พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 176 (เล่ม 20)

คนที่เดินทางไม่เรียบ ที่พึ่งพา ที่ตั้ง ที่หน่วงเหนี่ยว ที่ป้องกัน ที่เร้น ที่ไป
ที่ไปเบื้องหน้า เช่นกับทาน ไม่มีในโลกนี้และโลกอื่น. ด้วยว่า ทานนี้เป็น
เช่นกับสิงหาสน์ (ที่นั่งรูปสิงห์) ทำด้วยรัตนะ เพราะอรรถว่า เป็นที่พึ่งพา.
เป็นเช่นกับแผ่นดินผืนใหญ่ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง. เป็นเช่นเดียวกับเชือกโยง
เพราะอรรถว่า เป็นที่หน่วงเหนี่ยว. แท้จริง ทานนี้ เป็นประดุจนาวา เพราะ
อรรถว่า ข้ามทุกข์ได้. เป็นประดุจผู้องอาจในสงคราม เพราะอรรถว่า โล่งใจ
เป็นประดุจพระนครที่ปรับปรุงดีแล้ว เพราะอรรถว่า ป้องกันภัยได้. เป็นประ
ดุจปทุม เพราะอรรถว่า อันมลทินคือความตะหนี่เป็นต้นไม่ซึมเข้าไป. เป็น
ประดุจอัคคี เพราะอรรถว่า เผามลทินเหล่านั้น. เป็นประดุจงูพิษ เพราะอรรถ
ว่า ต้องนั่งไกล ๆ. เป็นประดุจราชสีห์ เพราะอรรถว่า ไม่หวาดกลัว. เป็น
ประดุจช้าง เพราะอรรถว่ามีกำลัง. เป็นประดุจพญาโคเผือก เพราะอรรถว่า
สมมติกันว่าเป็นมิ่งมงคลยิ่ง. เป็นประดุจพญาม้าที่ชื่อวลาหก เพราะอรรถว่า.
ให้ไปถึงแผ่นดินอันเกษม (ปลอดภัย). ธรรมดาว่า ทานนั้นเป็นทางที่เราดำ
เนินแล้ว เป็นวงศ์ของเราเท่านั้น เป็นมหายัญของเวลามพราหมณ์ เป็นมหายัญ
ของมหาโควินทศาสดา เป็นมหายัญของพระเจ้ามหาสุทัศนจอมจักรพรรดิ เป็น
มหายัญของพระเวสสันดร เป็นมหายัญเป็นอเนก ที่เราผู้บำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ
บำเพ็ญมาพรั่งพร้อมแล้ว เป็นทานที่เรา สมัยที่เป็นกระต่าย ยอมทอดตัว
ลงในกองเพลิงที่ลุกโชน ยึดจิตใจของพวกยาจกที่มาถึงแล้วได้ แท้จริง ทาน
ย่อมให้สัคคสมบัติในโลก ให้มารสมบัติ ให้พรหมสมบัติ ให้จักรพรรดิสมบัติ
ให้สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ อภิสัมโพธิญาณ ก็บุคคลเมื่อให้ทาน ย่อม
อาจสมาทานศีลได้ เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสศีลกถาไว้ในลำดับ
จากทานนั้น. คำว่า สีลกถํ คือ กถาที่ประกอบด้วยคุณคือศีล เป็นต้น อย่าง

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 177 (เล่ม 20)

