พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 426 (เล่ม 20)

อินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า ที่
กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการให้แจ้งชัดด้วย
ปัญญาอันยิ่งเองได้ในปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า กิจที่ควร
ทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.
[๒๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทิฏฐิปัตตบุคคลเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็น
อริยสัจนั้น ด้วยปัญญา อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่ตถาคตประกาศแล้ว เป็นธรรม
อันผู้นั้นเห็นแจ้งด้วยปัญญาประพฤติดีแล้ว บุคคลนี้เรากล่าวว่า ทิฏฐิปัตต-
บุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท
ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาท
ของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควร คบหากัลยาณมิตร
ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า ที่
กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการให้แจ้งชัด ด้วย
ปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า กิจที่
ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.
[๒๓๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธาวิมุตบุคคลเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็น
อริยสัจนั้น ด้วยปัญญา อนึ่ง ความเชื่อในพระตถาคตของผู้นั้นตั้งมั่นแล้ว มี
รากหยั่งลงมั่นแล้ว บุคคลนี้เรากล่าวว่าสัทธาวิมุตบุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวว่ากิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนั้นเพราะ

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 427 (เล่ม 20)

เหตุไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า ไฉนท่าน
ผู้นี้เสพเสนาสนะอันสมควร คบหากัลยาณมิตร ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึง
ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออก
จากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองใน
ปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้จึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท
ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.
[๒๓๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธัมมานุสารีบุคคลเป็นไฉน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียดคืออรูป-
สมาบัติ ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะ
เห็นอริยสัจนั้น ด้วยปัญญา อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว
ย่อมควรซึ่งความพินิจ โดยประมาณด้วยปัญญาของผู้นั้น อีกประการหนึ่ง
ธรรมเหล่านี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์
ย่อมมีแก่ผู้นั้น บุคคลนี้เรากล่าวว่า ธัมมานุสารีบุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนี้เพราะ
เหตุไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า ไฉนท่านผู้
นี้เสพเสนาสนะที่สมควร คบหากัลยาณมิตร ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำให้
แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจาก
เรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน
แล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมี
แก่ภิกษุนี้.
[๒๓๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธานุสารีบุคคลเป็นไฉน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียดคืออรูป

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 428 (เล่ม 20)

สมาบัติ ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะ
เห็นอริยสัจนั้น ด้วยปัญญา อนึ่ง ผู้นั้นมีแต่เพียงความเชื่อความรักในพระ-
ตถาคต อีกประการหนึ่ง ธรรมเหล่านี้คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์
สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น บุคคลนี้เรากล่าวว่า สัทธานุสารี-
บุคคล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท
ย่อมเกิดแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประ-
มาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควร คบหากัลยาณมิตร
ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่ง
กว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ ด้วย
ปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้ จึงกล่าวว่า กิจที่ควร
ทำด้วยความประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.
การตั้งอยู่ในอรหัตผล
[๒๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวการตั้งอยู่ในอรหัตผล
ด้วยการไปครั้งแรกเท่านั้นหามิได้ แต่การตั้งอยู่ในอรหัตผลนั้น ย่อมมีได้ด้วย
การศึกษาโดยลำดับ ด้วยการทำโดยลำดับ ด้วยความปฏิบัติโดยลำดับ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็การตั้งอยู่ในอรหัตผลย่อมมีได้. ด้วยการศึกษาโดยลำดับ ด้วย
การทำโดยลำดับ ด้วยความปฏิบัติโดยลำดับอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุล-
บุตรในธรรมวินัยนี้ เกิดศรัทธาแล้วย่อมเข้าไปใกล้ เมื่อเข้าไปใกล้ย่อมนั่งใกล้
เมื่อนั่งใกล้ย่อมเงี่ยโสตลง เมื่อเงี่ยโสตลงแล้วย่อมฟังธรรม ครั้นฟังธรรมย่อม
ทรงธรรมไว้ ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงไว้แล้ว เมื่อพิจารณา
เนื้อความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมทนได้ซึ่งความพินิจ เมื่อธรรมทนความพินิจ

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 429 (เล่ม 20)

