ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 66 (เล่ม 20)

สองสัปดาห์บ้าง แต่มีพระพุทธประสงค์จงทรงใช้ศาลาสันถาคารด้วยอิริยาบถ
ทั้งสี่ จึงได้ทรงพุทธดำเนินตั้งแต่ที่ชำระพระหัตถ์และพระบาท จนประทับนั่ง
เหนืออาสนะ แสดงธรรม เสด็จพระพุทธดำเนินในที่เช่นนี้ ถึงอาสนะแสดง
ธรรม ค่อย ๆ ประทับยืนแล้วประทับนั่ง ประทับนั่งเหนืออาสนะแสดงธรรม
สองยามครึ่ง ในที่เช่นนี้ สำเร็จการประทับนั่งในที่เช่นนี้ บัดนี้ เมื่อทรง
บรรทม โดยพระปรัศว์เบื้องขวา ก็สำเร็จการบรรทม พระผู้มีพระภาคเจ้ามี
พระพุทธประสงค์จะทรงใช้ด้วยอิริยาบถสี่ ดังกล่าวมาด้วยประการฉะนี้ ไม่
ควรกล่าวว่า ก็ธรรมดาสรีระที่มีวิญญาณครองของเรา ไม่สบายดังนี้ เพราะ
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถือเอาความไม่สบายแม้เล็กน้อย ที่เกิดจาก
ประทับนั่งนาน จึงตรัสอย่างนี้.
คำว่า สงฺฆาฏึ ปญฺญเปตฺวา ความว่า นัยว่าพวกเจ้าศากยะเหล่านั้น
ให้กั้นม่านผ้าไว้ที่ส่วนข้างหนึ่งของสันถาคาร ให้จัดตั้งเตียงที่สมควร แล้วลาด
ด้วยเครื่องลาดที่สมควรแล้วติดเพดานประดับด้วยดาวทอง พวงมาลัยหอม ไว้
ข้างบน ตามประทีปน้ำมันหอมไว้ ด้วยทรงดำริว่า ไฉนหนอพระศาสดาจัก
เสด็จลุกขึ้นจากธรรมาสน์ แล้วพักหน่อยหนึ่ง จะทรงบรรทม ณ ที่นี้ เมื่อ
เป็นเช่นนี้ สันถาคารนี้ เป็นอันพระศาสดาทรงใช้แล้วด้วยอิริยาบถ ๔ ก็จัก
เป็นประโยชน์สุขแก่พวกเรา ตลอดกาลนาน. แม้พระศาสดาก็ทรงทราบอัธยาศัย
นั้นนั่นแล จึงทรงปูสังฆาฏิบรรทม ณ ที่นั้น. คำว่า อุฏฺฐานสญฺญํ มนสิกริ-
ตฺวา ความว่า ทรงตั้งอุฏฐานสัญญาไว้ในใจว่า ล่วงเวลาเท่านี้ เราจักลุกขึ้น.
คำว่า มหานามํ สกฺกํ อามนฺเตสิ ความว่า นัยว่า ในเวลานั้นเจ้ามหานาม
ศากยะเป็นหัวหน้าสูงสุดในบริษัทนั้น เมื่อท่านพระอานนท์สงเคราะห์เจ้ามหา-
นามนั้นแล้ว ก็เป็นอันสงเคราะห์บริษัทส่วนที่เหลือด้วย เพราะเหตุนั้น
พระเถระจึงเรียกเฉพาะเจ้ามหานามศากยะนั้นองค์เดียว. คำว่า สีลสมฺปนโน
แปลว่า ถึงพร้อมด้วยศีล. อธิบายว่า มีศีลสมบูรณ์ มีศีลบริบูรณ์. คำว่า

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 67 (เล่ม 20)