นี้ว่า ธรรมดาว่าศีลนี้ เป็นที่พึ่งพา ที่ตั้ง ที่หน่วงเหนี่ยว ที่ป้องกัน ที่เร้น
ที่ไป ที่ไปเบื้องหน้า ธรรมดาว่า ศีลนี้เป็นวงศ์ของเรา เราบำเพ็ญศีลบริบูรณ์
ในอัตภาพทั้งหลายไม่มีที่สุด คือ ครั้งเป็นพญานาคชื่อ สังขปาละ ครั้งเป็น
พญานาคชื่อ ภูริทัตตะ ครั้งเป็นพญานาคชื่อ จัมเปยยะ ครั้งเป็นพญานาค
ชื่อ สีลวะ ครั้งเป็นพญาช้างผู้เลี้ยงมารดา ครั้งเป็นพญาช้างชื่อ ฉัททันตะ
แท้จริงที่พึ่งอาศัยแห่งสมบัติทั้งหลายในโลกนี้และโลกอื่น เช่นกับศีล ที่ตั้ง ที่
หน่วงเหนี่ยว ที่ป้องกัน ที่เร้น ที่ไป ที่ไปเบื้องหน้าเช่นกับศีลไม่มี เครื่อง
ประดับเช่นกับเครื่องประดับคือศีลไม่มี ดอกไม้เช่นกับดอกไม้คือศีลไม่มี กลิ่น
เช่นกับกลิ่นคือศีลไม่มี โลกแม้ทั้งเทวโลกมองดูผู้ประดับด้วยเครื่องประดับคือ
ศีล ผู้มีดอกไม้คือศีลเป็นเครื่องประดับ ผู้อันกลิ่นคือศีลซึมซาบแล้ว ย่อมไม่
รู้สึกอิ่ม เพื่อจะทรงแสดงว่า ก็บุคคลอาศัยศีลนี้ ย่อมได้สวรรค์นี้ดังนี้ จึง
ตรัสสัคคกถาลำดับจากศีลนั้น. คำว่า สคฺคกถํ ได้แก่ กถาที่ประกอบด้วยคุณ
คือสวรรค์เป็นต้น อย่างนี้ว่า ธรรมดาว่า สวรรค์นี้ น่าปรารถนา น่าใคร่
น่าพอใจ ในสวรรค์นั้น มีการเล่นเป็นนิตย์ ได้สมบัติทั้งหลายเป็นนิตย์
เทวดาชั้นจาตุมหาราชเสวยทิพยสุขทิพยสมบัติ ๙ โกฏิปี ชั้นดาวดึงส์ ๓ โกฏิปี
และ๖ โกฏิปี. พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้กำลังตรัสถึงสวรรค์สมบัติ
ก็ไม่มีเพียงพอ สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เป็นต้นว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เราจะพึงกล่าวสัคคกถาด้วยปริยายเป็นอเนก ดังนี้. พระผู้มี-
พระภาคเจ้า เมื่อทรงประเล้าประโลมด้วยสัคคกถาอย่างนี้แล้ว เป็นประดุจทรง
ประดับช้างแล้ว ตัดงวงของช้างนั้นเสียอีก ทรงแสดงว่าสวรรค์แม้นี้ ไม่เที่ยง
ไม่ยั่งยืน ไม่ควรทำความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในสวรรค์นั้น จึงตรัส
โทษ ความเลวทราม ความเศร้าหมอง ของกามทั้งหลายโดยนัยเป็นต้นว่า

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 178 (เล่ม 20)

