ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 56 (เล่ม 20)

ปติฏฺฐเปตฺวา ความว่า พวกเจ้าศากยะคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุ
สงฆ์ จักล้างพระหัตถ์หรือพระบาทหรือบ้วนพระโอษฐ์ตามพอพระทัยอย่างนี้
จึงบรรจุหม้อด้วยน้ำใสสีดังแก้วมณีใส่ดอกไม้ต่าง ๆ และผงอบน้ำเพื่อประโยชน์
อบน้ำให้หอม ปิดด้วยใบกล้วยตั้งไว้ในที่นั้น ๆ ท่านหมายเอาข้อนี้จึงกล่าวว่า
ปติฏฺฐเปตฺวา. คำว่า เตลปฺปทีปํ อาโรเปตฺวา ความว่า ตามประทีป
น้ำมันที่ตะเกียงมีด้ามทำด้วยเงินและทองเป็นต้น และที่ภาชนะอันทำด้วยทอง
และเงินเป็นต้น ที่เขาตั้งไว้ในมือของรูปชาวโยนกและรูปกินนรเป็นอาทิ.
ก็ในบาลีนี้ว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ พึงทราบความดังนี้ พวก
เจ้าศากยะเหล่านั้น ให้จัดตกแต่งสันถาคารอย่างเดียวหามิได้ ที่แท้ให้ตีกลอง
ร้องป่าวประกาศว่า ท่านทั้งหลายจงให้กวาดถนนนครรอบ ๆ กรุงกบิลพัศดุ์
โยชน์หนึ่ง ให้ยกธง ให้ตั้งหม้อน้ำ และตันกล้วยที่ประตูเรือน กระทำทั่ว
พระนคร ประหนึ่งดวงดาวเกลื่อนกล่นด้วยประทีปและมาลัยเป็นต้น ให้ทารก
ที่ยังดื่มนม ให้ดื่มนมเสีย ให้เด็กรุ่นรีบกินข้าวแล้วให้นอนเสีย อย่าทำเสียง
ดัง วันนี้พระศาสดาจักประทับอยู่ภายในหมู่บ้านตลอดคืนหนึ่ง ด้วยธรรมดา
พระพุทธเจ้าทั้งหลายคือต้องการเสียงเงียบ แล้วตนเองก็ถือประทีปมีด้ามเข้าเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ.
พระบาลีว่า อถโข ภควา นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรํ อาทาย สทฺธึ
ภิกฺขุสงฺเฆน เยน นวํ สนฺถาคารํ เตนูปสงฺกมิ พึงทราบความดังนี้.
นัยว่าเมื่อพวกเจ้าศากยะกราบทูลเวลาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมทรงทราบเวลาอันควร ณ บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
จัดผ้าแดง สีดังดอกทองหลาง แดงชุ่มด้วยน้ำครั่ง ประหนึ่งตัดดอกปทุมด้วย
กรรไกร ทรงนุ่งอันตรวาสกปกปิดมณฑลทั้งสาม ทรงคาดรัดประคดมีสิริดัง
สายฟ้า ประหนึ่งคาดกำปทุมด้วยสายสร้อยทอง ทรงห่มบังสุกุลจีวรอันประ-

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 57 (เล่ม 20)

