ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 312 (เล่ม 19)

พระเถระย่อมถามถึงอะไรในคำนี้ว่า "ท่านผู้มีอายุ ก็เป็นไฉนเล่า?"
ภิกษุผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน (คือทั้งเจโตวิมุตติ และ ปัญญาวิมุตติ) ย่อมเข้า
นิโรธเป็นบางครั้งบางคราว. พระเถระย่อมถามว่า "ข้าพเจ้าขอถามฌานที่
หนึ่งซึ่งมีนิโรธเป็นเครื่องรองรับของภิกษุนั้น" ในคำนี้ว่า "ผู้มีอายุ ก็แล
ฌานที่หนึ่งนี้" พระเถระย่อมถามถึงอะไร? ธรรมดาภิกษุผู้เข้านิโรธ
ต้องเข้าใจถึงขอบเขตส่วนกำหนดองค์ว่า ฌานนี้มีองค์ห้า นี้มีองค์สี่ นี้มีองค์
สาม นี้มีองค์สอง. พระเถระจึงถามว่า "ข้าพเจ้าจะขอถามถึงขอบเขตส่วนสำ-
หรับกำหนดองค์. ในองค์เป็นต้นว่า "ความตรึก" (นี้) ความตรึกมีการยก
ขึ้น (คือยกอารมณ์ขึ้นสู่จิต หรือยกจิตขึ้นสู่อารมณ์) เป็นลักษณะ ความ
ตรองมีการเคล้าคลึง (อารมณ์) เป็นลักษณะ, ความเอิบอิ่มมีการแผ่ไปเป็น
ลักษณะ. ความสบายมีความชื่นใจเป็นลักษณะ. ความที่จิตมีอารมณ์
เดียว มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ สิ่งทั้งห้าอย่างนี้ ย่อมเป็นไปด้วยประ
การฉะนี้.
ในคำว่า "ที่องค์นั้นละได้แล้ว" นี้ พระเถระย่อมถามถึงอะไร?
ท่านถามว่า ธรรมดาภิกษุผู้จะเข้านิโรธ ต้องเข้าใจองค์ที่เป็นอุปการะและที่
ไม่ใช่เป็นอุปการะ ข้าพเจ้าจะขอถามองค์เหล่านั้น. สำหรับคำตอบในคำถาม
นี้ ปรากฏแล้วแล. ด้วยประการฉะนี้ ก็เป็นอันว่าท่านได้ถือเอาฌานที่หนึ่งซึ่ง
มีนิโรธเป็นที่รองรับไว้ในชั้นล่างแล้ว พระเถระจึงจะถามการเข้าเนวสัญญา-
นาสัญญายตนะ อันเป็นอนันตรปัจจัยแห่งฌานที่หนึ่งนั้นในชั้นบน. ก็แล
สมาบัติทั้ง ๖ ในระหว่างแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น พึงทราบว่าท่าน
ได้ย่อไว้ หรือท่านชี้นัยแก้ไว้แล้ว.
บัดนี้ เมื่อจะถามประสาททั้งห้าที่อาศัยวิญญาณพระมหาโกฏฐิก-
เถระจึงกล่าวว่า "ผู้มีอายุ ห้าเหล่านี้" เป็นต้น. ในคำเหล่านั้น คำว่า "โคจร-

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 313 (เล่ม 19)