สทฺธมฺเมหิ แปลว่า ด้วยธรรมอันดี หรือด้วยธรรมของคนดี คือสัตบุรุษ.
ด้วยคำว่า กถํ จ มหานาม นี้ พระเถระประสงค์จะตั้งแม่บทแห่งเสขปฏิปทา
ด้วยฐานะเท่านี้แล้ว อธิบายให้พิศดารโดยลำดับ จึงกล่าวอย่างนี้. คำว่า
สีลสมฺปนฺโน เป็นต้น ในพระบาลีนั้นบัณฑิตพึงทราบตามนัยที่ตรัสไว้แล้ว
ในอากังเขยยสูตร เป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์
อยู่เถิดดังนี้. ในคำว่า กายทุจฺจริเตน เป็นต้น เป็นตติยาวิภัตติ ลงใน
อรรถทุติยาวิภัตติ. อธิบายว่า ละอาย เกลียด กายทุจริตเป็นต้น ที่ควรละอาย.
คำว่า กายทุจฺจริเตน เป็นตติยาวิภัตติ ลงในอรรถเหตุ ในนิทเทสแห่ง
โอตตัปปะ. อธิบายว่า เกรงกลัว แต่กายทุจริตเป็นต้น อันเป็นตัวเหตุแห่ง
โอตตัปปะ. คำว่า อารทฺธวิริโย คือ ผู้มีความเพียรอันประคองไว้ มีใจ
ไม่ย่อหย่อน. คำว่า ปหานาย คือเพื่อประโยชน์แก่การละ. คำว่า อุปสมฺปทาย
คือ เพื่อประโยชน์แก่การกลับได้. คำว่า ถามว่า คือผู้ประกอบด้วยเรี่ยวแรง
คือความเพียร. คำว่า ทฬฺหปรกฺกโม คือ ผู้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง.
คำว่า อนิกฺขิตฺตธุโร กุสเลสุ ธมฺเมสุ ความว่า ผู้มีธุระอันไม่ทอดทิ้ง มี
ความเพียรอันไม่ย่อหย่อนในกุศลธรรม. คำว่า ปรเมน คือ สูงสุด. คำว่า
สติเนปกฺเกน คือ ด้วยสติและความเป็นผู้มีปัญญารักษาตน.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ปัญญาจึงมาในบทภาชนีย์ของสติ.
ตอบว่า เพื่อแสดงความที่สติมีกำลัง. แท้จริงสติที่ปราศจากปัญญา
ย่อมอ่อนกำลัง สติที่ประกอบด้วยปัญญาย่อมมีกำลัง.
คำว่า จิรกตํปิ ความว่า การบำเพ็ญข้อปฏิบัติคือมหาวัตร ๘๐ มี
เจติยังคณวัตรเป็นต้น อันตนเองหรือคนอื่น กระทำด้วยกายมานาน. คำว่า
จิรภาสิตํปิ ความว่า คำที่ตนเองหรือผู้อื่นกล่าวด้วยวาจามานาน ได้แก่

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 68 (เล่ม 20)