เสริฐสีแดง มีวรรณะละม้ายยอดอ่อนแห่งต้นไทร ที่ทำให้มหาปฐพีที่ประกอบ
ด้วยขุนเขาสิเนรุและเขายุคนธรแห่งจักรวาล ให้ไหวแล้วจับไว้ ประหนึ่งคลุม
ตระพองช้างด้วยผ้ากัมพลแดง ประหนึ่งโปรยข่ายแก้วประพาฬในที่สูง ๑๐๐
ศอก ที่มีด่าดังทอง ประหนึ่งเปลื้องเสื้อกัมพลแดงที่สุวรรณเจดีย์ ประหนึ่งปิด
ดวงจันทร์เพ็ญที่กำลังโคจรด้วยฝนแดง ประหนึ่งรดน้ำครั่งที่สุกดีบนยอด
กาญจนบรรพต ประหนึ่งล้อมยอดเขาจิตรกูฏด้วยสายฟ้า เสด็จออกจากประตู
พระคันธกุฎี ดั่งหนึ่งราชสีห์ออกจากถ้ำทอง และดังดวงจันทร์เพ็ญโผล่ออก
จากยอดอุทัยบรรพต. ก็แหละครั้นเสด็จออกแล้ว ก็ประทับยืนที่หน้าพระคันธ-
กุฎี. ครั้งนั้น พระรัศมีที่แผ่ออกจากพระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ประหนึ่ง
กลุ่มสายฟ้าลอดออกจากช่องเมฆ กระทำให้พฤกษชาติในพระอาราม ประหนึ่ง
มีใบดอกผลและค่าคบเรื่อเลื่อมด้วยพรายน้ำทองราดรด พร้อมกันนั้น ภิกษุ
สงฆ์หมู่ใหญ่ก็ถือบาตรและจีวรของตนแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า. ก็แลภิกษุ
ทั้งหลายที่ยืนล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ก็เป็นผู้มักน้อยสันโดษ สงัด ไม่
คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร มีวัตรอดทนถือคำสั่งสอน เตือนกัน ตำหนิ
ความชั่ว ถึงพร้อมด้วยศีลและสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญาวิมุตติและวิมุตติญาณ-
ทัสสนะ เห็นปานฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ก็
งามสง่าประดุจก้อนทองที่ล้อมไว้ด้วยผ้ากัมพลแดง ประดุจนาวาทองที่แล่นไป
กลางดงปทุมแดง และประดุจปราสาททองที่ล้อมด้วยเรือนแก้วประพาฬ แม้
พระมหาเถระทั้งหลาย มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโมคคัลลานะเป็นต้น
ก็ห่มบังสกุลจีวรมีสีดังเมฆ ล้วนเป็นผู้คายราคะ ทำลายกิเลส สางชัฏได้แล้ว
ตัดเครื่องผูกพันแล้ว ไม่ติดข้องในสกุลหรือหมู่ ยืนแวดล้อมประดุจช้างใหญ่
ที่มีผิวหนังคลุมด้วยหนังแก้วมณี พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เอง ก็ทรง
ปราศจากราคะ อันเหล่าภิกษุที่ปราศจากราคะ แวดล้อมแล้ว ทรงปราศจาก

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 58 (เล่ม 20)

โทสะ อันเหล่าภิกษุที่ปราศจากโทสะแวดล้อมแล้ว ทรงปราศจากโมหะ อัน
เหล่าภิกษุที่ปราศจากโมหะแวดล้อมแล้ว ทรงไม่มีตัณหา อันเหล่าภิกษุที่ไม่มี
ตัณหาแวดล้อมแล้ว ทรงไม่มีกิเลส อันเหล่าภิกษุที่ไม่มีกิเลสแวดล้อมแล้วเป็น
ผู้ตรัสรู้เอง อันเหล่าภิกษุผู้ตรัสรู้เพราะเป็นพหูสูตแวดล้อมแล้ว ประดุจไกรสร-
ราชสีห์ อันฝูงมฤคแวดล้อมแล้ว ประดุจดอกกรรณิการ์ที่เกสรล้อมไว้ ประดุจ
พระยาช้างชื่อฉัททันต์ อันโขลงช้างแปดพันแวดล้อมแล้ว ประดุจพระยาหงส์
ชื่อ ธตรฐ อันฝูงหงส์เก้าหมื่นแวดล้อมแล้ว ประดุจองค์จักรพรรดิ อันเสนางค-
นิกรแวดล้อมแล้ว ประดุจท้าวสักกเทวราช อันทวยเทพแวดล้อมแล้ว ประดุจ
ท้าวหาริตมหาพรหม อันเหล่าพรหมแวดล้อมแล้ว ประดุจดวงจันทร์เพ็ญ อัน
กลุ่มดาวแวดล้อมแล้ว เสด็จเดินทางไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ ด้วยเพศของพระพุทธ
เจ้าซึ่งไม่มีผู้ใดเสมอ ด้วยท่วงทีอันสง่า ของพระพุทธเจ้า ที่หาประมาณมิได้
ด้วยประการฉะนี้.
ครั้งนั้น พระรัศมีอันมีพรรณดังทอง พลุ่งออกจากพระกายเบื้องหน้า
ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นกินพื้นที่ระยะแปดสิบศอก. พระรัศมีอันมีพรรณดั่ง
ทองพลุ่งออกจากพระวรกายเบื้องหลัง เบื้องขวา เบื้องซ้าย ก็กินพื้นที่ระยะ
แปดสิบศอก พระรัศมีอันมีพรรณดังแววหางนกยูง พลุ่งออกจากวนพระเกศา
ทั้งหมดตั้งแต่ปลายพระเกศาเบื้องบน กินพื้นที่ระยะแปดสิบศอก ณ พื้นอัมพร
พระรัศมีอันมีพรรณดังแก้วประพาฬพลุ่งออกจากพื้นพระบาท เบื้องล่าง กิน
พื้นที่ระยะแปดสิบศอก ณ แผ่นพื้นปฐพีอันทึบ พระพุทธรัศมีมีพรรณ ๖ โชติ
ช่วง แผ่พวยพุ่งไปตลอดพื้นที่ระยะแปดสิบศอก โดยรอบ ประดุจแสงไฟที่
พุ่งออกจากดวงประทีปด้ามทองขึ้นไปสู่อากาศ ประดุจสายฟ้าที่พุ่งออกจากเมฆ
ก้อนใหญ่ ทั้งสี่ทิศ ด้วยประการฉะนี้.

