พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 536 (เล่ม 20)

ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ มีกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว มีภาระอันปลงลงแล้ว
มีประโยชน์ของตนอันถึงแล้ว มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพสิ้นแล้ว
หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ เมื่อเดินไปอยู่ก็ดี หยุดอยู่ก็ดี หลับแล้วก็ดี ตื่นอยู่
ก็ดี อาสวะทั้งหลายก็เป็นอันสิ้นไปเสมอเป็นนิจนั่นเอง อนึ่ง เมื่อเธอพิจารณา
ย่อมรู้ได้ว่าอาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว.
[๓๑๓] ท่านพระอานนท์ ก็ในธรรมวินัยนี้ มีภิกษุผู้นำ [ตน] ออก
ไปได้จากกิเลสและกองทุกข์มากเพียงไร.
ดูก่อนสันทกะ ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุผู้นำ [ตน] ออกไปได้จากกิเลส
และกองทุกข์นั้น มิไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่สองร้อย ไม่ใช่สามร้อย ไม่ใช่สี่ร้อย
ไม่ใช่ห้าร้อย ความจริงมีอยู่มากทีเดียว.
ท่านพระอานนท์ น่าอัศจรรย์ ท่านพระอานนท์ ไม่เคยมี ในธรรมวินัย
นี้ ไม่ได้มีการยกย่องแต่ธรรมของตน และมีคำติเตียนธรรมของผู้อื่น มีแต่การ
แสดงธรรมมากมายเพียงนั้น ส่วนอาชีวกเหล่านี้ ชื่อว่าเป็นบุตรของมารดาผู้มี
บุตรตายแล้ว ยกย่องแต่ตนและติเตียนคนอื่นเท่านั้น ทั้งตั้งศาสดาไว้สามคน คือ
นันทวัจฉะ ๑ กิสสังกิจจะ ๑ มักขลิโคสาล ๑ ว่าเป็นผู้นำ [ตน] ออกจาก
กิเลสและกองทุกข์ได้. ลำดับนั้น สันทกปริพาชก เรียกบริษัทของตนมาว่า พ่อ
ผู้เจริญทั้งหลาย จงประพฤติพรหมจรรย์เถิด การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใน
พระสมณโคดมย่อมมีผล แต่ว่าบัดนี้เราทั้งหลายสละลาภสักการะความสรรเสริญ
เสียนั้น ไม่ใช่ทำได้ง่าย.
สันทกปริพาชกส่งบริษัทของตนไปในการประพฤติพรหมจรรย์ในพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล.
จบสันทกสูตรที่ ๖

536
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 537 (เล่ม 20)

