พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 506 (เล่ม 20)

คือ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ควรกล่าวคำไร ๆ เลย. แม้ในทวารที่เหลือก็มี
นัยนี้เหมือนกัน.
บัดนี้เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงว่าไม่มีคำไร ๆ ที่ท่าน
ควรจะกล่าวแก่พระขีณาสพผู้กำหนดขันธ์ ๕ แล้วบรรลุพระอรหัต และเราก็
กำหนดขันธ์ ๕ แล้วบรรลุพระสัพพัญญู. ฉะนั้นมาคัณฑิยะนั้นจะควรกล่าวอะไร
กะเรา ดังนี้ จึงตรัสว่า อหํ โข ปน ดังนี้. บทว่า ตสฺส มย หํ มาคณฺฑิย
ดูก่อนมาคัณฑิยะ ปราสาทของเรานั้น คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรง
แสดงสมบัติของพระองค์ เมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์จึงตรัส. พึงทราบความในบท
มีอาทิว่า วสฺสิโก นั้นดังต่อไปนี้. ความสุขย่อมมีในที่อยู่ในฤดูฝนนี้ คือ
ปราสาทที่อยู่ในฤดูฝน. แม้ในบทนอกนั้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. แต่ในบทนี้มีอธิ-
บายคำดังต่อไปนี้. ชื่อว่า วสฺสิโก เพราะควรอยู่ตลอดฤดูฝน. แม้ในบทนอกนี้
ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในบทนั้น ปราสาทเป็นที่อยู่ในฤดูฝน ไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำ
เกินไป. แม้ประตูและหน้าต่างของปราสาทนั้น ก็ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป
เครื่องลาดฟื้นของเคี้ยวของบริโภคในปราสาทนี้มีเหลือเฟือ. ในปราสาทเป็นที่
อยู่ในฤดูหนาว เสาก็ดี ฝาก็ดี อยู่ต่ำ. ประตูและหน้าต่างมีน้อยมีช่องเล็ก. เอา
ช่องฝาออกเพื่อต้องการให้ความอุ่นเข้าไป. อนึ่งในปราสาทนี้ เครื่องลาดพื้น
เครื่องปู เครื่องนุ่งห่ม ควรเป็นผ้ากัมพลเป็นต้นที่ช่วยให้อบอุ่นได้. ของเคี้ยว
ของบริโภค ละเอียดอ่อนและมีรสเข้มขึ้น. ในปราสาทอันเป็นที่อยู่ในฤดูร้อน
เสาก็ดี ฝาก็ดี อยู่สูง. ประตูและหน้าต่างในปราสาทนี้มีมากมีแสงสว่างไปทั่ว.
เครื่องลาดพื้นเป็นต้นควรเป็นผ้าเนื้อดี. ของเคี้ยวของบริโภคมีรสหวานทำให้
ได้รับความเย็น. อนึ่งในที่ใกล้หน้าต่างในปราสาทนี้ตั้งตุ่มน้ำไว้ ๙ ตุ่ม เต็ม
ด้วยน้ำปลูกบัวเขียวเป็นต้นไว้. ในที่นั้นทำน้ำพุไว้ สายน้ำจะพุ่งดุจเมื่อฝนตก.

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 507 (เล่ม 20)

