พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 256 (เล่ม 20)

โศกเศร้าแก่คนอื่นด้วยการลักทรัพย์เป็นต้น . บทว่า กิลมยโต คือลำบาก
เองก็ดี ทำให้คนอื่นลำบากก็ดี ด้วยการตัดอาหาร และกักขังในเรือนจำเป็นต้น.
บทว่า ผนฺทโต ผนฺทาปยโต คือดิ้นรนเองก็ดี ทำผู้อื่นให้ดิ้นรนก็ดี ใน
เวลามัดคนอื่นซึ่งกำลังดิ้นรน. บทว่า ปาณมติปาตยโต คือ ฆ่าเองก็ดี
ใช้ผู้อื่นฆ่าก็ดี ซึ่งสัตว์มีชีวิต. พึงทราบความในที่ทุกแห่ง โดยการทำเองและ
ใช้ให้คนอื่นทำ โดยนัยที่กล่าวมานี้. บทว่า สนฺธึ คือ ตัดช่อง (ย่องเบา).
นิลโลปํ คือ ปล้นสดมภ์. บทว่า เอภาคาริกํ คือ ล้อมเรือนหลังเดียว
เท่านั้น ปล้น. บทว่า ปริปนฺเถ ติฏฺฐโต คือ ยืนดักที่หนทางเพื่อชิงทรัพย์
ของคนเดินทาง. บทว่า กโรโต น กริยติ ปาปํ ความว่า บาปของคนที่
แม้กระทำด้วยเข้าใจว่า เราทำบาปอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าไม่กระทำบาป
ไม่มี ก็สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าใจอย่างนี้ว่า เรากระทำ. บทว่า ขุรปริยนฺเตน
คือ ปลายคม. บทว่า เอกํ มํสขลํ คือ กองเนื้อกองหนึ่ง. บทว่า ปุญฺชํ
เป็นไวพจน์ของคำว่า เอกํ มํสขลํ นั้นแล. บทว่า ตโตนิทานํ แปลว่า
มีเหตุจากการกระทำให้เป็นกองเนื้อกองหนึ่งนั้น. เหล่าคนทางฝั่งใต้เป็นพวก
กักขละ ทารุณ ท่านหมายเอาคนเหล่านั้น จึงกล่าวว่า หนนฺโต เป็นต้น.
เหล่าคนทางฝั่งเหนือ มีศรัทธา เลื่อมใสนับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา
พระธรรมว่าเป็นของเรา พระสงฆ์ว่าเป็นของเรา ท่านหมายเอาคนเหล่านั้น
จึงกล่าวว่า ททนฺโต เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยชนฺโต คือกระทำการบูชาใหญ่. บทว่า
ทเมน คือด้วยการฝึกอินทรีย์ คือ อุโบสถกรรม. บทว่า สํยเมน คือ ด้วย
การสำรวมในศีล. บทว่า สจฺจวาเจน คือด้วยกล่าวคำสัตย์. การมา อธิบาย
ว่า ความเป็นไปชื่อว่า อาคม. สมณพราหมณ์บางพวกปฏิเสธการทำบาปและ

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 257 (เล่ม 20)

