ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 252 (เล่ม 19)

" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็แหละ ความประพฤติเป็นธรรม
และความประพฤติสม่ำเสมอทางใจ ๓ อย่าง อย่างไรบ้าง คือ
๑. พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลลางคนในโลกนี้ ไม่ใช่เป็นผู้
มากไปด้วยความเพ่งเล็ง ไม่ใช่เป็นผู้เพ่งเล็งในสิ่งที่เป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้ม
ใจของคนอื่นๆ นั้นว่า โอหนอ ขอสิ่งที่เป็นของคนอื่นนั้น พึงเป็นของเรา.
๒. และก็ไม่ใช่เป็นผู้มีจิตพยาบาทไม่ใช่เป็นผู้มีจิตคิดแต่จะแก้แค้น
ว่า " ขอให้สัตว์พวกนี้จงเป็นผู้ไม่พยาบาท ไม่มีทุกข์ มีสุขรักษาตนเถิด. "
๓. อีกทั้งเป็นผู้มีความเห็นที่ถูกต้อง ไม่ใช่เป็นผู้มีความเห็นที่คลาด
เคลื่อนว่า " ทานที่ให้แล้วมีผล, การเซ่นสรวงมีผล, การบูชามีผล, ผลคือ
วิบากของกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี, โลกนี้มี, โลกหน้ามี, มารดามีบุญ
คุณ, บิดามีบุญคุณ, พวกสัตว์ที่ผุดขึ้นเกิดมี, ในโลกมีสมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติ
ดีปฏิบัติชอบ, ชนิดที่ทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเองแล้วประกาศโลกนี้และโลก
หน้า.
" อย่างนี้ว่ามานี้และพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย จัดเป็นความ
ประพฤติเป็นธรรมและความประพฤติสม่ำเสมอทางใจ ๓ อย่าง. "
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย เพราะความประพฤติเป็นธรรมและ
ความประพฤติสม่ำเสมอเป็นเหตุอย่างนี้แล เหล่าสัตว์บางพวกในโลกนี้
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. "
[๔๘๖] พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ
ประพฤติเรียบร้อยเป็นปกติ ถ้าพึงหวังว่า " โอหนอ...หลังจากตายเพราะ
กายแตกไป. ขอให้เราเข้าถึงความเป็นพวกเดียวกันกับเหล่ากษัตริย์มหาศาล
เถิด, ข้อที่เขาหลังจากตายเพราะกายแตกไป พึงเข้าถึงความเป็นพวก

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 253 (เล่ม 19)

เดียวกันกับเหล่ากษัตริย์มหาศาลนี้ ย่อมเป็นไปได้โดยแท้, นั้นเพราะเหตุ
ไร ? เพราะเขาเป็นผู้ปฏิบัติธรรมโดยปกติ ประพฤติสม่ำเสมอเป็นปกติ
อย่างนั้น.
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ ประพฤติ
สม่ำเสมอเป็นปกติ ถ้าพึงหวังว่า " โอหนอ...หลังจากตายเพราะกายแตก
ไปขอให้เราพึงเข้าถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเหล่าพราหมณ์มหา-
ศาล ฯลฯ เหล่าคฤหบดีมหาศาลเถิด." ข้อที่หลังจากตายเพราะกายแตก
ไป เขาพึงเข้าถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพวกพราหมณ์มหา-
ศาล ฯลฯ พวกคฤหบดีมหาศาลนี้ ย่อมเป็นไปได้โดยแท้, นั้นเพราะเหตุ
ไร? เพราะเขาเป็นผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ ประพฤติสม่ำเสมอโดยปกติ
อย่างนั้น."
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ ประ
พฤติสม่ำเสมอเป็นปกติ พึงหวังว่า " โอหนอ...หลังจากตายเพราะกายแตก
ไป ขอให้เราพึงเข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับเหล่าเทพชั้นจาตุมหาราชิกา...
ชั้นดาวดึงส์...ชั้นยามา... ชั้นดุสิต...ชั้นนิมานรดี...ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี...
ชั้นพรหมกายิกา (พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหมา) เถิด,
ข้อที่เขาหลังจากตายเพราะกายแตกไป พึงเข้าถึงความเป็นพวกเดียวกันกับ
เหล่าเทพชั้นจาตุมหาราชิกา ฯลฯ ชั้นพรหมกายิกานี้ ย่อมเป็นไปได้โดย
แท้, นั้นเพราะเหตุไร เพราะเขาเป็นผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ ประพฤติ
สม่ำเสมอเป็นปกติอย่างนั้น."
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ ประ
พฤติสม่ำเสมอเป็นปกติพึงหวังว่า " โอหนอ...หลังจากตายเพราะกายแตก