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 59 (เล่ม 20)

พระพุทธรัศมีกระจายแผ่ไปทุกทิศาภาค ประหนึ่งเกลื่อนกล่นด้วยดอก
จำปาทอง ประหนึ่งราดด้วยสายน้ำทองที่ออกจากหม้อทอง ประหนึ่งล้อมไว้
ด้วยแผ่นทองที่คลี่แล้ว ประหนึ่งดารดาษด้วยละอองดอกทองกวาวและดอก
กรรณิการ์ ที่ลมเวรัมภาก่อให้เกิดขึ้น.
พระสรีระแม้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็รุ่งเรืองด้วยพระวรลักษณ์สาม-
สิบสอง ประดับด้วยพระอนุพยัญชนะแปดสิบและพระรัศมีวาหนึ่ง สง่างามประ
หนึ่งพื้นนภากาศ ซึ่งมีดวงดาวสะพรั่ง ประหนึ่งป่าปทุมที่บานแล้ว ประหนึ่ง
ปาริฉัตรสูงร้อยโยชน์ที่มีดอกบานสะพรั่งไปทั้งต้น ประหนึ่งเอาสิริครอบงำสิริ
ของพระจันทร์สามสิบสองดวง พระอาทิตย์สามสิบสองดวง พระเจ้าจักรพรรดิ
สามสิบสองพระองค์ ราชาแห่งเทวดาสามสิบสององค์ มหาพรหมสามสิบสอง
องค์ ซึ่งสถิตอยู่ตามลำดับ เหมือนอย่างทานที่ทรงถวาย ศีลที่ทรงรักษา
กัลยาณกรรมที่ทรงกระทำตลอดสี่อสงไขย ยิ่งด้วยแสนกัป ประดับด้วยทศบารมี
ทศอุปบารมี ทศปรมัตถบารมี รวมเป็นบารมีสามสิบถ้วน ที่ทรงบำเพ็ญ
มาด้วยดีแล้ว ก็มาประชุมลงในอัตภาพอันเดียว ไม่ได้ฐานะที่จะให้วิบาก
เป็นเหมือนตกอยู่ในที่คับแคบ เป็นเหมือนประหนึ่งเวลายกสิ่งของจากพันลำเรือ
ลงสู่เรือลำเดียว ประหนึ่งเวลายกสิ่งของจากพันเล่มเกวียนลงสู่เกวียนเล่มเดียว
ประหนึ่งเวลาเอาแม่น้ำยี่สิบห้าสาย รวมกองเป็นสายเดียวกัน ที่ประตูทางร่วม
(ชุมทาง) แห่งโอฆะ คนทั้งหลายยกประทีปมีด้ามหลายพันดวงไว้เบื้องหน้า
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ที่กำลังเปล่งโอภาสด้วยพระพุทธสิรินี้. เบื้องหลัง
ทางซ้าย ข้างขวา ก็อย่างนั้นเหมือนกัน ฝนทั้งหลายที่ปล่อยเมฆทั้งสี่ทิศของ
ดอกมะลิซ้อน ดอกจำปา ดอกมะลิป่า ดอกอุบลแดง อุบลขาว กำยานและ
ยางทราย และดอกไม้ที่มีสีเขียว สีเหลืองเป็นต้น มีกลิ่นหอมและละเอียด ก็
กระจายไปเหมือนละอองน้ำ เสียงกึกก้องของดนตรี มีองค์ห้า และกึกก้อง

