พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 362 (เล่ม 19)

[๕๑๙] ภิกษุทั้งหลาย ก็การถือมั่นสิ่งที่ปัจจุบันก็เป็นสุขและ
ต่อไปก็ยังให้ผลเป็นสุข เป็นไฉน คือ.
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางพวกในโลกนี้โดยปกติก็ไม่ใช่เป็นคนมีราคะ
ค่อนข้างจะรุนแรง เขาก็ไม่ใช่เสวยทุกข์โทมนัสที่เกิดจากราคะเนืองๆ,
โดยปกติ ก็ไม่ใช่เป็นคนมีโทสะค่อนข้างจะรุนแรง เขาเสวยทุกข์โทมนัสที่
เกิดจากโทสะเนืองๆ, ก็หามิได้. โดยปกติไม่ใช่เป็นคนมีโมหะค่อนข้างจะรุน
แรง. เขาเสวยทุกข์โทมนัสที่เกิดจากโมหะเนืองๆ ก็หามิได้. เขาสงัดจากกาม
ทั้งหลายได้จริงๆ สงัดจากเรื่องอกุศลทั้งหลายได้แล้ว ก็เข้าถึงฌานที่
หนึ่ง ซึ่งยังมีตรึก ยังมีตรอง มีความเอิบอิ่มใจและความสบายที่เกิดจากความ
สงัดแล้วแลอยู่. เพราะเข้าไประงับความตรึก และความตรองได้ ก็เข้าถึงฌาน
ที่สองซึ่งไม่มีความแจ่มใสในภายใจโดดเด่น ไม่มีความตรึก ไม่มีความ
ตรอง มีความอิ่มเอิบใจและความสบายที่เกิดจากใจตั้งมั่นแล้วแลอยู่.......
เข้าถึงฌานที่สาม......เข้าถึงฌานที่สี่แล้วแลอยู่. เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกาย
แตกไปเขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.
ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า การถือมั่นสิ่งที่ปัจจุบันก็เป็นสุข
และยังมีสุขเป็นผลต่อไป.
ภิกษุทั้งหลาย การถือมั่นสิ่งทั่งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสธรรมบรรยายนี้จบแล้ว. ภิกษุเหล่า
นั้น มีความยินดี ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างยิ่ง ด้วยประการ
ฉะนี้.
จบ จูฬธัมมสมาทานสูตร ที่ ๕.

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 363 (เล่ม 19)

อรรถกถาจูฬธัมมสมาทานาสูตร
จูฬธัมมสมาทานสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า "สมาทานธรรม" ได้แก่การถือที่ท่านถือ
เอาด้วยบทว่า ธรรมดังนี้.
บทว่า "ความสุขที่เกิดในปัจจุบัน" ได้แก่ "ความสุขในปัจจุบัน".
ความสุขในการประมวลมาทำได้ง่าย คือ อาจให้เต็มได้โดยง่าย.
บทว่า "ผลที่เป็นทุกข์ข้างหน้า" ได้แก่ ผลที่เป็นทุกข์ ในกาลให้ผล
ในอนาคต". พึงทราบอธิบายในบททั้งปวงโดยอุบายนี้.
บทว่า "ไม่มีโทษในกามทั้งหลาย" ความว่า "ไม่มีโทษในวัตถุกาม
บ้าง กิเลสกามบ้าง".
บทว่า "ถึงความเป็นเป็นผู้ดื่มด่ำ" ความว่า สมณพราหมณ์เหล่า
นั้น ถึงความดื่มด่ำ คือความเป็นสิ่งที่ตนพึงดื่ม ได้แก่ ความเป็นสิ่งที่ตนพึง
บริโภคตามชอบใจ ด้วยกิเลสกามในวัตถุกาม.
บทว่า "ผูกให้เป็นจุก" ได้แก่ "พวกดาบสและปริพาชกผู้เกล้าผมทำ
ให้เป็นจุก.
บทว่า "กล่าวอย่างนี้" คือ "ย่อมกล่าวอย่างนี้."
บทว่า "ย่อมบัญญัติการกำหนดรู้" ได้แก่ ย่อมบัญญัติการละคือ
การก้าวล่วง."
บทว่า "ฝักเถายางทราย" ได้แก่ "ฝักเถาที่สุกแล้ว จะมี
สัณฐานยาว."
บทว่า "พึงแตก" ความว่า แห้งด้วยแดดแล้วแตก."