๖. อรรถกถาสันทกสูตร
สันทกสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้.
ในบรรดาบทเหล่านั้นบทว่า ปิลกฺขคุหายํ ที่ประตูถ้านั้นได้มีต้น
เลียบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปิลักขคูหา. บทว่า ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต
พระอานนท์ออกจากที่เร้น คือออกจากวิเวก. บทว่า เทวกตโสพฺโภ บ่อน้ำ
ที่น้ำฝนเซาะ คือสระนำใหญ่เกิดในที่ที่ถูกน้ำฝนเซาะ. บทว่า คุหา ในบทว่า
คุหาทสฺสนาย เพื่อดูถ้ำนี้ เป็นถ้ำเต็มไปด้วยฝุ่น. ถ้านั้นได้อยู่ในที่ที่พ้นน้ำ
เป็นที่ดอน. ชนทั้งหลายทำอุโมงค์ตลอดนำตอไม้และฝุ่นออก ยกเสาไว้ภายใน
ข้างบนสุดมุงด้วยกระดานทำเป็นเรือนชั่วคราว. พวกปริพาชกเหล่านั้นอยู่กันใน
ถ้ำนั้น. ถ้ำนั้นในฤดูฝนมีน้ำขังเต็ม. ถึงหน้าแล้ง ปริพาชกพากันไปอยู่ในถ้ำนั้น
พระอานนท์กล่าวว่า คุหาทสฺสนาย หมายถึงถ้ำนั้น. จริงอยู่ การไปเพื่อดู
วิหาร หรือว่าเพื่อดูสมุทรและภูเขา เพราะพิจารณาซึ่งสังสารวัฏอันมีเบื้องต้น
และที่สุดอันบุคคลตามรู้ไม่ได้แล้ว ย่อมควร. บทว่า อุนฺนาทินิยา ด้วย
เสียงสูง คือแผดเสียงเอ็ดตะโร. ติรัจฉานกถานั้น แผดเสียงอยู่อย่างนี้
สูงด้วยส่ง เสียงสูงเสียงดังแพร่ไปในทิศทั้งหลาย. เพราะเหตุนี้จึงชื่อว่า
อุจฺจาสทฺทมหาสทฺโท เพราะเสียงสูงและเสียงดัง. ปริพาชกเหล่านั้นลุกขึ้น
แต่เช้าตรู่แล้วควรทำเจติยวัตร โพธิวัตร อาจริยวัตร อุปัชฌายวัตร หรือ
โยนิโสมนสิการไม่มีเลย. พวกเขาลุกแต่เช้าตรู่ กลางวันประชุมกัน ตอนเย็น
ประชุมสนทนากัน เพื่อหาความสบาย. เริ่มคุยกันถึงเรื่องมือและเท้าเป็นต้น
ของกันและกันอย่างนี้ว่า มือของคนนี้งาม เท้าของคนนี้งาม หรือคุยกันถึง
ผิวพรรณของหญิง ชาย เด็กหญิงและเด็กชายหรือเรื่องอื่น ๆ เช่นความชื่นชม

537
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 538 (เล่ม 20)

ในกามและความชื่นชมในภพเป็นต้น. แล้วกล่าวติรัจฉานกถาหลายอย่าง มี
พูดถึงเรื่องพระราชาเป็นต้นโดยลำดับ. จริงอยู่การพูดอันเป็นการขัดขวาง
ทางสวรรค์และนิพพาน ชื่อว่า ติรัจฉานกถา เพราะไม่นำออกไปจากภพได้
ในกถาเหล่านั้นการพูดถึงเรของพระราชาเป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า พระเจ้ามหา-
สมมตราช พระเจ้ามันธาตุราช พระเจ้าธรรมาโศกราช มีอานุภาพอย่างนี้
ชื่อว่า ราชกถา. ในโจรกถาเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. การพูดอาศัยกามคุณ
โดยนัยมีอาทิว่า พระราชาองค์โน้น พระรูปพระโฉมงดงาม น่าชม ดังนี้ ก็เป็น
ติรัจฉานกถา. แต่การพูดเป็นทำนองอย่างนี้ว่า แม้พระราชาองค์นั้นมีอานุภาพ
มากอย่างนี้ ก็ยังสวรรคตดังนี้ ชื่อว่าย่อมตั้งอยู่ในความเป็นกรรมฐานกถา.
แม้ในโจรทั้งหลายการพูดอาศัยกามคุณว่า โอ เขากล้าหาญ เพราะอาศัยกรรม
ของโจรเหล่านั้นว่า โจรมูลเทพมีอานุภาพมากอย่างนี้ โจรเมฆมาละ มีอานุภาพ
มากอย่างนี้ ดังนี้ ก็เป็น ติรัจฉานกถา. แม้ในการรบ การพูดในภารตยุทธ
เป็นต้น ด้วยความพอใจ ในกามว่าคนโน้น ถูกคนโน้นฆ่าอย่างนี้ ถูกแทง
อย่างนี้ ดังนี้ก็เป็น ติรัจฉานกถา. แต่การพูดในเรื่องทั้งหมดเป็นทำนอง
อย่างนี้ว่า แม้ชนเหล่านั้นก็ยังตายได้ดังนี้เป็นกรรมฐานกถาทีเดียว.
อีกอย่างหนึ่งในเรื่องข้าวเป็นต้น ไม่ควรพูดด้วยสามารถความชื่นชม
ในกามว่า เราเคี้ยว กิน ดื่ม บริโภค ข้าวเป็นต้นมีสี มีกลิ่น มีรส มีผัสสะอย่าง
นี้. แต่ควรพูดถึงเรื่องน้ำเป็นต้นทำให้มีประโยชน์ว่า เราได้ถวายข้าวผ้าที่นอน
ดอกไม้ ของหอมอันสมบูรณ์ด้วยสีอย่างนี้แก่ท่านผู้มีศีลในครั้งก่อน. เราได้ทำ
การบูชาที่พระเจดีย์ดังนี้. แม้ในการพูดถึงเรื่องญาติเป็นต้น ก็ไม่ควรพูดด้วย
สามารถความชื่นชมว่า ญาติของเราเป็นผู้กล้า เป็นผู้สามารถ หรือว่าเมื่อก่อน
เราได้เที่ยวไปด้วยยานอันสวยงามอย่างนี้. แต่ควรพูดทำให้มีประโยชน์ว่า แม้