แต่ของพระโพธิสัตว์เขาปลูกกอบัวเขียวไว้ในหม้อทองคำ และหม้อเงินอย่างละ
๑๐๘ หม้อ เต็มไปด้วยน้ำหอม ตั้งล้อมห้องนอน. เขาใส่เปือกตมหอมให้เต็มใน
กระถางโลหะใหญ่ ปลูกบัวเขียว บัวแดง บัวขาวเป็นต้นตั้งไว้ในที่นั้น ๆ เพื่อ
ถือเอาอุตุ. ดอกไม้ทั้งหลายย่อมบานด้วยรัศมีของดวงอาทิตย์. หมู่ภมรนานาชนิด
บินเข้าไปยังปราสาทเที่ยวสูดรสในดอกไม้ทั้งหลาย. ปราสาทมีกลิ่นหอมชวนดม
ยิ่งนัก. ในระหว่างฝาคู่ได้ตั้งทะนานโลหะแล้วตามไฟอ่อนๆ ไว้ที่สุดมณฑปแก้ว
บนเนินอากาศเบื้องบนปราสาทเก้าชั้น. ลาดหนังกระบือแห้งไว้ในที่แห่งหนึ่ง.
ในเวลาพระโพธิสัตว์เล่นน้ำเขาทอดลูกหินไปที่หนังกระบือ. เครื่องยนต์หมุน
ไปข้างล่าง ดุจเสียงเมฆคำราม. น้ำพุ่งขึ้นแล้วตกไปที่เปลวไฟ. เป็นดุจน้ำฝน
ตก. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ทรงนุ่งผ้าเขียวห่มผ้าเขียวทรงประดับเครื่องประดับ
สีเขียว. แม้พวกบริวารของพระโพธิสัตว์มีนักฟ้อนรำสี่หมื่น ประดับด้วยสีเขียว
แต่งตัวสีเขียวแวดล้อมพระมหาบุรุษไปสู่มณฑปแก้ว. พระโพธิสัตว์ทรงเล่น
กีฬาในน้ำตลอดวัน เสวยความสุขในฤดูแห่งความเย็นฉ่ำ. ในทิศ ๔ ของ
ปราสาทมีสระอยู่ ๔ สระ. ในตอนกลางวันฝูงนกนานาชนิด ออกจากสระด้าน
ทิศตะวันออกร้องเสียงระงมบินไปสู่สระด้านตะวันตกทางยอดของปราสาท.
ออกจากสระด้านทิศตะวันตกบินไปสู่สระด้านทิศตะวันออก. ออกจากสระด้าน
ทิศเหนือบินไปสู่สระด้านทิศใต้. ออกจากสระด้านทิศใต้ บินไปสู่สระด้าน
ทิศเหนือ. เป็นดุจสมัยในระหว่างฤดูฝน. แต่ปราสาทเป็นที่อยู่ในฤดูหนาวมี
๕ ชั้น. ปราสาทเป็นที่อยู่ในฤดูฝนมี ๗ ชั้น.
บทว่า นิปฺปุริเสหิ ไม่มีบุรุษคือเว้นจากบุรุษ. อนึ่งมิใช่ดนตรีเท่านั้น
ที่ไม่มีบุรุษเจือปน. แม้ที่ทุกแห่งก็ไม่มีบุรุษเหมือนกัน. แม้คนเฝ้าประตูก็เป็น
ผู้หญิง. แม้ผู้ทำบริการมีอาบน้ำให้เป็นต้นก็เป็นผู้หญิง. นัยว่าพระราชทรง

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 508 (เล่ม 20)

ตั้งพวกผู้หญิงไว้ในกิจทุกอย่างด้วยทรงพระดำริว่า เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยอิสริย-
สมบัติและสุขสมบัติเห็นปานนั้น จะเกิดความข้องใจในบุรุษ เพราะเห็นบุรุษ.
ความข้องใจนั้นอย่าได้มีแก่โอรสของเราเลย. บทว่า ตาย รติยา รมมาโน
ยินดีด้วยความยินดีนั้น นี้ท่านกล่าวหมายถึงความยินดีผลสมาบัติอันประกอบ
ด้วยฌานที่ ๔.
พึงทราบความในบทนี้ว่า คหปติ วา คหปติปุตฺโต วา ดังต่อไปนี้.
เพราะกษัตริย์ทั้งหลายย่อมมีความปรารถนาในเศวตฉัตรทั้งนั้น. ความปรารถนา
ใหญ่เป็นความเนิ่นช้าของกษัตริย์เหล่านั้น . พราหมณ์ทั้งหลายไม่อิ่มด้วยมนต์
จึงเที่ยวแสวงหามนต์. ส่วนคหบดีทั้งหลายย่อมเสวยสมบัติทั้งแต่กาลเรียนเพียง
คำนวณชั้นสูง. ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงถือเอากษัตริย์และพราหมณ์
จึงตรัสว่า คหปติ วา คหปติปุตฺโต วา ดังนี้. บทว่า อาวฏฺเฏยฺย พึงเวียน
มา ความว่า พึงเวียนมาเพราะเหตุแห่งกามอันเป็นของมนุษย์. บทว่า อภิกฺกนฺ-
ตตรา น่าใคร่ยิ่งกว่า คือ ประเสริฐกว่า. บทว่า ปณีตตรา ประณีตกว่า คือ
ไม่น้อยกว่า. สมดังที่ท่านกล่าวถึงข้อนี้ไว้ว่า
กามอันเป็นของมนุษย์ เมื่อเทียบกับสำ-
นักของกามอันเป็นทิพย์ ก็เหมือนกับเอาน้ำ
ที่ปลายหญ้าคาสลัดลงในสมุทร ฉะนั้น.
บทว่า สมธิคฺคยฺห ติฏฺฐติ ถือเอาสุขอันเป็นทิพย์ตั้งอยู่ คือถือเอาสุข
ที่เป็นทิพย์ประเสริฐกว่านั้นตั้งอยู่.
อนึ่งพึงทราบข้อเปรียบเทียบในข้อนี้ดังต่อไปนี้. กาลแห่งความยินดี
ในท่ามกลางหญิง ๔ หมื่นในปราสาท ๓ หลัง ของพระโพธิสัตว์ ดุจกาลแห่ง
ความเพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ของคหบดีฉะนั้น. กาลที่พระโพธิสัตว์ทรง
๑. ขุ ชา. ๒๘/ข้อ ๓๒๗.