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 364 (เล่ม 19)

บทว่า "โคนต้นรัง" ได้แก่ ใกล้ต้นรัง.
บทว่า "พึงถึงความสะดุ้ง" ความว่า "ย่อมถึง (ความสะดุ้ง) เพราะ
เหตุไร? เพราะกลัวความพินาศไปแห่งที่อยู่ เพราะว่า เถาย่างทรายที่ตกไปที่
ต้นไม้ เกิดขึ้นแล้วจากพืช ย่อมเลื้อยขึ้นต้นไม้. เถายางทรายนั้น มีใบใหญ่
และหนา ประกอบด้วยใบเช่นกับใบทองหลาง ลำดับนั้นถาย่างทราย เมื่อกำ
จัดต้นไม้นั้น ตั้งแต่โคนไปทะลุค่าคบทั้งปวง ให้เกิดน้ำหนักอย่างมากตั้งอยู่เถา
ย่างทรายนั้น เมื่อลมพัดมา หรือเมื่อฝนตก สร้างความทึบ หักกิ่งน้อยใหญ่ทั้ง
ปวงของต้นไม้นั้นให้ตกไปบนพื้นดิน แต่นั้น เมื่อต้นไม้นั้นล้มไป วิมานย่อม
แตกพินาศไป เทวดานั้น ย่อมถึงความสะดุ้ง เพราะกลัวความพินาศไปแห่ง
วิมาน ด้วยประการฉะนี้. "
บทว่า "เทวดาผู้สิงอยู่ในสวน" ความว่า "เทวดาผู้สิงอยู่ตามสวน
ดอกไม้และสวนผลไม้นั้น ๆ."
บทว่า "เทวดาผู้สิงอยู่ในป่า" ได้แก่เทวดาผู้สิงอยู่ในป่าอันธวันและ
สุภควันเป็นต้น.
บทว่า "รุกขเทวดา" ได้แก่ เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นสะเดาเป็นต้น ที่หวง
แหนไว้."
บทว่า "ต้นสมุนไพร หญ้าและไม้เจ้าป่าเป็นต้น" ความว่า เทวดาได้
สิง แล้วที่ต้นสมุนไพรมีต้นสมอและมะขามป้อมเป็นต้น ที่ต้นหญ้ามีตาลและ
มะพร้าวเป็นต้น และไม้เจ้าป่าอันเป็นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในป่า.
บทว่า "คนทำงานในป่า" ความว่า "พวกมนุษย์ที่เที่ยวทำงานอย่าง
ใดอย่างหนึ่ง บรรดาคนงานมีการไถ เกี่ยว ขนไม้และเฝ้าโคเป็นต้นในป่า. "
บทว่า "พึงลุกขึ้น" ได้แก่ "พึงเคี้ยวกิน."
บทว่า "เป็นระย้า" ได้แก่ "ห้อยย้อย ดุจล้อเล่นในที่ที่ถูกลมพัด."

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 365 (เล่ม 19)