วิสัย" คือ วิสัยอันเป็นโคจร. คำว่า "ของกันและกัน" ได้แก่ไม่ยอมเสวย
เฉพาะโคจรวิสัย (อารมณ์เป็นที่เที่ยวไป) ของแต่ละอย่างๆ อย่างนี้ คือ
หู (รับอารมณ์ได้ทั้ง) ของตาและของหู หรือ (รับอารมณ์) ของตา. หากรวม
เอาอารมณ์ที่เป็นรูปต่างด้วยสีเขียวเป็นต้น แล้วโอนไปให้อินทรีย์คือหูแล้วพูด
ว่า " เอ้า... แกลองกำหนดมันก่อนซิ...ลองว่าให้แจ่มแจ้งมาซิว่า นี้มันชื่อ
อารมณ์อะไร " ถึงวิญญาณทางตาก็เถอะ ยกปากออกแล้ว มันก็จะพึงพูด
ตามธรรมดาของตนอย่างนี้ว่า "เฮ้ย...ไอ้บอดแล้วโง่ด้วย ต่อให้มึงวิ่งวนอยู่ตั้ง
ร้อยพันปีก็เถอะ นอกจากกูแล้ว มึงจะได้ผู้รู้จักสิ่งนี้ที่ไหน เอามันมาน้อม
ใส่ในประสาทตาซิ กูจะรู้จักอารมณ์นั้นไม่ว่ามันจะเขียวหรือเหลือง นั่นมัน
ไม่ใช่วิสัยของผู้อื่น เลยมันต้องเป็นวิสัยของกูเท่านั้น "แม้ในทวารที่เหลือก็มีนัย
อย่างเดียวกันนี้แล. อย่างนี้ชื่อว่าอินทรีย์ เหล่านี้ไม่ยอมรับเสวยโคจรวิสัยของ
กันและกัน. คำว่า "อะไรเป็นที่พึ่งอาศัย" ได้แก่ ท่านถามว่า "อะไรเป็นที่
พึ่งอาศัยของอินทรีย์เหล่านี้ คืออินทรีย์เหล่านี้อาศัยอะไร-" คำว่า "มีใจ
เป็นที่พึ่งอาศัย" ได้แก่ มีใจเป็นที่แล่นไป (เสพอารมณ์ หรือ ทำกรรม)
เป็นที่พึ่งอาศัย. คำว่า "ใจนั่นแหละ...ของ...เหล่านั้น" ได้แก่ใจที่แล่น
ไปตามมโนทวาร หรือใจที่แล่นไปทางทวารทั้งห้า ย่อมเสวยโคจรวิสัยแห่ง
อินทรีย์เหล่านั้น ด้วยอำนาจความกำหนัดเป็นต้น. จริงอยู่ ความรู้แจ้งในทาง
ตา ย่อมเป็นสักแต่ว่าเห็นรูปเท่านั้น ไม่มีความกำหนัดความคิดประทุษ-
ร้าย หรือความหลงในการเห็นรูปเป็นต้น แต่จิตที่แล่นไปในทวารนี้ต่าง
หาก ย่อมกำหนัด ย่อมประทุษร้าย หรือ ย่อมหลง. แม้ในความรู้แจ้งทางหู
เป็นต้น ก็ทำนองเดียวกันนี้แหละ.
ต่อไปนี้เป็นการเปรียบเทียบในเรื่องอินทรีย์เหล่านั้น คือ
มีเรื่องเล่าว่า มีกำนันอ่อนแอ ๕ คน พากันส้องเสพพระราชา แล้วก็
ได้กำไรเล็กน้อยในหมู่บ้าน ๕ ตระกูล แห่งหนึ่งด้วยความยากลำบาก.

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 314 (เล่ม 19)

ของเพียงเท่านี้แหละ คือปรับเป็นปลาหนึ่งส่วน เนื้อหนึ่งส่วน กหาปณะพอซื้อ
เชือกได้หนึ่งเส้น กหาปณะพอซื้อเชือกผูกช้างได้ ๑ เส้น สี่กหาปณะ แปด
กหาปณะ สิบหกกหาปณะ สามสิบสองกหาปณะ หรือหกสิบสี่กหาปณะ
ในหมู่บ้านนั้น ย่อมถึงพวกกำนันเหล่านั้น. พระราชาเท่านั้นทรงรับพลีใหญ่โต
เป็นหมวดสิ่งของร้อยสิ่ง ห้าร้อยสิ่ง พันสิ่ง.
พึงทราบว่าประสาททั้งห้าเหมือนหมู่บ้านห้าตระกูล ในที่นั้น. ความรู้
เเจ้ง (วิญญาณ) ทั้งห้า เหมือนกำนันอ่อนแอห้าคน การแล่นไปเสพ
อารมณ์ (ชวนะ)เหมือนพระราชา หน้าที่แต่การเห็นรูปเป็นต้นแห่งความรู้แจ้ง
ในทางตาเป็นต้น เหมือนกำนันอ่อนแอได้รับกำไรเล็กน้อย. ส่วนความกำหนัด
เป็นต้นไม่มีในประสาทเหล่านี้. พึงทราบความกำหนัดเป็นต้นของจิตที่ทำ
หน้าที่แล่นไปเสพอารมณ์ในทวารเหล่านั้น เหมือนการรับพลีจำนวนมากของ
พระราชา.
ในคำว่า "ห้าเหล่านี้ ผู้มีอายุ" นี้ พระเถระย่อมถามถึงอะไร ท่าน
ถามถึงประสาททั้งห้าภายในนิโรธว่า สำหรับพวกสิ่งที่หารูปร่างไม่ได้
(นั้น) เมื่อความเป็นไปที่สำเร็จมาจากกิริยา (จิต) กำลังดำเนินไปอยู่ ก็จะเป็น
ปัจจัยที่เข้มแข็งแก่ประสาททั้งหลาย ก็ผู้ใดดับประสาทที่เป็นไปแล้วนั้นแล้ว
เข้านิโรธสมาบัติ ประสาททั้งห้าภายในนิโรธของผู้นั้นอาศัยอะไรจึงตั้งอยู่
ได้ ข้าพเจ้าขอถามสิ่งนี้ด้วยประการฉะนี้ คำว่า "อาศัยอายุ" ได้แก่
อาศัยธรรมชาติที่เป็นใหญ่ทำหน้าที่เป็นอยู่ (ชีวิตินทรีย์) ตั้งอยู่. คำว่า "อาศัย
ไออุ่น" ได้แก่สิ่งที่เป็นใหญ่ในการเป็นอยู่ อาศัยไฟที่เกิดจากกรรมตั้ง
อยู่. ก็เพราะแม้ไฟที่ผลิตมาจากกรรม เว้นสิ่งที่เป็นใหญ่ในการเป็นอยู่
ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ ฉะนั้น ท่านจึงว่า ไออุ่นอาศัยอายุตั้งอยู่. คำว่า "ลุกไหม้
อยู่" ได้แก่โพลงอยู่. คำว่า "อาศัยเปลวไฟ" ได้แก่อาศัยเปลวแสง. คำ

