ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 232 (เล่ม 19)

วิจิกิจฉาได้ ภิกษุนั้นชื่อว่าละวิจิกิจฉาแล้วด้วยอาการอย่างนี้ บุรุษผู้มีกำลัง
มีอาวุธอันตระเตรียมไว้แล้ว พร้อมกับบริวารเห็นโจรแล้ว ไม่กลัว ไม่คำนึง
พวกโจรเท่าเส้นหญ้า ออกไปถึงสถานที่อันปลอดภัยโดยความสวัสดี ฉัน-
ใด ภิกษุ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผ่านพ้นทางกันดารคือทุจริตแล้ว ถึงอมตนิพพาน
อันเกษมอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสการละวิจิกิจฉา
ดุจผู้ที่ถึงสถานที่ปลอดภัย.
บทว่า อิมเมว กายํ ได้แก่ กรชกายนี้. บทว่า อภิสนฺเทติ ได้แก่
ทำให้ชุ่มชื่น ทำให้สิเนหา คือว่า ย่อมกระทำปีติและสุขเป็นไปในกรชกายทั้ง
ปวง. บทว่า ปริสนฺเทติ ได้แก่ ย่อมหลั่งไหลไปโดยรอบ. บทว่า ปริปูเรติ
ได้แก่ ย่อมเต็มเหมือนถูกลมเป่า. บทว่า ปริปฺผรติ ได้แก่ ย่อมถูกต้อง
โดยรอบ. บทว่า สพฺพาวโต กายสฺส ความว่า ที่แม้น้อยหนึ่งตามผิดเนื้อโลหิต
ในที่สืบต่อเป็นไปของอุปาทินนกรูป อย่างใดอย่างหนึ่งแห่งกายทุกส่วนของ
ภิกษุนั้น ชื่อว่า ไม่ถูกต้องด้วยความสุขในปฐมฌาน ย่อมไม่มี. บทว่า ทกฺโข
ได้แก่ ผู้ฉลาด สามารถ เพื่อกระทำ เพื่อประกอบ เพื่อผสมซึ่งจุณสำหรับ
อาบ. บทว่า กํสถาเล ได้แก่ ภาชนะที่กระทำด้วยโลหะอย่างใดอย่าง
หนึ่ง ก็ภาชนะที่ทำด้วยดินเหนียว เป็นภาชนะไม่มั่นคง เมื่อบุคคลทุบอยู่
ย่อมแตกได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงไม่แสดงภาชนะที่ทำด้วยดิน
เหนียวนั้น. บทว่า ปริปฺโผสกํ ปริปฺโผสกํ แปลว่า ประพรม. บทว่า
สนฺเนยฺย ความว่า ถือถาดสำริดด้วยมือซ้าย พรมแล้วพรมอีกซึ่งน้ำพอประ
มาณด้วยมือขวาแล้วขยำกระทำให้เป็นก้อน. บทว่า สิเนหานุคตา ได้
แก่ ติดกันด้วยยางเหนียวคือน้ำ. บทว่า สิเนหปเรตา ได้แก่ ซึมไปด้วยยาง
เหนียวคือน้ำ. บทว่า สนฺตรพาหิรา ความว่า พร้อมทั้งส่วนข้างใน
ข้างนอก. ย่อมถูกต้องส่วนทั้งหมดทีเดียวด้วยยางเหนียวคือน้ำ. บทว่า

232
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 233 (เล่ม 19)

