ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 262 (เล่ม 19)

ว่า "อยู่กลางราชตระกูล" คืออยู่ในท้องพระโรงใหญ่กลางราชตระกูล.
คำว่า "ถูกนำพาไป" คือถูกนำไปเพื่อต้องการซัก. คำว่า "ถูกซักพยาน"
คือ ถูกทำเป็นพยานแล้วซัก. คำว่า "มานี่แน่ะ นาย" นี้เป็นคำสำหรับร้อง
เรียก. คำว่า "เพราะตนเป็นเหตุหรือเพราะคนอื่นเป็นเหตุ" คือเพราะเหตุ
แห่งมือและเท้าเป็นต้นของตนหรือของตนอื่น หรือเพราะเหตุแห่งทรัพย์.
คำว่า "ลาภ" ท่านประสงค์ว่า อามิส ในบทว่า "หรือเพราะเห็นแก่อามิส
เล็กน้อยเป็นเหตุ" นี้ เพราะฉะนั้น คำว่า "เล็กๆ น้อยๆ" จึงหมายความถึง
ของไม่สำคัญ คือ เล็กๆ น้อยๆ อธิบายว่าโดยที่สุดเพราะเหตุแห่งสินบนซึ่ง
มี แค่นกกระทา นกคุ่ม ก้อนเนยใส และก้อนเนยแข็งเป็นต้น.
คำว่า "ย่อมเป็นผู้พูดเท็จทั้งที่รู้อยู่" คือ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แท้ๆ ก็ยังเป็น
ผู้กระทำให้เป็นคำเท็จ. คำว่า "เพื่อทำลายพวกนี้" คือได้ยินในสำนักของ
คนเหล่าใดที่ท่านเรียกว่า "จากนี้" เพื่อทำลายพวกนั้น. คำว่า "เพื่อทำลาย
พวกโน้น" คือได้ฟังคำของพวกใดที่ท่านว่า "โน้น" เพื่อทำลายพวก
นั้น. คำว่า "หรือเป็นผู้ทำลายคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วอย่างนี้" ได้แก่
หรือเป็นผู้ทำให้สหายสองฝ่ายที่สมัครสมานกันอย่างนี้แตกกัน. คำว่า
"หรือส่งเสริมคนที่แตกกันแล้ว" คือเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุนเพื่อให้ผู้ที่
แตกกันแล้วสมานกันอีกไม่ได้อย่างนี้ว่า คุณทำดีแล้วที่สละมันได้อีกสอง
สามวันเท่านั้นมันจะทำให้คุณฉิบหายใหญ่" อธิบายว่าเป็นผู้ชี้เหตุให้.
"พวกเป็นที่มายินดี" คือเป็นที่ตั้งแห่งความยินดียิ่งของเขา เหตุนั้นขาจึงชื่อ
ว่ามีพวกเป็นที่มายินดี. คำว่า "ผู้ยินดีแล้วในพวก" คือยินดีแล้วในพวกทั้ง
หลาย. ชื่อว่าบันเทิงในพวกเพราะเห็นหรือได้ยินว่าพวกก็ย่อมบันเทิง. คำ
ว่า "วาจาทำให้เป็นพวก" คือ วาจาใดทำสัตว์ให้เป็นพวก คือทำลายสัตว์
แม้ที่พร้อมเพรียงกันแล้ว เป็นผู้พูดวาจาที่ก่อการทะเลาะนั้น.

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 263 (เล่ม 19)