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 315 (เล่ม 19)

ว่า "แสงย่อมปรากฏ" ได้แก่แสงสว่างย่อมปรากฏ. คำว่า "เปลวไฟอาศัย
แสง" ได้แก่เปลวไฟอาศัยแสงสว่างจึงปรากฏ. ในคำว่า "ฉันนั้น นั่นแล
ท่านผู้มีอายุ อายุย่อมอาศัยไออุ่นตั้งอยู่" นี้คือ ไฟที่เกิดจากกรรมเหมือน
เปลวไฟ, สิ่งที่เป็นใหญ่ในการเป็นอยู่ เหมือนแสงสว่าง, จริงอยู่ เปลวไฟ
เมื่อจะเกิด ก็ถือเอาแสงสว่างนั่นแหละ เกิดขึ้น. แม้เปลวไฟเองนั้นก็ย่อมเป็น
ของปรากฏเป็นเล็กใหญ่ยาวสั้น ตามแสงสว่างที่ตนนั้นให้เกิดนั่นแหละ
การใช้สิ่งที่เป็นใหญ่ในการเป็นอยู่ ซึ่งเกิดพร้อมกับมหาภูตรูปที่เกิดจากกรรม
ซึ่งอาศัยไออุ่น ตามรักษาไออุ่น ก็เหมือนความปรากฏแห่งความเป็นไปของ
เปลวไฟนั้นเอง เพราะแสงสว่างที่ความเป็นไปแห่งเปลวไฟในแสงสว่างนั้นให้
เกิด จริงอยู่ สิ่งที่เป็นใหญ่ในการเป็นอยู่ ย่อมรักษาไออุ่นที่เป็นไปอันเกิดจาก
กรรมไว้ สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง ฯลฯ ร้อยปีบ้าง. ด้วยประการฉะนี้
มหาภูตรูป จึงเป็นปัจจัยด้วยอำนาจนิสสัยปัจจัยเป็นต้นแห่งรูปอาศัย.
ฉะนั้น จึงเป็นอันว่า อายุย่อมอาศัยไออุ่นตั้งอยู่. ความเป็นใหญ่ในความ
เป็นอยู่ย่อมรักษามหาภูตรูปทั้งหลายไว้ ด้วยเหตุนี้จึงควรเข้าใจว่า ไออุ่นย่อม
อาศัยอายุตั้งอยู่.
คำว่า "อายุสังขาร" ก็คือ อายุนั่นเอง. คำว่า "สิ่งที่มีความรู้-
สึก" คือสิ่งที่เป็นเครื่องรู้สึก. คำว่า "การออกย่อมปรากฏ" คือการออก
จากสมาบัติก็ปรากฏ. จริงอยู่ ภิกษุใด เกิดพอใจในอรูปที่เป็นไป
แล้ว จึงดับความรู้จำและความรู้สึกแล้วเข้าสู่นิโรธ สิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ซึ่งมีสิ่งที่
เป็นใหญ่ในการเป็นอยู่ของรูปเป็นปัจจัยก็เกิดแก่ภิกษุนั้น ตามอำนาจเวลา
ตามที่กะไว้ ส่วนสิ่งทั้งที่มีรูปและไม่มีรูปที่เป็นไปแล้วอย่างนั้นก็คงเป็น
ไป. เหมือนอะไร ? เหมือนชายคนหนึ่งเกิดกลุ้มขึ้นมา ในเพราะเปลวไฟที่เป็น
ไปจึงเอาน้ำมาสา ทำให้เปลวไฟเลิกเป็นไป เอาขี้เถ้ามากลบถ่านไว้แล้วก็
นั่งนิ่ง. เมื่อเขาอยากให้มีเปลวอีก ก็เขี่ยขี้เถ้าออกแล้วพลิกถ่านกลับ เติมเชื้อ

