ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 472 (เล่ม 19)

ประทุษร้ายภิกษุเช่นนั้น ย่อมประสบทุกข์อย่างหนัก ภิกษุใด
แล อันพระพุทธเจ้าทรงเตือนแล้ว เมื่อภิกษุสงฆ์เห็นอยู่ ยัง
ปราสาทของมิคารมารดาให้ไหวด้วยปลายนิ้วเท้า ภิกษุใดเป็น
สาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมรู้จักเหตุนั้น มารประทุษร้ายภิกษุ
เช่นนั้น ย่อมประสบทุกข์อย่างหนัก ภิกษุใดเข้มแข็งด้วยกำลัง
ฤทธิ์ ยังเวชยันตปราสาทให้ไหวด้วยปลายนิ้วเท้า และยังพวก
เทวดาให้สังเวช ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมรู้จัก
เหตุนั้น มารประทุษร้ายภิกษุเช่นนั้น ย่อมประสบทุกข์อย่าง
หนัก ภิกษุใดทูลสอบถามท้าวสักกะในเวชยันตปราสาท
ว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านย่อมรู้ความน้อมจิตไปในธรรมเป็นที่
สิ้นตัณหาบ้างหรือ". ท้าวสักกะถูกถามปัญหาแล้วพยากรณ์
แก่ภิกษุนั้นตามควรแก่กถา ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า
ย่อมรู้จักเหตุนั้น มารประทุษร้ายภิกษุเช่นนั้น ย่อมประสบทุกข์
อย่างหนัก ภิกษุใด ย่อมสอบถามพรหม ณ ที่ใกล้สุธรรมาสภา
ว่า "ท่านผู้มีอายุ ทิฏฐิของท่านในวันนี้ และทิฏฐิของท่านมี
ในวันก่อน ท่านย่อมเห็นทิฏฐินั้นล่วงไปแล้วและรัศมีเป็น
ประภัสสรในพรหมโลกบ้างหรือ" พรหมพยากรณ์แก่ภิกษุนั้นตาม
ลำดับ โดยควรแก่กถาว่า "ท่านผู้นฤทุกข์ ข้าพเจ้าไม่มีทิฏฐิ
นั้น และทิฏฐิในวันก่อน ข้าพเจ้าเห็นทิฏฐินั้นล่วงไปแล้ว
แหละเห็นรัศมีเป็นประภัสสรในพรหมโลก (ฉะนั้น) วัน
นี้ ข้าพเจ้าจะกล่าวว่า "เราเป็นผู้เที่ยงยั่งยืน ได้อย่างไร"
ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมรู้จักเหตุนั้น มารประทุษ
ร้ายภิกษุเช่นนั้น ย่อมประสบทุกข์อย่างหนัก ภิกษุใด
ได้กระทบยอดภูเขามหาเนรุด้วย ชมพูทวีปและ ปุพพวิเทหะทวีป

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 473 (เล่ม 19)

พวกนรชนผู้อยู่ในแผ่นดิน ( ชาวอมรโคยานทวีปและชาว
อุตตระกุรุทวีป) ด้วยวิโมกข์ ภิกษุเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า
ย่อมรู้เหตุนั้น มารประทุษร้ายภิกษุเช่นนั้น ย่อมประสบทุกข์
อย่างหนัก ก็คนพาลมาเข้ากองไฟที่กำลังลุกโชน ย่อมเดือด
ร้อนอยู่ว่า "ไฟย่อมไม่คิดจะเผาเรา แต่เราย่อมเผาตนผู้เป็นคน
พาลเอง มาร! ท่านเบียดเบียนพระตถาคตเจ้าแล้ว ต้องประสบ
บาปมิใช่บุญ ท่านอย่าสำคัญว่า "บาปไม่ให้ผลแก่เราหรือ
หนอ" การกชนที่สั่งบาป ย่อมโอดครวญตลอดกาลนาน
มาร ท่านเบื่อหน่ายพระพุทธเจ้า อย่าได้ทำความหวัง (ซึ่ง
ความพินาศ) ในภิกษุทั้งหลายเลย. ภิกษุได้คุกคามมารใน
เภสกลาวัน ด้วยประการฉะนี้ ลำดับนั้น มารนั้นมีความเสีย
ใจ ได้หายไปในที่นั้น ฉะนี้แล."
จบมานตัชชนียสูตรที่ ๑๐
จบจูฬยมกวรรคที่ ๕