ได้อยู่ ฉันทะย่อมเกิด เมื่อเกิดฉันทะแล้วย่อมอุตสาหะ ครั้นอุตสาหะแล้ว
ย่อมไตร่ตรอง ครั้นไตร่ตรองแล้ว ย่อมตั้งความเพียร เมื่อมีตนส่งไป ย่อม
ทำให้แจ้งชัดซึ่งบรมสัจจะด้วยกาย และย่อมแทงตลอดเห็นแจ้งบรมสัจจะนั้น
ด้วยปัญญา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ศรัทธาก็ดี การเข้าไปใกล้ก็ดี การนั่งใกล้
ก็ดี การเงี่ยโสตลงก็ดี การฟังธรรมก็ดี การทรงจำธรรมก็ดี การพิจารณา
เนื้อความก็ดี ธรรมอันได้ซึ่งความพินิจก็ดี ฉันทะก็ดี อุตสาหะก็ดี การไตร่-
ตรองก็ดี การตั้งความเพียรก็ดี นั้น ๆ ไม่ได้มีแล้ว เธอทั้งหลายย่อมเป็นผู้
ปฏิบัติพลาด ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติผิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษเหล่านี้
ได้หลีกไปจากธรรมวินัยนี้ ไกลเพียงไร.
บท ๔
[๒๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บทสี่อันยืนยันได้ที่เรายกขึ้นแสดงแล้ว
อันวิญญูบุรุษจะพึงรู้เนื้อความได้ด้วยปัญญาไม่นานเลย มีอยู่ เราจักแสดงแก่
เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจักรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งบทสี่อันยืนยันได้ ที่เรายก
ขึ้นแสดงแล้วนั้น.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกไหนเป็นข้าพระองค์ทั้งหลาย และพวก
ไหนจะเป็นผู้รู้ทั่งถึงธรรมได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ศาสนาใดเป็นผู้หนักในอามิส รับมรดกแต่ส่วนที่
เป็นอามิส ข้องอยู่ด้วยอามิส แม้ศาสดานั้นย่อมไม่มีคุณสมบัติเหมือนดังของ
ตลาดซึ่งมีราคาขึ้น ๆ ลง ๆ เห็นปานนี้ว่า ก็เมื่อเหตุอย่างนี้พึงมีแก่เรา เราพึง
ทำเหตุนั้น ก็เมื่อเหตุอย่างนี้ไม่พึงมีแก่เรา เราไม่พึงทำเหตุนั้น ดังนี้. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ทำไมเล่าตถาคตจึงไม่ข้องด้วยอามิสโดยประการทั้งปวงอยู่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สภาพนี้ย่อมมีแก่สาวก ผู้มีศรัทธา ผู้หยั่งลงในคำสอน

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 430 (เล่ม 20)

ของพระศาสดาแล้วพระพฤติด้วยจงใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระศาสดา
เราเป็นสาวก พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรู้ เราไม่รู้ คำสอนของพระศาสดา
ย่อมงอกงามมีโอชาแก่สาวกผู้มีศรัทธา ผู้หยั่งลงในคำสอนของพระศาสดาแล้ว
พระพฤติ. สภาพนี้ ย่อมมีแก่สาวกผู้มีศรัทธาผู้หยั่งลงในคำสอนของพระศาสดา
แล้วประพฤติ ด้วยตั้งใจว่า เนื้อและเลือดในสรีระของเราจงเหือดแห้งไป. จะ
เหลืออยู่แต่หนังและเอ็นและกระดูกก็ตามที เมื่อเรายังไม่บรรลุถึงอิฐผลที่จะพึง
บรรลุด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของ
บุรุษแล้ว จักคลายความเพียรนั้นเสีย จักไม่มีเลย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผล
สองอย่างคือ อรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อขันธบัญจกที่กรรมกิเลสเข้าไปยึด
ถือเป็นส่วนเหลือยังมีอยู่ ความเป็นพระอนาคามีอย่างใดอย่างหนึ่ง อันสาวกผู้
มีศรัทธา ผู้หยั่งลงในคำสอนของพระศาสดาแล้วประพฤติ พึงหวังได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดี
ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้แล.
จบกีฏาคิริสูตรที่ ๑๐
จบภิกขุวรรคที่ ๒

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 431 (เล่ม 20)