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 509 (เล่ม 20)

ผนวชแล้วแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิบัลลังก์ ดุจกาลที่คหบดีนั้น
บำเพ็ญสุจริตแล้วบังเกิดในสวรรค์ฉะนั้น. กาลที่พระตถาคตยังเวลาให้ล่วงไป
ด้วยความยินดีในผลสมาบัติอันเป็นไปในฌานที่ ๔ ดุจกาลที่คหบดีนั้นเสวย
สมบัติในนันทวันฉะนั้น. กาลที่พระตถาคตยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความยินดีใน
ผลสมาบัติอันเป็นไปในฌานที่ ๔ ไม่ทรงปรารถนาความสุขของชนเลวอันเป็น
ของมนุษย์ ดุจกาลที่คหบดีนั้น ไม่ปรารถนากามคุณ ๕ อันเป็นของมนุษย์ฉะนั้น.
บทว่า สุขี มีความสุขคือได้รับทุกข์ก่อน ภายหลังพึงมีความสุข.
บทว่า เสรี มีเสรีภาพ คือ มีแพทย์เป็นเพื่อนก่อน ภายหลังพึงมีเสรีภาพคือ
พึงเป็นคนเดียว. บทว่า สยํ วสี มีอำนาจในตนเอง คืออยู่ในอำนาจของ
แพทย์ก่อน เมื่อแพทย์บอกว่าจงนั่งก็นั่ง บอกว่าจงนอนก็นอน บอกว่าจง
บริโภคก็บริโภค บอกว่าจงดื่มก็ดื่ม ภายหลังจึงมีอำนาจในตนเอง. บทว่า
เยน กามงฺคโม จะไปไหนได้ตามความพอใจ คือไม่ได้ไปยังที่ตนต้องการ
จะไปก่อน ภายหลังเมื่อโรคหายดีแล้ว จึงไปไหนได้ตามความพอใจแม้ใน
การชมป่าชมถ้ำและชมภูเขาเป็นต้น พึงไปได้ในที่ที่ปรารถนาจะไป.
ในบทนี้มีข้อเปรียบเทียบดังต่อไปนี้. กาลที่พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ ณ
ท่ามกลางปราสาท ดุจกาลที่บุรุษเป็นโรคเรื้อนฉะนั้น, กามวัตถุอย่างหนึ่งดุจ
กระเบื้องใส่ถ่านไฟฉะนั้น . กามวัตถุ ๒ อย่างดุจกระเบื้อง ๒ แผ่น. นักฟ้อน
๓ โกฏิครึ่งดุจกระเบื้องใส่ถ่านไฟ ๓ โกฏิครึ่งของท้าวสักกเทวราชฉะนั้น. การ
เสพวัตถุกาม ดุจเอาเล็บเกาปากแผลแล้วเอาไปลนบนกระเบื้องใส่ถ่านไฟฉะนั้น.
กาลที่พระโพธิสัตว์เห็นโทษในกามเห็นอานิสงส์ในเนกขัมมะแล้วเสด็จออกบวช
ได้เป็นพระพุทธเจ้า. และกาลที่พระตถาคตยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความยินดีในผล
สมาบัติอันเป็นไปในฌานที่ ๔ ดุจกาลที่บุรุษโรคเรื้อนอาศัยยาแล้วหายโรคฉะนั้น.
กาลที่พระตถาตยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความยินดีนั้นไม่ทรงปรารถนาด้วยความ