กถาที่ว่าด้วยการอุทิศเอง การให้ผู้อื่นอุทิศ การประชุมธรรม การแสดงธรรม
และเลียบเคียงด้วยความเคารพ คือ วจีกรรม ที่เป็นไปด้วยอำนาจ ถ้อยคำ
ที่ควรอนุโมทนาเป็นต้น. คำว่า สริตา อนุสฺสริตา ความว่า เมื่อกายกรรม
นั้น กระทำมานานด้วยกาย ชื่อว่า กายเป็นกายวิญญัติ เมื่อวจีกรรมกล่าว
มานาน . ชื่อว่า วาจา เป็นวจีวิญญัติ แม้ทั้งสองอย่างนั้น เป็นรูปจิตและ
เจตสิกที่ยังรูปนั้นให้ตั้งขึ้นเป็นรูป ย่อมระลึกและตามระลึกว่า รูปธรรมและ
อรูปธรรมเหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างนี้ ดับไปอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. อธิบายว่า
ยังสติสัมโพชฌงค์ให้ตั้งขึ้น แท้จริงในที่นี้ท่านประสงค์เอาสติที่ยังโพชฌงค์ให้
ตั้งขึ้น ด้วยสตินั้น อริยสาวกนั้น พึงทราบว่า ชื่อว่า สริตา เพราะระลึกได้
ครั้งเดียว ชื่อว่า อนุสฺสริตา เพราะระลึกได้บ่อย ๆ.
คำว่า อุทยตฺถคามินิยา ความว่า อันถึงความเกิดและความเสื่อม
คือ สามารถเพื่อจะรู้ชัด ซึ่งความเกิดและความเสื่อมแห่งขันธ์ทั้งห้า. คำว่า
อริยาย ความว่า หมดจด เพราะตั้งอยู่ไกลจากกิเลสทั้งหลาย โดยข่มไว้ และ
โดยตัดได้ขาด. คำว่า ปญฺญาย สมนฺนาคโต คือ เป็นผู้พร้อมด้วยวิปัสสนา
ปัญญา และมรรคปัญญา. ในคำว่า นิพฺเพธิกาย ความว่า วิปัสสนา-
ปัญญา และมรรคปัญญานั้นแล ท่านเรียกว่า นิพเพธิกา เพราะเป็นเครื่อง
แทงตลอด. อธิบายว่า ประกอบด้วยนิพเพธิกปัญญานั้น. บรรดาวิปัสสนา
ปัญญาและมรรคปัญญาทั้งสองนั้น มรรคปัญญาชื่อว่า นิพเพธิกา เพราะ
อรรถวิเคราะห์ว่า เจาะแทง คือ ทำลายกองโลภะ กองโทสะ กองโมหะ
ที่ไม่เคยเจาะแทงที่ไม่เคยทำลายเสียได้ โดยตัดได้ขาด วิปัสสนาปัญญาชื่อว่า
นิพเพธิกา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า เจาะแทงทำลายกองโลภะเป็นต้นได้
โดยเจาะแทงทำลายได้ชั่วขณะ และเพราะเป็นไปเพื่อได้มาซึ่งมรรคปัญญา อัน

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 69 (เล่ม 20)

เป็นเครื่องเจาะแทง เพราะเหตุนั้น วิปัสสนาปัญญาจะรียกว่า นิพเพธิกา
ก็ควร. มรรคปัญญาทำทุกข์ในวัฏฏะให้สิ้นไปโดยชอบ คือ โดยเหตุ โดยนัย
เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความสิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบ
แม้ในคำว่า สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา วิปัสสนาทำทุกข์ในวัฏฏะและทุกข์
เพราะกิเลสให้สิ้นไป ด้วยอำนาจตทังคปหาน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เป็น
ข้อปฏิบัติให้ถึงความสิ้นไปแห่งทุกข์ อีกอย่างหนึ่ง วิปัสสนานั้นก็พึงทราบว่า
เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความสิ้นไปแห่งทุกข์ แม้เพราะเป็นไปเพื่อได้มาซึ่งมรรค-
ปัญญา อันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความสิ้นไปแห่งทุกข์.
คำว่า อภิเจตสิกานํ ความว่า อันอิงอาศัยจิตอันยิ่ง จิตอันประเสริฐ.
คำว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารานํ ความว่า อันเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งสุขในขณะที่
เอิบอิ่ม. คำว่า นิกามลาภี ความว่า เข้าสมาบัติในขณะที่ต้องการ ๆ. คำว่า
อกิจฺฉลาภี คือได้ไม่ยาก. คำว่า อกสิรลาภี คือได้อย่างไพบูลย์. พระ-
อริยสาวกรูปหนึ่ง สามารถเข้าสมาบัติได้ ในขณะที่ต้องการ. เพราะเป็นผู้
คล่องแเคล่ว แต่อีกรูปหนึ่ง ไม่ลำบาก แต่ไม่สามารถข่มธรรมที่เป็นอันตราย
แห่งสมาธิไว้ได้ เธอก็ออกจากสมาบัติไปทันที เพราะตนไม่ปรารถนาไม่สามารถ
ดำรงสมาบัติไว้ได้ โดยเวลาตามที่กำหนดไว้ อริยสาวกนี้ชื่อว่า ได้ยาก ได้
ลำบาก ส่วนอริยสาวกรูปหนึ่ง สามารถเข้าสมาบัติได้ในขณะที่ต้องการ ทิ้ง
ไม่ลำบาก ในธรรมที่มีสมาธิบริสุทธิ์ ก็ข่มใจไว้ได้ เธอสามารถออกจาก
สมาบัติโดยเวลาตามที่กำหนดไว้ได้ อริยสาวกนี้ชื่อว่า ได้โดยไม่ยาก ทั้งชื่อว่า
ได้โดยไม่ลำบาก. ด้วยคำว่า อยํ วุจฺจติ มหานาม อริยสาวโก เสโข ปาฏิ-
ปโท นี้ พระเถระแสดงว่า ดูก่อนท่านมหานาม อริยสาวกผู้ปฏิบัติเสขปฏิปทา
ท่านเรียกว่า ผู้ประกอบด้วยข้อปฏิบัติ อันเป็นไปเพื่อห้องแห่งวิปัสสนา.

