พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 166 (เล่ม 20)

ทันใดนั้นนั่นเอง ท้าวเทวราชผู้เป็นหัวหน้าแห่งเหล่าเทวดาผู้รักษา
พระนคร ก็บิดคอมัณฑพยกุมาร. หน้าของเขาก็หันไปอยู่ข้างหลัง ตาก็กลับ
น้ำลายไหลยืดทางปากตัวก็แข็ง ดังถูกหลาวเสียบฉะนั้น เหล่ายักษ์ที่เป็นข้า
จำนวน ๘๐,๐๐๐ คน ก็กระทำแก่พราหมณ์ ๘๐,๐๐๐ คนอย่างนั้นเหมือนกัน
คนทั้งหลาย ก็รีบไปบอกแก่พรหมปชาบดี นางรีบรุดมาเห็นอาการอันแปลก
นั้นแล้ว ก็กล่าวอย่างนี้ว่า
อาเวฐิตํ ปิฏฺฐิโต อุตฺตมงฺค์
พาหํ ปสาเรติ อกมฺมเนยฺยํ
เสตานิ อกฺขีนิ ยถา มตสฺส
โก เม อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวํ.
หัวถูกบิดไปอยู่ข้างหลัง เหยียดแขน
ไปทำอะไรก็ไม่ได้ ลูกตาก็ขาวเหมือนคน
ตาย ใครทำแก่บุตรนี้ของเราอย่างนี้.
คนทั้งหลายก็บอกแก่นางว่า
อิธาคมา สมโณ ทุมฺมวาสี
โอคลฺลโก ปํสุปิสาจโกว
สงฺการโจลํ ปริมุญฺจ กณฺเฐ
โส เต อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวํ.
สมณะนุ่งผ้าเก่าเข็ญใจ รูปร่างดังปีศาจ
คลุกฝุ่น คล้องผ้าที่เก็บมาแต่กองขยะไว้ที่
คอ มาที่นี้ สมณะนั้น ทำแก่บุตรของท่าน
อย่างนี้.

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 167 (เล่ม 20)

นางได้ฟังแล้วก็รู้ชัดว่า เจ้านายผู้ให้ยศแก่เรารู้ว่า บุตรประมาท คง
จักมาเพื่ออนุเคราะห์ต่อบุตรนั้น จึงถามคนบำรุงเลี้ยงว่า
กตมํ ทิสํ อคมา ภูริปญฺโญ
อกฺขาถ เม มาณวา เอตมตฺถํ
คนฺตฺวาน ตํ ปฏิกเรมุ อจฺจยํ
อปฺเปว นํ ปุตฺต ลเภมุ ชีวีตํ.
ผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ไปทางทิศ
ไหน มาณพทั้งหลาย พวกเจ้าจงบอกความ
นี้แก่เรา เราจะไปขอขมาโทษท่าน ทำไฉน
บุตรของเราจะพึงได้ชีวิต.
คนเหล่านั้น ก็บอกว่า
เวหาสยํ อคมา ภูริปญฺโญ
ปถทฺธุโน ปณฺณรเสว จนฺโท
อถาปิ โส ปุริมํ ทิสํ อคญฺฉิ
สจฺจปฺปฏิญฺโญ อิสิ สาธุรูโป.
ท่านผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน เหาะไป
ในเวหาส ไปได้ตลอด เหมือนดวงจันทร์
วันเพ็ญ ทั้งท่านก็ไปทางทิศตะวันออก
ท่านเป็นฤษี ปฏิญญาในสัจจะ เป็นคนดี.
แม้พระมหาบุรุษก็อธิษฐานว่า ตั้งแต่สถานที่ลงระหว่างถนน รอยเท้า
ของเราอย่าหายไปด้วยอำนาจของช้างม้าเป็นต้นเลย ทิฏฐมังคลิกาคนเดียว
จงเห็นเรา คนอื่นอย่าเห็น แล้วออกเที่ยวขออาหาร รับข้าวสุกคลุกพอประทัง

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 168 (เล่ม 20)