กามทั้งหลาย มีรสอร่อยน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกาม
เหล่านั้นมียิ่งขึ้น. ในคำเหล่านั้น คำว่า อาทีนโว แปลว่า โทษ. คำว่า
โอกาโร แปลว่า ต่ำ ทราม. คำว่า สงฺกิเลโส คือ ความเศร้าหมองใน
สังสารวัฏของสัตว์ทั้งหลาย เพราะกามเหล่านั้น เหมือนที่ตรัสว่า ผู้เจริญ สัตว์
ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงขู่ด้วยโทษของกาม
อย่างนี้แล้ว จึงทรงประกาศอานิสงส์ในเนกขัมมะ การหลีกออกจากกาม. คำว่า
กลฺลจิตฺตํ คือจิตไม่เสีย. คำว่า สามุกฺกํสิกา คือ ที่ทรงยกขึ้นเอง คือที่
ทรงยกขึ้น ถือเอาด้วยพระองค์เอง อธิบายว่า ที่ทรงเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ
ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น. ถามว่า นั่นคืออะไร. ตอบว่า คืออริยสัจเทศนา. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค. คำว่า วิรชํ วีตมลํ
ความว่า ที่ชื่อว่า ปราศจากธุลี เพราะไม่มีธุลีคือราคะเป็นต้น ที่ชื่อว่าปราศ-
จากมลทิน เพราะปราศจากมลทินคือราคะเป็นต้น . คำว่า ธมฺมจกฺขุํ นี้เป็นชื่อ
ของมรรค ๓ ในพรหมายุสูตร ข้างหน้าและอาสวักขยญาณในจุลลราหุโลวาท
สูตร. ส่วนในที่นี้ ทรงประสงค์เอาโสดาปัตติมรรค. เพื่อทรงแสดงอาการเกิด
ขึ้นของธรรมจักษุนั้น จึงตรัสว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งหมดก็มีความดับไปเป็นธรรมดา. ก็ธรรมจักษุนั้น ทำนิโรธ ให้เป็น
อารมณ์แล้ว แทงตลอดสังขตธรรมทั้งปวง ด้วยอำนาจกิจนั่นแลเกิดขึ้น.
อริยสัจธรรมอันผู้นั้นเห็นแล้ว เหตุนั้นผู้นั้นชื่อว่า มีธรรมอันเห็นแล้ว. แม้
ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. ความสงสัยอันผู้นั้นข้ามเสียแล้ว เหตุนั้น ผู้
นั้นชื่อว่า มีความสงสัยอันข้ามเสียแล้ว. คำกล่าวว่า อย่างไร ของผู้นั้น ไป
ปราศแล้ว เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่ามีคำกล่าวว่าอย่างไรไปปราศแล้ว. ผู้นั้นถึงแล้ว
ซึ่งความแกล้วกล้า เหตุนั้นผู้นั้นชื่อว่าถึงความแกล้วกล้า. ผู้นั้นไม่มีผู้อื่นเป็น

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 179 (เล่ม 20)

ปัจจัยในคำสอนของพระศาสดา คือ ไม่เป็นไปในคำสอนของพระศาสดานั้น
ด้วยการเชื่อผู้อื่น เหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่า ผู้ไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย. อุบาลี
คฤหบดีรับเอาด้วยจิต เพลิดเพลินแล้ว สรรเสริญด้วยวาจา บันเทิงใจแล้ว.
คำว่า อาวรามิ แปลว่า กั้น ปิด. คำว่า อนาวฏํ ได้แก่ ไม่ห้าม คือ
เปิดประตูแล้ว.
คำว่า อสฺโสสิ โข ฑีฆตปสฺสี ความว่า ได้ยินว่า ฑีฆตปัสสี
นิครนถ์นั้น ตั้งแต่อุบาลีคฤหบดีนั้นไปแล้ว ก็เที่ยวเงี่ยหูฟังว่า คฤหบดีผู้
บัณฑิต กับพระสมณโคดมผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะมีถ้อยคำนำสัตว์ออกจากทุกข์
จักเลื่อมใส แม้เพราะเหตุอุบาลีบัณฑิตนั้น จักเลื่อมใสเพราะธรรมกถา ครั้น
เลื่อมใสได้แล้ว จักถึงสรณะเพราะเหตุนั้น หรือ ไม่ถึงสมณะเพราะเหตุนั้น
ก่อนหนอ. เพราะฉะนั้น ฑีฆตปัสสีนิครนถ์ได้ฟังเป็นครั้งแรกทีเดียว. คำว่า
เตนหิ สมฺม ความว่า ฑีฆตปัสสีนิครนถ์ ถูกความเศร้าใจอย่างแรงครอบงำ
แม้ได้ยินคำว่า จงหยุดอยู่ในที่นั้นนั่นแล แต่กำหนดใจความไม่ได้ จึงเจรจา
กับคนเฝ้าประตูอยู่นั่นแหละ คำว่า มชฺฌิมายํ ทฺวารสาลายํ ความว่า
เรือนหลังใดมี ๗ ซุ้มประตู ซุ้มประตูที่ ๔ ของเรือนหลังนั้น นับแต่ซุ้มประตู
ในทั้งหมด ชื่อว่า ศาลาใกล้ประตูกลาง เรือนหลังใดมี ๕ ซุ้มประตู ซุ้ม
ประตูที่ ๓ ของเรือนหลังนั้น ชื่อว่าศาลาใกล้ประตูกลาง เรือนหลังใดมี ๓ ซุ้ม
ประตู ซุ้มประตูที่ ๒ ของเรือนหลังนั้น ชื่อว่า ศาลาใกล้ประตูกลาง ส่วนเรือน
ที่มีซุ้มประตูเดียว ซุ้มที่อาศัยเสามงคลทรงกลาง ชื่อว่า ศาลาใกล้ประตูกลาง
แต่เรือนของอุบาลีคฤหบดีนั้น มีซุ้มประตู ๗ ซุ้ม. ท่านกล่าวว่า ๕ ซุ้มก็มี.
คำทั้งหมด มีคำว่า อคฺคํ เป็นต้น เป็นไวพจน์ของกันและกัน.
ในคำว่า ยํ สุทํ นี้ คำว่า ยํ หมายถึงนาฏบุตรใด. คำว่า สุทํ เป็นเพียง