คำว่า "เป็นปม" คือชื่อว่าตะปุ่มตะป่ำ ด้วยคำขู่และคำข่มเป็น
ต้น เพราะเป็นวาทที่มีโทษ เหมือนปมที่ตั้งขึ้นที่ต้นไม้มีโทษ (เสีย)ฉะนั้น. คำ
ว่า "หยาบ " คือเสีย เป็นวาจาที่หยาบคาย เหมือนต้นไม้ที่เสีย เป็นต้นไม้ที่
ขรุขระมีขุยไหลออกฉะนั้น. วาจานั้น ย่อมเหมือนกับครูดหูเข้าไปฉะนั้น
ท่านจึงเรียกว่า หยาบคาย. คำว่า เผ็ดร้อนแก่คนอื่น" คือเป็นวาจาที่เผ็ด
ร้อนไม่น่าชื่นใจของคนเหล่าอื่น คือเป็นวาจาที่ก่อโทษ. คำว่า "ทิ่มแทงผู้
อื่น" คือได้แก่วาจาที่แทงไปในของรักเหมือนกิ่งไม้คดมีหนามกระทบกระ
แทกคนเหล่าอื่น ทำให้เกิดความติดขัด เพราะไม่ให้เพื่ออันไปแม้แก่ผู้ที่อยาก
ไป. คำว่า "ใกล้ต่อความโกรธ" คือใกล้ชิดต่อความโกรธ. คำว่า "ไม่เป็นไป
เพื่อสมาธิ" คือเป็นวาจาที่ไม่เป็นไปเพื่ออัปปนาสมาธิ หรือ อุปจารสมาธิ.
อย่างที่ว่ามาทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นคำใช้แทนวาจาที่มีโทษทั้งนั้นแล.
คำว่า "มีปกติพูดไม่เป็นเวลา" คือเป็นผู้พูดโดยไม่ใช่เวลา. คำว่า
ว่า "มีปกติพูดไม่จริง" คือเป็นผู้พูดสิ่งที่ไม่มี. คำว่า "มีปกติพูดไม่เป็น
ผลประโยชน์" คือเป็นผู้พูดถ้อยคำไม่อาศัยเหตุ. คำว่า "มีปกติพูดไม่เป็น
ธรรม" คือเป็นผู้พูดไม่เป็นสภาวะ.(ไม่มีผล?). คำว่า "มีปกติพูดไม่เป็น
วินัย" คือเป็นผู้พูดคำที่ไม่ประกอบด้วยสังวรวินัยเป็นตน. คำว่า "ไม่มีหลัก
ฐาน" คือย่อมเป็นผู้พูดวาจาที่ไม่สมควรจะเก็บไว้ในตู้คือหัวใจ. คำว่า "โดย
ไม่เลือกเวลา" คือย่อมเป็นผู้พูดในเวลาที่สมควรก่อนหรือหลังเวลาที่ต้อง
พูด. คำว่า "ไม่มีที่อ้าง" คือเว้นจากที่อ้างอิงคือสูตร. คำว่า "ไม่มีที่จบ"
คือยกเอาพระสูตรหรือขาดกที่ไม่มีขั้นตอนมาแล้วชักเอาเรื่องที่พอจะเข้า
กับพระสูตรหรือชาดกนั้น ได้ข้อเปรียบหรือวัตถุมาแล้วกลับไปกล่าวถ้อยคำ
ที่ตกเรื่องไปเสียหมด. คำที่ยกมาแล้วก็สักแต่ว่ายกขึ้นมาเท่านั้นเอง. เขา
ย่อมถึงความเป็นผู้อันผู้อื่นพึงต่อว่า "เขาย่อมกล่าวสูตรหรือหนอ? หรือ
ชาดก. พวกเราไม่เห็นการจบหรือที่สุดของสูตรหรือชาดกนั้น" แม้ผู้นี้ก็ย่อม

263
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 264 (เล่ม 19)