ชีวิต นั่งบริโภคที่ศาลาพักคนเดินทาง วางอาหารที่เหลือบริโภคหน่อยหนึ่งไว้
ในภาชนะใส่อาหารนั้นแล. แม้นางทิฏฐมังคลิกา ลงจากปราสาทเดินไปตาม
ระหว่างถนน พบรอยเท้าก็รู้ว่า นี้รอยเท้าของเจ้านาย ที่ให้ยศเรา ก็เดินไป
ตามรอยเท้า (พบแล้ว) ไหว้แล้วกล่าวว่า ท่านเจ้าขา ขอท่านโปรดยกโทษ
ผิด ที่ทาสของเจ้านายทำไว้ให้ข้าด้วยเถิด ก็ท่านชื่อว่า ไม่อยู่ในอำนาจของ
ความโกรธ โปรดให้ชีวิตแก่บุตรของข้าด้วยเถิด แล้วก็กล่าวเป็นคาถาว่า
อาเวฐิตํ ปิฏฺฐิโต อุตฺตมงฺคํ
พาหํ ปสาเรติ อกมฺมเนยฺยํ
เสตานิ อกฺขีนิ ยถา มตสฺส
โก เม อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวํ.
หัวก็ถูกบิดไปอยู่ข้างหลัง เหยียดแขน
ไปทำอะไรก็ไม่ได้ ลูกตาทั้งสองก็ขาว
เหมือนคนตาย ใครทำแก่บุตรนี้ของข้า
อย่างนี้.
พระมหาบุรุษกล่าวว่า เราไม่ทำอย่างนั้นดอก แต่เมื่อเหล่าภูตยักษ์
และเทวดาผู้เคารพในนักบวช เห็นผู้เบียดเบียนนักบวช จักทำก็ได้กระมัง.
นางกล่าวว่า ท่านเจ้าขา ท่านคงไม่มีใจคิดประทุษร้ายสิ้นเชิง คงเป็นพวก
เทวดาทำแน่ พวกเทวดาขอขมาง่ายไหม ข้าจะปฏิบัติอย่างไรเล่า ท่านเจ้าขา.
พระมหาบุรุษกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะบอกยาแก่เจ้า อาหารที่เหลือเรากิน
ยังมีอยู่ในภาชนะใส่อาหารของเรา เจ้าจงเทน้ำหน่อยหนึ่งลงในภาชนะนั้น
แล้วถือเอาหน่อยหนึ่งใส่ปากบุตรของเจ้า ส่วนที่เหลือเอาลงคนในภาชนะน้ำแล้ว
เอาใส่ปากพวกพราหมณ์แปดหมื่นคน. นางก็รับคำว่า จะทำตาม ถืออาหารไหว้

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 169 (เล่ม 20)

พระมหาบุรุษแล้ว ก็ไปทำตามที่สั่ง พออาหารถูกใส่ลงในปาก ท้าวเทวราช
ผู้เป็นหัวหน้ารู้ว่า เมื่อเจ้านายทำยาเสียเอง พวกเราก็ไม่อาจทำอะไรได้ แล้ว
ก็ปล่อยกุมาร กุมารนั้นกลืนอาหารแล้ว ก็มีอาการเป็นปกติเสมือนไม่เคยทุกข์
อะไร ๆ เลย. ครั้งนั้น มารดาก็กล่าวกะกุมารนั้นว่า พ่อเอ๋ย เจ้าจงดูอาการ
อันแปลกของพวกพราหมณ์ประจำตระกูลของเจ้า ที่ปราศจากหิริโอตตัปปะนี่สิ
เป็นสมณะไม่น่าจะเป็นอย่างนี้เลย เจ้าให้พวกสมณะฉันเสียสิ พ่อ. ต่อนั้นนาง
ก็ให้คนอาหารส่วนที่เหลือลงในภาชนะน้ำให้ใส่ลงในปากพราหมณ์ทั้งหลาย
เหล่ายักษ์ก็ปล่อยทันที แล้วหนีไป พวกพราหมณ์กลืนอาหารแล้ว ก็ลุกขึ้น
ถามว่า เอาอะไรใส่ปากพวกเรา. นางตอบว่า อาหารเดนของมาตังคฤษี.
พราหมณ์เหล่านั้น ไม่แสดงความเสมอภาคว่า พวกเราถูกบังคับให้กินอาหาร
เดนของคนจัณฑาล ไม่เป็นพราหมณ์แล้ว บัดนี้ พราหมณ์เหล่านี้ ไม่ใช่
พราหมณ์บริสุทธิ์ แต่นั้น จึงพากันหนีออกจากที่นั้น ไปยังแคว้นเมชฌะ
รำพึงว่า พวกเราชื่อว่า พราหมณ์ผู้ต้องหวาดสะดุ้ง (หลังหวะ) ในนครของ
พระเจ้าเมชฌะ. ดังนี้แล้ว ก็บริโภคอยู่แต่ในกรุงราชคฤห์.
สมัยนั้น พระโพธิสัตว์ เที่ยวกระทำการข่มคนชั่ว ทรมานคนถือ
มานะอยู่. ครั้งนั้นดาบสรูปหนึ่งชื่อ ชาติมันตะ เข้าใจตนเองว่า ไม่มีใคร
เสมอเรา ไม่ยอมแม้แต่จะเข้าใจคนอื่น ๆ พระโพธิสัตว์พบดาบสนั้น อาศัย
อยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ก็เดินไปในที่นั้น ด้วยหมายจะข่มมานะของดาบสนั้น .
ชาติมันตดาบสจึงถามว่า พ่อมหาจำเริญ เป็นชาติอะไร. พระโพธิสัตว์ตอบ
ว่า ข้าเป็นชาติจัณฑาล ท่านอาจารย์. ดาบสก็ตะเพิดว่า ไป ไป เจ้าจัณฑาล
จงอยู่เสียทางใต้แม่น้ำคงคา อย่าทำน้ำทางเหนือแม่น้ำคงคาให้เป็นเดนเลย.