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 180 (เล่ม 20)

นิบาต. คำว่า ปริคฺคเหตฺวา ความว่า เอาผ้าห่มผืนนั้นนั่นแหละคลุมท้องไว้.
คำว่า นิสีทาเปติ ความว่า เชิญให้นั่งว่า ค่อย ๆ อาจารย์ ค่อย ๆ อาจารย์.
ประหนึ่งวางหม้อน้ำมันขนาดใหญ่ ฉะนั้น คำว่า ทตฺโตสิ ความว่า
ท่านเกิดโง่ไปแล้วหรือ. คำว่า ปฏิมุกฺโก ความว่า ใส่ที่ศีรษะไว้
(สวม). คำว่า อณฺฑหารโก เป็นต้น แม้เป็นคำหยาบ ฑีฆปัสสีนิครนถ์
ก็กำหนดไม่ได้ว่า พูดคำนี้หยาบ ก็พูดออกไป เพราะเกิดความเศร้าใจอย่างแรง
เพราะเหตุอุบาลีกลายเป็นอื่น. คำว่า ภทฺทิกา ภนฺเต อาวฏฺฏนี ความว่า
นิครนถ์พูดหมายถึงมายานั่นแล อุบาลีบรรลุโสดาปัตติมรรค แทงตลอดด้วย
ตนเอง. คำว่า เตนหิ นี้เป็นเพียงศัพท์นิบาต ความว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้า
จักทำคำเปรียบเทียบแก่ท่าน. อีกอย่างหนึ่ง เป็นคำบอกเหตุ. ท่านอธิบายว่า
คำสั่งสอนของพวกท่าน มิใช่ธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ ด้วยเหตุอันใดข้าพเจ้า
จักทำคำเปรียบเทียบแก่ท่าน ด้วยเหตุนั้น. คำว่า อุปวิชญฺญา แปลว่า ใกล้
เวลาคลอด. คำว่า มกฺกฏจฺฉาปกํ แปลว่า ลูกลิง. คำว่า วิกิณิตฺวา
อาเนหิ ความว่า จงให้มูลค่านำมา (ซื้อมา). แท้จริง ในท้องตลาด พ่อค้า
แม่ค้า ย่อมขายของเล่นสำหรับลิง ทั้งที่มีวิญญาณ ทั้งที่ไม่มีวิญญาณ ภริยา
สาวของพราหมณ์แก่นั้น พูดหมายถึงของเล่นนั้น . คำว่า รชิตํ ความว่า เรา
ต้องการของนี้ที่เขาเอาสีย้อม ย้อมไล้ด้วยสีเหลืองหนาๆ ให้. คำว่า อาโกฏฺฏิต-
ปุจจาโกฏฺฏิตํ ความว่า ที่เขาทุบกลับไปกลับมาบ่อย ๆ. คำว่า อุภโต ภาค-
วิมฏฺฐํ ความว่า ที่มีผิวอันเขาขัดเกลี้ยงเกลาดีทั้งสองข้างแล้วด้วยไม้ไผ่, มณี
และหิน. คำว่า รงฺคกฺขโม หิ โข ความว่า ของเล่นทั้งที่มีวิญญาณ ทั้งที่ไม่มี
วิญญาณ ย่อมดูดสีย้อม เพราะฉะนั้นจึงกล่าวอย่างนี้. คำว่า โน อาโกฏฺฏนกฺขโม
ความว่า เมื่อของเล่นมีวิญญาณ เขาเอาวางลงที่แผ่นกระดานสำหรับทุบ ทุบ