ชื่อว่าเป็นธรรมกถึกย่านไทร ย่อมทำบทที่ยกขึ้นมาตั้งให้สักแต่ว่ายกมาตั้งไว้
เท่านั้นแล้วก็ไปเรื่อยเปื่อยแบบข้าง ๆ คูๆ อย่างนั้นแหละ เหมือนอย่างราก
ย้อยของกิ่งต้นไทร ย้อยลงไปในที่ๆ มันไปแล้วๆ ถึงที่ซึ่งมัน หย่อนลง
แล้วๆ แล้วก็ย่อมเจริญอีกนั่นเทียวมันไปได้แบบนี้นั่นแหละ ตั้งกึ่งโยชน์
บ้าง หรือโยชน์บ้าง ตั้งอยู่เป็นแนวทีเดียว ฉันใดก็ฉันนั้น. ส่วนผู้ใด แม้จะพูด
มากก็ยังสามารถเพื่อให้ชักเอามาๆ แล้วรู้ได้ว่า "ท่านพูดคำนี้เพื่อสิ่งนี้"
ผู้นั้นจะกล่าวก็ควร. คำว่า "ไม่ประกอบด้วยประโยชน์" คือ หาประกอบ
ด้วยประโยชน์ไม่.
คำว่า "ย่อมเป็นผู้เพ่งเล็ง" ได้แก่ ย่อมเป็นผู้แลดูด้วยความเพ่ง
เล็ง. คำว่า "โอ้หนอ" เป็นนิบาตลงในอรรถว่าปรารถนา. ก็ในข้อนี้ ด้วยอาการ
เพียงแต่แลดูด้วยความเพ่งเล็งเท่านั้น การแตกกรรมบถยังไม่มี ต่อเมื่อน้อมมา
เป็นของตนว่า "ทำอย่างไรหนอ ของสิ่งนี้จะพึงเป็นของของฉัน ฉันพึงวาง
อำนาจให้เป็นไปในของสิ่งนี้" ดังนี้ กรรมบถจึงแตก. ท่านหมายการเพ่งเล็งแบบ
นี้ในที่นี้.
คำว่า "มีจิตพยาบาท" คือมีจิตเสียได้แก่ มีจิตบูดเน่า. คำว่า
"มีความดำริด้วยใจร้าย" ได้แก่มีความดำริด้วยจิตที่ถูกโทสะประทุษร้าย. คำ
ว่า "จงถูกฆ่า" คือ จงถูกทำให้ตาย. คำว่า "จงถูกทำให้ตาย" คือจงถึงการ
ฆ่า. คำว่า "หรืออย่าได้มีแล้ว" คือแม้แต่อะไรๆ ก็อย่าได้แล้ว. แม้ในข้อ
นี้ ด้วยเหตุเพียงความกำเริบ (โกรธ) กรรมบถก็ไม่มีแตก. จะมีแตกก็เพราะ
คิดเป็นต้นว่า "จงถูกฆ่า" ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น.
คำว่า "ผู้มีความเห็นผิด" คือ ผู้มีความเห็นเป็นอกุศล. คำว่า
"มีความเห็นวิปริต" คือมีความเห็นในใจคลาดเคลื่อนไป. คำว่า "ทานที่ให้
แล้วไม่มีผล" คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาความไม่มีผลของทานที่ให้

264
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 265 (เล่ม 19)

แล้ว. การบูชาใหญ่ท่านเรียกว่า "ยิฏฐะการบูชา สักการะที่เพียงพอทรง
ประสงค์ว่า "หุตะ = การเซ่นสรวง" เขาหมายเอาความไม่มีผลเท่านั้นจึงห้าม
สิ่งทั้งสองแม้นั้น. คำว่า "แห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่ว" หมายความว่าแห่ง
กุศลและอกุศลที่ทำดีและทำไม่ดี. คำที่ว่า "ผลวิบาก" นั้น จะเรียกว่าผลหรือ
เรียกว่าวิบากก็ได้. เขาพูดว่า ผล (หรือวิบาก) นั้น ไม่มี. คำว่า "โลกนี้ไม่มี"
คือไม่มีโลกนี้สำหรับผู้ตั้งอยู่ในโลกอื่น.คำว่า "โลกอื่นไม่มี" คือไม่มีโลก
อื่นแม้สำหรับผู้ตั้งอยู่ในโลกนี้. เขาชี้แจงว่า ทั้งหมดย่อมขาดสูญในที่
นั้นนั่นแหละ.คำว่า "ไม่มีแม่ ไม่มีพ่อ" หมายถึงว่า เขาย่อมพูดด้วยอำนาจ
ความไม่มีผลแห่งการปฏิบัติชอบและปฏิบัติผิดในท่านเหล่านั้น. คำว่า "ไม่มี
สัตว์ที่ลอยเกิด" นั้นคือเขาพูดว่า ขึ้นชื่อว่าสัตว์ที่เคลื่อนแล้วเกิดไม่มี. คำ
ว่า "ทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเองแล้วประกาศ" คือเขาแสดงถึงความไม่มี
แห่งหมู่พระสัพพัญญูพุทธเจ้าว่า ผู้ที่ทำให้แจ่มแจ้งเองด้วยปัญญาอันอันพิเศษยิ่ง
แล้วประกาศโลกนี้และโลกหน้านั้นไม่มี. ดังนี้.
ด้วยคำมีประมาณพียงเท่านี้ ความเห็นผิดซึ่งมีตั้ง ๑๐ อย่าง เป็นอัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว. กรรมบถ ๗ ข้อเป็นต้นว่า "ล่ะการฆ่า
สัตว์" ได้ขยายให้พิสดารในจุลลหัตถิปทสูตรแล้ว. ความไม่เพ่งเล็งเป็น
ต้น ก็มีใจความที่ง่ายแล้วแล.
คำว่า "ขอให้เราเข้าถึงความเป็นอันเดียวกัน" คือ ขอให้เราเข้าถึง
สหภาพ (ความเป็นพวก เป็นเพื่อน เป็นหนึ่งอันเดียวกัน) คำว่า "แห่ง
หมู่เทพที่เป็นพวกพรหม" ได้แก่ แห่งหมู่เทพชั้นปฐมฌาน. คำว่า "แห่งหมู่
เทพชั้นอาภา" คือชื่ออาภา ที่เป็นแผนกหนึ่งต่างหากไม่มี, คำนี้เป็นชื่อแห่งหมู่
เทพชั้น ปริตตาภา อัปปมาณาภา และอาภัสสรา. แต่คำ "ปริตตาภา" เป็น
ต้น เป็นการไม่ถือเอารวมกัน แต่ถือด้วยการแยกหมู่เทพเหล่านั้นนั่น
เอง. แม้ในบทเป็นต้นว่า "ชั้นสุภา ชั้นปริตตสุภา" ก็ทำนองเดียวกันนี้แหละ.

