ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 272 (เล่ม 19)

" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย เพราะเหตุที่ประพฤติไม่ถูกต้อง
และประพฤติไม่เรียบร้อยดังที่ว่ามานี้แล สัตว์บางพวกในโลกนี้จึงเข้าถึง
อบายทุคติวินิบาตนรกเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกไปอย่างนี้.
กุศลกรรมบถ ๑๐
[๔๙๐] พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็แลบุคคลเป็นผู้ประพฤติ
ถูกต้อง ประพฤติเรียบร้อยทางกายมี ๓ อย่าง,.....ทางวาจา มี ๔ อย่าง,
......ทางใจมี ๓ อย่าง.
" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็แลบุคคลเป็นผู้ประพฤติถูกต้อง
ประพฤติเรียบร้อยทางกาย ๓ อย่าง อย่างไรบ้าง
" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ :-
๑. ละการฆ่าสัตว์ งดเว้นการฆ่าสัตว์ได้เด็ดขาด วางท่อนไม้เสียแล้ว
วางศัสตราเสียแล้ว ฯลฯ เป็นผู้มีการเกื้อกูลอนุเคราะห์สัตว์ทุกจำพวกอยู่
๒. ละการลักทรัพย์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ได้เด็ดขาด ไม่ถือ
เอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่นที่เขายังไม่ได้ให้อันเป็นส่วนแห่งขโมย
๓. ละการประพฤติผิดในเรื่องของรักของใคร่ทั้งหลาย ฯลฯ
ไม่เป็นผู้ล่วงละเมิดจารีต (ประเวณี) ในพวกหญิงเห็นปานนั้น
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลย่อมเป็นผู้ประพฤติถูกต้อง
ประพฤติเรียบร้อย ทางกาย ๓ อย่าง อย่างนี้แล.
" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมเป็นผู้ประพฤติถูกต้อง
ประพฤติเรียบร้อยทางวาจา ๔ อย่าง เป็นอย่างไรบ้าง ?

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 273 (เล่ม 19)

" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ :-
๑. ละการกล่าวเท็จ เว้นจากการกล่าวเท็จได้อย่างเด็ดขาด คืออยู่ใน
ที่ประชุมก็ดี ฯลฯ เป็นผู้ไม่กล่าวเท็จทั้งๆที่รู้อยู่.
๒. ละคำส่อเสียด เว้นจากคำส่อเสียดได้อย่างเด็ดขาด ฯลฯ เป็น
ผู้กล่าวคำที่ทำให้เกิดสมัครสมานกันเห็นปานนั้น
๓. ละคำหยาบ ฯลฯ เป็นผู้กล่าวคำเห็นปานนั้น
๔. ละคำสำรากเพ้อเจ้อ ฯลฯ โดยเลือกเวลา มีที่อ้างมีที่สิ้นสุด
ประกอบด้วยประโยชน์
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลย่อมเป็นผู้ประพฤติถูกต้อง
ประพฤติเรียบร้อยทางวาจา ๔ อย่าง อย่างนี้แล.
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมเป็นผู้ประพฤติถูกต้อง
ประพฤติเรียบร้อยทางใจ ๓ อย่าง เป็นอย่างไรบ้าง?
" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ :-
๑. ไม่เป็นผู้มากไปด้วยความเพ่งเล็ง คือไม่เพ่งเล็งทรัพย์สมบัติของ
ผู้อื่นว่า " ไฉนหนอ ทรัพย์ของคนอื่นพึงเป็นของเรา "
๒. ไม่เป็นผู้มีจิตพยาบาท ไม่มีจิตคิดร้าย (คิดในใจ) ว่า " ขอให้
สัตว์เหล่านี้จงอย่ามีเวร อย่าเบียดเบียนกัน อย่ามีทุกข์ จงมีแต่สุข รักษา
ตนเถิด "
๓. เป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง ไม่ใช่เห็นคลาดเคลื่อน (คือเห็น) ว่า
" ทานที่ให้แล้วมีผล, การบูชามีผล, การเซ่นสรวงมีผล ฯลฯ ทำให้แจ้งด้วย
ความรู้อย่างยิ่งของตนเองแล้วประกาศ (แก่สัตว์อื่น) มี "

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 274 (เล่ม 19)

พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลย่อมเป็นผู้ประพฤติถูกต้อง
ประพฤติเรียบร้อยทางใจ ๓ อย่าง อย่างนี้แล.
" พราหมณ์เละคฤหบดีทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งการประพฤติถูกต้อง
และประพฤติเรียบร้อยดังว่ามานี้แล สัตว์บางพวกในโลกนี้จึงเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์หลังจากที่แตกกายตายไปแล้ว.
ผลของธรรมจริยาและสมจริยา
[๔๙๑] พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลที่ประพฤติถูกต้อง
ประพฤติเรียบร้อย พึงหวังว่า " ไฉนหนอ ขอให้เราพึงเข้าถึงความเป็นพวก
เดียวกันกับพวกกษัตริย์มหาศาล... พวกพราหมณ์มหาศาล... พวก
คฤหบดีมหาศาล เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเถิด" ก็ข้อที่เขาเบื้องหน้า
แต่ตายเพราะกายแตก พึงเข้าถึงความเป็นพวกเดียวกันกับพวกกษัตริย์มหาศาล
...พวกพราหมณ์มหาศาล... พวกคฤหบดีมหาศาลนี้ ย่อมเป็นไปได้.
นั้น เพราะเหตุไร? เพราะเขาเป็นผู้ประพฤติถูกต้อง ประพฤติเรียบร้อย.
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าผู้ที่ประพฤติถูกต้อง ประพฤติ
เรียบร้อย พึงหวังว่าไฉนหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายเถิด ขอให้เราพึง
เข้าถึงความเป็นพวกเดียวกันกับพวกเทพชั้นจาตุมหาราชิกา... ชั้น
ดาวดึงส์ ... ชั้นยามา ... ชั้นดุสิต ... ชั้นนิมมานรดี ... ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
... ชั้นพรหมกายิกา (พวกพรหมมี ๓ ชั้น คือ พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิ-
ตา มหาพรหมา) เถิด" ก็ข้อที่เขาเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก พึงเข้าถึง
ความเป็นพวกเดียวกันกับพวกเทพชั้นจาตุมหาราชิกา ฯลฯ ชั้นพรหมกายิกา
นี้ ย่อมเป็นไปได้ นั้นเพราะเหตุไร ? เพราะเขาประพฤติถูกต้อง ประพฤติ
เรียบร้อย.

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 275 (เล่ม 19)

" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าผู้ที่ประพฤติถูกต้อง ประพฤติ
เรียบร้อย พึงหวังว่า " ไฉนหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ขอให้เราพึง
เข้าถึงความเป็นพวกเดียวกันกับพวกเทพชั้นอาภา (พวกมีรัศมี มี
๓ ชั้น คือ ปริตตา อัปมาณาภา อาภัสสรา) เถิด " ก็ข้อที่เขาเบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตกพึงเข้าถึงความเป็นพวกเดียวกันกับหมู่เทพชั้นอาภานี้ ย่อม
เป็นไปได้นั้น เพราะเหตุไร เพราะเขาเป็นผู้ประพฤติถูกต้องประพฤติ
เรียบร้อย.
" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าผู้ที่ประพฤติถูกต้อง ประพฤติ
เรียบร้อย พึงหวังว่า"ไฉนหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ขอให้เราพึง
เข้าถึงความเป็นพวกเดียวกันกับพวกเทพชั้นปริตตสุภา... ชั้นอัปปมาณสุภา...
ชั้นสุภกิณหา... ชั้นเวหัปผลา... ชั้นอวิหา ... ชั้นอตัปปา... ชั้นสุทัสสา . .
ชั้นสุทัสสี... ชั้นอกนิฏฐา....ชั้นผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ.....ชั้นผู้เข้าถึง
วิญญาณัญจายตนะ... ชั้นผู้เข้าถึงอากิญจัญญาตนะ....ชั้นผู้เข้าถึงเนวสัญ
ญานาสัญญายตนะเถิด ก็ข้อที่เบื้องหน้าตายเพราะกายแตก เขาพึงเข้าถึง-
ความเป็นพวกเดียวกันกับหมู่เทพชั้นปริตตสุภา ฯลฯ ชั้นผู้เข้าถึงเนวสัญญา
นาสัญญายตนะนี้ ย่อมเป็นไปได้. นั้น เพราะเหตุไร ? เพราะเขาเป็นผู้
ประพฤติถูกต้อง ประพฤติเรียบร้อย
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าผู้ที่ประพฤติถูกต้องประพฤติ
เรียบร้อย พึงหวังว่า " ไฉนหนอ ขอให้เราพึงทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญา-
วิมุตติที่หาอาสวะไม่ได้ เพราะพวกอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเอง
แล้วอยู่ในปัจจุบันนี้เองเถิด " ก็ข้อที่เขาพึงทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติที่