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 70 (เล่ม 20)

คำว่า อปุจฺจณฺฑตาย คือ เพราะความเป็นกะเปาะไข่ที่ไม่เสีย. คำว่า
ภพฺโพ อภินิพฺภิทาย คือ ควรเพื่อกระเทาะออกด้วยอำนาจฌาน. คำว่า
สมฺโพธาย คือ เพื่ออริยมรรค. ด้วยคำว่า อนุตฺตรสฺส โยคกฺเขมสฺส นี้
พระเถระแสดงว่า พระอรหัตชื่อว่า ธรรมอันเกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม
เป็นผู้ควรเพื่อบรรลุธรรมนั้น ข้ออุปมาที่ท่านนำมาเพื่อแสดงข้อความในพระ-
สูตรนี้ บัณฑิตพึงทราบ ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้ในเจโตขีลสูตรนั่นแล. ก็การ
เทียบเคียงข้ออุปมาอันใด มาในเจโตขีลสูตรนั้น อย่างที่ว่า ความเพียรยิ่งของ
ภิกษุนี้ คือความที่ภิกษุนี้เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๕ นั้น ก็เหมือนการกระทำ
กิริยา ๓ อย่างในกะเปาะไข่ของแม่ไก่นั้น การเทียบเคียงข้ออุปมานั้น บัณฑิต
พึงประกอบความอย่างนี้ว่า ความที่ภิกษุนี้ พร้อมด้วยธรรม ๑๕ มีความเป็น
ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นต้น ก็เหมือนการกระทำกิริยา ๓ อย่าง ในกะเปาะไข่
ของแม่ไก่นั้น แล้วพึงทราบอย่างเดียวกัน เพราะพระบาลีว่า ภิกษุในธรรม-
วินัยนี้ ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลอย่างนี้เป็นต้น คำที่เหลือก็เช่นเดียวกับ
คำที่ท่านกล่าวไว้ในที่ทั้งปวงนั่นและ คำว่า อิมํเยว อนุตฺตรํ อุเปกฺขา
สติปาริสุทฺธึ ความว่า อันเป็นจตุตถฌานอันสูงสุด ไม่เหมือนกับปฐมฌาน
เป็นต้น อันนี้. คำว่า ปฐมา อภินิพฺภิทา คือการทำลายด้วยฌาณ ครั้งแรก
แม้ในครั้งที่สองเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน ก็ลูกไก่เกิดสองครั้ง คือออก
จากท้องแม่ ครั้งหนึ่ง ออกจากกะเปาะไข่ครั้งหนึ่ง, อริยสาวกเกิดสามครั้ง
ด้วยวิชชาสาม คือ บรรเทาความมืดที่ปกปิดขันธ์ที่เคยอาศัยในปางก่อน เกิด
ครั้งที่หนึ่งด้วยปุพเพนิวาสญาณ บรรเทาความมืดที่ปกปิดจุติปฏิสนธิ ของสัตว์
ทั้งหลาย แล้วเกิดครั้งที่สองด้วยทิพยจักษุญาณ บรรเทาความมืดที่ปกปิดสัจจะ
ทั้งสี่ แล้วเกิดครั้งที่สามด้วยอาสวักขยญาณ.