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 254 (เล่ม 19)

ไป ขอให้เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเดียวกันกับเหล่าเทพชั้นอาภา๑ (ปริตตาภา
อัปปมาณาภา อาภัสสรา) เถิด, ข้อที่หลังจากตายเพราะกายแตก
ไป เขาพึงเข้าถึงความเป็นพวกเดียวกันกับเหล่าเทพชั้นอาภานี้ ย่อมเป็นไปได้
โดยแท้, นั้นเพราะเหตุไร? เพราะเขาเป็นผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ ประพฤติ
สม่ำเสมอเป็นปกติอย่างนั้น."
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าผู้มีปกติประพฤติธรรม มีปกติ
ประพฤติเรียบร้อย พึงหวังว่า " โอหนอ...หลังจากตายเพราะกายแตก
ไป ขอให้เราเข้าถึงความเป็นเพื่อนกับพวกเหล่าเทพชั้นปริตตสุภา...ชั้น
อัปปมาณสุภา...ชั้นสุภกิณหกา...ชั้นเวหัปผลา...ชั้นอวิหา...ชั้นอตัปปา...
ชั้นสุทัสสา...ชั้นสุทัสสี...ชั้นอกนิฏฐา...เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ...เข้า
ถึงวิญญานัญจายตนะ....เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ, ข้อที่หลังจาก
ตายเพราะกายแตกไปเข้าพึงเข้าถึงความเป็นเพื่อนกับพวกเหล่าเทพชั้น
ปริตตสุภา ฯลฯ ผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ, นี้ย่อมเป็นไปได้โดย
แท้, นั้นเพราะเหตุไร ? เพราะเขาเป็นผู้มีปกติประพฤติธรรม มีปกติประพฤติ
เรียบร้อยอย่างนั้น."
พราหมณ์เละคฤหดีทั้งหลาย ถ้าผู้มีปรกติประพฤติธรรม มีปรกติ
ประพฤติสม่ำเสมอพึงหวังว่า " โอหนอ...หลังจากตายเพราะกายแตก
ไป ขอให้เราพึงทำเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติที่ไม่มีอาสวะ เพราะพวกอาสวะ
สิ้นไป ให้แจ้งด้วยความรู้อย่างยิ่งเองในปัจจุบันนี้แล แล้วเข้าถึงอยู่เถิด,
ข้อที่เขาเป็นผู้ปกติประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอโดยปกติ พึงทำ
๑. พวกอาภา มี ปริตตาภา, อัปปมาณาภา, อาภัสสรา แล้วทำไมบาลีถัดไปจึงเรียงระบุว่า
ปริตตาภา, อัปปมาณาภา, อาภัสสรา อีก ผู้แปลจึงตัดบาลีถัดไปตามแบบพรหมกายิกาที่ไม่
ระบุพรหม ๓ ชั้นไว้อย่างที่แปลมาแล้ว.