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 474 (เล่ม 19)

อรรถกถามารตัชชนียสูตร
มารตัชชนียสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้:-
ในบทเหล่านั้นบทว่า "เข้าไปตามลำไส้" ความว่า เข้าท้องไปแล้ว
เข้าไปตามลำตับภายในลำไส้ใหญ่แล้วนั่งที่กระเพาะอาหาร.
บทว่า "เหมือนหนักกว่า" ความว่า กระด้างเหมือนหนักนัก เช่นกับ
ก้อนแผ่นหิน. อธิบายว่า อาหารที่ทำด้วยถั่ว เห็นจะเหมือนถั่วที่ชุ่ม (ด้วยน้ำ
มัน) ดุจท้องของคนที่กินข้าวแล้ว ดุจกระสอบที่เต็มด้วยถั่ว และดุจถั่วที่ชุ่ม
แล้ว.
บทว่า "เข้าไปวิหาร" ความว่า ถ้านี้เป็นความหนักเพราะโทษของ
อาหาร การจงกรมในที่แจ้งก็จะไม่เป็นความสบาย. ฉะนั้น พระเถระจึงลง
จากที่จงกรมเข้าไปบรรณศาลา นั่งบนอาสนะที่ปูไว้ตามปกติ.
บทว่า "ใส่ใจโดยแยบคายเฉพาะตน" ความว่า เมื่อรำพึงว่า นี่
อะไรหนอแล พระเถระจึงได้ใส่ใจด้วยอุบายของตนทีเดียว. ก็ถ้าพระเถระระลึก
ถึงศีล เอามือลูบท้องรำพึงอยู่ว่า อาหารที่เราบริโภควันวาน วันซืน หรือก่อน
วันซืนนั้นไม่สุก หรือว่า โทษที่เกิดจากอาหารที่ไม่ถูกส่วนกันอย่างอื่น
ไรๆ มีอยู่ อาหารนั้นทั้งหมดจงย่อยไป จงผาสุกเถิด. มารผู้มีบาปก็จะได้
ละอายหายไป. พระเถระหาได้ทำอย่างนั้นไม่จึงได้แต่ใส่ใจโดยแยบคาย.
บทว่า "ท่านอย่าเบียดเบียนพระตถาคตเจ้าเลย" ความว่า เหมือนอย่าง
ว่า เมื่อลูกๆถูกเบียดเบียนมารดาและบิดาก็เป็นอันถูกเบียดเบียนด้วย เมื่อสัทธิ-
วิหาริกและอันเตวาสิถูกเบียดเบียน อุปัชฌาย์และอาจารย์ก็เป็นอันถูกเบียด
เบียนด้วย เมื่อชาวชนบทถูกเบียดเบียน พระราชาก็เป็นอันถูกเบียดเบียน
ด้วย ฉันใด เมื่อสาวกของพระตถาคตเจ้าถูกเบียดเบียน พระตถาคตเจ้าก็เป็น

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 475 (เล่ม 19)