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 316 (เล่ม 19)

แล้วเป่าลมด้วยปาก หรือพัดลมด้วยก้านตาล (เอาพัดใบตาลพัด) ทีนั้นเปลว
ไฟที่เป็นไปก็เป็นไปอีกฉันใด, ฉันนั้นนั่นแล สิ่งที่ไม่มีรูป ก็เหมือนเปลวไฟที่
เป็นไป, การที่ภิกษุเกิดกลุ้มใจขึ้นมา ในเพราะอรูป (ฌาน) ที่เป็นไป
แล้ว จึงดับความรู้จำและความรู้สึก เข้านิโรธ ก็เหมือนการที่คนเกิดรำคาญ
ในเพราะเปลวไฟที่เป็นไปแล้ว จึงเอาน้ำมาสาดทำให้เปลวไฟเลิกเป็นไปเอา
ขี้เถ้ามากลบถ่านไว้แล้วนั่งนิ่ง, สิ่งที่เป็นใหญ่ในการเป็นอยู่ของรูปคือธาตุไฟที่
เกิดจากกรรม ก็คงเป็นไปเหมือนกับถ่านที่เอาขี้เถ้ากลบไว้, การไปตามเวลา
ที่ภิกษุกะไว้ เหมือนกับการที่เมื่อคนต้องการเปลวไฟอีก เขี่ยขี้เถ้าเป็นต้นออก
ไป, ความเป็นไปของสิ่งที่มีรูปและไม่มีรูปในเมื่อสิ่งที่ไม่มีรูปเกิดขึ้นอีก
พึงทราบว่า เหมือนความเป็นไปของแสงไฟ. คำว่า "อายุ ไออุ่นและวิญ-
ญาณ" หมายความว่าสิ่งสามอย่างเหล่านี้คือ สิ่งที่เป็นใหญ่ในการเป็นอยู่ของ
รูป ๑ ธาตุไฟที่เกิดจากกรรม ๑ จิต ๑ ละทิ้งรูปกายนี้เมื่อไร เมื่อนั้น -
ก็ ถูกทอดทิ้งนอนบนแผ่นดินเหมือนท่อนไม้ที่ไร้จิตใจฉะนั้น สมจริงดัง
คำที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
"อายุ ไออุ่น และวิญญาณ ละร่างนี้ไปเมื่อใด เมื่อนั้น
ก็ถูกทิ้งให้นอนอย่างไร้จิตใจ กลายเป็นอาหารของสัตว์อื่นไป".
การหายใจเข้าและการหายใจออก ชื่อว่า "เครื่องปรุงกาย" ความ
ตรึกและความตรองชื่อว่า "เครื่องปรุงวาจา" ความรู้จำและความรู้สึก
ชื่อว่า "เครื่องปรุงจิต" ความเป็นใหญ่ในการเป็นอยู่ของรูปชื่อว่า
"อายุ". คำว่า "แตกไปโดยรอบ" ได้แก่ถูกกำจัด ฉิบหายแล้ว ในเรื่องของ
นิโรธ (ความดับ) นั้น บางท่านกล่าวว่า จิตยังไม่ดับเพราะคำ (บาลี) ว่า
"เครื่องปรุงจิตของผู้เข้านิโรธเท่านั้น ที่ดับไป, ฉะนั้นจึงเป็นการเข้าถึงกาย
พร้อมกับจิต" พึงกล่าว (ค้าน) ท่านเหล่านั้นว่า "คำพูดก็ไม่ดับน่ะซี เพราะ