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 71 (เล่ม 20)

คำว่า อิทํ ปิสฺส โหติ จรณสฺมึ ความว่า แม้อันนี้ก็ย่อมชื่อว่า
จรณะของภิกษุผู้มีศีล ชื่อว่า จรณะมีมากมิใช่อย่างเดียว ได้แก้ ธรรม ๑๕ มีศีล
เป็นต้น . อธิบายว่า ในธรรม ๑๕ นั้น แม้ศีลนี้ก็เป็นจรณะอย่างหนึ่ง แต่
โดยใจความเฉพาะบท ผู้ใดเที่ยว คือไปสู่ทิศที่ไม่เคยไปด้วยคุณชาตินี้ เหตุ
นั้นคุณชาตินี้ชื่อว่า จรณะ เครื่องเที่ยวไป. ในที่ทุกแห่ง ก็มีนัยนี้. คำว่า
อิทํ ปิสฺส โหติ วิชฺชาย ความว่า ปุพเพนิวาสญาณนี้ ย่อมชื่อว่า วิชชา
ของภิกษุนั้น. ชื่อว่า วิชชามีมาก มิใช่อย่างเดียว ได้แก่ ญาณ ๘ มีวิปัสสนา-
ญาณเป็นต้น . อธิบายว่า ในญาณ ๘ นั้น ญาณแม้นี้ ก็ชื่อว่า วิชชาอย่าง
หนึ่ง แต่โดยใจความเฉพาะบท ผู้ใดรู้แจ้งแทงตลอดด้วยคุณชาตนี้ เหตุนั้น
คุณชาตินี้ชื่อว่า วิชชา เครื่องรู้แจ้งแทงตลอด. คำว่า วิชฺชาสมฺปนฺโน อติปิ
ความว่า ถึงพร้อมด้วยวิชชา ๓ เรียกว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาดังนี้บ้าง. คำว่า
จรณสมฺปนฺโน อิติปิ ความว่า ถึงพร้อมด้วยธรรม ๑๕ เรียกว่า ผู้สมบูรณ์
ด้วยจรณะดังนี้บ้าง. คำว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน อิติปิ ความว่า ส่วนผู้
ถึงพร้อมด้วยทั้งสองอย่างนั้น เรียกว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะดังนี้บ้าง.
คำว่า สนฺนงฺกุมาเรน๑ คือ เด็กโบราณ ที่ปรากฏชื่อว่า กุมารมาตั้งแต่กาล
ไกลโน้น เล่ากันว่า ในถิ่นมนุษย์สันนังกุมารนั้น ทำฌานให้บังเกิดครั้งยังเป็น
เด็กไว้จุก ๕ จุก ฌานก็ไม่เสื่อม ไปบังเกิดในพรหมโลก อัตภาพของเขาน่ารัก
น่าพอใจ เพราะฉะนั้นเขาจึงเที่ยวไปด้วยอัตภาพเช่นนั้น ด้วยเหตุนั้น คน
ทั้งหลายจึงให้สมญานามเขาว่า สันนังกุมาร. คำว่า ชเนตสฺมึ คือ ในหมู่ชน.
อธิบายว่า ในหมู่ประซาชน. คำว่า เย โคตฺตปฏิสารโน ความว่า ชนเหล่า
ใดยึดถือโคตร ในชนหมู่นั้นว่าเราเป็นโคตมะ เราเป็นกัสสปะ ในหมู่คนที่
ยึดถือเรื่องโคตรนั้น กษัตริย์ก็เป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก. คำว่า อนุมตา
๑. บาลีเป็นสนังกุมาร

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 72 (เล่ม 20)