บุญทั้งหลาย แม้โดยประการทั้งปวง. แม้ในฝ่ายธรรมขาว (ฝ่ายดี) ก็พึงทราบ
ความโดยนัยที่กล่าวแล้ว . คำที่เหลือในฝ่ายดีนั้น ก็เหมือนคำที่กล่าวมาแล้ว
ในวาระก่อน. ในคำว่า นตฺถิ เหตุ นตฺถี ปจฺจโย นี้ ปัจจัยเป็นคำไวพจน์
ของเหตุ. สมณพราหมณ์บางพวกย่อมปฏิเสธปัจจัยแห่งความเศร้าหมอง มีกาย
ทุจริตเป็นต้น ปัจจัยแห่งความหมดจดมีกายสุจริตเป็นต้น ที่มีอยู่ แม้ด้วยเหตุ
และปัจจัยทั้งสอง
บทว่า นตฺถิ พลํ นตฺถิ วิริยํ นตฺถิ ปุริสตฺถาโม นตฺถิ
ปุริสปรกฺถโม ความว่า กำลังก็ดี ความเพียรก็ดี เรี่ยวแรงของบุรุษก็ดี ความ
บากบั่นของบุรุษก็ดี ชื่อว่า อันบุรุษพึงทำ เพื่อความเศร้าหมองหรือเพื่อความ
หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย ไม่มี. สมณพราหมณ์บางพวกแสดงถึงสัตว์ทั้งหลายมี
อูฐ โค และแพะเป็นต้นไม่ให้เหลือ ด้วยคำว่า สพฺเพ สตฺตา. กล่าวโดยอำนาจ
คำเป็นต้นว่า สัตว์มีชีวิตอินทรีย์เดียว สัตว์มีชีวิตสองอินทรีย์ ด้วยคำว่า สพฺเพ
ปาณา กล่าวหมายถึงสัตว์มีปาณะทั้งสิ้น. สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวหมาย
ถึงสัตว์ผู้แสวงหาภพเกิด ในฟองไข่และในมดลูกด้วยคำว่า สพฺเพ ภูตา.
กล่าวหมายถึงธัญชาติมีข้าวสาลี ข้าวเหนียว ข้าวละมานเป็นต้น ด้วยคำว่า
สพฺเพ ชีวา. ด้วยว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีความเข้าใจว่า ในธัญชาติ
เหล่านั้น มีชีวะ เพราะงอกได้. คำว่า อวสา อพลา อวิริยา ความว่า
เหล่านั้นไม่มีอำนาจ กำลัง หรือความเพียรเป็นของตน. ในคำว่า นิยติสงฺค-
ติภาวปริณตา นี้ การประสพเคราะห์กรรม ชื่อว่า นิยติ ความไปในที่
นั้น ๆ แห่งอภิชาติทั้ง ๖ ชื่อว่า สงฺคติ ความชุมนุมกัน. สภาพนั้นชื่อว่า
ภาว สมณพราหมณ์บางพวกแสดงว่าสัตว์ทั้งปวง แปรปรวนไป คือ ถึงความ
เป็นประการต่าง ๆ ก็เพราะการประสพเคราะห์กรรม เพราะความชุมนุมกันและ
เพราะสภาวะด้วยประการฉะนี้ สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมแสดงว่าสภาวะใด

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 258 (เล่ม 20)