บทว่า "เถายางทรายนี้มีสัมผัสเป็นสุข" ความว่า เถาย่างทราย
อย่างนี้ แม้ถูกต้องก็เป็นสุข ถึงมองดูก็ให้เกิดความสุข ย่อมให้เกิดความพอ
ใจ แม้ในเพราะการดูและการถูกต้องเถาว่า พวกเด็กๆ ของเราจักมีโรง
ดื่ม จักมีที่เล่น เราได้วิมานที่สองแล้ว" พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสแล้วอย่างนี้.
บทว่า "ทำให้เป็นคบ" ความว่า "พึงตั้งอยู่ด้วยอาการคล้ายฉัตร
ข้างบนกิ่งทั้งหลาย."
บทว่า "สร้างความทึบ" ความว่า "ให้เกิดความทึบข้างล่าง." เถา
ย่างทรายนั้น เมื่อเลื้อยขึ้นข้างบน ก็ม้วนต้นไม้ทั้งสิ้นไว้ข้างล่างอีก.
บทว่า "ทำลาย" ความว่า "เพราะทำให้ทึบอย่างนี้ แต่นั้น เถาย่าง
ทรายนี้ก็จะเลื้อยไต่ขึ้นไปตั้งแต่โคนตามกิ่งที่งอกขึ้นไปแล้ว ม้วนกิ่งทุกกิ่ง
ไว้ ครั้นถึงยอดแล้ว ก็จะห้อยลงโดยทำนองนั้นนั่นแหละอีก และเลื้อยขึ้น
ไปรวบต้นไม้ทั้งหมดไว้ให้กิ่งทั้งหมดอยู่ข้างล่าง ตนเองอยู่ข้างบน ครั้น
เมื่อลมพัด หรือฝนตก ก็จะทำลายกระจัดกระจายไป วิมานนั้นพึงตั้งอยู่เพียง
เข่าเท่านั้น ที่โคนต้นไม้นั้น ย่อมมีวิมานซึ่งอยู่บนกิ่งไม้ ครั้นเมื่อกิ่งหักอยู่ได้
ทำลายที่กิ่งนั้นๆ เมื่อทุกกิ่งหักหมด วิมานทั้งปวงก็ย่อมพังพินาศ ก็วิมานที่
ตั้งอยู่บนต้นไม้ ก็จะตั้งอยู่เพียงโคนต้นไม้ ตราบเท่าที่ยังไม่พินาศนี้เป็นวิมาน
ที่อยู่บนกิ่งไม้. เพราะฉะนั้น เมื่อทุกกิ่งหักหมดแล้ว เทวดาได้อุ้มลูกน้อยยืน
ที่ตอไม้แล้วเริ่มคร่ำครวญ.
บทว่า "ผู้มีชาติราคะกล้า" ได้แก่ "ผู้มีราคะหนาเป็นสภาวะ."
บทว่า "เสวยทุกข์และโทมนัสที่เกิดจากราคะ" ความว่า "เพราะ
ความเป็นผู้มีชาติราคะกล้า ย่อมถือเอานิมิตรในอารมณ์ที่เห็นแล้วๆ."
ครั้งนั้น พวกอาจารย์และอุปัชฌาย์ของเธอ สั่งลงทัณฑกรรม ภิกษุ
นั้น เมื่อทำทัณฑกรรมอยู่เนืองๆ ย่อมเสวยทุกขโสมนัส จึงไม่ทำการก้าวล่วง

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 366 (เล่ม 19)

อีกนั่นเทียว. สำหรับผู้มีชาติโทสะกล้าย่อมกำเริบ ก็ด้วยเหตุเพียงเล็กน้อยเท่า
นั้น และเขาเมื่อจับมือเป็นต้น คุยกับภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย ก็ย่อม
เสวยทุกขโสมนัส เพราะทัณฑกรรมเป็นปัจจัย.
ส่วนบุคคลผู้มีชาติโมหะ ไม่กำหนดกิจที่ทำแล้ว โดยที่ทำแล้ว หรือกิจ
ที่ยังไม่ได้ทำโดยกิจที่ยังไม่ได้ทำ ในศาสนานี้ ย่อมให้หน้าที่คลาด
เคลื่อน ถึงเขาก็ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะทัณฑกรรมเป็นปัจจัย.
คำว่า "ผู้มีชาติราคะไม่กล้าเป็นต้น" พึงทราบตามนัยตรงกันข้ามกับ
ที่กล่าวแล้ว.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในโลกนี้ บางคนจึงเป็นผู้มีราคะเป็นต้นค่อน
ข้างกล้า บางคนจึงไม่ใช่เป็นผู้มีราคะเป็นต้นค่อนข้างกล้า? ตอบว่า เพราะ
ว่า ในขณะสั่งสมกรรม ตามกฏของกรรม ความโลภของผู้ใดมีกำลัง ความ
ไม่โลภอ่อนกำลัง ความไม่ประทุษร้ายและความไม่หลงมีกำลัง ความประ
ทุษร้ายและความหลงอ่อนกำลัง ความไม่โลภของผู้นั้นอ่อนกำลัง ไม่
สามารถจะครอบงำความโลภได้. ส่วนความไม่ประทุษร้ายและความไม่หลงมี
กำลัง สามารถครอบงำความประทุษร้ายและความหลงได้. เพราะฉะนั้น เขา
เกิดแล้วด้วยอำนาจปฏิสนธิที่กรรมนั้นให้ผลแล้วย่อมเป็นคนโลภ มีปกติเป็น
สุข ไม่โกรธ มีปัญญา มีความรู้เปรียบด้วยเพชร ก็ในขณะสั่งสมกรรมความ
โลภและความประทุษร้ายของผู้ใดมีกำลัง ความไม่โลภและความไม่ประทุษ
ร้ายอ่อนกำลัง ความไม่หลงมีกำลัง ความหลงอ่อนกำลัง เขาย่อมเป็นคน
โลภ และเป็นผู้ประทุษร้าย ตามนัยก่อนนั่นแหละ เป็นผู้มีปัญญา มีความรู้ดุจ
เพชร ดุจพระทันตาภยเถระ. ส่วนขณะสั่งสมกรรม ความโลภความหลงของ
ผู้ใดมีกำลัง นอกนี้อ่อนกำลัง เขาย่อมเป็นคนโลภ และโง่เขลาตามนัยก่อนนั่น
เอง เป็นผู้มีปกติเป็นสุข ไม่โกรธ.