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 170 (เล่ม 20)

พระโพธิสัตว์ก็ตอบรับว่า ดีละ ท่านอาจารย์ ข้าจักอยู่ในที่ท่านบอก แล้วก็
ไปอยู่ทางใต้แม่น้ำคงคา อธิษฐานว่า น้ำของแม่น้ำคงคาจงไหลทวนกระแส.
เช้าตรู่ ชาติมันตดาบสก็ลงไปยังแม่น้ำคงคา บ้วนปากล้างหน้า ชำระชฎา
(ผมที่มวยไว้) พระโพธิสัตว์นั้นเคี้ยวไม้สีฟัน ถ่มเขฬะเป็นก้อน ๆ ลงในแม่น้ำ
ไม้สีฟันและเขฬะที่ถ่มก็ลอยไปที่ดาบสนั้น พระโพธิสัตว์อธิษฐานว่า ไม้สีฟัน
และเขฬะนั้น อย่าติดในที่อื่น ให้ติดอยู่ที่ชฎาของดาบสนั้นผู้เดียว ทั้งเขฬะ
ทั้งไม้สีฟันก็ติดอยู่ที่ชฎาของดาบสนั้นเท่านั้น. ดาบสก็เดือดร้อนรำคาญใจว่า
การกระทำนี่ ต้องเป็นของเจ้าจัณฑาลแน่ จึงเดินไปถามว่า พ่อมหาจำเริญ
จัณฑาล น้ำของแม่น้ำคงคานี้ เจ้าทำให้มันไหลทวนกระแสหรือ. ขอรับ
ท่านอาจารย์. ถ้าอย่างนั้น เจ้าอย่าอยู่ทางใต้แม่คงคาเลย จงอยู่เสียทางเหนือ
แม่น้ำคงคาเถอะ. พระโพธิสัตว์ก็รับคำว่า ขอรับ ท่านอาจารย์ ข้าจักอยู่ในที่ตาม
ที่ท่านบอก แล้วก็อยู่ ณ ที่นั้น คลายฤทธิ์เสีย น้ำก็ไหลตามปกติ ดาบสก็
ประสบความย่อยยับนั้นอีก จึงไปถามพระโพธิสัตว์ว่า พ่อมหาจำเริญจัณฑาล
น้ำของแม่คงคานี้ เจ้าทำให้มันไหลทวนกระแส บางครั้งก็ทำให้มันไหลตาม
กระแสหรือ. ขอรับ ท่านอาจารย์. ดาบสจึงสาปว่า เจ้าไม่ให้นักบวชผู้อยู่เป็น
ปกติสุข อยู่โดยสะดวกเลย ศีรษะของเจ้าจักแตกออก ๗ เสี่ยง ในวันที่ครบ
๗ นับแต่วันนี้ไป. ดีละ ท่านอาจารย์ ส่วนข้าก็ไม่ให้ดวงอาทิตย์ขึ้น. ครั้งนั้น
มหาสัตว์คิดว่า คำสาปแช่ง จักตกลงเบื้องบนของดาบสนั้นเท่านั้น เราจำต้อง
รักษาดาบสนั้นไว้. วันรุ่งขึ้น ก็ไม่ให้ดวงอาทิตย์ขึ้นด้วยฤทธิ์ เพราะเอ็นดูสัตว์
ธรรมดาอิทธิวิสัยของผู้มีฤทธิ์เป็นอจินไตย (ไม่ควรคิด) ตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่
ปรากฏว่า ดวงอาทิตย์ขึ้น ก็กำหนดกลางคืนกลางวันกันไม่ได้ ไม่มีผู้ประกอบ
การงาน เช่น ทำนา ค้าขายเป็นต้น คนทั้งหลายก็ประสบอันตราย ด้วยไม่