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 181 (เล่ม 20)

ที่ท้องก่อน ท้องก็แตก ขี้ก็ไหลออก ทุบที่หัว หัวก็แตก มันสมองก็ไหล
ออก ของเล่นที่ไม่มีวิญญาณ ก็แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพราะฉะนั้น จึง
กล่าวอย่างนี้. คำว่า วิมชฺชนกฺขโม ความว่า ของเล่นที่มีวิญญาณ ที่เขา
ขัดด้วยมณีและหิน ก็ไร้ขนไร้ผิว ของเล่นที่ไม่มีวิญญาณ ก็แตกละเอียด
จึงกล่าวอย่างนี้. คำว่า รงฺคกฺขโม หิ โข พาลานํ ความว่า ผู้ควรแก่
การย้อม ย่อมให้เกิดเพียงราคะ เป็นที่รักของเหล่าคนเขลา มีความรู้ทราม
ส่วนวาทะของนิครนถ์ก็ดี กถามรรคอื่น ๆ ที่ไร้ประโยชน์เช่นเรื่องภารตยุทธ
และรามายนะเป็นต้นก็ดี ไม่เป็นที่รักของเหล่าบัณฑิตเลย. คำว่า โน อนุโย-
คกฺขโม โน วิมชฺชนกฺขโม ความว่า ไม่ทนการประกอบตาม หรือการ
พิจารณาย่อมว่างเปล่า เหมือนฝัดแกลบหาข้าวสาร และเหมือนหาแก่นไม้ใน
ต้นกล้วย. คำว่า รงฺคกฺขโม เจว ปณฺฑิตานํ ความว่า แท้จริง กถาที่
ว่าด้วยอริยสัจ ๔ ย่อมเป็นที่รักของเหล่าบัณฑิต ฟังอยู่ถึงร้อยปี ก็ไม่รู้สึกอิ่ม.
เพราะฉะนั้น จึงกล่าวอย่างนี้. ก็พุทธวจนะ ย่อมลึกซึ้งอย่างเดียวเหมือนมหา-
สมุทร โดยประการที่หยั่งลงได้ เพราะเหตุนั้นอุบาลีคฤหบดีจึงกล่าวว่า
อนุโยคกฺขโม จ วิมชฺชนฺขโม จ. คำว่า สุณาหิ ความว่า อุบาลีคฤหบดี
เริ่มกล่าวพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระศาสดา
พระองค์ใด โปรดจงฟังพระคุณทั้งหลาย ของพระศาสดาพระองค์นั้น.
บัณฑิตเรียกว่า ธีระ ในบทว่า ธีรสฺส. พึงทราบความสัมพันธ์ใน
บททั้งปวงอย่างนี้ว่า ปัญญา ความรอบรู้ ฯลฯ ความเห็นชอบอันใด ข้าพเจ้า
เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงประกอบด้วยปัญญาอันนั้น ผู้ทรงเป็นบัณฑิต
ฉลาดในธาตุอายตนะ ปฏิจจสมุปบาท ฐานะและอฐานะ พระพุทธเจ้าพระองค์
นั้น ทรงเป็นพระศาสดาของข้าพเจ้า. คำว่า ปภินฺนขีลสฺส แปลว่า ผู้มี

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 182 (เล่ม 20)