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 510 (เล่ม 20)

ยินดีในชนเลว ดุจกาลเห็นบุรุษเป็นโรคเรื้อนอื่นแล้วไม่ปรารถนาจะเห็นอีก
ฉะนั้น .
บทว่า อุปหตินฺทริโย มีอินทรีย์อันโรคกำจัดเสียแล้ว คือมีกายประ-
สาทอันโรคเรื้อนกำจัดแล้ว. บทว่า อุปหตินฺทฺริยา มีอินทรีย์อันโทษกำจัด
แล้ว คือมีปัญญินทรีย์อันโทษกำจัดแล้ว. สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นเพราะ
ปัญญินทรีย์ถูกกำจัดกลับได้ความสำคัญผิดในกามทั้งหลายอันมีสัมผัสเป็นทุกข์
ว่าเป็นสุข เหมือนอย่างบุรุษโรคเรื้อนนั้นมีกายินทรีย์ถูกโรคกำจัดกลับได้ความ
สำคัญผิดในไฟอันสัมผัสเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ฉะนั้น.
พึงทราบความในบทว่า อสุจิตรานิ เจว ไม่สะอาดยิ่งขึ้นเป็นต้นดัง
ต่อไปนี้. ตามปกติปากแผลเหล่านี้ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นและเน่า แต่บัดนี้
ยิ่งไม่สะอาด ยิ่งมีกลิ่นเหม็นและยิ่งเน่าขึ้นอีก. บทว่า กาจิ คือหนอนทั้งหลาย
ย่อมเข้าไปภายในแผลที่รนไฟและที่เกา เลือดและหนองที่น่าเกลียดก็ไหลออก
แผลอย่างนี้นั้นจะมีความน่าพอใจสักหน่อยหนึ่งจะกระไรอยู่.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาว่า อาโรคฺยา๑ ปรมา ลาภา ความมีไม่โรคเป็นลาภอย่างยิ่งดังต่อ
ไปนี้ . การได้ทรัพย์ก็ดี การได้ยศก็ดี การได้บุตรก็ดี
อย่างใดอย่างหนึ่ง ความไม่มีโรคเป็นลาภอันสูงสุดกว่าลาภเหล่านั้น. ลาภยิ่ง
กว่าความไม่มีโรคนั้นไม้มี เพราะเหตุนั้น ความไม่มีโรคจึงเป็นลาภอย่างยิง.
สุขเกิดแต่ฌานก็ดี สุขเถิดแต่มรรคก็ดี สุขเกิดแต่ผลก็ดี อย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่
บรรดาสุขเหล่านั้น นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง. สุขยิ่งกว่านิพพานนั้นไม่มี
เพราะเหตุนั้น นิพพานจึงเป็นสุขอย่างยิ่ง. บทว่า อฏฺฐงฺคิโก จ มคฺคานํ
บรรดาทางทั้งหลายอันให้ถึงอมตธรรมด้วยการไปอันเป็นส่วนเบื้องต้น สู่มรรค
อันเป็นส่วนเบื้องจึงทั้งหลาย มรรคมีองค์ ๘ เป็นทางอัน เกษม. ทางอื่นเกษม
๑. บาลีว่า อนินุคฺปรมา วราภา ม. มัช. ๑๓ ขอ ๒๘๖

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 511 (เล่ม 20)