น จ ปคฺฆารณี ความว่า น้ำย่อมไม่ไหลไปเป็นหยด ๆ อธิบายว่า สามารถเพื่อถือ
เอา แม้ด้วยมือ แม้ด้วยนิ้วเพียงสองนิ้ว เพื่อกระทำให้วนได้.
พึงทราบข้ออุปมาความสุขในทุติยฌาน. บทว่า อุพฺภิโตทโก ได้
แก่ น้ำที่ไม่ไหลไป คือไม่ไหลไปข้างล่าง ไม่ไหลไปข้างบน อธิบายว่า เป็นน้ำ
เกิดอยู่ในภายในนั่นแหละ. บทว่า อายมุขํ ได้แก่ ทางมา. บทว่า เทโว ได้
แก่ เมฆ. บทว่า กาเลน กาลํ ได้แก่ ทุกกึ่งเดือน หรือทุกสิบวัน. บทว่า
ธารํ แปลว่า ฝน. บทว่า อานุปเวจฺเฉยฺย ได้แก่ ไม่พึงเข้าไป คือว่า ไม่พึง
ตกลงไป. อธิบายว่า ธารน้ำเย็นผุพุขึ้น คือทำห้วงน้ำเย็นที่ขังอยู่ให้เต็มแล้ว.
จริงอยู่ น้ำที่พุขึ้นแต่ข้างล่าง ทำน้ำที่พุขึ้นไม่ให้แตกกระเพื่อมออกไป
น้ำที่ไหลเข้าไปโดยทิศทั้งสี่ ย่อมกระเพื่อมด้วยใบไม้ หญ้า เศษไม้ ท่อนไม้
เก่าเป็นต้น น้ำย่อมกระเพื่อมเพราะฟองน้ำฝน ธารน้ำที่ตกลงมา แต่น้ำ
สงบนิ่งเกิดขึ้นอยู่ ย่อมแผ่ไปสู่ประเทศนี้ ย่อมไม่แผ่ไปสู่ประเทศนี้ เหมือน
เนรมิตไว้ด้วยฤทธิ์ เพราะฉะนั้น โอกาสอันน้ำนั้นไม่ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่
มี หามิได้. ในข้อนั้น กรชกาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำ ความสุขในทุติยฌาน
เหมือนน้ำ. คำที่เหลือ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยก่อน.
พึงทราบคำอุปมาในความสุขแห่งตติยฌาน ดอกอุบลทั้งหลายมี
อยู่ ในที่นี้ เพราะเหตุนั้น ที่นี้จึงชื่อว่า กออุบล. แม้สองบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือน
กัน. ก็พึงทราบวินิจฉัยในข้อนี้ว่า ในคำนี้ บรรดาดอกอุบล มีสีขาว สีแดง
สีเขียว ดอกอุบลอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จัดเป็นอุบลทั้งนั้น ดอกอุบลที่มีใบเก้าสิบ
เก้าใบ เรียกว่า บุณฑริกมีใบร้อยใบ เรียกว่า ประทุม อีกอย่างหนึ่ง ดอกอุบล
สีขาว แม้ไม่กำหนดใบ ก็เรียกว่า ประทุม ดอกอุบลสีแดง เรียกว่า บุณฑริก.
บทว่า อุทกานุคฺคตานิ ได้แก่ ไม่โผล่จากน้ำ. บทว่า อนฺโตนิมุคฺคโปสิตานิ
ความว่า จมอยู่ภายในพื้นน้ำเท่านั้น ย่อมถูกต้อง คือย่อมเจริญ. คำที่
เหลือ พึงทราบโดยนัยก่อนแล.

233
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 234 (เล่ม 19)