กิเลสดุจตะปูตรึงใจอันทำลายได้แล้ว . สภาวะเหล่าใด ชนะแล้ว ชนะอยู่ จัก
ชนะซึ่งปุถุชนทั้งปวง เหตุนั้น สภาวะเหล่านั้น ชื่อว่าผู้ชนะ. ถามว่า สภาวะ
เหล่านั้นคืออะไร ตอบว่า คือ มัจจุมาร กิเลสมาร และเทวปุตตมาร มาร
ผู้ชนะเหล่านั้น อันพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงชนะแล้ว เพราะเหตุนั้น พระ-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงชื่อว่า ผู้มีมารอันทรงชนะแล้ว คือพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้มีมารผู้ชนะอันทรงชนะแล้วพระองค์นั้น. คำว่า อนีฆสฺส แปลว่า ผู้ไม่มี
ทุกข์ ทั้งทุกข์ที่เกิดจากกิเลส ทั้งทุกข์ที่เป็นวิบาก. คำว่า สุสมจิตฺตสฺส คือ
ผู้มีจิตสม่ำเสมอด้วยดีในพระเทวทัต ช้างชื่อ ธนปาลกะ พระองคุลิมาล และ
พระราหุลเถระเป็นต้น. คำว่า พุทฺธสีลสฺส แปลว่า ผู้มีอาจาระ ความ
ประพฤติอันเจริญแล้ว. คำว่า สาธุปญฺญสฺส แปลว่า ผู้มีปัญญาดี. คำว่า
วิสมนฺตรสฺส แปลว่า ผู้ข้ามที่อันไม่สม่ำเสมอมีราคะเป็นต้น ยืนหยัดอยู่
แล้ว. คำว่า วิมลสฺส แปลว่า ผู้มีมลทิน มีราคะเป็นต้น ไปปราศจาก
แล้ว. คำว่า ตุสิตสฺส แปลว่า ผู้มีจิตยินดีแล้ว. คำว่า วนฺตโลกามิสสฺส
คือผู้มีกามคุณอันคายเสียแล้ว. คำว่า มุทิตสฺส คือ ผู้พลอยยินดีแล้ว ด้วย
อำนาจวิหารธรรม คือ มุทิตา. อีกอย่างหนึ่ง คำนี้ อุบาลีคฤหบดี กล่าวซ้ำ
นั่นเอง. เป็นความจริง อุบาลีคฤหบดีกล่าวพระคุณแม้อย่างเดียวอยู่บ่อย ๆ
โดยความเสื่อมใสนั่นแล. คำว่า กตสมณสฺส แปลว่า ผู้มีคุณเครื่องเป็น
สมณะอันทรงกระทำแล้ว อธิบายว่า ทรงบรรลุที่สุดของสมณธรรม. คำว่า
มนฺชสฺส แปลว่า ผู้เป็นสัตว์ผู้หนึ่ง ด้วยอำนาจโวหารโลก. อุบาลีคฤหบดี
กล่าวซ้ำอีกว่า ผู้เป็นนระ (คน) เมื่อเขากล่าวโดยประการอื่น พระคุณ ๑๐
ประการ กล่าวด้วยคาถาหนึ่ง ๆ ย่อมไม่พอ. คำว่า เวนยิกสฺส แปลว่า ผู้
นำของสัตว์ทั้งหลาย. คำว่า รุจิรธมฺมสฺส แปลว่า ผู้มีธรรมสะอาด. คำว่า

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 183 (เล่ม 20)