ยิ่งกว่ามรรคมีองค์ ๘ นั้นไม่มี. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เขมํ ก็ดี บทว่า อมตํ
ก็ดีในบทว่า เขมํ อมตํ นี้ เป็นชื่อของนิพพานนั่นเอง.
ในบทนี้มีความว่า สมณพราหมณ์ผู้กล่าวคัดค้านเป็นอันมาก ถือเอา
ด้วยลัทธิว่าทางอันเป็นทางเกษม และทางอันให้ถึงอมตธรรม มรรคมีองค์ ๘
เป็นทางอย่างยิ่งคือสูงสุดกว่ามรรคทั้งหลายอันเป็นทางเกษมและเป็นทางอมตะ
เหล่านั้นทั้งหมด. บทว่า อาจริยปาจริยานํ แห่งอาจารย์และปาจารย์คือแห่ง
อาจารย์และแห่งอาจารย์ของอาจารย์ทั้งหลาย. บทว่า สเมติ ย่อมสมกันคือเช่น
เดียวกันไม่ต่างกัน ดุจดวงด้วยทะนานเดียวกัน ดุจชั่งด้วยตาชั่งเดียวกัน. บทว่า
อโนมชฺชติ ลูบตัว คือมาคัณฑิยปริพาชก ลดฝ่ามือลงข้างล่างลูบตัว. บทว่า
อิทนฺตํ โภ โคตม อาโรคฺยํ อทนฺตํ นิพฺพานํ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญนี้คือ
ความไม่มีโรคนี้คือความสุข คือมาคัณฑิยปริพาชกลูบศีรษะตามเวลา ลูบท้อง
ตามเวลาจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า เฉกํ คือผ่องใส. บทว่า พาหุลิจีวเรน
ผ้าเทียมคือผ้าเนื้อหยาบทำด้วยขนแกะดำ. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า สงฺการ-
โจฬเกน บ้าง แปลว่าผ้าที่เขาตั้งไว้ในหยากเยื่อ. บทว่า วาจํ นิจฺฉเรยฺย เปล่ง
วาจา ความว่า เปล่งวาจาลูบคลำที่ชาย ที่ปลาย ที่ท่ามกลางตามเวลา. บทว่า
ปุพฺพเกเหสา ตัดบทเป็น ปุพฺพเกหิ เอสา ความว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีบ้าง ฯลฯ พระนามว่า กัสสปะบ้าง ประทับนั่งท่าม
กลางบริษัท ๔ ได้ตรัสพระคาถานี้. คาถาอาศัยประโยชน์เพราะเหตุนั้นมหาชน
จึงได้เรียน. ครั้นเมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว ภายหลังคาถาทั้งหลายจึง
พากันเข้าไปสู่ระหว่างพวกปริพาชก. ปริพาชกเหล่านั้นจดไว้ในใบลานรักษาไว้
๒ บทเท่านั้น. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าคาถานั้นบัดนี้เป็นคาถาของปุถุชน
ตามลำดับ. ชื่อว่า โรคภูโต เพราะเป็นรังโรค. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือน
กัน. บทว่า อรยํ จกฺขุํ จักษุประเสริฐ คือ วิปัสสนาญาณและมรรคญาณ

511
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 512 (เล่ม 20)