๑๐. อรรถกถากีฏาคิริสูตร
กีฏาคิริสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้สดับมา
อย่างนี้.
ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาสีสุ ในชนบทมีชื่ออย่างนี้. ในบท
ว่า เอวํ ตุมฺเหปิ ภิกฺขเว นี้ มีความดังต่อไปนี้ แม้พวกเธอเห็นอานิสงส์
๕ อย่างเหล่านี้ ก็จงฉันอาหารเว้นการฉันในราตรีเสีย. ด้วยประการฉะนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงให้เว้นการฉัน ๒ อย่างเหล่านี้ คือ การฉันในเวลา
วิกาลในกลางคืน ๑ การฉันในเวลาวิกาลในกลางวัน ๑ ในคราวเดียวกัน. ใน
สมัยหนึ่ง ทรงให้เว้นการฉันในเวลาวิกาลในกลางวันเสียเท่านั้น. ครั้นกาลเวลา
ล่วงไปพระองค์ทรงให้เว้นการฉันในเวลาวิกาลในกลางคืนเสีย จึงตรัสอย่างนี้.
เพราะเหตุไร. เพราะการฉัน ๒ คราวเหล่านี้ เป็นการสะสม หมกมุ่น ในวัฏฏะ
มิได้แล่นออกไปได้ดุจน้ำไหลลงแม่น้ำ กุลบุตรผู้ละเอียดอ่อนเจริญเพราะบริโภค
อาหารดีในเรือนแม้ที่สงบเงียบ เว้นการบริโภค ๒ ครั้งในคราวเดียวกันเท่านั้น
ย่อมลำบาก. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมิได้ทรงให้เว้นในคราวเดียว
กัน. ทรงให้เว้นการบริโภคในเวลาวิกาลในกลางวัน ในภัททาลิสูตร ใน
สูตรนี้ ทรงให้เว้นการบริโภคในเวลาวิกาลในกลางคืน. ก็เมื่อให้ละ ทรงคุกคาม
หรือทรงข่ม. พระองค์ทรงแสดงอานิสงส์อย่างนี้ว่า พวกเธอจักรู้คุณคือความ
เป็นผู้มีอาพาธน้อย เพราะการละการบริโภคเหล่านั้นเป็นปัจจัย แล้วจึงทรงให้
เว้นเสีย. บทว่า กีฏาคิรี เป็นชื่อของนิคมนั้น. บทว่า อสฺสชิปุนพฺพสุกา
คือพระอัสสชิ และพระปนัพพสุกะ ในบรรดาภิกษุฉัพพัคคีย์ ๖ รูป ท่าน
ทั้งสองเป็นคณาจารย์. ชนทั้ง ๖ เหล่านี้ คือ ปัณฑุกะ ๑ โลหิตกะ ๑

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 432 (เล่ม 20)

เมตติยะ ๑ ภุมมชกะ ๑ อัสสชิ ๑ ปุนัพพสุกะ ๑ ชื่อว่า ฉัพพัคคีย์. ใน
ฉัพพัคคีย์เหล่านั้น พระปัณฑุกะ และพระโลหิตกะ พาบริวารของตนไปอยู่
ณ กรุงสาวัตถี. พระเมตติยะ พระภุมมชกะ ไปอยู่ ณ กรุงราชคฤห์. อีก ๒
ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในกีฏาคิรีนิคม. บทว่า อาวาสิกา เจ้าอาวาส คือ อยู่
ประจำ. ท่านทั้งสองอยู่ประจำสร้างเสนาสนะที่ยังมิได้สร้าง ซ่อมเสนาสนะที่
ชำรุด เป็นผู้มีอิสระในการทำ. บทว่า กาลิกํ เป็นไปตามกาล คือ อานิสงส์ที่
พึงถึงในอนาคตกาล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงอะไร ในบทนี้ว่า มยา เจตํ ภิกฺขเว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงความนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุฉัน ๓
ครั้งต่อวันแล้วยังสุขเวทนาให้เกิด ชื่อว่า เป็นผู้ทำกิจในศาสนานี้ ก็หามิได้ดังนี้
จึงปรารภเทศนานี้. อนึ่ง บทว่า เอวรูปํ สุขํ เวทนํ ปชทถ พวกเธอ
จงละสุขเวทนาเห็นปานนี้เสียเถิด นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยสามารถโสมนัส
อันอาศัยกามคุณ. บทว่า อุปสมฺปชฺช วิหรถ พวกเธอจงเข้าถึงสุขเวทนา
เห็นปานนี้อยู่เถิด นี้พระองค์ตรัสด้วยสามารถแห่งโสมนัสอาศัยเนกขัมมะ. พึง
ทราบความด้วยสามารถแห่งโทมนัส และ อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะในวาระ ๒
แม้อื่นจากนี้อย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงเวทนาที่ควรเสพและไม่ควรเสพ
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงถึงกิจที่ภิกษุควรทำและไม่ควรทำ ด้วยความ
ไม่ประมาทจึงตรัสบทมีอาทิว่า นาหํ ภิกฺขเว สพฺเพสํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราหาได้กล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุทั้งปวงดังนี้ไม่.
บทว่า กตํ เตสํ อปฺปมาเทน เพราะภิกษุเหล่านั้นได้ทำกิจสำเร็จแล้วด้วย
ความไม่ประมาท คือ กิจใดอันภิกษุเหล่านั้นพึงทำด้วยความไม่ประมาท กิจนั้น