538
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 539 (เล่ม 20)

ญาติของเราเหล่านั้น ก็ได้ตายไปเสียแล้ว. หรือว่าเมื่อก่อนเราได้ถวายรองเท้า
ชนิดนี้แก่พระสงฆ์. แม้พูดเรื่องบ้าน ก็ไม่ควรพูดด้วยสามารถความอยู่ดี อยู่ชั่ว
อาหารดี อาหารขาดแคลนเป็นต้น หรือพูดด้วยสามารถความชื่นชมว่า คนอยู่
บ้านโน้นเป็นคนกล้าเป็นคนสามารถ. แต่ควรพูดทำให้มีประโยชน์ว่าแม้คนกล้า
ที่มีศรัทธาเลื่อมใส ก็ยังตายได้. แม้ในการพูดเรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท
ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. แม้การพูดเรื่องผู้หญิง ก็ไม่ควรพูดด้วยสามารถความชื่นชม
อาศัยผิวพรรณและทรวดทรงเป็นต้น. ควรพูดอย่างนี้ว่า สตรีที่มีศรัทธา
เลื่อมใส ก็ยังตายได้. แม้พูดเรื่องคนกล้าหาญ ก็ไม่ควรพูดด้วยความพอใจว่า
นักรบชื่อว่าสันธิมิตรได้เป็นผู้กล้าหาญ. ควรพูดอย่างนี้ว่านักรบผู้กล้าหาญมี
ศรัทธา ก็ยังตายได้. แม้พูดเรื่องตรอกก็ไม่ควรพูดด้วยความพอใจว่า ตรอก
โน้นตั้งอยู่ดี ตั้งอยู่ไม่ดี มีคนกล้า มีคนสามารถ. ควรพูดว่า คนกล้าคน
สามารถที่อยู่ตรอกนั้น ก็ยังตายได้.
บทว่า กุมฺภฏฺฐานกถา พูดเรื่องท่าน้ำ คือที่ตั้งของหม้อน้ำท่านเรียก
ว่าท่าน้ำ. บทว่า กุมฺภทาสีกถา พูดเรื่องนางกุมภทาสี แม้นางกุมภทาสีนั้น
ก็ไม่ควรพูดด้วยความชื่นชมว่า นางกุมภทาสี น่ารัก ฉลาดการฟ้อนรำ
ขับร้อง. ควรพูดโดยนัยมีอาทิ ว่า สทฺธาสมฺปนฺนา นั่นแหละ. บทว่า
ปุพฺพเปตกถา พูดเรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว คือพูดเรื่องญาติในอดีต. ในบทว่า
ปุพฺพเปตกถา นั้น เช่นเดียวกับพูดเรื่องญาติที่ยังมีชีวิตอยู่. บทว่า นานตฺต-
กถา พูดเรื่องเบ็ดเตล็ด คือพูดเรื่องไม่มีประโยชน์มีสภาพต่าง ๆ นอกเหนือ
จากพูดเรื่องก่อนและเรื่องหลัง. บทว่า โลกกฺขายิกา พูดเรื่องโลก คือสนทนา
กันเรื่องโลกายตศาสตร์และเรื่องนอกคัมภีร์ มีอาทิอย่างนี้ว่า โลกนี้ใครสร้าง
โลกนี้คนโน้นสร้าง กาขาว เพราะกระดูกขาว นกยางกรอกแดงเพราะเลือดแดง