บริสุทธิ์ . บทว่า ปโหติ เพียงพอคือสามารถ. บทว่า เภสชฺชํ กเรยฺย พึง
ผสมยา คือพึงผสมยาถอนให้อาเจียน ยาถ่าย ยาหยอดตา ยาต้มเป็นต้น. บทว่า
น จกฺขูนิ อุปฺปาเทยฺย มองไม่เห็น ความว่า จักษุประสาทของผู้ใดถูกความ
อึดอัดมีดีและเสมหะเป็นต้นกำจัดแล้วในระหว่าง. ผู้นั้นอาศัยแพทย์ผู้ฉลาดรับ
ประทานยาอันสบาย จึงมองเห็นได้. แต่นัยน์ตาของคนตาบอดแต่กำเนิด บอด
ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา. เพราะฉะนั้นเขาจะเห็นไม่ได้เลย. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า น จกฺขูนิ อุปฺปาเทยฺย มองไม่เห็น ดังนี้.
พึงทราบว่าวินิจฉัยในวาระที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ชจฺจนฺโธ บอดแต่กำเนิด คือบอดด้วยความอึดอัดมีดีเป็นต้น
ตั้งแต่เวลาเกิด. เมื่อก่อนท่านกล่าวว่า อมุสฺมึ คือในครั้งโน้น. บทว่า
อมิตฺตโต ทเหยฺย เขาพึงตั้งบุรุษนั้นไว้โดยความเป็นศัตรูคือพึงตั้งไว้โดย
ความเป็นศัตรูอย่างนี้ว่า บุรุษนี้เป็นศัตรูของเราดังนี้. แม้ในบทที่ ๒ ก็มีนัยนี้
เหมือนกัน บทว่า อิมินา จิตฺเตน ด้วยจิตดวงนี้คือ ด้วยจิตอันตามไปใน
วัฏฏะ. บทว่า ตสฺส เม อุปาทานปจฺจยา เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพ
จึงมีแก่เรา คือท่านกล่าวถึงปัจจยาการอันมีสนธิ ๑ และสังเขป ๒, ประกาศ
วัฏฏะให้แจ้ง. บทว่า ธมฺมานุธมฺมํ ธรรมสมควรแก่ธรรม คือปฏิปทาอัน
สมควรแก่ธรรม. บทว่า อิเม โรคา คณฺฑา สลฺลา โรค ฝี ลูกศร คืออันนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงขันธ์ ๕. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึง
วิวัฏฏะ จึงตรัสว่า อุปาทานนิโรธ่า เพราะอุปาทานดับดังนี้. บทที่เหลือ
ในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถามาคัณฑิยสูตรที่ ๕

512
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 513 (เล่ม 20)

๖. สันทกสูตร
เรื่องสันทกปริพาชก
[๒๙๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตเมือง
โกสัมพี สมัยนั้น สันทกปริพาชกพร้อมด้วยปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ประมาณ
ห้าร้อย อาศัยอยู่ ณ ถ้ำปิลักขคูหา. ครั้งนั้นเวลาเย็น ท่านพระอานนท์ออก
จากที่เร้นแล้วเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เราทั้งหลายจะเข้า
ไปยังบ่อน้ำที่น้ำฝนเซาะเพื่อจะดูถ้ำ ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์ว่า
อย่างนั้นท่านผู้มีอายุ. ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์พร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก
เข้าไปยังบ่อน้ำที่น้ำฝนเซาะ. สมัยนั้น สันทกปริพาชกนั่งอยู่กับปริพาชกบริษัท
หมู่ใหญ่ ซึ่งกำลังพูดติรัจฉานกถาเป็นอันมาก ด้วยเสียงสูง เสียงใหญ่อึงคนึง
คือพูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย
เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่อง
ญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี
เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องนางกุมภทาสี เรื่องคนที่ล่วง
ลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความ
เสื่อมด้วยประการนั้น ๆ.
สันทกปริพาชกได้เห็นท่านพระอานนท์กำลังมาแต่ไกล จึงห้ามบริษัท
ของตนให้สงบเสียงว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงเบาเสียงเถิด ท่านผู้เจริญทั้งหลาย
อย่าทำเสียงดังต่อไปเลย นี่สาวกของพระสมณโคดม เป็นสมณะชื่ออานนท์
กำลังมาอยู่ สมณะชื่ออานนท์นี้ เป็นสาวกองค์หนึ่ง ในบรรดาสาวกของพระ-

513
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 514 (เล่ม 20)

