เจ้าประทับนั่งที่ควงมหาโพธิ์ เมื่อจะทรงถือเอาชื่อเป็นหมวดๆ ตามความเป็น
จริงของธรรมทั้ง ๔ ชั้นอย่างนี้ คือ ผัสสะมาด้วยอำนาจปฏิเวธ (ก็ทรงคิด
ว่า) "ฉันเป็นผู้จำแนกธรรม แกชื่อไร " (แล้วทรงตั้งชื่อว่า) " แกชื่อ
ผัสสะ เพราะอรรถว่าถูกต้อง." เวทนา (สัญญา) สังขาร วิญญาณมา (ก็ทรง
คิดว่า) "ฉันเป็นผู้จำแนกธรรม แกล่ะ ชื่อไร " (แล้วก็ทรงตั้งชื่อว่า) "แกชื่อ
เวทนา (สัญญา) สังขาร (เพราะอรรถว่า รู้สึกอารมณ์...(รู้จำอารมณ์)...
ปรุงแต่งอารมณ์) แกชื่อวิญญาณ เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง" พระผู้มีพระภาค
เจ้าทรงเอาธรรมมาจัดรวมเป็นกลุ่ม เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อ
ว่า มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึ่งอาศัย (คือรวมเป็นหมวดเป็นหมู่ได้ เพราะ
พระผู้มีพระภาคเจ้า). คำว่า "จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น
เถิด" ได้แก่ ขอให้ใจความของภาษิตบทนี้ จงปรากฏแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
เท่านั้นเถิด คือ ขอให้พระองค์นั่นแหละ โปรดทรงแสดงประทานให้แก่พวก
ข้าพระองค์ด้วยเถิด. คำว่า "ิ" คือพึงอาศัย คำว่า "พึงคบ" คือ
พึงเข้าใกล้ คำว่า "เหมือนผู้ไม่รู้แจ้ง" คือเหมือนปุถุชนที่บอดโง่. คำว่า
"เหมือนผู้รู้แจ้ง" คือเหมือนบัณฑิตที่รู้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวางแม่บท
ตามแบบที่ค่อยขยับสูงขึ้นตามลำดับในสูตรก่อนว่า "ภิกษุทั้งหลาย มีการยึด
ถือธรรม" แต่ในพระสูตรนี้ พระศาสดาทรงตั้งแม่บทตามรสแห่งธรรมเท่า
นั้น.
ในคำเหล่านั้น คำว่า "การยึดถือธรรม" ได้แก่ การถือธรรมมีการ
ฆ่าสัตว์เป็นต้น คำว่า "ผู้อยู่ในความไม่รู้" ได้แก่ผู้ประกอบพร้อมด้วยความ
ไม่รู้. คำว่า "ผู้อยู่ในความรู้" ได้แก่ผู้ประกอบพร้อมด้วยควานรู้คือ ผู้มี
ปัญญา. สิ่งทั้งสามนี้ก่อนคือมิจฉาจาร อภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ ในคำเหล่านี้คือ
"พร้อมด้วยทุกข์บ้าง" เป็นทุกขเวทนาด้วยอำนาจเจตนาทั้งสองคือ บุพเจตนา