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 317 (เล่ม 19)

คำ (บาลี)ว่า แม้เครื่องปรุงคำพูดของเธอ ก็ดับไปด้วย ฉะนั้น ผู้เข้านิโรธ-
สมาบัติ พึงนั่งกล่าวธรรมอยู่ก็ได้ พึงนั่งทำการท่องหนังสืออยู่ก็ได้ ละจิต
ของผู้ที่ทำกาละตายไปแล้ว ก็พึงไม่ดับ เพราะคำ (บาลี) ว่า "แม้เครื่องปรุง
จิตของเขาก็ดับไปแล้ว" ฉะนั้น ผู้เผา แม่พ่อ หรือพระอรหันต์ที่ตายไป
แล้ว ก็จะพึงเป็นผู้ทำอนันตริยกรรมน่ะซี" ...เพราะฉะนั้นอย่าไปทำความยึด
มั่นในพยัญชนะ พึงตั้งอยู่ในแบบแผน (นัย) แล้วพิจารณาใจความให้รอบคอบ
จริงอยู่ ใจความเป็นหลักที่พึ่งอาศัย ไม่ใช่พยัญชนะ คำว่า "อินทรีย์ทั้ง
หลายผ่องใสแล้ว" ความว่า จริงอยู่ เมื่อความเป็นไปที่สำเร็จมาจากกิริยา
จิต กำลังเป็นไป เมื่ออารมณ์ภายนอกกำลังกระทบประสาท อินทรีย์ทั้งหลาย
ย่อมเหนื่อยเป็นเหมือนกับถูกกระแทกถูกทำ เหมือนกับกระจกที่ตั้งไว้ในทาง
ใหญ่สี่แยก ถูกละอองฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นเพราะลมเป็นต้นทำให้แปดเปื้อนฉะนั้น.
ประสาททั้งห้าที่อยู่ภายในนิโรธของภิกษุผู้เข้านิโรธ ย่อมรุ่งเรืองเหลือที่
จะเปรียบ เหมือนกระจกที่ใส่ไว้ในถุงแล้วตั้งไว้ในตู้เป็นต้น ย่อมรุ่งเรืองใน
ภายในนั่นเอง ฉันใด ก็ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรเถระจึงได้กล่าว
ว่า "อินทรีย์ทั้งหลายผ่องใสแล้ว". ในคำว่า "ผู้มีอายุ ก็ปัจจัย มีเท่าไร"
พระมหาโกฏฐิกเถระย่อมถามถึงอะไร ท่านย่อมถามว่า "ข้าพเจ้าจะขอ
ถามถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ อันเป็นอนันตรปัจจัยของนิโรธ. สำหรับใน
การแก้ปัญหานั้น พระสารีบุตรเถระได้กล่าวถึงปัจจัยที่ไปปราศไว้สี่อย่าง
ว่า "และเพราะละสุขเสียได้" เป็นต้น.
ในคำว่า "ไม่มีเครื่องหมาย" นี้ ท่านย่อมถามถึงอะไร ท่านถาม
ว่า ข้าพเจ้าจะขอถามถึงผลสมาบัติของผู้ออกจากนิโรธ. ก็แหละการออก
จากสมาบัติที่เหลือย่อมมีเพราะภวังค์. ส่วนการออกจากนิโรธ ย่อมมีเพราะ
ผลสมาบัติอันหลั่งไหลมาจากวิปัสสนา. ฉะนั้น พระเถระจึงถามถึงการออก

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 318 (เล่ม 19)