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 60 (เล่ม 20)

แห่งเสียงสดุดี อันประกอบด้วยคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ก็
ตามไปทุกทิศ ดวงตาของเหล่าเทวดา มนุษย์นาค สุบรรณ คนธรรพ์ และยักษ์
เป็นต้นก็ได้เห็นเหมือนดื่มน้าอมฤต แต่จะอยู่ในฐานะที่กล่าวพรรณนาการเสด็จ
พระพุทธดำเนินด้วยโศลกพันบท ก็ควร ในข้อนั้นจะกล่าวพอเป็นทางดังนี้.
พระผู้นำโลก สมบูรณ์ด้วยพระสรร-
พางค์อย่างนี้ ทรงทำมหาปฐพีให้ไหว ไม่
ทรงเบียดเบียนสัตว์เสด็จไป พระนราสภ ผู้
สูงสุดกว่าบรรดาสัตว์สองเท้า ยกพระบาท
ขวา ก้าวแรกเสด็จพระพุทธดำเนิน ก็
สมบูรณ์ด้วยสิริ สง่างาม เมื่อพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐสุดเสด็จพระพุทธดำเนิน ฝ่า
พระบาทอันอ่อนนุ่มสัมผัสพื้นดินที่เรียบก็ไม่
เปื้อนด้วยละออง. เมื่อพระผู้เป็นนายกแห่ง
โลก เสด็จพระพุทธดำเนินที่ลุ่มก็ดอนขึ้น
ที่ดอนก็ราบเรียบ แผ่นดิน แผ่นหิน ก้อน
กรวด กระเบื้อง ตอและหนามทุกอย่าง
ไม่มีจิตใจก็เว้นทางถวาย เมื่อพระผู้เป็นนายก
แห่งโลกเสด็จพระพุทธดำเนิน ก็ไม่ต้อง
ยกพระบาทก้าวยาวในที่ไกล ไม่ต้องยก
พระบาทก้าวสั้นในที่ใกล้ ไม่ทรงอึดอัด
พระทัย เสด็จพุทธดำเนิน พระมุนีผู้มีจรณะ
สมบูรณ์ ก็ไม่ยกพระชานุทั้งสองและข้อ
พระบาท เสด็จไปเร็วนัก. พระผู้มีพระทัย

60
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 61 (เล่ม 20)

ตั้งมั่น เมื่อเสด็จพระพุทธดำเนินก็ไม่ต้อง
เสด็จไปช้านัก พระองค์มิได้ทรงจ้องมอง
เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ทิศใหญ่
ทิศน้อย อย่างนั้น เสด็จไป ทอดพระเนตร
เพียงชั่วแอก พระชินเจ้าพระองค์นั้นทรงมี
อาจาระน่าชม ดังพระยาช้าง สง่างามใน
อาการเสด็จพระพุทธดำเนิน พระผู้เป็นเลิศ
แห่งโลก เสด็จพระพุทธดำเนินงามนัก ทรง
ยังมนุษยโลกกับทั้งเทวโลกให้ร่าเริงสง่างาม
ดังพระยาอุสุภราช ดังไกรสรราชสีห์ ที่เที่ยว
ไปทั้งสี่ทิศ ทรงยังสัตว์เป็นอันมากให้ยินดี
เสด็จถึงบุรีอันประเสริฐสุด ดังนี้.
นัยว่า เวลานี้เป็นเวลาแห่งพรรณนา. เรี่ยวแรงเท่านี้ เป็นข้อสำคัญ
สำหรับพระธรรมกถึกในการพรรณนาพระสรีระหรือพรรณนาพระคุณของพระ-
พุทธเจ้าในกาลทั้งหลายอย่างนี้. ยังสามารถพรรณนาด้วยคำร้อยแก้ว หรือคำร้อย
กรองได้เท่าใด ก็ควรกล่าวเท่านั้น ไม่ควรพูดว่า กล่าวยาก. แท้จริงพระพุทธ-
เจ้าทั้งหลาย มีพระคุณหาประมาณมิได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าด้วยกันเอง ก็ยังไม่
สามารถพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น โดยไม่ให้หลงเหลือได้ จะป่วย
กล่าวไปไยถึงหมู่สัตว์นอกจากนี้เล่า. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าสู่พระบุรีของ
ศากยราช อันประดับตกแต่งด้วยสิริวิลาสอย่างนี้ อันชนมีจิตเลื่อมใสบูชาด้วยของ
หอมธูปเครื่องอบและจุรณเป็นต้น เสด็จเข้าสู่สันถาคาร เพราะเหตุนั้นท่านจึง
กล่าวว่า อถ โข ภควา นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรํ อาทาย สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน
เยน นวํ สนฺถาคารํ เตนุปสงฺกมิ ดังนี้. คำว่า ภควนฺตํ เยว ปุรกฺขตฺวา
ความว่า กระทำพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้ข้างหน้า ณ สันถาคารนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าประทับนั่งกลางเหล่าภิกษุและเหล่าอุบาสก ทรงรุ่งโรจน์อย่างยิ่ง เสมือน