พึงอย่างใด สภาวะนั้นก็ย่อมมีอย่างนั้น. สภาวะใดไม่มี สภาวะนั้น ก็ไม่มี
ด้วย. คำว่า ฉเสฺววาภิชาตีสุ ความว่า สมณพราหมณ์บางพวกแสดงว่า สัตว์
ทั้งปวงตั้งอยู่ในอภิชาติ ๖ เท่านั้น จึงเสวยสุขและทุกข์ได้ ภูมิแห่งสุขและทุกข์
อื่นไม่มี.
ในคำว่า ฉเสฺววาภิชาตีสุ นั้น ชื่อว่า อภิชาติ ๖ คือ กัณหาภิชาติ
(อภิชาติดำ) นีลาภิชาติ (อภิชาติเขียว) โลหิตาภิชาติ (อภิชาติแดง) หลิททา-
ภิชาติ (อภิชาติเหลือง) สุกกาภิชาติ (อภิชาติขาว) ปรมสุกกาภิชาติ (อภิชาติ
ขาวอย่างยิ่ง). บรรดาอภิชาติ ๖ นั้น คนฆ่านก คนฆ่าหมู พราน คนฆ่าปลา
โจร คนฆ่าโจร ก็หรือว่า คนที่มีงานหยาบช้าบางพวกแม้เหล่าอื่น นี้ชื่อว่า
กัณหาภิชาติ. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า พวกภิกษุชื่อว่า นีลาภิชาติ.
สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีลัทธิอย่างนี้ว่า เขาว่าภิกษุเหล่านั้นใส่หนามลงในปัจจัย
๔ กิน ภิกษุจึงชื่อว่า ประพฤติกัณฏกวัตร. อีกนัยหนึ่ง สมณพราหมณ์ บาง
พวกกล่าวว่า บรรพชิตพวกหนึ่งชื่อว่า ประพฤติกัณฏกวัตรนั่นเทียว. จริงอยู่
แม้คำว่า สมณะ ผู้ประพฤติกัณฏกวัตร ก็เป็นลัทธิของสมณพราหมณ์เหล่านั้น.
สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า พวกนิครนถ์ผู้ชอบเพ้อลัทธิของตน
ฝ่ายเดียวชื่อว่า โลหิตาภิชาต. เขาว่า นิครนถ์เหล่านั้นยังขาวกว่าสองพวก
ก่อน. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า คฤหัสถ์สาวกของชีเปลือย ชื่อว่า
หลิททาภิชาต ดังนั้น สาวกของชีเปลือยจึงตั้งคนที่ให้ปัจจัยแก่ตนเป็นใหญ่
แม้กว่านิครนถ์ทั้งหลาย. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า นันทะ วัจฉะ สังกิจจะ
นี้ชื่อว่า สุกกากชาติ. เขาว่า คนเหล่านั้น ยังขาวกว่าสี่พวกก่อน. สมณพราหมณ์
บางพวกกล่าวว่า ส่วนอาชีวก ชื่อว่า ปรมสุกกาภิชาติ. เขาว่า อาชีวกเหล่า
นั้น ขาวกว่าทุกพวก. สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีลัทธิอย่างนี้ว่า บรรดาอภิชาติ
๖ นั้น สัตว์ทั้งปวง มีคนฆ่านกเป็นต้นก่อน. พวกสมณศากยบุตรยังบริสุทธิ์

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 259 (เล่ม 20)

กว่าคนฆ่านกเป็นต้นนั้น พวกนิครนถ์ยังบริสุทธิ์กว่า พวกสมณศากยบุตรนั้น.
สาวกของอาชีวกยังบริสุทธิ์กว่าพวกนิครนถ์นั้น. นันทะเป็นต้น ยังบริสุทธิ์กว่า
พวกสาวกของอาชีวก อาชีวกยังบริสุทธิ์กว่านันทะเป็นต้นนั้น. พึงทราบฝ่าย
ขาว โดยนัยตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว. คำที่เหล่าแม้ในที่นี้ก็เช่นเดียวกับที่
กล่าวไว้แล้วในวาระก่อน.
ก็บรรดาทิฏฐิทั้ง ๓ นี้ นัตถิกทิฏฐิ ห้ามวิบาก อกิริยทิฏฐิ ห้ามกรรม
อเหตุกทิฏฐิ ห้ามแม้ทั้งสอง (คือทั้งกรรมและวิบาก) ในกรรมและบากทั้งสอง
นั้น วาทะที่แม้ห้ามกรรม ก็เป็นอันห้ามวิบากด้วย วาทะที่แม้ห้ามวิบาก ก็เป็น
อันห้ามกรรมด้วย ดังนั้น โดยอรรถ วาทะเหล่านั้น แม้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น
อเหตุกวาทะ อกิริยวาทะและนัตถิวาทะ ย่อมห้ามกรรมและวิบากทั้งสอง. ก็คน
เหล่าใดถือลัทธิของสมณพราหมณ์เหล่านั้น นั่งท่องพิจารณาในที่พักกลางคืน
และกลางวัน มิจฉาสติของคนเหล่านั้นย่อมตั้งมั่นในอารมณ์นั้นว่า ทานที่ให้
แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล บาปของคนที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ เหตุไม่มี
ปัจจัยไม่มี จิตก็มีอารมณ์อันเดียว ชวนะทั้งหลายก็แล่นไป. ในชวนะที่หนึ่ง ยัง
พอแก้ไขได้. ในชวนะที่สองเป็นต้นก็เหมือนกัน. ในชวนะที่เจ็ด แม้พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายก็แก้ไขไม่ได้ เป็นผู้ไม่หวนกลับเช่นเดียวกับอริฏฐะและ
กัณฏกภิกษุ ในชวนะเหล่านั้นบางคนก็หยั่งลงทรรศนะเดียวบ้าง บางคน
สองทรรศนะบ้าง บางคนสามทรรศนะบ้าง เมื่อเขาหยั่งลงทรรศนะหนึ่ง
สองสามทรรศนะก็เป็นอันหยั่งลงแล้ว เขาก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ชนิดดิ่งทีเดียว ห้าม
ทางสวรรค์ ทางพระนิพพาน ไม่ควรไปสวรรค์ ในอันดับแห่งอัตภาพนั้น
จะป่วยกล่าวไปไยถึงพระนิพพาน. สัตว์นี้เป็นผู้เฝ้าแผ่นดิน ชื่อว่า เป็นตอ
แห่งวัฏฏะ.