ภควตา ความว่า คาถานี้เราเทียบเคียงแสดงพร้อมด้วยปัญหาพยากรณ์ของเรา.
ในอัมพัฏฐสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ ถึงเราก็
กล่าวอย่างนี้ว่า
ในหมู่ชนที่ยังยึดถือในเรื่องโคตร
กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐสุด คนที่สมบูรณ์ด้วย
วิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่
เทวดาและมนุษย์.
ก็ทรงอนุมัติ คือทรงอนุโมทนา. ตามคาถานี้ คำว่า สาธุ สาธุ
อานนฺท ความว่า ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่หยั่งลงสู่นิทรารมณ์มา
ตั้งแต่ต้นทรงสดับพระสูตรนี้ ทรงทราบว่า อานนท์จับยึดเอายอดเสขปฏิปทา
จึงเสด็จลุกขึ้นประทับนั่งขัดสมาธิ ได้ประทานสาธุการรับรอง ดังนั้นพระสูตรนี้
ด้วยพระวาจาเพียงเท่านี้ จึงเกิดชื่อว่า เป็นภาษิตของพระชินเจ้า. คำที่เหลือ
ในที่ทุกแห่งตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเสขปฏิปทาสูตรที่ ๓

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 73 (เล่ม 20)

๔. โปตลิยสูตร
ว่าด้วยโปตลิยคฤหบดี
[๓๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ในอังคุตตราปชนบท
ในนิคมของชาวอังคุตตราปะ ชื่อว่าอาปณะ ครั้งนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังอาปณนิคม
ครั้นเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในอาปณนิคมแล้วภายหลังภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาต
แล้ว เสด็จเข้าไปยังไพรสัณฑ์แห่งหนึ่ง เพื่อทรงพักกลางวัน เสด็จถึงไพรสนฑ์
นั้นแล้ว ประทับนั่งพักกลางวัน ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง แม้โปตลิยคฤหบดี มี
ผ้านุ่งผ้าห่มสมบูรณ์ ถือร่ม สวมรองเท้า เดินเที่ยวไปมาเป็นการพักผ่อนอยู่
เข้าไปยังไพรสณฑ์นั้นแล้ว ครั้นถึงไพรสณฑ์นั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัย
พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๓๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะโปตลิยคฤหบดีผู้ยืนอยู่ ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่งว่า ดูก่อนคฤหบดี อาสนะมีอยู่ ถ้าท่านประสงค์เชิญนั่งเถิด. เมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว โปตลิยคฤหบดีโกรธ น้อยใจว่า พระ-
สมณโคดมตรัสเรียกเราด้วยคำว่า คฤหบดี แล้วได้นิ่งเสีย. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสกะโปตลิยคฤหบดีเป็นครั้งที่ ๒ ว่า ดูก่อนคฤหบดี อาสนะมีอยู่ ถ้าท่าน
ประสงค์เชิญนั่งเถิด. โปตลิยคฤหบดีโกรธ น้อยใจว่า พระสมณโคดมตรัส
เรียกเราด้วยคำว่า คฤหบดี ได้นิ่งเสียเป็นครั้งที่ ๒. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส
กะโปตลิยคฤหบดีเป็นครั้งที่ ๓ ว่า ดูก่อนคฤหบดี อาสนะมีอยู่ ถ้า
ท่าน

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 74 (เล่ม 20)