61
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 62 (เล่ม 20)

รูปปฏิมาที่หล่อด้วยทองคำแท่งสีแดงที่บุคคลสรงสนานด้วยน้ำหอม เช็ดทำสะอาด
ด้วยผ้าเทริดจนแห้งแล้ว ฉาบทาด้วยชาดสีแดง ตั้งไว้บนตั่งที่คลุมด้วยผ้า
กัมพลแดงฉะนั้น แนวทางพรรณนาพระคุณของท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายใน
ข้อนี้มีดังนี้.
พระผู้เลิศแห่งโลก มีจรณะ น่าชม
ดังพระยาช้าง เสด็จไปสู่โรงมณฑล (พิธี)
เปล่งพระรัศมี ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์
อันประเสริฐ พระผู้เป็นสารถีฝึกคนที่ควร
ฝึก เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ มีพระบุณยลักษณ์
ร้อยหนึ่ง ประทับนั่ง ณ ที่นั้น อยู่ท่ามกลาง
พุทธอาสน์ทรงรุ่งเรือง เสมือนแท่งทองอัน
บุคคลวางไว้ บนผ้ากัมพลเหลืองฉะนั้น
พระผู้ปราศจากมลทินสง่างามเหมือน
แท่งทองชมพูนุท ที่เขาวางไว้บนผ้ากัมพลสี
เหลือง เหมือนแก้วมณีส่องประกายอยู่ฉะนั้น
ทรงสง่างามเหมือนต้นสาละใหญ่ ออกดอก
สะพรั่ง อันเป็นเครื่องประดับของขุนเขาเมรุ
ราชฉะนั้น เปล่งแสงเหมือนปราสาททอง
เหมือนดอกปทุมโกกนทเหมือนต้นประทีป
ส่องสว่าง เหมือนดวงอัคคีบนยอดเขา
เหมือนต้นปาริฉัตรของทวยเทพอันดอกบาน
สะพรั่งฉะนั้น.
ปกิณณกกถาที่ประกอบด้วยการอนุโมทนาฉลองสันถาคาร พึงทราบว่า
ชื่อธรรมีกถา ในที่นี้ว่า กาปิลวตฺถุเก สกฺเย พหูเทว รตฺตึ ธมฺมิยา
กถาย. จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปกิณณกกถา ที่นำประโยชน์สุขมา

62
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 63 (เล่ม 20)