จากนิโรธนั้นแล. คำว่า "มีเครื่องหมายทุกอย่าง" ได้แก่อารมณ์ทั้งหมดมีรูป
เป็นต้น. คำว่า "และการใส่ใจในธาตุที่ไม่มีเครื่องหมาย" ได้แก่การใส่ใจใน
นิพพานธาตุที่ปราศจากเครื่องหมายทุกชนิด. พระเถระกล่าวหมายเอาความ
ใส่ใจที่เกิดพร้อมกับผลสมาบัติ ด้วยประการฉะนี้. เป็นอันว่าท่านถือเอาฌาน
ที่หนึ่งที่มีนิโรธเป็นที่รองรับในชั้นล่างแล้ว. เนวสัญญานาสัญญายตนะที่
เป็นอนันตรปัจจัยของนิโรธ ท่านก็ถือเอาแล้ว. ผลสมาบัติของผู้ออกจาก
นิโรธ ท่านก็ถือเอาในบทนี้แล้วแล. ในที่นี้พึงกล่าวถึง นิโรธกถา (ถ้อยคำว่า
ด้วยความดับ) นิโรธกถานั้นมาแล้วในปฏิสัมภิทามรรคอย่างนี้ว่า ''ความรู้ชัด
สำหรับใช้อบรมบ่มความชำนิชำนาญ ย่อมมีได้ด้วยความสงบ ระงับเครื่อง
ปรุงแต่งตั้งสามอย่าง เพราะผู้ประกอบด้วยผลสองอย่าง ด้วยการดำเนินไป
ในความรู้ทั้งสิบหกอย่าง และการดำเนินไปในสมาธิเก้าอย่าง ความรู้
(ญาณ) ย่อมมีได้ด้วยการเข้านิโรธ" ส่วนคำวินิจฉัยทุกแง่ทุกมุมของนิโรธ-
กถานั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
บัดนี้ เมื่อจะถามถึงสมาบัติสำหรับใช้สอย พระเถระจึงกล่าวคำเป็น
ต้นว่า "ผู้มีอายุ ก็แลปัจจัยมีเท่าไร" ก็ธรรมดาการหยุดของผลสมาบัติของ
ผู้ออกจากนี้โรธไม่มี. การหยุด (ฐิติ ได้แก่ ฐิติขณะ) เป็นไปหนึ่งหรือสองวาระจิต
เท่านั้น แล้วก็หยั่งลงสู่ภวังค์ สำหรับภิกษุที่นั่งดับสิ่งที่ไม่มีรูปที่เป็นไป
แล้วตลอดเจ็ดวันนี้ จะตั้งอยู่ในผลสมาบัติของผู้ออกจากนิโรธได้ไม่นาน.
แต่ในสมาบัติสำหรับใช้สอย การกำหนดเวลา เป็นเรื่องสำคัญแท้. ฉะ-
นั้น ชื่อว่าการหยุดนั้น จึงย่อมมีได้. เพราะเหตุนั้น พระมหาโกฏฐิกเถระ
จึงกล่าวว่า "ด้วยการตั้งอยู่ (ฐิติ) แห่งผลสมาบัติที่ไม่มีเครื่องหมาย" หมาย
ความว่า "ปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่ได้นานแห่งผลสมาบัตินั้นมีเท่าไร" ส่วนใน
การแก้ปัญหานั้น ท่านกล่าวถึงการกะเวลาว่า "และการปรุงแต่งอย่างยิ่งใน

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 319 (เล่ม 19)

กาลก่อน" พระมหาโกฏฐิกเถระ ถามถึงการออกจากภวังค์ในคำว่า "แห่ง
การออก" นี้. แม้ในการแก้ปัญหานั้น ท่านก็ได้กล่าวถึงความใส่ใจที่เกิดขึ้น
พร้อมกับภวังค์ด้วยอำนาจเครื่องหมายมีรูปเป็นต้นว่า "และการใส่ใจเครื่อง
หมายทุกชนิด" ในคำว่า "ผู้มีอายุ...ก็แลนี้ใด" นี้ พระมหาโกฏฐิกเถระ
ถามถึงอะไร ท่านถามว่าในที่นี้ไม่มีข้อใหม่อย่างอื่น ข้าพเจ้าจะขอเอาสิ่ง
ที่กล่าวเสร็จแล้วในหนหลังนั่นแหละมารวมเป็นอันเดียวกันแล้วจึงถาม.
ก็แล สิ่งเหล่านี้ ท่านกล่าวไว้ที่ไหน ท่านกล่าวความหลุดพ้นทางใจที่ไม่มีขอบ
เขตจำกัดไว้ในที่นี้แลว่า "ย่อมจำสีเขียวก็ได้ ย่อมจำเหลือง สีแดง สีขาวก็
ได้." ท่านกล่าวถึงความเป็นของว่างเปล่าในสูตรนี้ว่า "ย่อมรู้ชัดอากิญจัญญา"
ในที่นี้ว่า "พึงรู้อากิญจัญญายตนะที่บริกรรมว่า" "ไม่มีอะไรๆ (หรืออะไร
น้อยหนึ่งก็ไม่มี)" ด้วยตาคือความรู้ชัด. ท่านกล่าวถึงความหลุดพ้นทางใจที่
ไม่มีเครื่องหมายในพระสูตรนี้ว่า "ผู้มีอายุ...ก็ปัจจัยของความหยุดอยู่
ของการออกแห่งความหลุดพ้นทางใจซึ่งไม่มีเครื่องหมายมีเท่าไร" ท่าน
ย่อมเอาสิ่งที่กล่าวเสร็จแล้วในหนหลังนั่นแหละมารวมเข้าเป็นอันเดียวกันในที่
นี้ แล้วจึงถามอย่างนี้. เพราะกล่าวว่า "ก็และท่านใส่ความหลุดพ้นนั้นแล้วจึง
แสดงความหลุดพ้นนี้ไว้ในที่นั้นๆ หรือ "จึงยังมีสิ่งเหล่าอื่นอีกสี่อย่างที่มีชื่อ
อย่างเดียวกัน. สิ่งอย่างเดียวกันชื่อถึง ๔ อย่างก็มี. ท่านจึงถามเพื่อให้ผู้ตอบ
ทำสิ่งหนึ่งให้แจ่มแจ้งแล้วบอกในที่นี้. ในอรรถกถาท่านทำความตกลงใจดัง
นี้. คำในการตอบคำถามนั้นว่า "ผู้มีอายุ...นี้เรียกว่าความหลุดพ้นทางใจที่
ไม่มีประมาณ (ไม่มีขอบเขตจำกัด)" คือ นี้ชื่อว่าความหลุดพ้นทางใจที่ไม่
มีประมาณเพราะไม่มีประมาณแห่งการแผ่ไป. จริงอยู่ ความหลุดพ้นทางใจที่
ไม่มีประมาณนี้ ย่อมแผ่ไปในสัตว์ไม่จำกัดจำนวน หรือแผ่ไปในสัตว์
หนึ่ง จนถึงไม่มีสัตว์เหลืออยู่.