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 260 (เล่ม 20)

ถามว่า ก็มิจฉาทิฏฐิสัตว์นี้ ดิ่งอยู่ในอัตภาพเดียวเท่านั้น หรือใน
อัตภาพอื่นด้วย. ตอบว่า ดิ่งอยู่ในอัตภาพเดียวเท่านั้น. แต่ถ้าเขายังชอบใจ
ทิฏฐินั้น ๆ อยู่ในระหว่างภพด้วยอำนาจการเสพบ่อย ๆ คนเช่นนั้น โดยมาก
ก็ออกไปจากภพไม่ได้.
ตสฺมา อกลฺยาณชนํ อาสีวิสม้โวรคํ
อารกา ปริวชฺเชยฺย ภูติกาโม วิจกฺขโณ
เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์
ต้องการความเจริญ พึงงดเว้นคนไม่ดี ที่
เป็นดังงูพิษ เสียให้ห่างไกล.
บทว่า นตฺถิ สพฺพโส อารุปฺปา ความว่า ชื่อว่า ฝ่ายอรูปพรหมโลก
ย่อมไม่มีโดยอาการทั้งปวง. บทว่า มโนมยา คือ สำเร็จด้วยจิตอันประกอบ
ด้วยฌาน. บทว่า สญฺญามยา คือ สำเร็จด้วยสัญญาโดยสัญญาในอรูปฌาน.
บทว่า รูปานํเยว นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ความว่าผู้
นี้เป็นผู้ได้ก็มี เป็นผู้ตรึกก็มี. ผู้ได้รูปาวจรฌาน ชื่อว่า ผู้ได้. ผู้ได้รูปาวจรฌาน
นั้น ไม่มีความสงสัยในรูปาวจรฌาน ยังมีความสงสัยในโลกฝ่ายอรูปาวจรอยู่.
ผู้ได้ฌานนั้น ย่อมปฏิบัติอย่างนั้น ด้วยเข้าใจว่า เราฟังผู้กล่าวว่า อรูปพรหม
ทั้งหลายมีอยู่ก็มี ผู้กล่าวว่า ไม่มีก็มี แต่เราไม่รู้ว่ามี หรือ ไม่มี เราจักทำ
จตุตถฌานให้เป็นปทัฏฐานแล้ว ทำอรูปาวจรฌานให้เกิด ถ้าอรูปพรหมทั้งหลาย
มีอยู่ เราจักบังเกิดในอรูปพรหมนั้น ถ้าไม่มี เราก็จักบังเกิดในโลกฝ่ายรูปาวจร-
พรหม ธรรมอันไม่ผิดของเรา จักเป็นธรรมไม่ผิด ไม่พลาด ด้วยการปฏิบัติ
อย่างนี้. ส่วนผู้ตรึกผู้ไม่ได้ฌาน แม้เขาจะไม่มีความสงสัยในรูปฌาน แต่ก็ยังมี
ความสงสัยในโลกฝ่ายอรูปพรหม. ผู้ตรึกนั้น ย่อมปฏิบัติอย่างนั้น ด้วยเข้าใจว่า