อันถูกเบียดเบียนด้วยทีเดียวฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น พระมหาโมคคัลลานะเถระ
จึงกล่าวว่า ท่านอย่าเบียดเบียนพระตถาคตเจ้าเลย.
บทว่า "ได้ยืนที่บานหน้าต่าง" ได้แก่ยืนที่บานประตู บานประตูท่าน
เรียกว่า "อัคคฬะ" มารได้ลอยออกไปทางปากไปจากบรรณศาลาแล้ว
ยืนอิงประตูบรรณศาลาอยู่.
เพราะเหตุไร พระเถระจึงปรารภเทศนานี้ว่า "มารผู้มีบาป เรื่องเคย
มีมาแล้ว "
นัยว่า พระเถระคิดว่า "กลิ่นของพวกมนุษย์ย่อมเบียดเบียนพวก
อากาศเทวดาตั้งร้อยโยชน์ก่อน."
ก็คำนั้น พระเถระกล่าวว่า "เจ้านคร กลิ่นพวกมนุษย์ ย่อมเบียด-
เบียนพวกเทวดาตั้งร้อยโยชน์ ก็เพราะเหตุนั้น มารผู้เป็นชาวเมือง มี
บริวารรักษา ถึงพร้อมด้วยอานุภาพเป็นราชาของพวกเทพเข้าไปในท้องของ
เรานั่งอยู่ในกระเพาะอาหารภายในลำไส้ ดุร้ายเหลือเกิน. ก็เมื่อพระเถระ
กล่าวว่า หน้าที่อื่นไรจักมีแก่ผู้ที่อาจเข้าโอกาสที่น่ารังเกียจน่าขยะแขยงเห็น
ปานนี้ ไม่ละอายสิ่งอื่นไร ท่านมิใช่ญาติของเรา. มารจึงคิดว่า ขึ้นชื่อว่า
"ผู้ที่ไม่ถึงความอ่อนโยนย่อมไม่มี เอาเถิดจักแทงข้างหลังญาติของพระเถระ
นั้นแล้วปล่อยเธอด้วยอุบายที่สุภาพทีเดียว จึงปรารภการแสดงนี้.
บทว่า "ท่านนั้นเป็นหลานของเรา" ความว่า ท่านนั้นเป็นหลานของ
เราในเวลานั้น. พระเถระกล่าวคำนี้ด้วยอำนาจธรรมเนียม. ก็ชื่อว่าเหล่ากอ
ของบิดามารซึ่งเป็นเชื้อสายของปู่ครองราชย์ไม่มีในเทวโลก. บิดาของมาร
นั้นเกิดเป็นราชาแห่งเทวดาในเทวโลกด้วยอำนาจของบุญ ดำรงอยู่ชั่วอายุ
แล้วจุติ เทวดาอื่นอีกตนหนึ่งซึ่งเกิดเป็นใหญ่ในที่นั้นด้วยกรรมที่ตนทำ

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 476 (เล่ม 19)

แล้ว. ถึงมารนั้นก็พึงทราบว่า "เวลานั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้น ทำกุศล
อีก เกิดในตำแหน่งอธิบดีเวลานี้ ดังนี้แล.
บทว่า "มีธุระไปปราศแล้ว" คือ ปราศจากธุระ อธิบายว่า ไม่
เหมือนคนพวกอื่นๆ.
คำว่า "มีทุกข์น้อย" คือ ลำบากน้อย.
คำว่า "คนเลี้ยงสัตว์" คือ คนเลี้ยงแพะ เลี้ยงแกะ.
คำว่า "ผู้เดินทาง" คือ ผู้ดำเนินไปตามทาง.
บทว่า "ค้นหาที่กาย" ความว่า ผูกเชิงตะกอนรอบๆ.
บทว่า "จุดไฟแล้วก็หลีกไป" ความว่า "ชาวนาทั้งหลายกำหนด
ขนาดของเชิงตะกอนว่า "เชิงตะกอนเท่านี้ร่างกายก็จักถือเอารอบ (ไหม้ทั่ว
ถึง) แล้วจุดไฟขึ้นทั้ง ๔ ทิศ หลีกไปแล้ว. เชิงตะกอนก็ได้ลุกโพลงเหมือน
เปลวประทีป (และ) ได้เป็นเหมือนเวลาที่พระเถระเข้าถ้ำมีน้ำแล้วนั่งลง."
บทว่า "สลัดจีวร" ความว่า "พระเถระเมื่อออกจากสมาบัติแล้วย่ำถ่าน
เพลิงที่ไม่มีควันมีสีเหมือนดอกทองกวาวได้สลัดจีวรแล้ว ก็แม้เพียงไออุ่นก็มิ
ได้มีในร่างกายของท่าน. แม้เพียงไออุ่นก็ยังไม่ไหม้จีวร. นี้ชื่อว่าเป็นผลของ
สมาบัติ.
บทว่า "จงด่า" ความว่า พวกท่านจงด่าด้วยวัตถุสำหรับด่า ๑๐
ข้อ.
บทว่า "บริภาษ" ได้แก่ กล่าวด้วยวาจา.
บทว่า "จงด่าประชด" ได้แก่ จงกระทบกระเทียบ.
บทว่า "จงเบียดเบียน" ได้แก่ ให้ถึงทุกข์. คำทั่งหมดนี้เป็นชื่อของ
การกระทบกระเทียบทางวาจา.