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 276 (เล่ม 19)

หาอาสวะไม่ได้ เพราะพวกอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเองแล้วอยู่
ในปัจจุบันนี้เองนี้ ย่อมเป็นไปได้. นั้น เพราะเหตุไร เพราะเหตุที่เขาเป็น
ประพฤติถูกต้อง ประพฤติเรียบร้อย
[๔๙๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้จบแล้ว พวกพราหมณ์และ
คฤหบดีชาวเมืองเวรัญชาได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า "ไพเราะ
เหลือเกิน พระโคดมผู้เจริญ พระโคดมผู้เจริญ ไพเราะจริงๆ" พระโคดม
ผู้เจริญได้ประกาศธรรมหลายแบบ เหมือนคนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่
ปิดบอกทางแก่ผู้หลง ตามตะเกียงน้ำมันไว้ในที่มืด ด้วยคิดว่า " คนมีตาดีๆ
จะได้เห็นรูป" พวกข้าพเจ้าเหล่านี้ ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พระธรรม
และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำพวกข้าพเจ้าว่า
เป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป "
จบเวรัญชกสูตร ที่ ๒

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 277 (เล่ม 19)

อรรถกถาเวรัญชกสูตร
เวรัญชกสูตร ขึ้นต้นว่า " ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้"
ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า "ชาวเวรัญชา" ได้แก่ พวกผู้อยู่ที่เมือง
เวรัญชา. คำว่า " ด้วยกรณียะบางอย่างทีเดียว" ได้แก่ด้วยกิจที่ไม่กำหนด
ให้แน่ลงไปบางอย่างนั่นแล คำที่เหลือทั้งหมด พึงทราบตามแบบที่ว่าไว้แล้ว
ในสูตรก่อน. ก็เพียงแต่ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำการ
แสดงชนิดยกเอาบุคคลมาเป็นที่ตั้งอย่างนี้ว่า "บุคคลมีปกติประพฤติไม่เป็น
ธรรม มีปกติประพฤติไม่เรียบร้อย แต่ในพระสูตรก่อน เป็นชนิดยกเอา
ธรรมมาเป็นที่ตั้งเท่านั้น. แตกต่างกันเท่านี้ ที่เหลือเหมือนกันทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเวรัญชกสูตร ที่ ๒

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 278 (เล่ม 19)

๓.มหาเวทัลลสูตร
[๔๘๓] ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ :-
" สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับที่พระเชตวัน อาราม
ของอนาถบิณฑิกะ กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโกฏฐิกะ
ออกจากที่เร้นในเวลาบ่ายแล้วเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่พัก แล้วก็ชื่น
ชมกับท่านพระสารีบุตร เมื่อเสร็จถ้อยคำที่ทำให้เกิดความชื่นชม เป็นที่ตั้ง
แห่งความระลึกนึกถึงกันแล้ว ก็นั่งลงในควรส่วนหนึ่ง."
[๔๙๔] เมื่อท่านพระมหาโกฏฐิกะ นั่งลงในที่ควรส่วนหนึ่งแล้ว
ก็ได้พูดกับท่านพระสารีบุตรอย่างนี้ว่า " ท่าน คำที่เขาเรียกกันว่า " คนมี
ปัญญาชั่วๆ " (นั้น) ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอท่าน เขาจึงเรียกว่า
" คนมีปัญญาชั่ว "
สา. " ที่เขาเรียกว่า คนมีปัญญาชั่ว (คนโง่) ก็เพราะเขาไม่รู้ชัดไม่
เข้าใจแจ่มแจ้งนั่นแหละคุณ ก็เขาไม่รู้ชัดอะไรเล่า ? เขาไม่รู้ชัดว่า " นี้ทุกข์ "
" นี้เหตุให้เกิดทุกข์ขึ้น ". ไม่รู้ชัดว่า " นี้ความดับทุกข์ได้โดยไม่เหลือ ",
ไม่รู้ชัดว่า " นี้ข้อปฏิบัติ ให้ถึงความดับทุกข์ได้โดยไม่เหลือ ", ที่เรียกว่า
" คนโง่." ก็เพราะเขาไม่รู้ชัด ไม่เข้าใจ(อริยสัจ) นี่แหละคุณ "
" ดีมาก ครับท่าน " ท่านพระมหาโกฏฐิกะ ชื่นชมอนุโมทนาภาษิต
ของท่านพระสารีบุตร แล้วก็ถามปัญหากับท่านพระสารีบุตรให้ยิ่งขึ้น
ไปว่า " ท่านครับ คำที่เขาว่า คนมีปัญญาๆ (นั้น) ด้วยเหตุมีประมาณเพียง
ไรหนอท่าน เขาจึงเรียกว่า " คนมีปัญญา "