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 255 (เล่ม 19)

เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ที่ไม่มีอาสวะ เพราะพวกอาสวะสิ้นไปให้แจ้งด้วย
ความรู้ยิ่งเองในปัจจุบันนี้แล แล้วเข้าถึงอยู่ นี้ย่อมเป็นไปได้โดยแท้, นั้นเพราะ
เหตุไร เพราะเขาเป็นผู้มีปกติประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอเป็นปกติ
อย่างนั้น."
[๔๘๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอย่างนี้เสร็จแล้ว พวกพราหมณ์
และคฤหบดีชาวบ้านสาละ ได้พากันทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ ว่า
" ไพเราะจริง ๆ พระโคดมผู้เจริญ พระโคดมผู้เจริญไพเราะจริง ๆ ธรรม
ที่พระโคดมผู้เจริญได้ประกาศแล้วหลายแบบ เหมือนหงายภาชนะที่คว่ำ
เปิดสิ่งที่ปิด บอกทางแก่คนหลง หรือส่องตะเกียงน้ำมันในที่มืดด้วยคิด
ว่า " พวกผู้มีตาดี ๆ จะได้เห็นรูป " ฉะนั้นแลพระโคดมผู้เจริญ พวกข้า-
พระองค์ขอเข้าถึงพระโคดมผู้เจริญ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ
ขอพระโคดมผู้เจริญจงทรงจำพวกข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกถึงสรณะ
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
จบสาเลยยกสูตร ที่ ๑

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 256 (เล่ม 19)

พรรณนาความในจุลลยมกวรรค๑
อรรถกถาสาเลยยกสูตร
สาเลยยกสูตรมีคำขึ้นต้นว่า " ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้."
ในคำเหล่านั้น คำว่า "ในแคว้นโกศล" ความว่า ในแคว้นของชาว
โกศลทั้งหลาย คือพวกชาวจังหวัด หรือ พวกราชกุมารชื่อโกศล. จังหวัดที่
เป็นถิ่นอาศัยของคนเหล่านั้น แม้เพียงจังหวัดเดียว ก็เรียกด้วยเสียงคล่อง
ปากว่า " โกศลทั้งหลาย " ได้. ในจังหวัดของพวกชาวโกศลนั้น. ฝ่ายพวก
คนรุ่นเก่าท่านว่า เพราะแต่ก่อนพระราชาได้ทรงฟังว่า มหาปนาทราช-
กุมาร ทอดพระเนตรท่าตลกต่าง ๆ แม้แต่ยิ้มก็ไม่ทรงทำ จึงตรัสว่า ใครทำ
ให้ลูกฉันหัวเราะได้ ฉันจะเอาเครื่องสำอางทุกอย่างมาแต่งให้คนนั้น.
เมื่อกลุ่มมหาชนทิ้งแม้แต่ไถมาประชุมกัน พวกคนก็พากันแสดงการละเล่น
ต่าง ๆ ตั้งเจ็ดปีกว่า ก็ยังไม่อาจทำให้พระราชกุมารนั้นทรงพระสรวล
ได้. ลำดับนั้น พระอินทร์ทรงส่งตัวตลกเทวดาไป เทพองค์นั้นแสดงท่าตลก
แบบทิพย์จนทำให้ทรงพระสรวลได้. ลำดับนั้น คนเหล่านั้นก็พากันบ่าย
หน้าหลีกไปยังถิ่นของตนๆ เมื่อพบเพื่อนฝูงที่สวนทางมา พวกนั้นก็ทักทาย
ปราศรัยกันว่า " ดีไหม ?," ฉะนั้น เพราะอาศัยคำว่า " ดีๆ " นั้น ประเทศนั้น
จึงเรียกว่า " โกศล "
คำว่า " เสด็จเที่ยวจาริก " คือ กำลังเสด็จเที่ยวจาริกแบบไม่
รีบร้อน. คำว่า " กับหมู่ภิกษุจำนวนมาก " คือ กับหมู่ภิกษุจำนวนมากที่
ไม่ได้กำหนดชัดลงไปอย่างนี้ว่า ร้อย พัน หรือแสน. คำว่า " หมู่บ้านของ
พราหมณ์ " ได้แก่ หมู่บ้านชุมชนพวกพราหมณ์ เรียกว่า หมู่บ้านของ
พราหมณ์. แม้หมู่บ้านโภคของพวกพราหมณ์ก็เป็นหมู่บ้านชุมชนในที่
๑. บาลีใช้ จูฬยมกวรรค

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 257 (เล่ม 19)