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 477 (เล่ม 19)

บทว่า "เหมือนมารชื่อว่า ทูสี...ช่องนั้น" ความว่า เหมือนมารชื่อ
ว่าทูสี (ได้ช่อง) ของพวกพราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้น.
บทว่า "จงได้ช่อง" ความว่า พวกท่านจงได้รู้ คือพึงได้อารมณ์ที่
เป็นปัจจัยแห่งการเกิดขึ้นของกิเลส.
ในบทเป็นต้นว่า "โล้น" ดังนี้ พวกพราหมณ์และคฤหบดีกล่าวว่า
"มารพึงสมควรกล่าวกะผู้มีศีรษะโล้นว่า "โล้น" และกับพวกสมณะว่า
"สมณะ" ก็พวกสมณะโล้นเหล่านี้ดูหมิ่นอยู่.
คำว่า "มั่งคั่ง" ได้แก่ เจ้าเรือน
คำว่า "ดำ" ได้แก่ มืด.
พรหม ท่านประสงค์เอาว่า "ญาติ" ในบทนี้ว่า "เหล่ากอของ
ท้าวมหาพรหม." พวกพราหมณ์ย่อมร้องเรียกพรหมแม้นั้นว่า "ปู่." อธิบาย
ว่า เหล่ากอของพวกที่เกิดจากเท้าทั้งหลาย ชื่อว่า เหล่ากอของพวกที่เกิดจาก
เท้า. คือพวกที่เกิดจากหลังเท้าของพระพรหม.
ได้ยินว่า พวกพราหมณ์นั้นได้มีลัทธิอย่างนี้ว่า พวกพราหมณ์เกิด
จากปากพระพรหม กษัตริย์เกิดจากอก. พวกพ่อค้าเกิดจากสะดือ. พวกศูทร
เกิดจากแข้ง. พวกสมณะเกิดจากหลังพระบาท.
บทว่า "เราเป็นผู้เพ่ง เป็นผู้จ้อง" ความว่า พวกเราเป็นผู้เพ่ง พวก
เราเป็นผู้เล็ง.
บทว่า "เกิดความอร่อย" ได้แก่ เกิดความเกียจคร้าน.
บทว่า "เพ่ง" ได้แก่ คิด.
บทว่า "เพ่งทั่ว" เป็นต้น ท่านขยายด้วยอำนาจอุปสัค.

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 478 (เล่ม 19)

บทว่า "หาหนูอยู่" ความว่า เสาะหาหนูบนกิ่งไม้ ตัวที่ออกจากต้น
ไม้ที่มีโพรง เพื่อหาอาหารเวลาเย็น.
นัยว่า นกฮูกนั้นยืนนิ่งเหมือนสงบเสงี่ยมแล้ว จะจับหนูอย่างรวดเร็วใน
เวลาที่พบกัน.
บทว่า "หมาป่า" ได้แก่ สุนัขจิ้งจอก. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า
เหยี่ยวบ้าง.
บทว่า "ที่ต่อเรือน บ่อน้ำครำ และกองหยากเยื่อ" ความว่า ที่
ฝาเรือนด้วยบ่อน้ำครำด้วย กองหยากเยื่อด้วย. ในที่เหล่านั้น ที่ต่อเรือน ชื่อว่าที่
ต่อแห่งเรือน บ่อน้ำครำเป็นที่ฝังคูถ ชื่อว่าบ่อน้ำครำ ที่เป็นที่ทิ้งหยาก
เยื่อ ชื่อ กองหยากเยื่อ.
บทว่า "มีโคคอขาดแล้ว" ความว่า เมื่อออกจากที่กันดาร มีโคคอ
ขาดแล้ว.
บทว่า "ที่ต่อเรือน บ่อน้ำครำ และกองหยากเยื่อ" ได้แก่ ที่ต่อ
เรือน บ่อน้ำครำ หรือกองหยากเยื่อ. ก็ลาแม้นั้น ถ้าเผาก็ไม่ไหวติง ดุจ
แข็งกระด้าง
บทว่า "เข้าถึงนรก" ความว่า. ถ้ามารเข้าสิงในร่างของพวก
มนุษย์ พวกมนุษย์ไม่พึงมีอกุศลกรรม จะพึงมีแก่มารเท่านั้น แต่มารไม่ได้สิง
ในร่างกายแล้วแสดงวัตถุที่ไม่ถูกส่วนกัน และอารมณ์ที่ให้เกิดความเดือด
ร้อน.
ทราบว่า ครั้งนั้น มารนั้น แสดงภิกษุทั้งหลายทำให้เป็นเหมือนผู้จะ
จับปลาก็จับโดยเร็ว ๑ ให้เป็นเหมือนผู้ถือข่ายแล้วดักปลา ๑ ให้เป็นเหมือนผู้
ดักแร้วแล้วผูกนกไว้ ๑ ผู้เที่ยวต้อนเนื้อในป่ากับสุนัข ๑ ผู้พาหญิงมานั่งในนี้