โคดมที่อาศัยอยู่ ณ เมืองโกสัมพี ก็ท่านผู้มีอายุเหล่านั้น เป็นผู้ใคร่ในความ
เป็นผู้มีเสียงเบา แนะนำในความมีเสียงเบา กล่าวสรรเสริญเสียงเบา ถ้ากระไร
สมณะชื่ออานนท์นั้น ทราบว่าบริษัทมีเสียงเบาแล้ว พึงสำคัญที่จะเข้ามาใกล้.
ลำดับนั้น ปริพาชกเหล่านั้นได้นิ่งอยู่ ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปหาปริพาชกถึง
ที่ใกล้ สันทกปริพาชกได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า เชิญมาเถิดท่านพระ-
อานนท์ ท่านพระอานนท์มาดีแล้ว ต่อนาน ๆ ท่านพระอานนท์จึงจะได้ทำเหตุ
เพื่อจะมาในที่นี้ เชิญนั่งเถิดท่านพระอานนท์ นี้อาสนะปูไว้แล้ว ท่านพระ-
อานนท์นั่งบนอาสนะที่ปูไว้แล้ว แม้สันทกปริพาชกถือเอาอาสนะอันต่ำแห่งหนึ่ง
แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
ธรรมิกกถา
[๒๙๔] ท่านพระอานนท์ได้กล่าวกะสันทกปริพาชกว่า ดูก่อนสันทกะ
เมื่อกี้นี้ ท่านทั้งหลายประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร และเรื่องอะไรที่ท่าน
ทั้งหลายหยุดค้างไว้ในระหว่าง
ส. ท่านพระอานนท์ เรื่องที่ข้าพเจ้าทั้งหลายประชุมสนทนาเมื่อกี้นั้น
ขอยกไว้เสียเถิด เรื่องนั้นท่านพระอานนท์จักได้ฟังแม้ในภายหลังโดยไม่ยาก ดี
ละหนอ ขอเรื่องที่เป็นธรรมในลัทธิแห่งอาจารย์ของตนจงแจ้งแก่ท่านพระ
อานนท์เถิด.
อา. ดูก่อนสันทกะ ถ้าเช่นนั้นท่านจงฟัง จงมนสิการให้ดี เราจัก
กล่าว สันทกปริพาชกรับคำท่านพระอานนท์แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กล่าวว่า
ดูก่อนสันทกะ ลัทธิสมัยอันไม่เป็นโอกาสที่จะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ๔
ประการนี้และพรหมจรรย์อันเว้นความยินดี ๔ ประการ ที่วิญญูชนไม่ฟังอยู่

514
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 515 (เล่ม 20)

ประพฤติพรหมจรรย์เลย ถึงเมื่ออยู่ก็พึงยังกุศลธรรมเครื่องออกไปจากทุกข์ให้
สำเร็จไม่ได้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ ตรัสไว้แล้ว.
ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ก็ลัทธิสมัยอันไม่เป็นโอกาสที่จะอยู่ประพฤติ
พรหมจรรย์ ๔ ประการ ที่วิญญูชนไม่พึงอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เลย ถึงเมื่อ
อยู่ก็พึงยังกุศลธรรมเครื่องออกไปจากทุกข์ให้สำเร็จไม่ได้ อันพระผู้มีพระภาค-
เจ้าพระองค์นั้น ผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ
ตรัสไว้แล้วนั้น เป็นไฉน.
[๒๙๕] ดูก่อนสันทกะ ศาสดาบางคนในโลกนี้ มีปกติกล่าวอย่างนี้
มีความเห็นอย่างนี้ว่า ทานไม่มีผล การบูชาไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาบิดาไม่มี
สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งกระทำโลกนี้
และโลกหน้าให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง และสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ไม่มีในโลก
คนเรานี้เป็นแต่ประชุมมหาภูตทั้งสี่ เมื่อทำกาลกิริยา ธาตุดิน ไปตามธาตุดิน
ธาตุน้ำไปตามธาตุน้ำ ธาตุไฟไปตามธาตุไฟ ธาตุลมไปตามธาตุลม อินทรีย์
ทั้งหลายย่อมเลื่อนลอยไปสู่อากาศ คนทั้งหลายมีเตียงเป็นที่ ๕ จะหามเขาไป
เมื่อตายแล้ว ร่างกายปรากฏอยู่แค่ป่าช้า กลายเป็นกระดูกมีสีดุจนกพิลาป การ
เซ่นสรวงมีเถ้าเป็นที่สุด ทานนี้คนเขลาบัญญัติไว้ คำของคนบางพวกพูดว่า มี
ผล ๆ ล้วนเป็นคำเปล่า คำเท็จ คำเพ้อ เพราะกายสลาย ทั้งพาลทั้งบัณฑิต
ย่อมขาดสูญพินาศสิ้น เบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมไม่มี ดังนี้.
ว่าด้วยอพรหมจริยวาส
[๒๙๖] ดูก่อนสันทกะ ในลัทธิของศาสดานั้น วิญญูชนย่อมตระหนัก
ดังนี้ว่า ท่านศาสดาผู้มีปกตกล่าวอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า การบูชาไม่มี

515