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 261 (เล่ม 20)

เราฟังผู้กล่าวอรูปพรหมทั้งหลายว่าไม่มีก็มี ผู้กล่าวว่า มีก็มี แต่เราไม่รู้ว่า มี
หรือไม่มี เราจักทำบริกรรมในกสิณ ยังจตุตถฌานให้เกิดแล้ว ทำจตุตถฌาน
นั้นให้เป็นปทัฏฐาน จักยังอรูปาวจรฌานให้เกิด ถ้าอรูปพรหมทั้งหลายมีอยู่
เราก็จักบังเกิดในอรูปพรหมนั้น ถ้าไม่มี เราก็จักบังเกิดในโลกฝ่ายรูปาวจร
พรหม ธรรมอันไม่ผิด จักเป็นธรรมไม่ผิด ไม่พลาดด้วยการปฏิบัติอย่างนี้
นี่แหละ. บทว่า ภวนิโรโธ คือพระนิพพาน. บทว่า สราคาย สนฺติเก
คือใกล้ความยินดีในวัฏฏะ ด้วยอำนาจความกำหนัด. บทว่า สํโยคาย คือ
ใกล้ความประกอบตนไว้ ด้วยตัณหาความทะยานอยาก. บทว่า อภินนฺทนาย
คือใกล้ความเพลิดเพลินด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า ปฏิปนฺโน
โหติ ความว่า แม้ผู้นี้ เป็นผู้ได้ก็มี เป็นผู้ตรึกก็มี. ผู้ได้สมาบัติ ๘ ชื่อว่า
ผู้ได้. ผู้ได้สมาบัติ ๘ นั้น ไม่มีความสงสัยในอรูปพรหม ยังมีความสงสัยใน
พระนิพพาน. เขาปฏิบัติอย่างนี้ด้วยเข้าใจว่า เราฟังเขาพูดว่านิโรธมีก็มี ไม่มี
ก็มี เราไม่รู้เอง เราจักทำสมาบัติให้เป็นบาทแล้วเจริญวิปัสสนา ถ้านิโรธจักมี
ไซร้ เราก็จักบรรลุพระอรหัตปรินิพพาน ถ้าไม่มี เราก็จักบังเกิดในอรูปพรหม
ส่วนผู้ตรึกไม่ได้แม้แค่สมาบัติสักอย่างหนึ่ง. แต่เขาก็ไม่มีความสงสัยในอรูป
พรหม ยังมีความสงสัยในภวนิโรธ (พระนิพพาน) อยู่. เขาปฏิบัติอย่างนี้ ด้วย
เข้าใจว่า เราฟังเขาพูดว่า นิโรธมีก็มี ไม่มีก็มี เราไม่รู้เอง เราจักกระทำ
บริกรรมในกสิณ แล้วทำสมาบัติ ๘ ให้เกิด เจริญวิปัสสนา มีสมาบัติเป็น
ปทัฏฐาน ถ้านิโรธจักมีไซร้ เราจักบรรลุพระอรหัตปรินิพพาน ถ้าไม่มี เรา
ก็จักบังเกิดในอรูปพรหม.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ในพระสูตรนั้น คำว่า ทานที่
ให้แล้วมีผล ดังนี้เป็นต้นเป็นคำไม่ผิด ก็แล้วไปเถิด ส่วนคำว่า ทานที่ให้

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 262 (เล่ม 20)