265
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 266 (เล่ม 19)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความสิ้นอาสวะด้วยประการฉะนี้แล้ว
ก็ทรงจบเทศนาลงด้วยยอดคือพระอรหัตตผล.
สำหรับในที่นี้ ควรรวมเอาเทวโลกมาตั้งไว้ด้วย คือ
ก. พรหมโลก ๑๘ ชั้น คือ
พรหมโลกด้วยอำนาจฌานภูมิ ๓ ชั้นแรก(ชั้นละ ๓)รวมเป็น ๙
สุทธาวาส ๕ รวมกับอรูปภูมิอีก ๔ รวมเป็น ๙
(รวมทั้งหมดเป็น ๑๘)
ข. พรหมโลก ๒๐ ชั้น คือ
เอาพรหมโลกในข้อ ก. ๑๘
พร้อมกับชั้นเวหัปผลาอีก ๑+๑๘=๑๙
ใส่อสัญญีภพเข้ามาใน ๑๙ นั้นอีก ๑+๑๙=๒๐
(รวมทั้งหมดเป็น ๒๐)
ค. เทวโลก ๒๖ ชั้น คือ
เอาพรหมโลกในข้อ ก. และ ข. ๒๐
กับกามาวจรอีก ๖
(เทวโลกทั้งหมดเป็น ๒๖ ชั้น)
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการเกิดของพวกเทพแม้ทั้งหมดนั้นด้วย
กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ. ใน ๒๖ ชั้น การเกิดในกามาวจร ๖ ชั้น ย่อม
มีได้ ด้วยวิบากแห่งสุจริตทั้งสามอย่างนั่นเอง. ส่วนกรรมบถเหล่านี้ตรัสด้วย
อำนาจเป็นอุปนิสัยแห่งเทวโลกชั้นบน. จริงอยู่ กุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ข้อ
ก็คือศีล, การบริกรรมกสิณ ย่อมสำเร็จแก่ผู้มีศีลเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อตั้งอยู่ใน

266
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 267 (เล่ม 19)

ศีล แล้วก็ทำการบริกรรมกสิณ เมื่อยังปฐมฌานให้เกิดแล้วก็ย่อมเกิดใน
ปฐมฌานภูมิ. อบรมทุติยฌานเป็นต้นแล้วก็ย่อมเกิดในทุติยฌานภูมิเป็น
ต้น ครั้นทำรูปาวจรฌานให้เป็นบาทแล้วเจริญวิปัสสนา ดำรงอยู่ในอนาคามิ-
ผลแล้ว ก็ย่อมเกิดในสุทธาวาสทั้ง ๕ ชั้น เมื่อได้ทำรูปาวจรฌานให้เป็นบาท
แล้ว ยังอรูปาวจรสมาบัติให้เกิดขึ้นก็ย่อมเกิดในอรูปภพ ๔ ชั้น ครั้นทำ
รูปฌานและอรูปฌานให้เป็นบาทแล้วเจริญวิปัสสนา ย่อมบรรลุอรหัตตผล.
ส่วนอสัญญภพ พวกดาบสและปริพาชกภายนอกสะสมกัน ฉะนั้น จึง
ไม่ทรงแสดงในที่นี้. ที่เหลือในที่ทุกแห่ง ตื้นแล้วแล.
จบอรรถกถาสาเลยยกสูตร ที่ ๑