ปภาสกสฺส แปลว่า ผู้กระทำแสงสว่าง. คำว่า วีรสฺส คือ ถึงพร้อมด้วย
ความเพียร. คำว่า นิสภสฺส คือบรรดาโค ชั้นอุสภะ ชั้นวสภะเป็นโคชั้น
นิสภะ ด้วยอรรถว่า ไม่มีผู้เทียบได้ในที่ทั้งปวง. คำว่า คมฺภีรสฺส แปลว่า
ทรงมีพระคุณลึกซึ้งหรือผู้ทรงลึกซึ้งด้วยพระคุณทั้งหลาย. คำว่า โมนปตฺตสฺส
คือผู้บรรลุญาณ. ญาณํ ความรู้ ชื่อว่า เวท ในคำว่า เวทสฺล. ผู้ทรงเพียบ
พร้อมด้วยความรู้ที่เรียกว่าเวทนั้น. คำว่า ธมฺมฏฺฐสฺส แปลว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม.
คำว่า สํวุตตฺสฺส ผู้มีตนสำรวมแล้ว คือ ผู้มีตนอันปิดแล้ว. คำว่า นาคสฺส
แปลว่า ผู้ประเสริฐ ด้วยเหตุ ๔ ประการ. คำว่า ปนฺตเสนสฺส แปลว่า
ผู้มีที่นอนและที่นั่งอันสงัด. คำว่า ปฏิมนฺตกสฺส แปลว่ ผู้เพียบพร้อมด้วย
ปัญญา ตอบโต้พระเวท. ความรู้เรียกว่า โมนะ ในคำว่า โมนสฺส ทรง
เพียบพร้อมด้วยความรู้นั้น หรือผู้มีกิเลสอันขจัดได้แล้ว. คำว่า ทนฺตสฺส คือ
ผู้หมดพยศ. คำว่า อิสิสตฺตมสฺส คือ ทรงเป็นฤษีองค์ที่ ๗ นับต่อจากฤษี
๖ พระองค์ มีวิปัสสีฤษีเป็นต้น. คำว่า พฺรหฺมสตฺตสฺส แปลว่า ผู้เป็นสัตว์
ประเสริฐ. คำว่า นหาตกสฺส แปลว่า ผู้มีกิเลสอันล้างแล้ว. คำว่า ปทกรณสฺส๑
คือผู้ฉลาดในการรวบรวมอักษรทั้งหลายแล้วเอามาทำบทคาถา (ร้อยกรอง).
คำว่า วิทิตเวทสฺส แปลว่า ผู้มีญาณอันรู้แจ้ง. คำว่า ปุรินฺททสฺส แปลว่า
ผู้ประทานธรรมทานก่อนผู้อื่นทั้งหมด. คำว่า สกฺกสฺส แปลว่า ผู้สามารถ.
คำว่า ปตฺติปตฺตสฺส แปลว่า ผู้บรรลุคุณที่ควรบรรลุ. คำว่า เวยฺยากรณสฺส
แปลว่า ผู้แสดงเนื้อความได้กว้างขวาง. ความจริง บทว่า พฺยากตนฺนาเมตํ
ไม่มี. ความของบททั้งปวงพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว . คำว่า วิปสฺสิสฺส
แปลว่า ผู้ทรงเห็นแจ้ง. คำว่า อนกิณตสฺส แปลว่า มิใช่ผู้สาธยายมนต์. คำว่า
๑. บาลี อุปาลิวาทสูตร เป็น ปทกสฺส.

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 184 (เล่ม 20)

โน อปณตสฺส หมายถึงผู้ไม่ยืนตาม ไม่เดินตาม คือมีจิตไม่ไปตามกิเลส
ทั้งหลาย. คำว่า อสตฺตสฺส คือไม่ข้อง. แผ่นดินเรียกว่า ภูริ ในคำว่า
ภูริปญฺญสฺส อธิบายว่า ผู้เพียบพร้อมด้วยปัญญาอันไพบูลย์ ใหญ่ กว้าง เสมอ
แผ่นดินนั้น. คำว่า มหาปญฺญสฺส คือเพียบพร้อมด้วยปัญญาอันใหญ่. คำว่า
อนูปลิตฺตสฺส คือผู้อันเครื่องฉาบทา คือ ตัณหาและทิฏฐิ ไม่ฉาบทาแล้ว.
คำว่า อาหุเนยฺยสฺส คือผู้ควรรับของบูชา. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระ
นามว่า ยักขะ ในคำว่า ยกฺขสฺส ก็เพราะอรรถว่า ทรงแสดงอานุภาพได้
หรือเพราะอรรถว่า อันใคร ๆ มองไม่เห็น (ไม่ปรากฏพระองค์). เพราะเหตุ
นั้นอุบาลีคฤหบดีจึงกล่าวว่า ยกฺขสฺส. คำว่า มหโต แปลว่า ใหญ่ คำว่า
ตสฺส สาวโกมฺหมสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระศาสดา ผู้มี
พระคุณมีประการดังนั้น พระองค์นั้น ปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานของอุบาสก
มาถึงด้วยโสดาปัตติมรรคนั่นแล.
ดังนั้น อุบาลีคฤหบดี ดำรงอยู่ในวิสัยแห่งปัญญาแตกฉานแล้ว เมื่อ
จะกล่าวพระคุณของพระทศพลในการละกิเลสร้อยบท จึงวิสัชนาความของปัญหา
ที่ว่า ท่านคฤหบดี พวกเรา (พวกนิครนถ์นาฎบุตร) จะทรงจำตัวท่านว่าเป็น
สาวกของใคร. คำว่า กทา สญฺญุฬฺหา แปลว่า รวบรวมไว้เมื่อไร ได้ยินว่า
นิครนถ์นาฏบุตรนั้น คิดอย่างนี้ว่า อุบาลีคฤหบดีนี้ไปสำนักพระสมณโคดมมา
เดี๋ยวนี้นี่เอง เขารวบรวมคุณเหล่านั้นไว้ตั้งแต่เมื่อไรกัน เพราะฉะนั้น นิครนถ์
นาฏบุตรจึงกล่าวอย่างนี้. คำว่า วิจิตฺตมาลํ คนฺเถยฺย ความว่า นายช่าง
ทำดอกไม้ หรือลูกมือนายช่างทำดอกไม้ พึงร้อยระเบียบดอกไม้อันวิจิตร ต่าง
โดยเป็นระเบียบดอกไม้ มีขั้วเดียวกันเป็นต้น ด้วยความเป็นคนขยันเองบ้าง
ด้วยความที่ดอกไม้ทั้งหลายมีสีต่าง ๆ กันบ้าง. ในคำว่า เอวเมว โย ภนฺเต