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 320 (เล่ม 19)

คำว่า "ผู้มีอายุ...นี้เรียกว่าอากิญจัญญา" คือ ที่ชื่อว่าอากิญจัญญา
เพราะไม่มีความกังวลในอารมณ์. คำว่า "หรือจากตน" คือว่าง
จากตน กล่าวคืออัตภาพบุรุษและบุคคลเป็นต้น. คำว่า "หรือจากของ
ตน" ได้แก่ว่างจากของตน กล่าวคือ เครื่องเครามีจีวรเป็นต้น. คำว่า "ไม่มี
เครื่องหมาย" ได้แก่ ชื่อว่าไม่มีเครื่องหมายเพราะไม่มีเครื่องหมายมีความ
กำหนัดเป็นต้น. พระเถระกล่าวหมายเอาการเข้าถึงอรหัตตผล. คำว่า "ใจความ
ก็ต่างกัน และ พยัญชนะก็ต่างกัน" ได้แก่ ทั้งพยัญชนะทั้งใจความของสิ่ง
เหล่านั้นแตกต่างกัน. ในความแตกต่างกันเหล่านั้น ความแตกต่างกันแห่ง
พยัญชนะแจ่มแจ้งแล้ว. ส่วนใจความ คือความหลุดพ้นทางใจที่ไม่จำกัด
จำนวน (อปฺปมาณา เจโตวิมุตฺติ) เป็น มหัคคตะ. เป็นรูปาวจรโดยภูมิ แต่โดย
อารมณ์มีสัตว์บัญญัติเป็นอารมณ์. อากิญจัญญาโดยภูมิเป็นอรูปาวจร
โดยอารมณ์มีอารมณ์ที่ไม่พึงกล่าว. ความเป็นของว่าง (สุญฺญตา) โดยภูมิ
เป็นกามาวจร โดยอารมณ์ มีสังขารเป็นอารมณ์. สำหรับในที่นี้ท่านหมาย
เอาวิปัสสนาว่า ความเป็นของว่าง. ความไม่มีนิมิต (อนิมิตฺตา) โดยภูมิเป็น
โลกุตตระ โดยอารมณ์มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ในคำเป็นต้นว่า "ผู้มี
อายุ ความกำหนัดแล เป็นสิ่งทำความประมาณ" ท่านกล่าวสิ่งที่ทำความประ
มาณไว้ว่า เหมือนอย่างว่าที่เชิงเขา มีน้ำเน่าสิบห้าชนิด เป็นน้ำมีสีดำ
ปรากฏราวกับว่าลึกตั้งร้อยวา แก่ผู้มองดู ไม่มีแม้แค่ท่วมหลังเท้าของผู้เอาไม้
เท้าหรือเชือกวัดอยู่ฉันใด. ฉันนั้นเหมือนกัน กิเลสมีความกำหนัดเป็นต้น
ยังไม่เกิดขึ้นตราบใด ตราบนั้น ก็ไม่มีใครสามารถรู้จักบุคคลได้ ต่าง
ก็ปรากฏเหมือนพระโสดาบัน เหมือนพระสกทาคามี และเหมือนพระอนาคามี
ต่อเมื่อความกำหนัดเป็นต้น เกิดขึ้นแก่เขา จึงปรากฏออกมาว่า เป็นผู้กำหนัด
ผู้ดุร้าย ผู้หลง. ความกำหนัดเป็นต้นเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นแสดงประ-
มาณของบุคคลว่า "คนนี้เพียงเท่านี้" ดังที่ว่ามานี้.