267
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 268 (เล่ม 19)

๒. เวรัญชกสูตร
[๔๘๘] ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ :-
" สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับที่พระเชตวันอารามของ
อนาถปิณฑิกะ ใกล้กรุงสาวัตถี ก็โดยสมัยนี้แล พวกพราหมณ์เละคฤหบดี
ชาวเมืองเวรัญชาพักแรมอยู่ในกรุงสาวัตถี ด้วยกรณียกิจบางอย่าง
พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวเมืองเวรัญชาได้ฟังว่า "ท่านผู้เจริญ ดังได้
ข่าวมาว่า พระสมณโคดม ผู้ศากยบุตร ทรงผนวชจากตระกูลศากยะ
ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถปิณฑิกะใกล้กรุงสาวัตถี ก็เกียรติ-
ศัพท์อันงดงามของพระโคดมผู้เจริญนั้นแลฟุ้งขจรไปอย่างนี้ว่า ''แม้เพราะ
เหตุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เอง
โดยถูกต้อง สมบูรณ์ความรู้และความประพฤติเสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้จักโลก
เป็นสารถีฝึกคนที่พอจะฝึกได้อย่างเยี่ยม เป็นผู้สั่งสอนพวกเทพและมนุษย์
เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกแจกธรรม พระองค์ทรงทำให้แจ้งด้วยพระปัญญา
อันยิ่งของพระองค์เองแล้วประกาศโลกนี้รวมทั้งเทวโลก พร้อมทั้งมาร
พร้อมทั้งพรหม หมู่สัตว์ที่รวมทั้งสมณะและพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์
พระองค์ทรงแสดงธรรมที่ไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะ
ในที่สุด ประกาศหลักครองชีวิตอันประเสริฐ.บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงพร้อมทั้ง
อรรถ (หัวข้อ) พร้อมทั้งพยัญชนะ (คำอธิบาย) ก็การได้เห็นพวกพระอรหันต์
เห็นปานนั้นเป็นการดี".
ครั้งนั้นแล พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวเมืองเวรัญชาได้เข้าเฝ้าพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วบางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาค-
เจ้า, บางพวกก็ชื่นชมยินดีกับพระผู้มีพระภาคเจ้า เปล่งถ้อยคำเป็นที่น่า

268
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 269 (เล่ม 19)

บันเทิงทำให้ระลึกนึกถึงกัน, บางพวกเป็นแต่ประณมมือหันไปทางที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าประทับ, บางพวกเป็นแต่ร้องประกาศชื่อสกุลในสำนักของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า, บางพวกไม่พูดจาว่ากระไรแล้วต่างก็นั่งลงในที่
ควรส่วนหนึ่ง, เมื่อพวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวเมืองเวรัญชาต่างนั่งลงใน
ที่ควรส่วนหนึ่งแล้ว ก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า :-
" พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ, อะไรเป็นปัจจัยที่สัตว์บาง
พวกในโลกนี้เข้าถึงอบายทุคติวินิบาต นรก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกาย
แตก และ พระโคดมผู้เจริญ อะไรเป็นเหตุ, อะไรเป็นปัจจัย ที่สัตว์บางพวก
ในโลกนี้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก "
ภ. " พราหมณ์เละคฤหบดีทั้งหลาย เพราะความประพฤติไม่ถูกต้อง
และประพฤติไม่เรียบร้อยเป็นเหตุ, สัตว์บางพวกในโลกนี้จึงเข้าถึงอบาย
ทุคติวินิบาตนรกหลังจากที่แตกกายตายไป, พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
เพราะเหตุที่ประพฤติถูกต้องและประพฤติเรียบร้อย สัตว์บางพวกในโลกนี้จึง
เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์หลังจากที่แตกกายตายไป "
พ. คำที่พระโคดมผู้เจริญพูดไว้โดยย่อ ยังไม่ได้จำแนกเนื้อความ
อย่างพิสดารนี้ พวกข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจเนื้อความอย่างพิสดารเลย จึงขอ
ความกรุณาให้พระโคดมผู้เจริญได้โปรดแสดงธรรมโดยประการที่พวกข้าพ-
เจ้าจะพึงเข้าใจเนื้อความของคำที่พระโคดมผู้เจริญพูดไว้โดยย่อนี้โดยพิสดาร
ด้วยเถิด "
ภ. พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น ขอให้พวกท่านจงตั้งใจ
ฟังให้ดี เราจะว่าให้ฟัง "
พราหมณ์เละคฤหบดีชาวเมืองเวรัญชารับสนองพระดำรัสของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าว่า " อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ "

269
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 270 (เล่ม 19)

อกุศลกรรมบถ ๑๐
[๔๘๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสคำนี้ว่า :-
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้ประพฤติไม่ถูก-
ต้อง ประพฤติไม่เรียบร้อยทางกายมี ๓ อย่างแล. เป็นผู้ประพฤติไม่ถูก-
ต้อง ประพฤติไม่เรียบร้อยทางวาจามี ๔ อย่าง. เป็นผู้ประพฤติไม่ถูก-
ต้อง ประพฤติไม่เรียบร้อยทางใจมี ๓ อย่าง
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นผู้ประพฤติไม่
ถูกต้อง ประพฤติไม่เรียบร้อยทางกาย ๓ อย่าง อย่างไรบ้าง ?
" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ :-
๑. เป็นคนชอบฆ่าสัตว์ คือเป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือดมุ่งแต่
เข่นฆ่าไร้ยางอาย ไม่มีความสงสารในหมู่สัตว์ทุกชนิด
๒. เป็นคนชอบลักทรัพย์ คือถือเอาทรัพย์สมบัติของคนอื่นที่เขายัง
ไม่ให้ ซึ่งเป็นอาการแห่งขโมย
๓. เป็นคนชอบประพฤติผิดในของรักของใคร่ทั้งหลาย คือล่วง
ละเมิดจารีต (ประเวณี) ในพวกผู้หญิงที่แม่ปกครอง ฯลฯ เห็นปานนั้น
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้ประพฤติไม่ถูกต้อง
ประพฤติไม่เรียบร้อยทางกาย ๓ อย่าง อย่างนี้แล
" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นผู้ประพฤติไม่
ถูกต้อง ประพฤติไม่เรียบร้อยทางวาจา ๔ อย่าง อย่างไรบ้าง
" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ :-

270
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 271 (เล่ม 19)

๑. เป็นผู้ชอบพูดเท็จ, ฯลฯ* เป็นผู้พูดเท็จทั้งๆที่รู้อยู่
๒. เป็นผู้กล่าวส่อเสียด คือฟังจากทางนี้แล้วไปบอกทางโน้น ฯลฯ
เป็นผู้กล่าววาจาเป็นเครื่องทำให้แตกกันเป็นพรรคเป็นพวก
๓. และก็เป็นคนกล่าวคำหยาบ คือชอบพูดคำที่ค่อนขอด หยาบช้า
ฯลฯ เป็นผู้พูดคำเห็นปานนั้น.
๔. อีกทั้งเป็นผู้ชอบกล่าวคำพูดเพ้อเจ้อ คือพูดในเวลาไม่ควร
พูด คำไม่จริง ฯลฯ ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์.
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้ประพฤติไม่ถูกต้อง
ประพฤติไม่เรียบร้อยทางวาจา ๔ อย่าง อย่างนี้แล.
" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้ประพฤติไม่ถูกต้อง
ประพฤติไม่เรียบร้อยทางใจ ๓ อย่าง อย่างไรบ้าง ?
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ :-
๑. เป็นผู้มากไปด้วยความเพ่งเล็งว่า ฯลฯ นั้นพึงเป็นของเร่า
๒. เป็นผู้มีจิตพยาบาท คือมีความคิดในใจที่ร้ายว่า " ขอให้สัตว์เหล่านี้
จงเดือดร้อน ฯลฯ หรืออย่าได้มีแล้ว ".
๓. อีกทั้งเป็นผู้มีความเห็นผิด คือเห็นคลาดเคลื่อนไปว่า "ทานที่ให้
แล้วไม่มีผล, การบูชาไม่มีผล, การเซ่นสรวงไม่มีผล ฯลฯ ทำให้แจ้ง
แล้วประกาศ ไม่มี"
" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลย่อมเป็นผู้ประพฤติไม่ถูกต้อง
ประพฤติไม่เรียบร้อยทางใจ ๓ อย่าง อย่างนี้แล.
๑. ข้อความที่ ฯลฯ ทุกแห่ง เหมือนที่กล่าวแล้วในสาเลยยกสูตร

271