นี้ ไม่ใช่ประสงค์เอาบ้านอยู่ของพวกพราหมณ์. คำว่า " ระลึกลงที่
นั้น " คือระลึกลงไปในที่นั้น หมายถึงความ พร้อมแล้ว. ส่วนวิหาร ไม่ได้
จำกัดให้แน่ลงไปในที่นี้. ฉะนั้น จึงคงจะเป็นป่าชัฏแห่งหนึ่งที่เหมาะแก่พระ
พุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับหมู่บ้านของพวกพราหมณ์นั้น. พึงทราบ
ว่า พระศาสดาได้เสด็จพระพุทธดำเนินไปถึงไพรดงนั้น. คำว่า " ได้ยิน
แล้ว " แปลว่า ฟังแล้ว คือเข้าไปได้ ได้แก่ ทราบโดยทำนองเสียงก้องแห้ง
คำที่ถึงโสตทวาร. " โข " เป็นนิบาตลงในอรรถอวธารณะ คือเป็นเพียงทำ
บทให้เต็ม. พึงทราบอธิบายในข้อนี้อย่างนี้ว่า ได้ฟังแล้วด้วยอาวธารณะ
อรรถในที่นี้เท่านั้น อันตรายแห่งการฟังไรๆ ไม่ได้มีแก่พวกเขา. ด้วยการทำ
ให้บทเต็มก็เพียงให้พยัญชนะมีความสละสลวยเท่านั้น.
บัดนี้ เมื่อจะประกาศข้อความที่ได้ฟังนั้น. ท่านจึงได้กล่าวว่า " เออนี่
แน่ะ เขาว่าพระสมณโคดม" ดังนี้เป็นต้น. พึงทราบว่า ชื่อว่า สมณะ เพราะ
ระงับบาป. ในบทเหล่านั้น. " ขลุ " เป็นนิบาตลงในอรรถว่าฟังตาม. " โภ "
เป็นคำร้องเรียกกันและกันของพวกนั้น. " โคดม " เป็นคำแสดงด้วยพระ
โคตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนั้น ในคำเหล่านี้ว่า " นี่แน่ะเขาว่าพระสมณะ
โคดม " จึงพึงเห็นความหมายอย่างนี้ว่า " นี่แน่ะท่าน เขาเล่ากันว่า พระ-
สมณะผู้เป็นโคดมโคตร " ส่วนคำว่า " โอรสศากยะ " นี้เป็นคำแสดงตระกูล
อันสูงของพระผู้มีพระภาคเจ้า. คำว่า " บวชจากตระกูลศากยะ " เป็นคำแสดง
ความเป็นผู้บวชด้วยศรัทธา. มีคำที่กล่าวไว้ว่า ผู้ที่ไม่ถูกความฉิบหายอย่าง
ใดอย่างหนึ่งครอบงำ มาละตระกูลที่ยังไม่สูญสิ้น (อะไรๆ ไปเลย) ชื่อว่าบวช
ด้วยศรัทธา. คำต่อจากนั้นไปก็มีใจความที่ได้กล่าวไว้แล้วทีเดียว. คำว่า
" ก็นั่นแล " เป็นทุติยาวิภัติลงในอรรถ บอกอิตถัมภูตะ ใจความก็คือ " ของพระ
โคดมเจริญแล ". คำว่า " อันงาม " ได้แก่ผู้ประกอบด้วยพระคุณอัน
งดงาม มีอธิบายว่าผู้ประเสริฐสุด. เกียรตินั่นแหละ หรือ เสียงชมเชยชื่อ

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 258 (เล่ม 19)