แล้วไม่มีผล ดังนี้เป็นต้น ไม่ผิด ด้วยอย่างไรเล่า. ตอบว่า ด้วยอำนาจความ
ยึดถือกัน. จริงอยู่ คำเหล่านั้น ที่เกิดเชื่อว่า ไม่ผิด ก็เพราะเขายึดถือไว้
อย่างนี้ว่า . ไม่ผิด ไม่ผิด. ศัพท์ว่า จตฺตาโรเม นี้ แยกกันคนละส่วน แต่
ข้อความเชื่อมโยงกัน. บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้คือ นัตถิกวาทะ อกิริยวาทะ
อเหตุกวาทะและ ๒ จำพวกที่มีวาทะอย่างนี้ว่า อรูปพรหมไม่มี นิโรธไม่มี
บุคคล ๓ จำพวกหลังเท่านั้นมีอยู่ บุคคล ๕ จำพวกมีอัตถิกวาทะเป็นต้น บุคคล
จำพวกที่ ๔ จำพวกเดียวเท่านั้น. เพื่อจะทรงแสดงความข้อนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงทรงเริ่มเทศนานี้. โดยอรรถ คำทั้งหมด ในวาทะนั้นตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอปัณณกสูตรที่ ๑๐
จบคหปติวรรคที่ ๑
รามพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กันทรกสูตร ๒. อัฏฐกนาครสูตร
๓. เสขปฏิปทาสูตร ๔. โปตลิยสูตร
๕. ชีวกสูตร ๖. อุปาลิวาทสูตร
๗. กุกกุโรวาทสูตร ๘. อภยราชกุมารสูตร
๙. พหุเวทนิยสูตร ๑๐. อปัณณกสูตร

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 263 (เล่ม 20)

๒. ภิกขุวรรค
๑. จูฬราหุโลวาทสูตร
ทรงโอวาทพระราหุล
[๑๒๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลัน-
ทกนิวาปสถาน เขตพระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระราหุลอยู่ ณ
ปราสาทชื่อว่า อัมพลัฏฐิกา ครั้งนั้น เวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ
ออกจากที่เร้นอยู่แล้ว เสด็จเข้าไปยังอัมพลัฏฐิกา ปราสาทที่ท่านพระราหุลอยู่
ท่านพระราหุลได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล จึงปูลาดอาสนะและ
ตั้งน้ำสำหรับล้างพระบาทไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาด
ไว้ แล้วทรงล้างพระบาท ท่านพระราหุลถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๑๒๖] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเหลือน้ำไว้ในภาชนะน้ำหน่อย
หนึ่งแล้วตรัสกะท่านพระราหุลว่า ดูก่อนราหุล เธอเห็นน้ำเหลือหน่อยหนึ่งอยู่
ในภาชนะน้ำนี้หรือ.
ท่านพระราหุลกราบทูลว่า เห็นพระเจ้าข้า.
ดูก่อนราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสา
ทั้งรู้อยู่ก็มีน้อยเหมือนกันฉะนั้น.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเทน้าที่เหลือหน่อยหนึ่งนั้นเสีย แล้ว
ตรัสกะท่านพระราหุลว่า ดูก่อนราหุล เธอเห็นน้ำหน่อยหนึ่งที่เราเทเสียแล้ว
หรือ.

263
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 264 (เล่ม 20)

รา. เห็น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าว
มุสาทั้งรู้อยู่ ก็เป็นของที่เขาทิ้งเสียแล้ว เหมือนกันฉะนั้น.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคว่ำภาชนะน้ำนั้น แล้วตรัสกะท่าน
พระราหุลว่า ดูก่อนราหุล เธอเห็นภาชนะน้ำที่คว่ำนี้หรือ.
รา. เห็น พระเจ้าข้า.
พ . ดูก่อนราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าว
มุสาทั้งรู้อยู่ ก็เป็นของที่เขาคว่ำเสียแล้วเหมือนกันฉะนั้น.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหงายภาชนะน้ำนั้นขึ้น แล้วตรัสกะ
ท่านพระราหุลว่า ดูก่อนราหุล เธอเห็นภาชนะน้ำอันว่างเปล่านี้หรือ.
รา. เห็น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าว
มุสาทั้งรู้อยู่ ก็เป็นของว่างเปล่าเหมือนกันฉะนั้น.
[๑๒๗] พ. ดูก่อนราหุล เปรียบเหมือนช้างต้นมีงางอนงาม เป็น
พาหนะที่เจริญยิ่งนัก มีกำเนิดดี เคยเข้าสงคราม ช้างนั้นเข้าสงครามแล้ว
ย่อมทำกรรมด้วยเท้าหน้าทั้งสองบ้าง ด้วยเท้าหลังทั้งสองบ้าง ด้วยกายเบื้อง
หน้าบ้าง ด้วยกายเบื้องหลังบ้าง ด้วยศีรษะบ้าง ด้วยหูทั้งสองบ้าง ด้วยงา
ทั้งสองบ้าง ด้วยหางบ้าง ย่อมรักษาไว้แต่งวงเท่านั้น เพราะการที่ช้างรักษา
แต่งวงนั้น ควาญช้างจึงมีความดำริอย่างนี้ว่า ช้างต้นนี้แลมีงาอันงอนงาม
เป็นพาหนะที่เจริญยิ่งนัก มีกำเนิดดีเคยเข้าสงคราม เข้าสงครามแล้ว ย่อมทำ
กรรมด้วยเท้าหน้าทั้งสองบ้าง ด้วยเท้าหลังทั้งสองบ้าง ด้วยกายเบื้องหน้าบ้าง
ด้วยการเบื้องหน้าบ้าง ด้วยศีรษะบ้าง ด้วยหูทั้งสองบ้าง ด้วยงาทั้งสองบ้าง