พึงทราบความอุปมาความสุขในจตุตถฌานต่อไป ในบทว่า ปริสุทฺ-
เธน เจตสา ปริโยทาเตน นี้ พึงทราบชื่อว่า บริสุทธิ์แล้ว เพราะอรรถว่าหมด
อุปกิเลส ชื่อว่าผ่องแผ้วแล้ว เพราะอรรถว่า ประภัสสร. บทว่า โอทา-
เตน ตวฺเถน นี้ ท่านกล่าวเพื่อการแผ่ไปแห่งโอกาส. พึงทราบความในข้อนี้
อย่างนี้ว่า ผ้าที่เศร้าหมองความอบอุ่นย่อมไม่แผ่ไป. ทันใดที่ผ้าขาวซักบริสุทธิ์
สะอาด ความอบอุ่นย่อมมีกำลังแผ่ไป. จริงอยู่ สำหรับอุปมานี้ กรชกายเปรียบ
เหมือนผ้า ความสุขในจตุตถฌาน เปรียบเหมือนการแผ่ไปแห่งโอกาส
เพราะฉะนั้น เมื่อบุรุษอาบน้ำชำระดีแล้ว นั่งห่มผ้าขาวคลุมศีรษะ อุตุจากสรีระ
ย่อมแผ่ไปตลอดผ้าทั้งหมดทีเดียว โอกาสอะไร ๆ ไม่เป็นโอกาสที่จะถูกผ้า มิได้
มี ฉันใด โอกาสอะไรๆ อันความสุขในจตุตถฌานไม่ถูกต้องกรชกายของภิกษุ
ย่อมไม่มี ฉันนั้น. อีกอย่างหนึ่ง จิตในจตุตถฌานนั่นแหละ เปรียบเหมือนผ้า
ที่ห่มแล้ว รูปที่มีจิตนั้นเป็นสมุฏฐานเปรียบเหมือนการแผ่ไปแห่งโอกาส.
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในที่นี้ อย่างนี้ว่า เหมือนอย่างว่า เมื่อผ้าขาวในที่
บางแห่งแม้ไม่ถูกกาย กายก็เป็นอันโอกาสซึ่งมีกายนั้นเป็นสมุฏฐานถูก
ต้องแล้วทั้งหมดทีเดียวฉันใด กายของภิกษุก็เป็นอันสุขุมรูป ซึ่งจตุตถฌานให้
เกิดขึ้นถูกต้องทั่วไปหมด ก็ฉันนั้น.
พึงทราบอุปมาในปุพเพนิวาสญาณ กิริยาอันภิกษุนั้นทำแล้วในวัน
นั้น ย่อมปรากฏชัด เพราะฉะนั้น ในวันนั้นเธอยึดเอาบ้านสามหลัง ในข้อนั้น
บัณฑิตพึงทราบว่า ภิกษุผู้ได้ปุพเพนิวาสญาณ เหมือนบุรุษไปสู่บ้านสาม
หลัง. ภพสาม บัณฑิตพึงเห็นเหมือนบ้านสามหลัง. ความแจ่มแจ้งแห่งกิริยา
อันภิกษุผู้มุ่งจิตไปในปุพเพนิวาสญาณนั่งทำแล้วในภพสาม บัณฑิตพึง
ทราบ เหมือนความแจ่มแจ้งแห่งกิริยาอันบุรุษนั้นกระทำแล้วในวันนั้นในบ้าน
สามหลัง.

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 235 (เล่ม 19)