ว่า " เกียรติศัพท์ ". คำว่า " ฟุ้งขึ้น " คือขจรขึ้นทับโลกรวมทั้ง (โลกของ
พวก) เทวดา. ว่าอย่างไร ? ว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ฯลฯ ทรงเป็นผู้ตื่น (ผู้ปลุก ผู้เบิกบานด้วยพระคุณ) ทรงเป็นผู้มีโชคดี (ทรงมี
ส่วนแห่งการจำแนกธรรม, ทรงจำแนกแจกธรรม).
ต่อไปนี้พึงทราบความเกี่ยวข้องแห่งบทในคำเหล่านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นอรหันต์ แม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นผู้ตรัสรู้
เองโดยชอบ แม้เพราะเหตุนี้ ฯลฯ ทรงเป็นผู้มีโชคดี แม้เพราะเหตุนี้. มีคำ
อธิบายว่า เพราะเหตุนี้และนี้. บททั้งหมดนี้เองที่ท่านยกขึ้นเป็นแม่บทโดยทำนอง
เป็นต้นว่า พึงเข้าใจว่า " พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงเป็นพระอรหันต์ด้วยเหตุ
เหล่านี้ก่อน คือ ทรงไกลจากข้าศึก เพราะทรงหักกำ (แห่งล้อภพ) เพราะ
ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น เพราะไม่มีความลับในการทำชั่ว " ได้ให้พิสดารแล้ว
แล ในพุทธานุสสตินิเทศ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค. พึงถือเอาความพิสดาร
แห่งบทเหล่านั้นจากที่นั้นเถิด.
คำว่า " ก็แลเป็นการดีโข " คือ ก็เป็นความงามโข. มีคำอธิบาย
ว่า เป็นการนำเอาประโยชน์มาให้ เป็นการนำเอาความสุขมาให้. คำว่า
" เหล่าพระอรหันต์เห็นปานนั้น." คือ พระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้ได้ความเชื่อถือ
ว่า ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ทั้งหลายในโลก ก็เพราะการบรรลุคุณพิเศษตามที่
เป็นจริงของเหล่าพระอรหันต์ ซึ่งเห็นได้ยากด้วยแสนโกฏิกัป แม้ไม่ใช่
น้อย มีร่างกายเป็นที่รื่นรมย์ซึ่งเกลื่อนกล่นด้วยรัศมีแห่งมหาปุริสลักษณะ
สามสิบสองประการ ประดับด้วยแก้ว คือ อนุพยัญชนะแปดสิบอย่าง แวด
ล้อมด้วยรัศมีวาหนึ่ง มีการเห็นที่ไม่เร่าร้อน มีเสียงแห่งธรรมที่ไพเราะ
ยิ่ง เหมือนอย่างที่พระโคดมผู้เจริญนั้นท่านเป็น. คำว่า "ย่อมเป็นการ
เห็น" คือ กระทำอัธยาศัยอย่างนี้ว่า การลืมตาที่มีประสาทหยาดเยิ้มขึ้นแล้ว

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 259 (เล่ม 19)

ดูก็เป็นการดี (ยังประโยชน์ให้สำเร็จ) และถ้าเมื่อท่านกำลังแสดงธรรมด้วย
เสียงดุจเสียงพรหมที่ประกอบพร้อมไปด้วยองค์แปด ได้ฟังแม้บทเดียว ก็จะเป็น
การดีกว่า. คำว่า " เข้าไปเฝ้าถึงที่ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ " ได้แก่ เลิกกิจ
ทุกอย่าง มีใจยินดีมาแล้ว. คำว่า " ได้กล่าวคำนี้ " ได้แก่ ก็การถามมีสอง
อย่างคือ การถามแบบชาวบ้าน ๑ การถามแบบนักบวช ๑ ในการถามทั้ง
สองอย่างนั้น การถามแบบชาวบ้าน มาแล้วโดยแบบนี้ว่า " พระคุณเจ้า
อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล " การถามแบบนักบวชมาแล้วอย่างนี้
ว่า " ท่านผู้เจริญ เหล่านี้หรือหนอ เป็นอุปาทานขันธ์ ๕ " ส่วนพราหมณ์
และคฤหบดีเหล่านี้ เมื่อจะทูลถามแบบการถามของชาวบ้านที่เหมาะ
แก่ตน จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า " พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็น
เหตุ อะไรเป็นปัจจัย? " กะพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อทรงแก้ปัญหาโดยย่อจริงๆ ก่อน แก่พวกเขาชนิดที่พวกเขายังไม่
สามารถกำหนดได้จึงตรัสคำเป็นต้นว่า " พราหมณ์เละคฤหบดีทั้งหลาย
เพราะความประพฤติที่ไม่ถูกต้องและความประพฤติ ที่ไม่สมควรเป็น
เหตุ " ถามว่า " ทำไมเล่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแก้อย่างที่คนพวกนั้นยัง
ไม่ทันกำหนด " ตอบว่า " มีผู้กล่าวว่า เพราะคนเหล่านั้นถือตัวว่าเป็น
บัณฑิต ย่อมตั้งตัวแม่บทแล้วกำหนดไว้แต่ต้นทีเดียวโดยประการใด เมื่อพระองค์
ทรงขยายความให้พิสดารโดยประการนั้น ก็พากันสำคัญเทศนาว่า ตื้นๆ
จะพากันดูถูกว่า " แม้เมื่อพวกเราจะกล่าว ก็พึงกล่าวอย่างนี้เหมือน
กัน " เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแก้ปัญหาอย่างย่อๆ ก่อนชนิด
ที่พวกนั้นไม่สามารถจะกำหนดได้. ต่อจากนั้น เมื่อทรงถูกพวกที่ไม่อาจจะ
กำหนดได้นั้นคะยั้นคะยอขอให้แสดงพิสดาร เมื่อทรงแสดงโดยพิสดารจึง
ตรัสดำเป็นต้นว่า " ถ้าอย่างนั้นพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย "