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 185 (เล่ม 20)

นี้ พึงเห็นการรวบรวมการพรรณนาพระคุณมีประการต่าง ๆ ของพระผู้มี
พระภาคเจ้าเท่าขุนเขาสิเนรุ เหมือนกองดอกไม้กองใหญ่ ในบรรดาดอกไม้
ทั้งหลายนานาชนิด. อุบาลีคฤหบดีเปรียบเหมือนนายช่างทำดอกไม้ผู้ฉลาด
การร้อยกรองพระคุณอันวิจิตรของพระตถาคตเจ้าของคฤหบดี เปรียบเหมือน
การร้อยกรองระเบียบดอกไม้อันวิจิตรของนายช่างทำดอกไม้.
คำว่า อุณฺหํ โลหิตํ มุขโต อุคฺคญฺฉิ ความว่า นิครนถ์นาฏบุตร
นั้น ทนดูสักการะของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ ก็คิดมากกว่า ตั้งแต่พรุ่งนี้ เรา
ก็พาคณะ ๕๐-๖๐ คน เข้าไปบ้านเขา บริโภคอาหารไม่ได้ หม้อข้าวของเรา
แตกเสียแล้ว. ครั้งนั้น นิครนถ์นาฏบุตรนั้น ก็เกิดความโศกอย่างแรง เพราะ
การแปรเปลี่ยนของผู้ทำนุบำรุง. ความจริงสัตว์เหล่านี้ คิดเพื่อตนอย่างเดียว.
เมื่อความโศกนั้น เกิดแก่นิครนถ์นาฏบุตรนั้นแล้ว ความร้อนภายในก็มี โลหิต
ก็ละลาย. โลหิตนั้นถูกกองลมใหญ่พัดดันขึ้นก็พลุ่งออกจากปาก ประมาณบาตร
หนึ่ง เหมือนน้ำย้อมที่ใส่ลงในหม้อ. ก็สัตว์จำนวนน้อย สำรอกโลหิตที่คั่งออก
แล้ว ยังอาจมีชีวิตอยู่ได้. นิครนถ์คุกเข่า (เข่าอ่อน) ล้มลงในที่นั้นนั่นเอง.
พนักงานคานหาม ก็นำนิครนถ์นาฏบุตรนั้นออกนอกพระนครพาไปด้วยคันหาม
๕ คน พลันมาถึงนครปาวา. ต่อมาไม่นานนัก นิครนถ์นาฏบุตรก็ทำกาละ
(ตาย) ณ นครปาวา. พระธรรมเทศนาในพระสูตรนี้ ก็สำเร็จลงด้วยอำนาจ
บุคคลผู้เป็นอุคฆฏิตัญญูแล
จบอรรถกถาอุปาลิวาทสูตรที่ ๖

185