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 171 (เล่ม 20)

รู้ว่า นี้ยักษ์บันดาล หรือภูตผี เทวดา นาค ครุฑ บันดาล คิดกันว่า จะ
ควรทำอย่างไรกันหนอ ปรึกษากันว่า ธรรมดาว่า ราชสกุลมีปัญญามาก จะ
ไม่อาจคิดถึงประโยชน์ของโลกหรือ มาพวกเราไปราชสกุลกันเถิด แล้วก็พา
กันไปยังราชสกุลร้องทุกข์.
พระราชา สดับแล้วแม้จะทรงกลัว ก็ทำเป็นไม่กลัว ตรัสว่า อย่า
กลัวกันไปเลย พ่อเอ๋ย ดาบสชื่อชาติมันตะอยู่ริมฝั่งแม่คงคา คงจักรู้เหตุอัน
นั้น เราจักไปถามท่านให้หายสงสัย พอ ๒ - ๓ วัน ก็เสด็จพร้อมด้วยพวกคน
ผู้บำเพ็ญประโยชน์เข้าไปหาดาบส ได้รับปฏิสันถารแล้ว ก็ตรัสถามเรื่องนั้น.
ดาบสก็ทูลว่า ถวายพระพร มหาบพิตร มีจัณฑาลอยู่คนหนึ่ง เขาทำน้ำของ
แม่น้ำคงคานี้บางครั้งก็ให้ไหลตามกระแส บางครั้งก็ให้ไหลทวนกระแส คำ
อะไร ๆ ที่อาตมากล่าวเพื่อประโยชน์นั้น ก็มีอยู่ ขอได้โปรดตรัสถามจัณฑาล
คนนั้น เขาคงจะรู้. พระราชาเสด็จไปยังสำนักของมาตังคฤษี ตรัสถามว่า
ท่านผู้เจริญ ท่านไม่ให้ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือ. ถวายพระพร มหาบพิตร.
เพราะเหตุไรเล่า เจ้าข้า. เพราะชาติมันตดาบสสาปแช่งอาตมาภาพผู้ไม่ผิด
อาตมาภาพจักให้ดวงอาทิตย์ขึ้น ก็ต่อเมื่อชาติมันตดาบสนั้น มาไหว้อาตมาภาพ
ขอขมาแล้ว ถวายพระพร. พระราชาก็เสด็จไปตรัสชวนว่า มาเถิดท่านอาจารย์
ขอขมาดาบสเสีย. ทูลว่า มหาบพิตร อาตมาไม่ไหว้จัณฑาลดอก. ตรัสว่า
อย่าทำอย่างนี้ซิ ท่านอาจารย์ โปรดเห็นแก่หน้าชาวแคว้นเถิด. ชาติมันตดาบส
นั้น ก็ปฏิเสธอย่างนั้นอีก. พระราชาก็เสด็จเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ตรัสว่า ท่าน
อาจารย์ ท่านชาติมันตดาบสไม่ปรารถนาขอขมานี่. พระโพธิสัตว์ทูลว่า เมื่อ
ชาติมันตดาบสไม่ขอขมา อาตมาภาพก็ไม่ปล่อยดวงอาทิตย์. พระราชาทรง
ดำริว่า ชาติมันตดาบสผู้นี้ไม่ยอมขอขมามาตังคฤษีนี้ เมื่อชาติมันตดาบสไม่