ให้พวกเจ้าศากยะชาวกรุงกบิลพัสดุ์ ประดุจทรงยังพวกเจ้าศากยะให้ข้ามอากาศ
คงคา๑ ประดุจทรงควักโอชะแห่งปฐพีมาให้ ประดุจทรงจับต้นหว้าใหญ่สั่น
ประดุจทรงกวาดรวงผึ้งขนาดโยชน์หนึ่ง ด้วยจักรยนต์ ให้พวกเจ้าศากยะดื่ม
น้ำผึ้งฉะนั้นว่า ดูก่อนมหาบพิตร การถวายที่อยู่เป็นทานใหญ่ ที่อยู่ของพวกท่าน
เราตถาคตก็ใช้สอยแล้ว ภิกษุสงฆ์ก็ใช้สอยแล้ว ที่อยู่ที่เราตถาคตและภิกษุสงฆ์
ใช้สอยแล้ว ก็เป็นอันพระธรรมรัตนะ ก็ใช้สอยแล้วเหมือนกัน เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า พระรัตนะทั้งสามใช้สอยแล้ว ก็เมื่อพวกท่านถวายอาวาสทานแล้ว
ทานทั้งปวง ก็เป็นอันพวกท่านถวายแล้วเหมือนกัน ธรรมดาอานิสงส์ของ
บรรณศาลาที่ตั้งอยู่บนพื้นดินก็ดี มณฑปที่ตั้งอยู่บนกิ่งไม้ก็ดี ใคร ๆ ก็ไม่
สามารถกำหนดได้ ครั้นตรัสธรรมกถาเป็นอันมาก มีนัยวิจิตรนานาประการ
แล้ว ก็ตรัสพระคาถา (วิหารทานคาถา) ว่า
วิหารย่อมป้องกันหนาวร้อนและ
สัตว์ร้ายทั้งหลาย งูและยุงและฝนทั้งหลาย
ในฤดูหนาว แต่นั้นลมและแดดอันร้ายที่เกิด
เอง ย่อมบรรเทาไป. การถวายวิหารแก่สงฆ์
เพื่ออยู่เร้น เพื่อสุข เพื่อเพ่งฌาน เพื่อเจริญ
วิปัสสนา พระพุทธะทั้งหลายสรรเสริญว่า
เป็นทานอันเลิศ เพราะฉะนั้นแล คนผู้เป็น
บัณฑิตเมื่อพิจารณาเห็นสุของตน พึงสร้าง
วิหารที่น่ารื่นรมย์ให้ภิกษุพวกพหูสูตอยู่อา-
ศัย. อนึ่งพึงถวายข้าวน้ำ ผ้าและเสนาสนะ
แก่ภิกษุเหล่านั้น มีใจเลื่อมใสในท่านผู้
ปฏิบัติตรง เขารู้ทั่วถึงธรรมอันใด ใน
๑. ดูอธิบายในอรรถกถาโปตลิยสูตร ต่อจากสูตรนี้.

63
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 64 (เล่ม 20)

ธรรมวินัยนี้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาลวะ ปรินิพ-
พาน ภิกษุพหูสูตเหล่านั้น ย่อมแสดงธรรม
เครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวงแก่เขาแล.
อานิสงส์ในอาวาสทานแม้นี้ ก็มีด้วยประการฉะนี้. คำว่า อยมฺปิจานิ-
สํโส ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอานิสังสกถาในอาวาสทาน ตลอดราตรี
เป็นอันมาก คือเกินสองยามครึ่ง. ในพระบาลีนั้น คาถาเหล่านี้เท่านั้น ท่าน
ยกขึ้นสู่สังคีติ (สังคายนา) ส่วนปกิณณกธรรมเทศนาหาขึ้นสู่สังคีติไม่. คำว่า
สนฺทสฺเสมิ เป็นต้น มีเนื้อความที่กล่าวแล้วทั้งนั้น. คำว่า อายสฺมนฺตํ
อานนฺทํ อามนฺเตสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระพุทธประสงค์จะให้
ท่านพระอานนท์กล่าวธรรมกถา จึงรับสั่งให้ทราบ. ถามว่า ก็เมื่อพระมหาเถระ
ผู้เป็นพระอสีติมหาสาวก เช่นท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะและ
ท่านพระมหากัสสปะเป็นต้น ก็มีอยู่ เหตุไรพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงมอบภาระ
ให้ท่านพระอานนทเถระเล่า ? ตอบว่า เพราะอำนาจอัธยาศัยของบริษัท เป็น
ความจริงท่านพระอานนท์มีชื่อเสียงปรากฏ ไปในฝ่ายเจ้าศากยะว่า เป็นยอดของ
เหล่าภิกษุผู้เป็นพหูสูต สามารถจะกล่าวธรรมกถาได้ไพเราะ ด้วยบทพยัญชนะ
ที่กลมกล่อม เหล่าเจ้าศากยะแม้เสด็จไปพระวิหาร ก็เคยฟังธรรมกถาของ
ท่าน ส่วนฝ่ายในแห่งเจ้าศากยะเหล่านั้น ไม่ได้โอกาสที่จะไปยังพระวิหารได้
ตามความพอใจ เจ้าศากยะเหล่านั้นจึงได้ดำริอยู่แต่ในใจว่า น่าที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจะตรัสธรรมกถาแต่น้อย ๆ แล้วทรงมอบภาระให้ท่านพระอานนท์ พระ
ญาติผู้ประเสริฐของเรา. เพราะอำนาจอัธยาศัยของเจ้าศากยะเหล่านั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงทรงมอบภาระให้ท่านพระอานนท์นั้นแต่องค์เดียว. คำว่า เสโข
ปฏิปโท ได้แก่ เป็นเสขสมณะผู้ปฏิบัติพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตรัสว่า เสข-
ปฏิปทาจงแจ่มแจ้ง ปรากฏแก่เธอ เธอจงแสดงปฏิปทาของเสขสมณะนั้น ทรง
กำหนดบุคคลแสดงด้วยปฏิปทา.