264
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 265 (เล่ม 20)

ด้วยหางบ้าง ย่อมรักษาไว้แต่งวงเท่านั้น ชีวิตชื่อว่าอันช้างต้นยังไม่ยอมสละ
แล ดูก่อนราหุล เมื่อใดแลช้างต้นมีงาอันงอนงามเป็นพาหนะที่เจริญยิ่งนัก มี
กำเนิดดี เคยเข้าสงครามแล้ว ย่อมทำกรรมด้วยเท้าหน้าทั้งสองบ้าง ด้วยเท้า
หลังทั้งสองบ้าง ด้วยกายเบื้องหน้าบ้าง ด้วยกายเบื้องหลังบ้าง ด้วยศีรษะบ้าง
ด้วยหูทั้งสองบ้าง ด้วยงาทั้งสองบ้าง ด้วยหางบ้าง ด้วยงวงบ้าง เพราะการที่
ช้างทำกรรมด้วยงวงนั้น ควาญช้างจึงมีความดำริอย่างนี้ว่า ก็ช้างต้นนี้แลมีงา
อันงอนงาม เป็นพาหนะที่เจริญยิ่งนัก มีกำเนิดดีเคยเข้าสงคราม เข้าสงคราม
แล้ว ย่อมทำกรรมด้วยเท้าหน้าทั้งสองบ้าง ด้วยเท้าหลังทั้งสองบ้าง ด้วยกาย
เบื้องหน้าบ้าง ด้วยกายเบื้องหลังบ้าง ด้วยศีรษะบ้าง ด้วยหูทั้งสองบ้าง ด้วย
งาทั้งสองบ้าง ด้วยหางบ้าง ด้วยงวงบ้าง ชีวิตชื่อว่าอันช้างต้นยอมสละแล้ว
บัดนี้ไม่มีอะไรที่ช้างต้นจะพึงทำไม่ได้ ฉันใด ดูก่อนราหุล เรากล่าวว่าบุคคล
ผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งที่รู้อยู่ ที่จะไม่ทำบาปกรรมแม้น้อยหนึ่ง
ไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้นแหละ ราหุล เธอพึงศึกษาว่า เราจัก
ไม่กล่าวมุสา แม้เพราะหัวเราะกันเล่น ดูก่อนราหุล เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล.
[๑๒๘] ดูก่อนราหุล เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน แว่นมี
ประโยชน์อย่างไร.
มีประโยชน์สำหรับส่องดู พระเจ้าข้า.
ฉันนั้นเหมือนกันแล ราหุล บุคคลควรพิจารณาเสียก่อน แล้วจึงทำ
กรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ.
กรรม ๓
[๑๒๙] ดูก่อนราหุล เธอปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยกาย กายกรรม
นั้นเธอพึงพิจารณาเสียก่อนว่า เราปรารถนาจะทำกรรมนี้ใดด้วยกาย กายกรรม

265