539
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 540 (เล่ม 20)

การพูดเรื่องทะเลไร้ประโยชน์มีอาทิอย่างนี้ว่า เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าสมุทร
เพราะเหตุไรจึงเรียกว่า สาคร. ที่เรียกว่า สมุทร เพราะยกมือประกาศว่าเรา
ขุด. ชื่อว่า สาคร เพราะสาครเทพ ขุด ชื่อว่า พูดเรื่องทะเล พูดถึงเหตุไร้
ประโยชน์ ไม่เป็นชิ้นเป็นอันว่า ความเจริญเป็นอย่างนี้ ความเสื่อมเป็นอย่างนี้
ชื่อว่าพูดเรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้น ๆ. อนึ่งในบทนี้ความ
เห็นว่าเที่ยงคือความเจริญ. ความเห็นว่าสูญคือความเสื่อม. ความเจริญคือ ภว
ความเสื่อมคือ อภว. กามสุข คือความเจริญ. การทำตนให้ลำบากคือความเสื่อม.
ชื่อว่า ติรัจฉานกถามี ๓๒ อย่าง รวมกับ อิติภวาภวกถา (พูดเรื่องความ
เจริญความเสื่อม) ๖ อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. สันทกปริพาชกนั่งร่วมกับ
ผู้พูดติรัจฉานกถาเห็นปานฉะนี้.
แต่นั้นสันทกปริพาชกแลดูปริพาชกเหล่านั้นคิดว่า ปริพาชกเหล่านี้ไม่
เคารพยำเกรงกันและกันเสียเลย. อนึ่งพวกเราตั้งแต่พระสมณโคดมปรากฏขึ้น
เปรียบเหมือนหิ่งห้อยในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น. แม้ลาภสักการะของพวกเราก็
เสื่อม. หากพระสมณโคดมหรือสาวกของพระโคดม แม้อุปัฏฐากผู้เป็นคฤหัสถ์
ของพระสมณโคดมนั้นพึงมาสู่ที่นี้ จักน่าละอายอย่างยิ่ง. ก็โทษในบริษัทย่อม
ขึ้นในเบื้องบนของผู้เจริญในบริษัท. จึงมองดูข้างโน้นข้างนี้ได้เห็นพระเถระ.
ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อทฺทสา โข สนฺทโก ปริพาชโก ฯลฯ ตุณฺหี
อเหสุํ สันทกปริพาชกได้เห็นท่านพระอานนท์มาแต่ไกล จึงห้ามบริษัทของ
ตนให้สงบเสียงว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงเบาเสียงเถิด ท่านผู้เจริญทั้งหลาย
อย่าทำเสียงดังต่อไปเลย นี่สาวกของพระสมณโคดมเป็นสมณะชื่ออานนท์กำลัง
มาอยู่. สมณะชื่ออานนท์นี้เป็นสาวกองค์หนึ่งในบรรดาสาวกของพระโคดมที่
อาศัยอยู่ ณ กรุงโกสัมพี ก็ท่านผู้มีอายุเหล่านั้น เป็นผู้ใคร่ในความเป็นผู้มีเสียง

540
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 541 (เล่ม 20)