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 479 (เล่ม 19)

ดื่ม ๑ ผู้ฟ้อนอยู่ ๑ ผู้ขับอยู่ ๑ ให้เป็นเหมือนพวกมนุษย์ที่ไม่ถูกกันนั่งและยืน
ในที่พักกลางคืนและกลางวันของภิกษุทั้งหลาย ๑.
คนทั้งหลายไปป่าบ้าง ไปดงบ้าง ไปวัดบ้าง เห็นอารมณ์ที่ทำให้เร่า
ร่อน แล้วมากล่าวแก่คนพวกอื่นว่า พวกสมณะทำกิจที่ไม่เหมาะแก่สมณะ
ไม่สมควรเห็นปานนี้ เมื่อพวกเราได้ถวายทานแก่สมณะพวกนั้น ที่ไหนจะได้
บุญกุศล พวกท่านอย่าได้ถวายอะไรๆ แก่สมณะพวกนั้น. คนเหล่านั้น
ด่าภิกษุผู้มีศีลทั้งหลายในที่ที่ตนเห็นแล้วๆ ได้ประสบบาป เป็นผู้ที่ยังอบายให้
เต็ม เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า พวกมนุษย์ได้เข้าถึงนรก.
บทว่า "อันมารให้หมุนไปตาม" ได้แก่ ถูกมารให้หมุนไปทั่ว.
บทว่า "แผ่ไปแล้วอยู่" ได้แก่ แผ่ไปแล้วอยู่อย่างเดียวหามิได้. ก็คนผู้
ดำรงอยู่ในโอวาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ให้
พรหมวิหารธรรม ๔ เหล่านี้ เกิดแล้วเจริญวิปัสสนาซึ่งมีฌาณเป็นที่รองรับ ได้
ดำรงอยู่ในพระอรหัต.
คำว่า "ที่มา หรือ ที่ไป" ความว่า เราไม่รู้ที่เป็นที่มาด้วยอำนาจ
ปฏิสนธิ หรือที่เป็นที่ไปด้วยอำนาจคติ.
บทว่า "จิตจะพึงมีความเป็นโดยประการอื่น" ความว่า พึงมีความ
เป็นไปโดยประการอื่นด้วยอำนาจความพอใจ.
แม้ในบทนี้ว่า " เข้าถึงโลกสวรรค์ " ก็พึงทราบเนื้อความตามนัยก่อน
นั่นเทียว. เหมือนอย่างว่า มารย่อมแสดงอารมณ์ที่ทำให้เดือดร้อนในกาลก่อน
ฉันใด ในบัดนี้ก็ฉันนั้น แสดงอารมณ์ทำให้ผ่องใสได้.
ทราบว่า ครั้งนั้น มารนั้นได้แสดงภิกษุทั้งหลายไว้ในที่ที่ปรากฏ
แก่คนทั้งหลาย ทำให้เป็นดุจไปในอากาศ ยืนในอากาศ. นั่งคู้บัลลังก์ ดุจเย็บ

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 480 (เล่ม 19)