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 367 (เล่ม 19)

ก็อย่างนั้น ในขณะสั่งสมกรรม ความโลภ ความโกรธและความหลง
ทั้ง ๓ ของผู้ใดมีกำลัง ความไม่โลภเป็นต้นอ่อนกำลัง เขาย่อมไม่โลภ ไม่ประ
ทุษร้าย และไม่หลงตามนัยก่อนนั่นเทียว แต่ว่า ในขณะสั่งสมกรรม ความไม่
โลภ ความไม่ประทุษร้ายและความไม่หลง ของผู้ใดมีกำลัง นอกนี้อ่อนกำ
ลัง เขาย่อมเป็นผู้มีกิเลสน้อย ครั้นเห็นอารมณ์อย่างทิพย์ ก็ไม่หวั่นไหวตาม
นัยก่อนนั่นแหละ แต่เป็นผู้ประทุษร้าย และมีปัญญาโง่เขลา. ในขณะสั่งสม
กรรม ความไม่โลภ ไม่ประทุษร้าย และไม่หลงของผู้ใดมีกำลังนอกนี้อ่อนกำ
ลัง เขาย่อมเป็นคนไม่โลภ มีปกติเป็นสุข ไม่โกรธ แต่เป็นคนโง่เขลา ตามนัย
ก่อนนั่นเทียว. อย่างนั้น ในขณะสั่งสมกรรม ความไม่โลภ ไม่ประทุษ
ร้าย และไม่หลงของผู้ใดมีกำลัง นอกนี้อ่อนกำลัง เขาย่อมเป็นคนไม่
โลภ มีปัญญา แต่เป็นผู้ประทุษร้าย และมักโกรธ ตามนัยก่อนนั่นแหละ.
แต่ว่า ในขณะสั่งสมกรรม กิเลสทั้ง ๓ มีความไม่โลภ เป็นต้นของผู้ใดมีกำ
ลัง ความโลภเป็นต้น อ่อนกำลัง เขาย่อมเป็นผู้ไม่โลภ ไม่ประทุษร้าย และมี
ปัญญา ดุจพระมหาสังฆรักขิตเถระ เนื้อความในทุกบทแห่งบททั้งปวงตื้นนั่น
เทียวแล.
จบอรรถกถาจูฬธัมมสมาทานสูตรที่ ๕.

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 368 (เล่ม 19)

๖. มหาธรรมสมาทานสูตร
[๕๒๐] ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ :-
"สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับที่พระเชตวันอารามของ
อนาถบิณฑิกะ กรุงสาวัตถุ ครั้งนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเรียก
ภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย"
"พระพุทธเจ้าข้า" ภิกษุเหล่านั้นสนองพระดำรัสของพระผู้มี
พระภาคเจ้า.
[๕๒๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า:-
"ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ส่วนมาก มีความใคร่อย่างนี้ มีความพอใจอย่าง
นี้ มีความประสงค์อย่างนี้ว่า "ไฉนหนอ ขอให้สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่า
ใคร่ ไม่น่าพอใจ พึงเสื่อมไป, ขอให้สิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
พึงเจริญแทนที่เถิด" แต่ทั้งๆ ที่สัตว์เหล่านั้น มีความใคร่อย่างนั้น มีความพอ
ใจอย่างนั้น มีความประสงค์อย่างนั้น, สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่
น่าพอใจ ก็ยังเจริญขึ้นมาจนได้, สิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ กลับ
เสื่อมไป. ในข้อนั้นพวกเธอเข้าใจว่าเพราะเหตุไร"
ภิ. "พระพุทธเจ้าข้า ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าเป็นเค้ามูล มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่
พึงอาศัย, พระพุทธเจ้าข้า ขอให้เนื้อความแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งแต่กับ
พระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นเถิด, เมื่อพวกภิกษุได้ฟังพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว จะทรงจำไว้"
พ. ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ขอให้พวกเธอจงตั้งใจฟังให้ดี ๆ
เราตถาคตจะว่าให้ฟัง"

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 369 (เล่ม 19)