เบา แนะนำในความมีเสียงเบา กล่าวสรรเสริญเสียงเบา ถ้ากระไรสมณะชื่อ
อานนท์นั้นทราบว่าบริษัทมีเสียงเบาแล้ว พึงสำคัญที่จะเข้ามาใกล้. ลำดับนั้น
ปริพาชกเหล่านั้นได้นิ่งอยู่.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สณฺฐเปสิ ให้สงบเสียงคือให้สำเหนียก ได้แก่
ปกปิดโทษของบริษัทนั้น. ยังบริษัทตั้งอยู่โดยอาการที่ตั้งอยู่แล้วด้วยดี. เหมือน
บุรุษเมื่อเข้าไปยังท่ามกลางบริษัท ย่อมนุ่งห่มเรียบร้อยเพื่อปกปิดโทษ. กวาด
ที่รกด้วยฝุ่นละอองฉันใด. สันทกปริพาชกห้ามบริษัทว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย
จงเบาเสียงเถิดเพื่อปกปิดโทษของบริษัทนั้น. อธิบายว่าให้บริษัทตั้งอยู่โดย
อาการที่ตั้งอยู่ด้วยดี. บทว่า อปฺปสทฺทกามา สาวกทั้งหลายใคร่ในความเป็น
ผู้มีเสียงเบาคือปรารถนาเสียงเบา. นั่งผู้เดียว ยืนผู้เดียว ไม่คลุกคลีด้วยหมู่.
บทว่า อปฺปสทฺทวินีตา แนะนำในความมีเสียงเบา คือพระพุทธเจ้าผู้มีเสียง
เบา มีเสียงไม่ดังทรงแนะนำไว้. บทว่า อปฺปสทฺทสฺส วณฺณวาทิโน ผู้
กล่าวสรรเสริญเสียงเบา คือ กล่าวสรรเสริญที่อันมีเสียงเบา ไม่มีเสียง. บทว่า
อุปสงฺกมิตพฺพํ มญฺเญยฺย พึงสำคัญที่จะเข้ามาใกล้ คือพึงสำคัญที่จะเข้าไป
ณ ที่นี้.
ก็เพราะเหตุไร สันทกปริพาชกนั้นจึงหวังจะเข้าไปใกล้พระเถระเล่า.
เพราะปรารถนาความเจริญแก่ตน. ได้ยินว่า ปริพาชกทั้งหลายเมื่อพระพุทธเจ้า
หรือเมื่อสาวกของพระพุทธเจ้ามายังสำนักของตน ๆ จึงยกตนขึ้นในสำนักของ
พวกอุปัฏฐากว่า วันนี้พระสมณโคดมมายังสำนักของพวกเรา พระสารีบุตรก็มา.
ท่านเหล่านั้นไม่ไปหาใคร ๆ เลย. พวกท่านจงเห็นว่า พวกเราสูงส่งแค่ไหน.
ย่อมตั้งตนไว้ในที่สูง. พยายามจะรับเอาอุปัฏฐากแม้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
นัยว่าปริพาชกเหล่านั้นเห็นพวกอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงกล่าวอย่างนี้

541
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 542 (เล่ม 20)

ว่า แม้พระโคดมผู้เจริญศาสดาของพวกท่าน แม้สาวกของพระโคดมยังมาสู่
สำนักของพวกเรา. พวกเราพร้อมเพรียงกันและกัน. ส่วนพวกท่านไม่ปรารถนา
จะมองดูพวกเรา ไม่ทำสามีจิกรรม. พวกเราทำผิดอะไรแก่พวกท่านหรือ.
ครั้งนั้นมนุษย์บางพวกคิดว่า แม้พระพุทธเจ้ายังเสด็จมาถึงสำนัก
ปริพาชกเหล่านี้. ประสาอะไรแก่พวกเรา. ตั้งแต่นั้นพวกมนุษย์เห็นปริพาชก
แล้วก็ไม่ดูแคลน. บทว่า ตุณฺหี อเหสุํ ปริพาชกเหล่านั้นได้นิ่งอยู่ คือ นั่ง
ล้อมสันทกปริพาชก. บทว่า สฺวาคตํ โภโต อานนฺทสฺส ท่านพระอานนท์
มาดีแล้ว ท่านแสดงไว้ว่า เมื่อท่านผู้เจริญมาหาพวกเรา เป็นพระอานนท์.
เมื่อท่านไปก็จะเสียใจ. บทว่า จิรสฺสํ โข นี้เป็นคำกล่าวแสดงความน่ารัก.
ส่วนพระเถระไปอารามของปริพาชกตามเวลาเพื่อต้องการจาริก เพราะเหตุนั้น
สันทกปริพาชกถือเอาการไปก่อนจึงกล่าวอย่างนี้. ครั้นปริพาชกกล่าวอย่างนี้
แล้วก็มิได้เป็นผู้กระด้างด้วยมานะนั่ง. จึงลุกจากอาสนะของตนปัดอาสนะนั้น
นิมนต์พระเถระให้นั่งบนอาสนะกล่าวว่า ท่านพระอานนท์ จงนั่งเถิด. นี่อาสนะ
ปูไว้แล้ว.
บทว่า อนฺตรากถา วิปฺปกตา เรื่องอะไรที่พวกท่านหยุดค้างไว้ใน
ระหว่าง. พระอานนท์ถามว่า กถาอะไรที่พวกท่านหยุดค้างไว้ในระหว่างตั้งแต่
พวกท่านนั่งสนทนากันจนกระทั่งผมมา. กถาอะไรที่ยังไม่จบเพราะผมมาเป็น
เหตุ. ลำดับนั้นปริพาชกเมื่อจะแสดงว่า กถาไร้ประโยชน์ไม่มีสาระอาศัยวัฏฏะ
ไม่สมควรจะกล่าวต่อหน้าท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ติฏฺฐเตสา โภ ท่านผู้เจริญ
เรื่องนั้นขอยกไว้เถิด. บทว่า เนสา โภโต สันทกปริพาชกกล่าวว่า หากท่าน
ผู้เจริญประสงค์จะฟัง แม้ภายหลังก็จักได้ฟังโดยไม่อยาก. กถานี้ไม่มีประโยชน์
แก่พวกเราเลย. พวกเราได้การมาของท่านผู้เจริญแล้ว ประสงค์จะฟังกถาอันมี
เหตุผลดีอย่างอื่นต่างหาก.

