้ ท่านทั้งหลายจงถามพวกเราเถิด เราจักพยากรณ์
ให้ท่าน เรื่องเคยมีมาแล้ว ครูนิครนถ์นาฎบุตรยกแขนทั้งสองขึ้นคร่ำครวญว่า
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงเงียบเสียง อย่าส่งเสียงไป ท่านพวกนี้จะถามกะพวก
ท่านไม่ได้ จะถามกะเราได้ เราจักพยากรณ์แก่ท่านพวกนี้ ดังนี้ ก็ย่อมไม่ได้
อนึ่ง สาวกของครูนิครนถ์นาฎบุตรเป็นอันมาก พากันยกโทษว่า ท่านไม่รู้ทั่ว

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 553 (เล่ม 20)

ถึงธรรมวินัยนี้ เรารู้ทั่วถึง ท่านจะรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติ
ผิด เราปฏิบัติถูก ถ้อยคำของเราเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์
คำที่ควรกล่าวก่อน ท่านกลับกล่าวภายหลัง คำที่ควรกล่าวภายหลัง ท่านกลับ
กล่าวก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ำชอง มาผันแปรไปแล้ว เราจับผิดวาทะของท่าน
ได้แล้ว เราข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย มิฉะนั้น จงแก้ไขเสีย ถ้า
สามารถ ดังนี้ แล้วพากันหลีกไป พวกสาวกไม่สักการะเคารพนับถือบูชา
นิครนถ์นาฏบุตรด้วยประการดังนี้ และจะได้สักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่ก็หามิได้
ก็และครูนิครนถ์นาฏบุตร ก็ถูกติเตียนด้วยคำติเตียนโดยธรรม.
ความเคารพในพระพุทธเจ้า
[๓๑๘] สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดม
พระองค์นี้ทรงเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ ทรงเป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มียศเป็น
เจ้าลัทธิ ชนเป็นอันมากสมมติกันว่าดี สาวกทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ
บูชาพระองค์และสักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระสมณโคดม
ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทหลายร้อย ในบริษัทนั้น สาวกของพระสมณโคดม
องค์ใดองค์หนึ่งไอขึ้น เพื่อนพรหมจรรย์องค์ใดองค์หนึ่งเอาเข่ากระตุ้นเธอ
เพื่อจะให้รู้ว่า ท่านจงเงียบเสียงอย่าส่งเสียงไป พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นศาสดา
ของเราทั้งหลายกำลังทรงแสดงธรรม ในเวลาที่พระสมณโคดมทรงแสดงธรรม
แก่บริษัทหลายร้อย จะมีเสียงที่สาวกของพระสมณโคดมจามหรือไอหามิได้เลย
หมู่มหาชนมีแต่คอยหวังตั้งหน้าเฉพาะพระสมณโคดมว่า เราทั้งหลายจักได้ฟัง
ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจักตรัสแก่พวกเรา เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงให้น้ำผึ้ง
หวี่ที่ปราศจากตัวอ่อน ที่ทางใหญ่สี่แพร่ง หมู่มหาชนก็คอยหวังตั้งหน้าเฉพาะ

553
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 554 (เล่ม 20)

บุรุษนั้น ฉันใด ในเวลาที่พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมแก่บริษัทหลายร้อย
นั้นก็ฉันนั้น จะได้มีเสียงที่สาวกของพระสมณโคดมจามหรือไอหามิได้เลย
หมู่มหาชนมีแต่คอยหวังตั้งหน้าเฉพาะพระสมณโคดมว่า เราทั้งหลายจะได้ฟัง
ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจักตรัสแก่พวกเรา สาวกของพระสมณโคดมเหล่าใด
แม้บาดหมางกับเพื่อนพรหมจรรย์แล้ว ลาสิกขาสึกไป แม้สาวกเหล่านั้นก็ยัง
กล่าวสรรเสริญคุณพระศาสดา พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นแต่ติเตียนตนเอง
ไม่ติเตียนผู้อื่นว่า ถึงพวกเราจักได้มาบวชในธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสดีแล้วอย่างนี้ แต่ไม่อาจจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ ให้บริบูรณ์จน
ตลอดชีวิตได้ เป็นคนไม่มีบุญ มีบุญน้อยเสียแล้ว สาวกของพระสมณะโคดม
เหล่านั้น จะเป็นอารามิกก็ดี เป็นอุบาสกก็ดี ก็ยังพระพฤติมั่นอยู่ในสิกขาบท
ห้า สาวกทั้งหลายสักการะเคารพนับถือบูชาพระสมณโคดม ด้วยประการดังนี้
และสักการะ เคารพ แล้วอาศัยอยู่.
ภ. ดูก่อนอุทายี ก็ท่านพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลายกี่อย่างในเรา อัน
เป็นเหตุให้สาวกของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชา แล้วอาศัยอยู่.
[๓๑๙] อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นธรรม ๕ อย่าง
ในพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเป็นเหตุให้สาวกสักการะ เคารพ นับถือ บูชา
แล้วอาศัยอยู่ ธรรม ๕ อย่างเป็นไฉน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความจริง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระอาหารน้อย และทรงสรรเสริญคุณในความเป็น
ผู้มีอาหารน้อย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นธรรมนี้ในพระผู้มี-
พระภาคเจ้าเป็นข้อต้น อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ
บูชาแล้วอาศัยอยู่.

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 555 (เล่ม 20)

ธรรมเป็นเครื่องทำความเคารพ
[๓๒๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงสันโดษด้วยจีวร ตามมีตามได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าพิจารณา
เห็นธรรมนี้ ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นข้อที่ ๒ อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลาย
สักการะ เคารพ นับถือ บูชา แล้วอาศัยอยู่.
[๓๒๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ และทรงสรรเสริญความเป็นผู้สันโดษ
ด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็น
ธรรมนี้ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นข้อที่ ๓ อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายสักการะ
เคารพ นับถือ บูชา แล้วอาศัยอยู่.
[๓๒๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ และทรงสรรเสริญความเป็นผู้สันโดษ
ด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นธรรมนี้
ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นข้อที่ ๔ อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายสักการะ เคารพ
นับถือ บูชา แล้วอาศัยอยู่.
[๓๒๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงเป็นผู้สงัด และทรงสรรเสริญความเป็นผู้สงัด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นธรรมนี้ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นข้อที่ ๕ อันเป็นเหตุให้
สาวกทั้งหลาย สักการะ เคารพ นับถือ บูชา แล้วอาศัยอยู่.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นธรรม ๕ ประการนี้แล
ในพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ
บูชา แล้วอาศัยอยู่.

555