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 172 (เล่ม 20)

ขอขมาก็ไม่ยอมปล่อยดวงอาทิตย์ ประโยชน์อะไรแก่พวกเรา ด้วยดาบสนั้น เรา
จักเห็นแก่ชาวโลก แล้วตรัสสั่งคนทั้งหลายว่า ท่านผู้เจริญ พวกท่านจงไป
จับมือเท้าชาติมันตดาบสนั้น มายังสำนักของดาบส (มาตังคฤษี) ให้นำชาติ-
มันตดาบสนั้นมาแล้ว ให้หมอบแทบเท้าของมาตังคฤษี ตรัสว่า โปรดเอ็นดูชาว
แว่นแคว้นขอขมามาตังคฤษีนั้นเสีย. พระโพธิสัตว์ทูลว่า อาตมาภาพงดโทษ
กะผู้ขอขมา ก็แต่ว่าคำสาปของชาติมันตดาบสนั้น ก็จักตกบนศีรษะของชาติ-
มันตดาบสนั้นนั่นเอง เมื่ออาตมาปล่อยดวงอาทิตย์แล้ว แสงของดวงอาทิตย์
จักตกบนศีรษะของชาติมันตดาบสนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ศีรษะของดาบสนั้น
จักแตกออก ๗ เสี่ยง ขอดาบสนั้นอย่าประสบความย่อยยับนั้นเสีย มาเถิดท่าน
จักลงน้ำประมาณเพียงคอ จงวางก้อนดินเหนียวขนาดใหญ่ไว้บนศีรษะ เราจัก
ปล่อยดวงอาทิตย์ แสงของดวงอาทิตย์ตกต้องที่ก้อนดินเหนียว จักทำลายก้อนดิน
เหนียวนั้นแตกเป็น ๗ เสี่ยง. เมื่อดาบสนั้นทิ้งก้อนดินเหนียวเสีย แล้วดำน้ำไป
โผล่ขึ้นทางท่าอื่น ท่านทั้งหลายจงบอกดาบสนั้นดังนี้ ดาบสนั้นจักมีความสวัสดี
ปลอดภัย. คนทั้งหลายก็รับคำว่า จักทำอย่างนั้น แล้วก็ทำตามสั่งทุกประการ.
ความสวัสดีก็มีแก่ดาบสนั้นนั่นเอง เหมือนอย่างนั้น. ตั้งแต่นั้นมา ชาติมันต-
ดาบสนั้นก็ได้คิดว่า ขึ้นชื่อว่าชาติไม่เป็นเหตุ คุณภายใจของเหล่านักบวชต่าง
หากเป็นเหตุ ก็ละมานะความถือชาติและโคตร ไม่มัวเมาอีกเลย. ดังนั้น เมื่อ
ชาติมันตดาบสถูกทรมานแล้ว มหาชนก็ได้รู้ถึงเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ เกิด
โกลาหลเอิกเกริกเป็นการใหญ่ พระราชาตรัสวอนขอให้พระโพธิสัตว์ไปยัง
พระนครของพระองค์. พระโพธิสัตว์ก็ถวายปฏิญญารับคำขอ ดำริว่า จัก
ทรมานพราหมณ์แปดหมื่นคนนั้น และจักเปลื้องปฏิญญา แล้วไปยังพระนคร
ของพระเจ้าเมชฌะ.

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 173 (เล่ม 20)