ผ้าในอากาศ ดุจบอกคัมภีร์ในอากาศ ดุจคลี่จีวรให้กายรับฤดูในอากาศ
ดุจบรรพชิตแก่เที่ยวไปในอากาศ ดุจสามเณรหนุ่มยืนเก็บดอกไม้ใน
อากาศ. พวกมนุษย์ไปป่าบ้าง ไปดงบ้าง ไปวัดบ้าง เห็นการปฏิบัตินั้นของ
พวกบรรพชิต ย่อมมาบอกแก่พวกคนเหล่าอื่นว่า ในพวกภิกษุโดยที่สุดแม้
สามเณรก็มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากอย่างนี้ ท่านที่ถวายทานเหล่านี้ชื่อว่า
มีผลมาก พวกท่านจงถวายจงทำสักการะ พวกท่านเหล่านี้เถิด. ลำดับ
นั้น พวกมนุษย์ได้สักการะภิกษุสงฆ์ ด้วยปัจจัย ๔ ทำบุญไว้มากเป็นผู้ที่ยัง
หนทางสวรรค์ให้เต็ม เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า "ย่อมเข้าถึงโลก
สวรรค์."
คำว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงมาพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่
งามอยู่ในกายนี้" ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเที่ยวไปตลอดชมพู
ทวีปทั้งสิ้น โดยที่สุดก็ยังได้เสด็จไปที่อยู่ของภิกษุ ๒ รูปบ้าง ๓ รูปบ้าง
ทรงแสดงอานิสงส์อย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจที่อบรมด้วยความ
สำคัญในของที่ไม่งามมากอยู่ จิตย่อมหดหู่ ครอบงำ ถอยกลับ ไม่
เหยียดออก ความวางเฉย หรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่พร้อม จาก
ความถึงพร้อมด้วยเมถุนธรรม. ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจที่อบรมด้วย
ความสำคัญในของที่ไม่งามมากอยู่ จิตย่อมหดหู่ ครอบงำ ถอยกลับ ไม่
เหยียดออก ความวางเฉย หรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่พร้อมจากความ
อยากในรส ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุผู้มีใจที่อบรมแล้วด้วยความสำคัญว่าไม่
น่ายินดียิ่งในโลกทั้งปวงมากอยู่ จิตย่อมสลดหดหู่ ถอยกลับ ไม่เหยียด
ออก ความวางเฉย หรือความเป็นของปฏิกูล ย่อมตั้งอยู่พร้อมในจิตที่ประ
กอบด้วยความโลภ. ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจที่อบรมแล้วด้วยความสำคัญ
ว่าไม่เที่ยงมากอยู่ จิตย่อมสลดหดหู่ ถอยกลับไม่เหยียดออก ความวาง

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 481 (เล่ม 19)

เฉย หรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่พร้อมในความโลภในลาภและสักการะ
แล้วตรัสกัมมัฏฐาน ๔ เหล่านี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ จงมาพิจารณา
เห็นเป็นของไม่งาม เป็นผู้มีความสำคัญในความปฏิกูลในอาหาร เป็นผู้
มีความสำคัญในความไม่ยินดียิ่งในโลกทั้งปวง เป็นผู้ตามพิจารณาเห็นว่าไม่
เที่ยงในสังขารทั้งปวงในกายอยู่.
ภิกษุแม้เหล่านั้น ทำกรรมในกัมมัฏฐานทั้ง ๔ เหล่านี้. ให้อาสวะทั้ง
หมดสิ้นไป ดำรงอยู่ในความเป็นพระอรหันต์. กัมมัฏฐาน ๔ เหล่านี้ ให้
ราคะ โทสะ และ โมหะสงบ กำจัดราคะ โทสะ และโมหะ ได้แน่นอนแล.
บทว่า "ถือก้อนกรวด" ความว่า ถือเอาก้อนหินประมาณเท่ากำมือ.
ก็มารนี้ได้ให้พวกพราหมณ์เละคฤหบดีด่าภิกษุบ้าง บันดาลให้ภิกษุ
สงฆ์เกิดลาภและสักการะด้วยอำนาจพราหมณ์ และคฤหบดีบ้าง เมื่อไม่ได้
ช่อง บัดนี้ ได้มีความประสงค์เพื่อจะพยายามด้วยมือของตนจึงสิงในร่างของ
เด็กคนใดคนหนึ่ง แล้วได้ถือเอาก้อนหินขนาดนั้น. พระเถระหมายเอาเด็ก
นั้น จึงกล่าวว่า "จับก้อนหินแล้ว."
บทว่า "ต่อยศีรษะของท่าน" ความว่า ทำลายศีรษะของท่าน
ความว่า ทำลายศีรษะ. เนื้อฉีกไปถึงหนังใหญ่เป็น ๒ ส่วน. ก็ก้อนกรวดไม่
ทำลายกระโหลกศีรษะจดกระดูกแล้วหยุดนั่นเอง.
บทว่า "ได้ทรงแลดูแล้วโดยดูอย่างช้าง" ได้แก่ ได้ยินเสียงดัง.
ช้างตัวประเสริฐ เมื่อประสงค์จะหลีกไปข้างนี้หรือข้างโน้น จะไม่
เอี้ยวคอแต่จะถอยร่างทั้งสิ้นกลับแลดูอยู่นั่นเทียว ฉันใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่ากกุสันธะก็ฉันนั้น ได้ทรงกลับสรีระทั้งสิ้นแลดูแล้ว กระดูก
ทั้งหลายของมหาชนปลายจดกันตั้งอยู่ ของพระปัจเจกพุทธเจ้าตรงปลายเป็น

481