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 260 (เล่ม 19)

ในคำเหล่านั้น คำว่า " ถ้าอย่างนั้น " เป็นนิบาตลงในเหตุ หมายความ
ว่า เพราะเหตุที่พวกท่านขอร้องเรา. คำว่า " สามอย่าง " คือ สามส่วน.
คำว่า " ด้วยกาย " คือด้วยกายทวาร. คำว่า " ความประพฤติไม่ถูกต้องและ
ความประพฤติไม่สมควร " คือความประพฤติไม่สมควรอันได้แก่ความประ-
พฤติที่ไม่ถูกต้อง. และต่อไปนี้เป็นความหมายของบทในคำเหล่านี้.
" ความประพฤติอธรรม ชื่อว่า อธรรมจริยา, หมายความว่า การ
กระทำที่ไม่เป็นธรรมที่ชื่อว่า วิสมจริยา เพราะประพฤติขรุขระ หรือ
ประพฤติลุ่มๆ ดอนๆ ความประพฤติไม่เป็นธรรม และความประพฤติ
ที่ขรุขระนั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ความประพฤติไม่เป็นธรรมและความ
ประพฤติที่ไม่สม่ำเสมอ พึงทราบความหมายในบทฝ่ายดำและฝ่ายขาวทุก
บทโดยอุบายนี้.
คำว่า " โหดร้าย " ได้แก่ หยาบคาย เหี้ยมโหด หุนหัน พลัน
แล่น. คำว่า " มีมือเปื้อนเลือด " ได้แก่ เปื้อนด้วยเลือดที่มือของผู้ที่กำลัง
ปลงสัตว์อื่นจากชีวิต ถึงแม้จะไม่เปื้อนคนแบบนั้น ท่านก็ยังเรียกว่า "มีมือ
เปื้อนเลือด" อยู่นั่นเอง. คำว่า " ตั้งมั่นอยู่ในการฆ่าการประหาร " ได้แก่ตั้ง
มั่นในการฆ่า การให้ประหารสัตว์อื่น และในการเข่นฆ่า คือการทำให้สัตว์
อื่นตาย. คำว่า " ไม่ประกอบด้วยความสงสาร " คือมาถึงความเป็นผู้ไม่
มีความสงสาร. คำว่า " ของคนอื่นนั้นใด " คือ สิ่งที่มีอยู่ของคนอื่นนั้น
ใด. คำว่า " อุปกรณ์เครื่องปลื้มใจ " ได้แก่ อุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของคน
อื่นนั่นเอง คือเครื่องบริขารที่ก่อให้เกิดความยินดีแก่คนอื่นนั้น. คำว่า " หรือ
อยู่ในหมู่บ้าน " คือหรือที่ตั้งไว้ภายในหมู่บ้าน.คำว่า " หรืออยู่ในป่า "
คือตั้งไว้ในป่า หรือบนยอดไม้ยอดภูเขาเป็นต้น. คำว่า " ที่ไม่ให้ " คือพวก
เขาไม่ได้ให้ด้วยกายหรือด้วยวาจา. ผู้ลักชื่อว่า " ขโมย " ในที่นี้. ภาวะแห่ง
ขโมย ชื่อว่า ความเป็นขโมย. คำนี้เป็นชื่อแห่งจิตคิดจะขโมย. คำว่า