พราหมณ์ทั้งหลาย เห็นพระโพธิสัตว์เท่านั้น ก็ปรึกษากันว่า ท่าน
ผู้เจริญ นี้มหาโจรผู้นั้นแหละมาแล้ว บัดนี้จักทำพวกเราให้ปรากฏ (เปิดโปง)
ว่า พวกเราทั้งหมดนี้กินเดนไม่เป็นพราหมณ์แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็
จักอยู่แม้ในที่นี้ไม่ได้ จักฆ่ามันก่อนละ แล้วพากันไปเฝ้าพระราชาทูลว่า ขอ
ถวายพระพร ขอมหาบพิตรโปรดอย่าทรงสำคัญนักบวชจัณฑาลผู้นี้ว่าเป็นคนดี
เลย นักบวชจัณฑาลผู้นี้รู้มนต์หนัก จับแผ่นดินทำให้เป็นอากาศก็ได้ จับ
อากาศทำให้เป็นแผ่นดินก็ได้ จับที่ไกลทำให้ใกล้ก็ได้ จับที่ใกล้ทำให้ไกลก็ได้
กลับแม่คงคาทำให้ไหลขึ้นก็ได้ เมื่อปรารถนาอาจพลิกแผ่นดินก็ได้ ทำอันตราย
พระชนม์ชีพก็ได้ หรือว่าขึ้นชื่อว่า จิตของคนอื่นไม่อาจยึดไว้ได้ทุกเวลา
นักบวชจัณฑาลผู้นี้ เมื่อได้ที่พึ่งในนครนี้ ก็จะพึงทำแม้ราชสมบัติของมหา-
บพิตรให้พินาศก็ได้ ทำอันตรายพระชนมชีพก็ได้ ตัดขาดพระราชวงศ์ก็ได้
ขอมหาบพิตรโปรดเชื่อคำของพวกอาตมาเถิด จะฆ่าเขาเสียได้ในวันนี้ก็ควร
ขอถวายพระพร. ขึ้นชื่อว่าพระราชาทั้งหลาย ย่อมมีปรปักษ์ ดังนั้น ท้าวเธอ
จึงตกลงพระทัย ด้วยอำนาจถ้อยคำของพราหมณ์เหล่านั้น. ฝ่ายพระโพธิสัตว์
เที่ยวขออาหารไปในพระนคร เดินไปยังพระราชอุทยาน ปราศจากความสงสัย
เพราะเป็นผู้ไม่มีความผิด นั่งบนแผ่นศิลาอันเป็นมงคล. สติระลึกไม่ได้เลย
ในเวลาเพียงครู่เดียว เพราะญาณที่สามารถระลึกได้ ๘๐ กัป คือ อดีต ๔๐ กัป
อนาคต ๔๐ กัป ระลึกไม่ได้. พระราชาไม่ให้คนอื่นล่วงรู้เสด็จไปด้วยพระองค์
เอง ทรงเอาพระแสงดาบฟันพระมหาบุรุษ ซึ่งนั่งเผลอตัว เพราะระลึกไม่ได้
ขาด ๒ ท่อน. ฝนคือพืชโลหะที่ ๘ ฝนคือโคลนตมที่ ๙ ก็ตกลงในแว่นแคว้น
ของพระราชาพระองค์นั้น ฝน ๙ ชนิดตกลงในแว่นแคว้นของพระราชาแม้
พระองค์นี้ด้วยประการฉะนี้. พระราชาพระองค์นั้นพร้อมทั้งบริษัท ก็บังเกิด
ในมหานรก.

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 174 (เล่ม 20)

ด้วยเหตุนั้น สังกิจจบัณฑิต จึงกล่าวว่า
อุปหจฺจ มนํ เมชฺโฌ มาตงฺคสฺมึ ยสฺสสิเน
สปาริสชฺโช อุจฺฉินฺโน เมชฺฌารญฺญํ ตทา อหุ.
พระเจ้าเมชฌะพร้อมทั้งบริษัททรงขาด
คุณธรรม ทรงกระทบพระทัย ในเพราะ
มาตังคะฤษีผู้มีเกียรติยศ ป่าชื่อว่าเมชณะ
จึงได้มีมาแต่ครั้งนั้น.
พึงทราบว่าป่าเมชฌะกลายเป็นป่าไปด้วยประการฉะนี้. แต่ป่าเมชฌะ
นั้น ท่านเรียกว่า ป่ามาตังคะ เพราะอำนาจของฤษีชื่อมาตังคะ.
บทว่า ปญฺทาปฏิภาณานิ คือปัญหาพยากรณ์. บทว่า ปจฺจนีกาตพฺพํ
ความว่า สำคัญว่า ควรทำให้เป็นข้าศึก คือเป็นเสมือนว่าถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม.
บทว่า อนุวิจฺจการํ ท่านอธิบายว่า จงกระทำให้เป็นข้อที่พึงพิจารณา คือ
ใคร่ครวญแล้วจึงทำ. คำว่า สาธุ โหติ แปลว่า เป็นการดี. พระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงแสดงว่า ก็เมื่อคนเช่นท่านพบเรา ถึงเราว่าเป็นสรณะ ครั้นพบนิครนถ์
แล้วก็ถึงนิครนถ์เป็นสรณะ คำครหาก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้ว่า อุบาลีผู้นี้ถึงทุกคนที่
ตนพบเห็นนั่นแลเป็นสรณะหรือ เพราะฉะนั้น การใคร่ครวญเสียก่อนแล้วทำ
จึงเป็นการดีสำหรับคนเช่นท่าน. คำว่า ปฏากํ ปริหเรยฺยุํ ความว่า เขาว่า
พวกนิครนถ์เหล่านั้น ได้สาวกเห็นปานนั้นแล้ว ก็ยกธง (โอ้อวด) เที่ยวป่าว
ประกาศว่า พระราชา อำมาตย์ของพระราชา หรือ เศรษฐีชื่อโน้น ๆ เป็น
สาวก ถึงเราเป็นสรณะ.
ถามว่า เพราะเหตุไร.