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 279 (เล่ม 19)

สา. "คุณ ! ที่เขาเรียกว่า "คนมีปัญญา" ก็เพราะ "เขาเข้าใจชัดเข้าใจ
แจ่มแจ้ง" นั่นแหละ. เข้าใจแจ่มแจ้งอะไรเล่า เข้าใจแจ่มแจ้งว่า "นี้ทุกข์",
เข้าใจแจ่มแจ้งว่า "นี้เหตุให้ทุกข์เกิดขึ้น" เข้าใจแจ่มแจ้งว่า "นี้ความดับทุกข์
ได้โดยไม่เหลือ". ที่เรียกว่า "คนมีปัญญา" ก็เพราะเข้าใจชัด เข้าใจแจ่ม
แจ้ง (อริยสัจ) นี่แหละคุณ"
โก. "ท่านครับ ที่เขาเรียกว่า "วิญญาณๆ (ความรู้แจ้ง)"(นั้น),
เขาเรียกว่า "วิญญาณ" ด้วยเหตุมีประมาณเพียงไรหนอ ท่าน ?"
สา. "คุณ ! ที่เรียกว่า"วิญญาณ" ก็เพราะเป็นธรรมชาติที่ย่อมรู้
แจ่ม ย่อมรู้แจ้ง นั่นแหละ. รู้แจ้งอะไรเล่า ย่อมรู้แจ้งว่า "สุข" บ้าง ย่อมรู้
แจ้งว่า "ทุกข์" บ้าง, ย่อมรู้แจ้งว่า "ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข*"บ้าง. ที่เรียกว่า
"วิญญาณ" ก็เพราะเป็นธรรมชาติที่ ย่อมรู้แจ้ง ดังนี้แหละคุณ!"
โก. "เอ๊ะ ท่านครับ ธรรมคือปัญญาความรู้ชัดและวิญญาณความรู้
แจ้งเหล่านี้ มันคละกัน หรือมันแยกกัน และก็ เราจะแยกแยะธรรมเหล่า
นี้แล้วบัญญัติให้แตกต่างกันได้ไหม"
สา. "คุณ ธรรมคือปัญญาความรู้ชัดและวิญญาณความรู้แจ้งเหล่านี้
มันคละกันแยกกันไม่ได้ และเราจะแยกแยะธรรมเหล่านี้แล้วบัญญัติให้แตก
ต่างกันก็ไม่ได้ด้วย. คุณ เพราะอันใดเป็นความรู้ชัด. อันนั้นเป็นความรู้แจ้ง
อันใดเป็นความรู้แจ้ง อันนั้นเป็นความรู้ชัด, ฉะนั้น ธรรมเหล่านี้จึงคละกัน
แยกจากกันไม่ออก และเราจะแยกแยะแล้วบัญญัติให้แตกต่างกันก็ไม่ได้ด้วย"
๑. เคยเห็นมา วิญญาณ คือ จักขุวิญญาณ เป็นต้น, ในที่นี้รู้แจ้งเวทนา น่าคิด.

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 280 (เล่ม 19)