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 433 (เล่ม 20)

ได้ทำเสร็จแล้ว. บทว่า อนุโลมิกานิ ความว่า เสนาสนะอันสมควรแก่
การปฏิบัติ มีกรรมฐานเป็นที่สบาย. อันผู้อยู่ในเสนาสนะสามารถบรรลุมรรค
ผลได้. บทว่า อินฺทฺริยานิ สมนฺนานยมานา ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่
คือ ทำอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นให้เสมออยู่.
ภาคเจ้าทรงแสดงถึงอะไรในบทนี้ว่า สตฺตีเม ถิกฺขเว
ปุคฺคลา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกมีอยู่ในโลก. พระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงแสดงความนี้ว่า บุคคลมีอยู่ ๗ จำพวกเหล่านี้ แม้ทั้งหมดอย่างนี้ คือ
บุคคลที่ไม่มีกิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท มี ๒ จำพวก. บุคคลผู้ที่มีกิจที่ควร
ทำด้วยความประมาท มี ๕ จำพวก. ในบทเหล่านั้น บทว่า อุภโตภาควิมุตฺโต
คือ ผู้พ้นโดยส่วนสอง. พ้นจากรูปกายด้วยอรูปสมาบัติ ๑ พ้นจากนามกาย
ด้วยมรรค ๑. บุคคลนั้นออกจากสมาบัติอย่างหนึ่ง ๆ แห่งอรูปสมาบัติ ๔
พิจารณาถึงสังขารแล้วออกจากนิโรธ ของบุคคล ๔ จำพวกผู้บรรลุพระอรหัต
เป็นบุคคล ๕ จำพวกด้วยสามารถแห่งพระอนาคามีผู้บรรลุพระอรหัต. อนึ่ง
บาลีในบทนี้มาแล้วด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ได้วิโมกข์ ๘ ในอภิธรรม อย่าง
นี้ว่า ก็อุภโตภาควิมุตบุคคลเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ ๘
ด้วยกายอยู่และอาสวะทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นอริยสัจธรรมนั้น ด้วย
ปัญญาดังนี้.
บุคคลชื่อว่า ปัญญาวิมุต เพราะพ้นด้วยปัญญา. ปัญญาวิมุตบุคคล
นั้น มี ๕ ด้วยสามารถแห่งบุคคลเหล่านี้ คือ เป็นสุกขวิปัสสก ๑ ผู้ออกจาก
ฌาน ๔ แล้วบรรลุพระอรหัตอีก ๔ แต่บาลีในบทนี้มาแล้วด้วยสามารถการ
ปฏิเสธวิโมกข์ ๘. เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ก็บุคคลนั้นแลหา
ได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกายอยู่ไม่. อาสวะของเขาสิ้นไปแล้วเพราะเห็นอริยสัจ-
ธรรมนั้นด้วยปัญญา. บุคคลนี้เรากล่าวว่าปัญญาวิมุตบุคคล

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 434 (เล่ม 20)