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 261 (เล่ม 19)

" ส่วน " นี้ เป็นชื่อของส่วนหนึ่งโดยใจความ. เหมือนในคำเป็นต้นว่า " ก็ส่วน
แห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้าอันสัญญาเป็นเค้ามูล " ส่วนนั้นด้วย ความเป็น
ขโมยด้วย เหตุนั้น ชื่อว่าส่วนแห่งความเป็นขโมย หมายความว่า ส่วนแห่ง
จิตหนึ่งกล่าวคือจิตคิดจะขโมย. และคำว่าส่วนแห่งความเป็นขโมยนี้ เป็น
ปฐมาวิภัติลงในอรรถตติยาวิภัติ ฉะนั้น จึงควรเห็นโดยความว่า " ด้วยส่วน
แห่งความเป็นขโมย " ดังนี้.
ในคำว่า " อันแม่ปกครอง " เป็นต้น มีอธิบายว่า เมื่อพ่อหายหรือ
ตายไปแล้ว แม่ดูแลด้วยอาหารและเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น คิดว่าจะให้มีครอบ
ครัวเมื่อเติบโตแล้ว แล้วย่อมปกครองลูกหญิงคนใดไว้คนนี้ชื่อว่า อันแม่
ปกครอง. แม้ที่พ่อปกครองเป็นต้น ก็พึงทราบโดยอุบายนี้. ส่วนตระกูลที่ชอบ
พอกัน ทำข้อตกลงกันตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้องว่า ถ้าฝ่ายฉันเป็นลูกชาย
ฝ่ายแกเป็นลูกหญิง ไปที่อื่นไม่ได้ ต้องเป็นของลูกชายฉันเท่านั้น" หญิงที่
จับจองตั้งแต่อยู่ในท้องทำนองนี้ ชื่อว่ามีผัว. ส่วนหญิงที่เขาเจาะจงหมู่
บ้าน เรือน หรือ ถนนแล้ววางโทษอย่างนี้ว่า " ใครไปหาหญิงชื่อนี้ จะถูก
ปรับโทษเท่านี้ " ชื่อว่า มีทัณฑ์โดยรอบ. คำว่า " โดยที่สุดแม้แต่หญิงที่ซัด
พวงมาลัยไป " คือ โดยกำหนดอย่างต่ำสุดกว่าเขาหมด หญิงที่ชายคนใดคน
หนึ่งกำลังเหวี่ยงพวงมาลัยไปบนนางด้วยสำคัญว่า " นางนี้จะเป็นภริยาของ
เรา " แล้วก็ถูกเอาเพียงพวงมาลัยเท่านั้นซัดไป. คำว่า " ย่อมเป็นผู้ละเมิด
จารีต ในพวกหญิงเห็นปานนั้น " ได้แก่ ย่อมเป็นผู้กระทำความก้าวล่วง
ในเพราะหญิงเห็นปานนั้น ด้วยอำนาจลักษณะความประพฤติผิดอันกล่าว
แล้วในสัมมาทิฏฐิสูตร.
คำว่า " อยู่ในที่ประชุม " คือ ยืนอยู่ในสภา. คือ " อยู่ในบริษัท "
คือยืนอยู่ในบริษัท. คำว่า " อยู่กลางญาติ " คือ อยู่ท่ามกลางพวก
ทายาท. คำว่า " อยู่ท่ามกลางพรรคพวก " คือ อยู่ท่ามกลางกองทหาร. คำ

261