โก. "อ้าวท่านครับ เมื่อธรรมคือปัญญาและวิญญาณเหล่านี้
มันคละกัน แยกจากกันไม่ออก แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้แตกต่างกัน"
สา. "คุณ เมื่อธรรมคือปัญญาและวิญญาณเหล่านี้ มันคละ
กัน แยกจากกันไม่ได้. ปัญญาอันบุคคลต้องอบรม วิญญาณอันบุคคล
ต้องกำหนดรู้ นี้ เหตุที่ทำให้แตกต่างกันของธรรมเหล่านั้น."
[๔๙๕] "ท่านครับ ที่เรียกว่า เวทนา เวทนา (ความรู้สึกๆ)"
(นั้น) ด้วยเหตุมีประมาณเพียงไรหนอ ท่าน เขาจึงเรียกว่า เวทนา?"
สา. "ที่เขาเรียกว่า "เวทนา" ก็เพราะเป็นธรรมชาติที่ย่อมเสวย
ย่อมรู้สึกนั่นแหละ. ณ รู้สึกอะไรเล่า? รู้สึกสุขบ้าง รู้สึกทุกข์บ้าง รู้สึกไม่
ทุกข์ไม่สุขบ้าง. ที่เรียกว่า "เวทนา" ก็เพราะเป็นธรรมชาติที่ย่อมเสวย
ย่อมรู้สึกนั่นแหละคุณ.
โก. "ที่เรียกกันว่า "สัญญาๆ (ความจำได้หมายรู้)" ล่ะครับท่าน
เขาเรียกว่า "สัญญา" กันด้วยเหตุมีประมาณเพียงไร ครับ"
สา. "ที่เรียกกันว่า "สัญญา" (นั้น) นะคุณ ก็เพราะเป็นธรรมชาติที่
ย่อมจำได้ย่อมหมายรู้ จำได้หมายรู้อะไรเล่า? ย่อมจำได้หมายรู้สีเขียวบ้าง ..
สีเหลืองบ้าง... แดงบ้าง...สีขาวบ้าง. ที่เรียกว่า "สัญญา" ก็เพราะเป็น
ธรรมชาติที่ย่อมจำได้ ย่อมหมายรู้นั่นแหละคุณ"
โก. "ท่านครับ ธรรมคือ เวทนา สัญญา และวิญญาณ เหล่านี้
มันคละกัน หรือแยกออกจากกัน และเราพอจะแยกแยะธรรมเหล่านี้แล้ว
บัญญัติให้แตกต่างกันได้ไหม"
สา. "คุณ ธรรมคือ เวทนา สัญญาและวิญญาณเหล่านี้ มันคละ
กัน แยกจากกันไม่ออก และเราจะแยกแยะธรรมเหล่านี้แล้วบัญญัติให้แตก

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 281 (เล่ม 19)

ต่างกันก็ไม่ได้ด้วย. คุณ เพราะเวทนารู้สึกสิ่งใด สัญญาก็จำสิ่งนั้น
สัญญาจำสิ่งใด วิญญาณก็รู้แจ้งสิ่งนั้น. ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้จึงเกี่ยวข้อง
กัน แยกกันไม่ออก และเราจะแยกแยะธรรมเหล่านี้แล้วบัญญัติให้แตก
ต่างออกไป ก็ไม่ได้ด้วย."
[๔๙๖] โก. "ท่านครับ ก็มโนวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทาง
ใจ) ที่สละหมดจดแล้วด้วยอินทรีย์ห้า พึงนำอะไรมา ?"
สา. "คุณ มโนวิญญาณที่สละหมดจดแล้วด้วยอินทรีย์ห้า พึงนำ
อากาสานัญจายตนะที่บริกรรมว่า "อากาศไม่มีที่สุด" มา, นำวิญญาณัญ-
จายตนะที่บริกรรมว่า "วิญญาณไม่มีที่สุด" มา, นำอากิญจัญญายตนะที่
บริกรรมว่า "อะไรๆ ก็ไม่มี (หรือ น้อยหนึ่ง ก็ไม่มี) มา."
โก. "ท่านครับ ก็บุคคลจะทราบไนยธรรม (สิ่งที่ถูกนำมา-ไป)
ได้ด้วยอะไร"
สา. "ทราบไนยธรรมได้ด้วยปัญญาจักษุ (ตาคือปัญญา) ซิคุณ"
โก. "ปัญญา (มี) เพื่อประโยชน์อะไรล่ะท่าน"
สา. "ปัญญาที่แล มีเพื่อประโยชน์แก่การรู้ยิ่ง เพื่อประโยชน์แก่การ
รู้รอบ (กำหนดรู้) เพื่อประโยชน์แก่การละซิคุณ"
[๔๙๗] โก. "ก็แลปัจจัยเพื่อจะทำให้เกิดความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมา
ทิฏฐิ) ขึ้นมีเท่าไรล่ะครับ"
สา. ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเห็นที่ถูกต้องขึ้นมี ๒ อย่างแหละคุณ
คือ เสียง(ก้อง)จากคนอื่น และการเอาใจใส่อย่างมีเหตุผลเหล่านี้แลคุณ
คือปัจจัย ๒ อย่างที่ทำให้เกิดความเห็นที่ถูกต้องขึ้น"

281