บุคคลชื่อ กายสักขี เพราะทำให้แจ้งธรรมที่ถูกต้องแล้วนั้น. บุคคล
ใดถูกต้องผัสสะคือฌาน เป็นครั้งแรก ภายหลังจึงทำให้แจ้งนิพพานอันเป็น
ความดับสนิท พึงทราบบุคคลนั้นมี ๖ ตั้งต้นแต่บุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
จนถึงบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกายอยู่ อาสวะบางเหล่าของบุคคล
นั้นสิ้นไป เพราะเห็นอริยสัจธรรมนั้นด้วยปัญญา. บุคคลนี้เรากล่าวว่ากาย-
สักขีบุคคล.
บุคคลชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ เพราะบรรลุธรรมที่เห็นแล้วนั้น. ในบทนี้
มี ลักษณะโดยสังเขปดังต่อไปนี้. ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตบุคคล เพราะเป็นผู้รู้ เห็น
รู้แจ้ง ทำให้แจ้ง ถูกต้องด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ การดับสังขาร
ทั้งหลายเป็นสุข ดังนี้. แต่โดยพิสดารแม้บุคคลนี้ก็มี ๖ ดุจกายสักขีบุคคล.
ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตาม
ความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์. อนึ่ง ธรรมทั้ง
หลายที่ตถาคตประกาศแล้วเป็นธรรมอันผู้นั้นเห็น เห็นแจ้งแล้ว ด้วยปัญญา
ประพฤติดีแล้ว . บุคคลนี้เรากล่าวว่า ทิฏฐิปัตตบุคคล.
บุคคลชื่อว่า สัทธาวิมุต เพราะน้อมใจเธอด้วยศรัทธา. แม้สัทธา-
วิมุตบุคคลนั้นก็มี ๖ ตามนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
นิทุกข์ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์. อนึ่ง ความเชื่อในพระตถาคตของ
ผู้นั้นตั้งมั่นแล้วมีรากหยั่งลงมั่นแล้ว. บุคคลนี้เรากล่าวว่า สัทธาวิมุตบุคคล.
จริงอยู่ในบุคคลเหล่านี้ ขณะของกิเลสย่อมมีแก่สัทธาวิมุตบุคคล ดุจ
แก่ผู้เชื่อ ดุจแก่ผู้สำเร็จและดุจแก่ผู้น้อมใจเชื่อในขณะมรรคอันเป็นส่วนเบื้อง
ต้น. ญาณตัดกิเลสของทิฏฐิปัตตบุคคล เป็นญาณปรารภคมกล้า ย่อมนำไปใน

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 435 (เล่ม 20)

ขณะแห่งมรรคอันเป็นส่วนเบื้องต้น. เพราะฉะนั้นเหมือนเอาดาบที่ไม่คมตัด
ต้นกล้วย ที่ที่ขาดย่อมไม่เกลี้ยงเกลา ดาบสก็ไม่ผ่านไปฉับพลัน. ยังได้ยินเสียงจึง
ต้องทำความพยายามอย่างแรงฉันใด. การเจริญมรรคอันเป็นส่วนเบื้องต้นของ
สัทธาวิมุตบุคคลก็เห็นปานนั้น. อนึ่ง เหมือนเอาดาบที่ลับจนคมกริบตัด
ต้นกล้วย ที่ที่ตัดก็เกลี้ยงเกลา. ดาบก็ผ่านไปได้ฉับพลัน เสียงก็ไม่ได้ยิน ไม่ต้อง
พยายามอย่างแรงฉันใด. พึงทราบการเจริญมรรคอันเป็นส่วนเบื้องต้นของ
ปัญญาวิมุตบุคคลก็ฉันนั้น.
บุคคลชื่อว่า ธัมมานุสารี เพราะระลึกเนือง ๆ ในธรรม. บทว่า
ธมฺโม คือ ปัญญา. อธิบายว่า เจริญมรรคอันมีปัญญาเป็นเบื้องหน้า. อนึ่ง ใน
สัทธานุสารีบุคคล ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บุคคลทั้งสองนี้ เป็นผู้ตั้งอยู่ใน
โสดาปัตติมรรคเช่นกัน. แม้ข้อนี้ท่านก็กล่าวไว้ว่า เมื่อบุคคลปฏิบัติเพื่อทำให้
แจ้งโสดาปัตติผล อินทรีย์ย่อมมีประมาณยิ่ง. ผู้นำปัญญา ย่อมเจริญมรรคอัน
มีปัญญาเป็นหัวหน้า. บุคคลนี้เรากล่าวว่า ธัมมานุสารีบุคคล. อนึ่ง เมื่อบุคคล
ใดปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สัทธินทรีย์ย่อมมีประมาณยิ่ง. ผู้นำศรัทธา
ย่อมเจริญอริยมรรคอันมีศรัทธาเป็นหัวหน้า. บุคคลนี้เรากล่าวว่า สัทธานุสารี.
นี้เป็นความสังเขปในบทนี้.
แต่โดยพิสดาร กถามีอุภโตภาควิมุตกถาเป็นต้น ท่านกล่าวไว้ใน
อธิการแห่งปัญญาภาวนาในวิสุทธิมรรค. เพราะฉะนั้น พึงทราบโดยนัยดัง
กล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั้นนั่นแล.
เพื่อแสดงวิภาคแห่งบุคคลเหล่านั้นจึงยกบาลีมาในที่นี้. พึงทราบ
ข้อความในบาลีนั้นดังต่อไปนี้. เพราะชื่อว่าอรูปสมาบัติเว้นรูปสมาบัติเสียแล้ว
ย่อมมีไม่ได้. ฉะนั้นแม้เมื่อกล่าวว่า อารุปฺปา ก็พึงทราบว่า เป็นอันท่าน

435