ประสงค์ เชิญนั่งเถิด. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว โปตลิยคฤหบดี
โกรธ น้อยใจว่า พระสมณโคดมตรัสเรียกเราด้วยคำว่า คฤหบดี แล้วได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านพระโคดม พระดำรัสที่พระองค์ตรัสเรียก
ข้าพเจ้าด้วยคำว่า คฤหบดีนั้น ไม่เหมาะ ไม่สมควรเลย.
พ. ดูก่อนคฤหบดี ก็อาการของท่าน เพศของท่าน เครื่องหมายของ
ท่านเหล่านั้น เป็นเหมือนคฤหบดีทั้งนั้น.
โป. จริงเช่นนั้น ท่านพระโคดม ก็แต่ว่าการงานทั้งปวง ข้าพเจ้า
ห้ามเสียแล้ว โวหารทั้งปวง ข้าพเจ้าตัดขาดแล้ว.
ดูก่อนคฤหบดี ก็การงานทั้งปวง ท่านห้ามเสียแล้ว โวหารทั้งปวง
ท่านตัดขาดแล้วอย่างไรเล่า.
ท่านพระโคดม ขอประทานโอกาส สิ่งใดของข้าพเจ้าที่มี เป็นทรัพย์
ก็ดี เป็นข้าวเปลือกก็ดี เป็นเงินก็ดี เป็นทองก็ดี สิ่งนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้า
มอบให้เป็นมรดกแก่บุตรทั้งหลาย ข้าพเจ้ามิได้สอน มิได้ว่าเขาในสิ่งนั้น ๆ
ข้าพเจ้ามีอาหารและเครื่องนุ่งห่มเป็นอย่างยิ่งอยู่ ท่านพระโคดม การงานทั้งปวง
ข้าพเจ้าห้ามเสียแล้ว โวหารทั้งปวง ข้าพเจ้าตัดขาดแล้ว ด้วยประการอย่างนี้
แล.
ดูก่อนคฤหบดี ท่านกล่าวการตัดขาดโวหาร เป็นอย่างหนึ่ง ส่วนการ
ตัดขาดโวหารในวินัยของพระอริยะ เป็นอีกอย่างหนึ่ง.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็การตัดขาดโวหารในวินัยของพระอริยะเป็น
อย่างไรเล่า ดีละ พระองค์ผู้เจริญ การตัดขาดโวหารในวินัยของพระอริยะ มี
อยู่ด้วยประการใด ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย
ประการนั้นเถิด.

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 75 (เล่ม 20)

ดูก่อนคฤหบดี ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว.
โปตลิยคฤหบดีทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
ธรรมเครื่องตัดโวหาร ๘ ประการ
[๓๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ธรรม ๘ ประ-
การนี้ย่อมเป็นไปเพื่อตัดขาดโวหารในวินัยของพระอริยะ. ๘ ประการเป็นไฉน
คือ ปาณาติบาตพึงละได้เพราะอาศัยการไม่ฆ่าสัตว์ อทินนาทาน พึงละได้เพราะ
อาศัยการถือเอาแต่ของที่เขาให้ มุสาวาทพึงละได้เพราะอาศัยวาจาสัตย์
ปิสุณาวาจาพึงละได้เพราะอาศัยวาจาไม่ส่อเสียด ความโลภด้วยสามารถความ
กำหนัดพึงละได้เพราะอาศัยความไม่โลภด้วยสามารถความกำหนัด ความโกรธ
ด้วยสามารถแห่งการนินทาพึงละได้เพราะความไม่โกรธ ด้วยสามารถแห่งการ
นินทา ความคับแค้นด้วยความสามารถแห่งความโกรธพึงละได้เพราะอาศัย
ความไม่คับแค้นด้วยสามารถความโกรธ ความดูหมิ่นท่านพึงละได้เพราะอาศัย
ความไม่ดูหมิ่นท่าน ดูก่อนคฤหบดี ธรรม ๘ ประการนี้แล เรากล่าวโดยย่อ
ยังมิได้จำแนกโดยพิสดาร ย่อมเป็นไปเพื่อตัดขาดโวหารในวินัยของพระอริยะ.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ธรรม ๘ ประการนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
โดยย่อมิได้ทรงจำแนกโดยพิสดาร ย่อมเป็นไปเพื่อตัดขาดโวหารในวินัยของ
พระอริยะ ดีละ พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยความกรุณา
จำแนกธรรม ๘ ประการนี้ โดยพิสดารแก่ข้าพเจ้าเถิด.
ดูก่อนคฤหบดี ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว.
โปตลิยคฤหบดีทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.

75