ของคนที่ ๔ อีก ๔ คนนั่งนิ่ง ปล่อยให้เจ้าของเรือนเท่านั้นเป็นธุระเที่ยวได้จัด
การ ฉะนั้น.
เมื่อมาถึงความจริงอันประเสริฐ อินทรีย์คือความรู้ชัดเจนที่มีความรู้
ชัดเจนเป็นลักษณะเท่านั้น ที่กลายเป็นใหญ่เป็นหัวหน้าไป ที่เหลือก็พลอย
คล้อยไปตามอินทรีย์ คือความรู้ชัดเจนเท่านั้น, เหมือนเมื่อถึงพระราชวัง
ในตอนท้ายเขาหมด อีก ๔ คนก็นั่งนิ่ง พระราชาเท่านั้นที่ทรงเที่ยวสั่งงานใน
พระราชวัง ฉะนั้น.
พระมหาโกฏฐิกเถระ ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งในตำแห่งเลิศแห่งภิกษุสาวก
ถึงความแตกฉาน เมื่อจะถามเรื่องแบบโลกๆ ก็ทำจิตให้เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า
แล้วจึงถาม เมื่อจะถามถึงเรื่องที่อยู่เหนือโลก ก็ยกเอาความรู้ชัดเจนมาให้เป็น
ใหญ่ เป็นหัวหน้าแล้วจึงถาม. ฝ่ายพระสารีบุตรเถระเป็นแม่ทัพธรรม
ก็แก้อย่างนั้นเหมือนกันด้วยประการฉะนี้แล.
คำว่า "ย่อมรู้ชัดเจนอันใด ท่านผู้มีอายุ ?" คือ ความรู้หนทางชัดเจน
ย่อมรู้ชัดเจนซึ่งสิ่งที่เป็นความจริงสี่ประการอันใด โดยทำนองเป็นต้น
ว่า นี้ทุกข์. คำว่า "ย่อมรู้แจ้ง อันนั้น" คือ แม้ความรู้แจ้งในหนทาง ก็ย่อมรู้
แจ้งอันนั้น อย่างนั้นเหมือนกัน. คำว่า ย่อมรู้แจ้งอันใด" คือความรู้แจ้งใน
วิปัสสนาโดยทำนองเป็นต้นว่า "สิ่งใดที่เป็นผู้ปรุง ผู้ถูกปรุง (สิ่งนั้น) ไม่
เที่ยง" คำว่า "ย่อมรู้ชัดสิ่งนั้น" คือ แม้ความรู้ชัดด้วยวิปัสสนา ก็ย่อมรู้ชัด
สิ่งนั้นเหมือนอย่างนั้นเหมือนกัน. คำว่า "เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้" คือ
เพราะเหตุนั้นสิ่งเหล่านี้. คำว่า "คละกัน" คือ เจือกันเพราะความที่เกิด
พร้อมกัน มีที่ตั้งอย่างเดียวกัน และมีอารมณ์อย่างเดียวกัน. คำว่า "พึงอบรม
ความรู้ชัด" นี้ ท่านกล่าวประสงค์เอาความรู้ชัดในหนทาง ส่วนความรู้แจ้ง
ที่ประกอบพร้อมกับความรู้ชัดนั้น ก็ต้องอบรมให้พร้อมกันกับความรู้ชัดนั้น