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 65 (เล่ม 20)

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงกำหนดปฏิปทานี้.
ตอบว่า เพราะเหตุหลายอย่าง.
ก่อนอื่นเจ้าศากยะเหล่านี้ มุ่งหวังมงคล ปรารถนาความเจริญแก่
มงคลศาลา อนึ่ง เสขปฏิปทานี้ เป็นมงคลปฏิปทา เป็นปฏิปทาของผู้เจริญ
อยู่ในพระศาสนาของเรา เเม้เพราะเหตุนี้ จึงทรงกำหนดปฏิปทานี้ อนึ่ง
พระเสขบุคคลเป็นอันมาก นั่งอยู่ในบริษัทของพระองค์ เมื่อพระองค์ตรัส
ฐานะที่ทรงแทงตลอดด้วยพระองค์เองแล้ว พระเสขบุคคลเหล่านั้น จักกำหนด
ได้อย่างไม่ลำบากเลย แม้เพราะเหตุนี้จึงทรงกำหนดปฏิปทานี้ อนึ่งเล่า ท่าน
พระอานนท์ก็บรรลุเสขปฏิสัมภิทา ท่านกล่าวในฐานะอันประจักษ์ที่ท่านแทง
ตลอดแล้วด้วยตนเอง ก็ไม่ลำบาก จักสามารถทำให้ผู้อื่นเข้าใจได้ แม้เพราะ
เหตุนี้ จึงทรงกำหนดปฏิปทานี้ อนึ่ง สิกขาแม้ทั้งสามก็รวมอยู่ในเสขปฏิปทา
แล้ว ในสิกขาทั้งสามนั้น เมื่อท่านกล่าวอธิศีลสิกขา วินัยปิฎกทั้งหมด ก็
เป็นอันท่านกล่าวไว้แล้ว เมื่อกล่าวอธิจิตตสิกขา สุตตันตปิฎกทั้งหมด ก็เป็น
อันท่านกล่าวไว้แล้ว เมื่อกล่าวอธิปัญญาสิกขา อภิธรรมปิฎกทั้งหมด ก็เป็น
อันท่านกล่าวไว้แล้ว. อนึ่ง พระอานนท์เป็นพหูสูตทรงพระไตรปิฎก ท่าน
สามารถจะกล่าวสิกขาทั้งสามด้วยปิฎกทั้งสามได้ เมื่อท่านกล่าวอย่างนี้ มงคล
และความเจริญอย่างเดียว จักมีแก่เหล่าเจ้าศากยะ แม้เพราะเหตุนี้ จึงทรง
กำหนดปฏิปทานี้.
ถามว่า ในพระบาลีว่า หลังของเราไม่ค่อยสบายนี้ เหตุไร พระ-
ปฤษฎางค์จึงไม่สบาย.
ตอบว่า เพราะเมื่อทรงตั้งความเพียรอยู่ ๖ ปี ทุกข์ทางพระวรกายก็
มีมาก ต่อมาภายหลังครั้งทรงพระชรา ลมเบื้องพระปฤษฎางค์ก็เกิดแก่พระองค์.
หรือว่า ข้อนั้นยังไม่เป็นสาเหตุ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงสามารถ
เพื่อจะข่มเวทนาที่เกิดขึ้น ประทับนั่งโดยอิริยาบถเดียวได้ถึงสัปดาห์หนึ่งบ้าง

65