542
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 543 (เล่ม 20)

สันทกะเมื่อจะวิงวอนขอพระธรรมเทศนา จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สาธุ
วต ภวนฺตํเยว ดีละหนอ กถาที่เป็นธรรมจงแจ่มแจ้งแก่ท่านผู้เจริญเถิด. ใน
บทเหล่านั้นบทว่า อาจริยเก คือในลัทธิของอาจารย์. บทว่า อนสฺสาสิกานิ
พรหมจรรย์อันเว้นความยินดี คือไม่มีความปลอดโปร่ง. บทว่า สสกฺกํ เป็น
นิบาตลงในอรรถว่าโดยส่วนเดียว. อธิบายว่า วิญญูชนไม่พึงอยู่พระพฤติโดย
ส่วนเดียว. ท่านอธิบายว่า ส่วนอวิญญูชนเมื่ออยู่ประพฤติไม่พึงให้ยินดี ไม่
พึงให้สำเร็จ ไม่พึงทำให้บริบูรณ์. บทว่า ญายํ ธมฺมํ กุสลํ ยังกุศลธรรม
เครื่องออกไป คือชื่อว่ากุศลธรรมเพราะอรรถว่าไม่มีโทษอันเป็นเหตุ. บทว่า
อิธ คือในโลกนี้.
บทมีอาทิว่า นตฺถิ ทินฺนํ ทานที่ให้แล้วไม่มีผลท่านกล่าวไว้แล้วใน
สาเลยยกสตรี. บทว่า จาตุมหาภูติโก คือสำเร็จด้วยมหาภูตรูป ๔. บทว่า
ปฐวี ปฐวีกายํ ธาตุดินไปตามธาตุดิน คือธาตุดินภายในไปตามธาตุดิน
ภายนอก. บทว่า อนุเปติ คือไปตาม. บทว่า อนุปคจฺฉติ ไปตามเป็น
ไวพจน์ของ บทว่า อนุเปติ. นั้น เป็น อนุคจฺฉติ ก็มี. แม้ด้วยบททั้งสอง
นี้ท่านแสดงว่า อุเปติ อุปคจฺฉติ คือเข้าไป. แม้ในธาตุน้ำเป็นต้นก็มีนัยนี้
เหมือนกัน. บทว่า อินฺทิริยานิ คือ อินทรีย์มีมนินทรีย์เป็นที่ ๖ ย่อมแล่นไป
สู่อากาศ. บทว่า อาสนฺธิปญฺจมา คือมือมีเตียงเป็นที่ ๕ คือมีเตียงนั่งเป็นที่
๕. อธิบายว่า เตียง และบุรุษ ๔ คนยืนจับเท้าเตียงทั้ง ๔. บทว่า ยาว อำหฬนา
แค่ป่าช้า. บทว่า ปทานิ คือร่างกาย. คุณบททั้งหลายเป็นไปแล้วโดยนัยมี
อาทิว่า ผู้นี้มีศีลอย่างนี้ ทุศีลอย่างนี้. ในบทว่า ปทานิ นี้ท่านประสงค์เอา
สรีระ. บทว่า กาโปตกานิ คือมีสีดุจสีนกพิลาป. อธิบายว่ามีสีดุจปีกนกพิลาป.
บทว่า ภสฺสนฺตาคือมีเถ้าเป็นที่สุด. ในบทนี้บาลีเป็นอย่างนี้. บทว่า อาหุติโย