ภิ. อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า " ภิกษุเหล่านั้นสนองพระดำรัสของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า
[๕๒๒] พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ตรัสอย่างนี้ว่า :-
"ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้รับการศึกษา ไม่เห็นพวกพระอริย
เจ้า ไม่ฉลาดต่อคุณธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในคุณธรรม
ของพระอริยเจ้า. ไม่เห็นพวกคนดี ไม่ฉลาดต่อคุณธรรมของคนดี ไม่ได้รับ
การแนะนำในคุณธรรมของคนดี, ไม่รู้จักสิ่งที่ควรเสพ, ไม่รู้จักสิ่งที่ไม่ควร
เสพ, ไม่รู้จักสิ่งที่ควรคบ, ไม่รู้จักสิ่งที่ไม่ควรคบ. เมื่อเขาไม่รู้จักสิ่งที่ควร
เสพ,...ไม่ควรเสพ,..ควรคบ,...ไม่ควรคบ, ก็เสพสิ่งที่ไม่ควรเสพ ไม่เสพสิ่ง
ที่ควรเสพ; คบสิ่งที่ไม่ควรคบ. ไม่คบสิ่งที่ควรคบ, เมื่อเขาเสพสิ่งที่ไม่ควร
เสพ ไม่เสพสิ่งที่ควรเสพ, คบสิ่งที่ไม่ควรคบ ไม่คบสิ่งที่ควรคบเข้า, สิ่งที่ไม่
น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ก็เจริญยิ่งขึ้น, สิ่งที่น่าปรารถนา
น่าใคร่ น่าพอใจ ก็เสื่อมหายไป. ภิกษุทั้งหลาย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ
เหตุ เขาไม่รู้ตามที่เป็นจริงเช่นนั้น.
"ภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวก ผู้ได้รับการศึกษา ได้เห็นพวกพระ
อริยเจ้ามา ฉลาดต่อคุณธรรมของพระอริยเจ้า ได้รับการแนะนำในคุณธรรม
ของพระอริยเจ้าเป็นอย่างดีมาแล้ว, ได้เห็นพวกคนดีมา ฉลาดต่อคุณธรรม
ของคนดี ได้รับการแนะนำในคุณธรรมของคนดีเป็นอย่างดีมาแล้ว, ย่อมรู้จัก
สิ่งที่ควรเสพ...สิ่งที่ไม่ควรเสพ...สิ่งที่ควรคบ...สิ่งที่ไม่ควรคบ. เมื่อเขารู้จัก
สิ่งที่ควรเสพ...สิ่งที่ไม่ควรเสพ...สิ่งที่ควรคบ...สิ่งที่ไม่ควรคบ; ก็ไม่เสพสิ่งที่
ไม่ควรเสพ เสพแต่สิ่งที่ควรเสพ; ไม่คบสิ่งที่ไม่ควรคบ คบแต่กับสิ่งที่ควร
คบ. เมื่อเขาไม่เสพสิ่งที่ไม่ควรเสพ เสพแต่สิ่งที่ควรเสพ; ไม่คบสิ่งที่ไม่ควร
คบ คบแต่สิ่งที่ควรคบ, สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ก็ย่อม

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 370 (เล่ม 19)

เสื่อมหายไป; สิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ก็ย่อมเจริญขึ้นมา ข้อ
นั้น เพราะเหตุไร ภิกษุทั้งหลาย เพราะเขารู้ตามที่เป็นจริงเช่นนั้น"
[๕๒๓] "ภิกษุทั้งหลาย การถือมั่นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มี ๔ อย่าง.
๔ อย่างอะไรบ้าง คือ:-
๑. ภิกษุทั้งหลาย การถือมั่นสิ่งที่ปัจจุบันก็เป็นทุกข์ และต่อไปก็ให้ผล
เป็นทุกข์อีก ก็มี,
๒. ภิกษุทั้งหลาย การถือมั่นสิ่งที่ปัจจุบันเป็นสุข แต่ต่อไปให้ผลเป็น
ทุกข์ ก็มี,
๓. ภิกษุทั้งหลาย การถือมั่นสิ่งที่ปัจจุบันเป็นทุกข์ แต่ต่อไปมีผลเป็น
สุข ก็มี,
๔. ภิกษุทั้งหลาย การถือมั่นสิ่งที่ปัจจุบันก็เป็นสุข และต่อไปก็ให้ผล
เป็นสุขอีก ก็มี.
[๕๒๔] "ภิกษุทั้งหลาย ในจำพวกการถือมั่นสิ่งเหล่านั้น การถือ
มั่นสิ่งที่ผู้ไม่รู้ อยู่ในอำนาจความโง่ ไม่เข้าใจชัดเจนตามที่เป็นจริงว่า ''การ
ถือมั่นสิ่งแบบนี้แล ที่ปัจจุบันก็เป็นทุกข์และต่อไปก็เป็นทุกข์อีก" นี้เป็นการ
ถือมันสิ่งชนิดที่ปัจจุบันก็เป็นทุกข์ และต่อไปก็ยังเป็นทุกข์อีก เมื่อไม่รู้
มัน อยู่ในอำนาจความโง่ ไม่เข้าใจชัดเจนตามที่เป็นจริง ก็เสพมัน ไม่งดเว้น
มัน เมื่อเขาเสพมันไม่งดเว้นมันอยู่. สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่
น่าพอ ก็เจริญขึ้นมา; สิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ก็เสื่อมลงไป
ข้อนั้น เพราะเหตุไร ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่เขาไม่รู้ตามที่เป็นจริงเช่นนั้น.
"ภิกษุทั้งหลาย ในจำพวกการถือมั่นสิ่งเหล่านั้น การถือมั่นสิ่งที่ผู้ไม่
รู้ ตกอยู่ในอำนาจความโง่ ไม่เข้าใจชัดเจนตามที่เป็นจริงว่า "นี้แล เป็นการ