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 321 (เล่ม 19)

คำว่า "ผู้มีอายุ ความหลุดพ้นทางใจที่มีสัตว์อันบุคคลพึงประมาณ
ไม่ได้ มีประมาณเท่าใดแล" คือความหลุดพ้นทางใจที่ไม่มีประมาณ
มีประมาณเพียงใด ก็แลการหลุดพ้นทางใจที่ไม่มีประมาณเหล่านั้นมีเท่า
ไร มี ๑๒ อย่าง คือ พรหมวิหาร ๔ มรรค ๔ ผล ๔. ใน ๑๒ อย่างนั้น
พรหมวิหารชื่อว่าไม่มีประมาณ เพราะความที่การแผ่ไปไม่มีประมาณ
ที่เหลือชื่อว่าไม่มีประมาณ เพราะไม่มีกิเลสเครื่องทำประมาณ.แม้พระ
นิพพานก็ประมาณไม่ได้เหมือนกัน. ส่วนความหลุดพ้นทางใจไม่มี (ในพระ
นิพพานนั้น). ฉะนั้น ท่านจึงไม่จัดเข้า. คำว่า "ไม่กำเริบ" หมายเอาความ
หลุดพ้นทางใจคือพระอรหัตตผล. ก็แล ความหลุดพ้นทางใจคือพระอรหัตตผล
นั้น เป็นใหญ่กว่าอะไรๆ หมด. ฉะนั้น ท่านจึงว่า "อันท่านย่อมกล่าวว่าเป็น
เลิศ" คำว่า "ผู้มีอายุ ความกำหนัดแล เป็นตัวเบียดเบียน" คือความกำหนัด
แม้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเบียดเบียน ย่ำยี รบกวน บุคคล ฉะนั้น ท่านจึง
ว่า เป็นตัวเบียดเบียน (ตัวก่อให้เกิดความกังวล, ความยุ่ง). เล่ากันมาว่า
พวกคนกำลังพากันเอาวัวนวดลานข้าวอยู่ ต่างพากันพูดว่า "ไอ้ดำ..เบียดเข้า
ไป เบียดไอ้แดงเข้าไป" พึงทราบอรรถว่า ย่ำยี อรรถว่า เบียดเบียน ดังที่ว่า
มานี้. แม้ในความประทุษร้ายและความหลง ก็มีทำนองเดียวกันนี้เหมือน
กัน. สิ่งเก้าอย่างคือ อากิญจัญญายตนะ ๑ มรรคและผลอย่างละหนึ่งๆ (รวม
เป็นแปด) ชื่อ อากิญจัญญาเจโตวิมุตติ. ใน ๙ อย่างนั้น อากิญจัญญาย-
ตนะ ชื่ออากิญจัญญา เพราะไม่มีอารมณ์ที่ก่อให้เกิดความกังวล (ความเบียด
เบียน, ความย่ำยี, ความรบกวน, ความยุ่งยาก, หรือน้อยหนึ่ง, อะไรๆ
น้อยหนึ่ง) แก่ใจ. มรรค (๔) และผล (๔) ชื่ออากิญจัญญา เพราะไม่มีความ
เบียดเบียน คือเพราะความไม่มีกิเลสเครื่องย่ำยีและเครื่องก่อให้เกิดความ
กังวล, แม้พระนิพพานก็เป็นอากิญจัญญา. แต่ไม่มีความหลุดพ้นแห่งใจ
(เพราะใจไม่มีในพระนิพพาน พระนิพพานไม่มีใจ) เพราะฉะนั้นจึงไม่จัด

321