543
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 544 (เล่ม 20)

การเช่นสรวง ความว่า ทานที่ให้แล้วมีประเภทเป็นเครื่องสักการะเป็นต้นที่
เช่นสรวง ทั้งหมดนั้นมีเถ้าเป็นที่สุด. ต่อจากนั้นไม่ให้ผลเลย. บทว่า
ทตฺตุปญฺญตฺตํ ทานที่คนเขลาบัญญัติไว้ คือ คนโง่ คนพาล บัญญัติไว้
บทนี้ท่านอธิบายว่า ทานนี้ คนพาล คนโง่ บัญญัติไว้. มิใช่บัณฑิตบัญญัติ.
คนพาลให้บัณฑิตรับ. บทว่า อตฺถิกวาทํ วาทะว่ามีผล คนบางพวกกล่าววาทะ
ว่ามีผลว่า ผลทานที่ให้แล้วมีอยู่. คำของคนเหล่านั้นเป็นคำเปล่าคำเท็จ คำเพ้อ
บทว่า พาโล จ ปณฺฑิโต จ คือพาลและบัณฑิต. บทว่า อกเตน เม
เอตฺถ กตํ กรรมในลัทธินี้ที่เราไม่ได้ทำเลยเป็นอันทำแล้ว คือกรรมในลัทธิ
นี้โดยกรรมของสมณะที่เราไม่ได้ทำเลยชื่อว่าเป็นอันทำแล้ว. พรหมจรรย์อัน
เราไม่เคยอยู่ชื่อว่าเป็นอันอยู่แล้ว. บทว่า เอตฺถ คือในธรรมของสมณะนี้. บทว่า
สมสมา เป็นผู้เสมอ ๆ กัน คือ เสมอกันอย่างยิ่ง หรือเสมอกันด้วยคุณอัน
เสมอ. บทว่า สามญฺญํ ปตฺตา คือถึงความเป็นผู้เสมอกัน. บทมีอาทิว่า กรโต
เมื่อบุคคลทำเองท่านกล่าวไว้แล้วในอปัณณกสูตร. บทมีอาทิว่า นตฺถิ เหตุ
ไม่มีเหตุ ก็อย่างนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในพรหมจริยวาสที่ ๔ ดังต่อไปนี้ ชื่อว่า อกตา เพราะ
ไม่มีใครทำ. บทว่า อกฺตวิธา คือไม่มีแบบอย่างอันใครทำ. อธิบายว่า ไม่มี
ใคร ๆ สั่งให้ทำว่าท่านจงทำอย่างนี้. บทว่า อนิมฺมิตา ไม่มีใครนิรมิต คือ
ไม่มีใครนิรมิตแม้ด้วยฤทธิ์. บทว่า อนิมฺมาปิตา คือไม่มีใครให้นิรมิต.
อาจารย์บางพวกกล่าวบทว่า อนิมฺมิตพฺพา ไม่พึงนิรมิตให้. บทนั้นไม่ปรากฏ
ในบาลี ไม่ปรากฏในอรรถกถา. บทว่า วญฺฌา เป็นหมัน สัตว์เลี้ยงเป็นหมัน
มิให้เกิดแก่ใคร ๆ ดุจตาลเป็นต้นไม่มีผล. ด้วยบทนี้ปฏิเสธความที่ปฐวีธาตุ
เป็นต้น ให้เกิดเป็นรูปเป็นต้น. ชื่อว่า กูฏฏฺฐา เพราะตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา.