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 175 (เล่ม 20)

ตอบว่า เพราะว่า ความที่พวกเราเป็นใหญ่ จักปรากฏชัดแจ้ง ด้วย
วิธีการอย่างนี้ และเพราะว่า ถ้าเขาจะพึงเกิดวิปปฏิสารเดือดร้อนสำคัญว่า เรา
ถึงสรณะด้วยเหตุอะไร หรือเขาก็จะบรรเทาความเดือดร้อนรำคาญแม้อันนั้นว่า
คนเหล่านั้นทั้งหมดส่วนมาก รู้ถึงความที่ตนมีการถึงสรณะแล้ว มาบัดนี้ ไม่
กลับเป็นทุกข์ ในการที่จะถอนคนกลับไป. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า ปฏากํ ปริหเรยยฺยุํ ดังนี้.
คำว่า โอปานภูตํ แปลว่า ทั้งอยู่เหนือบ่อน้ำที่จัดไว้. คำว่า กุลํ
คือ นิเวศน์ของท่าน. คำว่า ทาตพฺพํ มญฺเญยฺยาสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงโอวาทว่า เห็นคน ๑๐ คนบ้าง ๒๐ คนบ้าง ๖๐ คนบ้าง ผู้มาแล้ว อย่างพูด
ว่าไม่มี ให้เถิด อย่าตัดไทยธรรมสำหรับนิครนถ์เหล่านี้ ด้วยเพียงเหตุที่ถึง
เราเป็นสรณะ ณ บัดนี้ แท้จริง ควรให้แก่พวกเขาที่มาถึงแล้ว โดยแท้. คำว่า
สุตเมตํ ภนฺเต ความว่า อุบาลีคฤหบดีทูลถามว่า ทรงได้ยินมาจากไหน
พระเจ้าข้า. ตรัสตอบว่า จากสำนักของนิครนถ์ทั้งหลาย เขาว่านิครนถ์เหล่า
นั้น ประกาศในเรือนของสกุลทั้งหลายอย่างนี้ว่า พวกเรากล่าวว่า ควรให้แก่
คนใดคนหนึ่งที่มาถึงแล้ว ส่วนพระสมณโคดมกล่าวว่า ควรให้ทานแก่เราเท่า
นั้น ฯ ล ฯ ทานที่ให้แก่สาวกพวกอื่นไม่มีผลมากเลย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
หมายเอาคำนั้น จึงตรัสว่า อยํ คหปติ สุตเมตํ ดังนี้.
คำว่า อนุปุพฺพกถํ คือกถาที่กล่าวตามลำดับอย่างนี้คือ ศีลลำดับจาก
ทาน สวรรค์ลำดับจากศีลโทษของกามทั้งหลายลำดับจากสวรรค์.ในอนุบุพพิกถา
นั้น คำว่า ทานกถํ คือ กถาที่ประกอบด้วยคุณ คือ ทาน เป็นต้นอย่างนี้ว่า
ธรรมดาว่า ชื่อว่าทานนี้ เป็นเหตุแห่งสุขทั้งหลาย, เป็นมูลรากของสมบัติทั้งหลาย
เป็นที่ตั้งแห่งโภคสมบัติทั้งหลาย, เป็นที่ป้องกัน ที่เร้น ที่ไป ที่ไปเบื้องหน้าของ

175