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 371 (เล่ม 19)

ถือมั่นสิ่งชนิดที่ปัจจุบันเป็นสุข แต่ต่อไปให้ผลเป็นทุกข์" นี้เป็นการถือมั่นสิ่ง
ชนิดที่ปัจจุบันเป็นสุข แต่ต่อไปให้ผลเป็นทุกข์. เมื่อไม่รู้มัน ตกอยู่ในอำนาจ
ความโง่ ไม่เข้าใจชัดเจนตามที่เป็นจริง ก็เสพมัน ไม่งดเว้นมัน. เมื่อเขา
เสพมันไม่งดเว้นมันอยู่, สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ก็เจริญ
ขึ้นมา, สิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ก็เสื่อมลงไป. ข้อนั้น เพราะเหตุ
ไร ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่เขาไม่รู้ตามที่เป็นจริงเช่นนั้น.
"ภิกษุทั้งหลาย ในจำพวกการถือมั่นสิ่งเหล่านั้น การถือมั่นสิ่งที่ผู้ไม่
รู้ ตกอยู่ในอำนาจความโง่ ไม่เข้าใจชัดเจนตามที่เป็นจริงว่า "นี้แลเป็นการถือ
มั่นสิ่งชนิดที่ปัจจุบันเป็นทุกข์ แต่ต่อไปให้ผลเป็นสุข" นี้เป็นการถือมั่นสิ่ง
ชนิดที่ปัจจุบันเป็นทุกข์ แต่ต่อไปให้ผลเป็นสุข. เมื่อไม่รู้มัน ตกอยู่ในอำนาจ
ความโง่ ไม่เข้าใจชัดเจนตามที่เป็นจริง ก็เสพมัน ไม่ยอมงดเว้นมัน. เมื่อเขา
เสพมัน ไม่ยอมงดเว้นมันอยู่. สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอ
ใจ ก็เจริญขึ้นมา; สิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ก็เสื่อมลง
ไป. ข้อนั้น เพราะเหตุไร ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่เขาไม่รู้ตามที่เป็นจริง
เช่นนั้น.
"ภิกษุทั้งหลาย ในจำพวกการถือมั่นสิ่งเหล่านั้น การถือมั่นสิ่งที่ผู้ไม่
รู้ตกอยู่ในอำนาจความโง่ ไม่เข้าใจชัดเจนตามที่เป็นจริงว่า "นี้แล คือการถือ
มั่นสิ่งชนิดที่ปัจจุบันก็เป็นสุข และต่อไปก็ยังให้ผลเป็นสุขอีก." นี้คือการถือ
มั่นสิ่งชนิดที่ปัจจุบันก็เป็นสุข และต่อไปก็ยังให้ผลเป็นสุขอีก. เมื่อไม่รู้
มัน ตกอยู่ในอำนาจความโง่ ไม่เข้าใจชัดเจนตามที่เป็นจริง ก็เสพมันไม่ยอมงด
เว้นมัน. เมื่อเขาเสพมันไม่ยอมงดเว้นมันอยู่, สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่า
ใคร่ ไม่น่าพอใจ ก็เจริญขึ้นมา; สิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ก็พลอย
เสื่อมลงไป. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่เขาไม่รู้ตามที่
เป็นจริงเช่นนั้น.

371