544
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 545 (เล่ม 20)

บทว่า อีสิกฏฺฐายิฏฺฐิตา คือตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียดในหญ้ามุงกระต่าย. ในบท
นั้นมีอธิบายว่า สิ่งใด ที่ท่านกล่าวว่าย่อมเกิด สิ่งนั้นมีอยู่ ดุจเสาระเนียดย่อมออก
ไปจากหญ้ามุงกระต่าย. ปาฐะว่า เอสิกฏุฐาฏฺฐิตา ก็มี. อธิบายว่า เสาระเนียด
ที่ฝั่งไว้ดีแล้ว ไม่หวั่นไหวตั้งอยู่มั่นคง. สภาวะ ๗ กอง ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้น.
แม้ด้วยบทที่ ๒ นี้ท่านแสดงถึงความไม่พินาศไปแห่งสภาวะ ๗ กองเหล่านั้น.
บทว่า น อิญฺชนฺติ สภาวะ ๗ กองไม่หวั่นไหว คือไม่สั่นคลอนเพราะตั้งอยู่
มั่นคง ดุจเสาระเนียดฉะนั้น. บทว่า น วิปรินามนฺติ ไม่แปรปรวนคือไม่
ละปรกติไป. บทว่า อญฺญมญฺญํ พฺยาพาเธนฺติ คือไม่เบียดเบียนกันและ
กัน. บทว่า นาลํ คือไม่สามารถ.
พึงทราบความในบทมีอาทิว่า ปฐวีกาโย กองดินดังต่อไปนี้. กอง
ดินหรือหมู่ดิน. บทว่า ตตฺถ คือในกองมีชีวะเป็นที่ ๗ เหล่านั้น. บทว่า
นตฺถิ หนฺตา วา ผู้ฆ่าเองไม่มี ท่านแสดงไว้ว่าไม่มีผู้สามารถเพื่อฆ่าเองก็ดี
เพื่อใช้ให้ฆ่าก็ดี เพื่อให้เดือดร้อนก็ดี เพื่อกระทบกระทั่งก็ดี เพื่อเศร้าโศกเอง
ก็ดี เพื่อให้ผู้อื่นเศร้าโศกก็ดี เพื่อได้ยินเองก็ดี เพื่อเข้าใจเองก็ดี. บทว่า
สตฺตนฺนํเยว กายานํ แห่งสภาวะ ๗ กอง ท่านแสดงไว้ว่า เหมือนศัสตราที่ทำ
ลายในกองถั่วเขียวเป็นต้น ย่อมเข้าไปโดยระหว่างกองถั่วเขียว ฉันใด ศัสตรา
สอดเข้าไปโดยช่องในระหว่างสภาวะ ๗ กองก็ฉันนั้น ศัสตราเป็นเพียงสัญญา
อย่างเดียวเท่านั้นว่า เราจะฆ่าผู้นี้เสีย. บทว่า โยนิปฺปมุขสตสหสฺสานิ ท่าน
แสดงทิฏฐิไร้ประโยชน์โดยเพียงคาดคะเนอย่างเดียวว่า กำเนิดที่เป็นประธานและ
กำเนิดสูงสุด ๑,๔๐๖,๖๐๐ กรรม. บทว่า ปญฺจ กมฺมุโน สตานิ ความว่า ๕๐๐
กรรม. แม้ในบทมีอาทิว่า ปญฺจ กมฺมานิ ตีณิ จ กมฺมานิ ๕ กรรมและ
๓ กรรม ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทว่า ปญฺจ กมฺมานิ
กรรม ๕ ท่านกล่าวด้วยสามารถอินทรีย์ ๕. บทว่า ตีณิ กรรม ๓ ท่านกล่าวด้วย
๑. บาล่ว่า เอสิกฎฺ ฐายิฏฺฐิตา มัช. มัช. ๑๓/ ข้อ ๓๐๒.

545