พึงทราบอุปมาในทิพยจักษุ บทว่า เทฺว อคารา ได้แก่ บ้านสอง
หลัง. บทว่า สทฺวารา ได้แก่ มีประตูข้างหน้า. บทว่า อนุจงฺกมนฺเต ได้
แก่ เดินไปมา. บทว่า อนุวิจรนฺเต ได้แก่ เที่ยวไปข้างโน้น ข้างนี้ อธิบายว่า
พึงทราบด้วยสามารถแห่งการออกจากบ้านหลังนี้ แล้วเข้าไปสู่บ้านหลังนั้น
หรือออกจากบ้านหลังนั้น แล้วเข้าไปสู่บ้านหลังนี้.
ในข้อนั้น จุติและปฏิสนธิ เปรียบเหมือนบ้านสองหลัง มีประตูร่วมกัน
ภิกษุได้ทิพยจักษุญาณ เปรียบเหมือนบุรุษมีจักษุ กาลเวลาที่สัตว์ผู้กำลัง
จุติและปฏิสนธิปรากฏ แก่ภิกษุผู้ได้ทิพยจักษุ ผู้เจริญอาโลกกสิณ ตรวจดูอยู่
เปรียบเหมือนเวลาที่บุรุษเดินเข้าและเดินออกตลอดบ้านสองหลัง ปรากฏแก่
บุรุษมีผู้จักษุผู้ยืนแลดูอยู่ในระหว่างบ้านสองหลัง. ถามว่า ก็กาลเหล่านั้น
ปรากฏแก่ญาณ หรือแก่บุคคล ตอบว่า แก่ญาณ. แต่ว่า เพราะปรากฏแก่
ญาณนั้น จึงปรากฏแก่บุคคลเหมือนกัน.
พึงทราบอุปมาแห่งอาสวักขยญาณ ดังนี้ บทว่า ปพฺพตสงฺเขเป
ได้แก่ ยอดภูเขา. บทว่า อนาวิโล ได้แก่ ไม่มีเปือกตม. หอยโข่งด้วย
หอยกาบด้วย ชื่อว่าหอยโข่งและหอยกาบ. ก้อนกรวดด้วย กระเบื้อง
ด้วย ชื่อว่า ก้อนกรวดและกระเบื้อง. ชื่อว่า ฝูงปลา เพราะปลาเป็นหมู่เป็น
ฝูง. ในบทว่า ติฏฺฐนฺตํปิ จรนฺตํปิ นี้ ได้แก่ ก้อนกรวดและกระเบื้องหยุด
อยู่ แต่นอกนี้ มีหอยโข่งเป็นต้น เดินไปบ้าง หยุดอยู่บ้าง. เหมือนอย่าง
ว่า เมื่อแม่โคยืนบ้าง หมอบบ้าง นอนบ้าง ในระหว่างๆ ฝูงโคเหล่านี้ย่อม
เที่ยวไป พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาโคที่เที่ยวไป จึงตรัสว่า โคนอกนี้
ย่อมเที่ยวไป ฉันใดพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอา ก้อนกรวดและกระ-
เบื้องที่หยุดอยู่นั่นเองจึงตรัสว่า สองหมวดนอกนี้หยุดอยู่. ทรงหมายเอาสอง
หมวดนี้ เคลื่อนไปจึงตรัสว่า แม้ก้อนกรวดและกระเบื้องก็เคลื่อนไป ดัง
นี้. ในข้อนั้น พึงทราบกาลที่สัจจะ ๔ แจ่มแจ้งแล้วแก่ภิกษุผู้นั่งน้อมจิตไปเพื่อ

235
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 236 (เล่ม 19)

ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ดุจกาลที่หอยโข่งและหอยกอบเป็นต้นแจ่ม
แจ้งแล้วแก่บุรุษผู้มีจักษุยืนดูอยู่ที่ฝั่ง ฉะนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงถือเอาชื่อพระขีณาสพ ทั้ง
เพศ ทั้งคุณ ด้วยอาการ ๗ อย่าง จึงตรัสบทว่า อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ
สมโณ อิติปิ เป็นต้น. พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้น ในบทว่า เอวํ โข
ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมโณ โหติ เป็นต้น อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่า สมณะ เพราะมีบาปอันสงบแล้วด้วยอาการ
อย่างนี้. ชื่อว่า พราหมณ์ เพราะมีบาปอันลอยแล้ว. ชื่อว่า นหาตกะ
(ผู้อาบ) เพราะมีกิเลสล้างออกแล้ว คือมีกิเลสอันกำจัดออกแล้ว. ชื่อว่า
เวทคู เพราะอกุศลธรรมทั้งหลายไปแล้ว ด้วยเวททั้งหลาย คือ มรรคญาณ
๔ อธิบายว่า เพราะรู้แล้ว. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
วิทิตสฺส โหนฺติ เป็นต้น. ชื่อว่า โสตติยะ เพราะกิเลสทั้งหลายหลับไปแล้ว
คือว่า เพราะกิเลสทั้งหลายไม่ไหลออกไปมา. ชื่อว่า อริยะ เพราะไกลจาก
กิเลสทั้งหลาย อธิบายว่า เพราะกิเลสทั้งหลายถูกกำจัดแล้ว. ชื่อว่า อรหันต์
เพราะไกล คือว่า เป็นผู้ห่างไกลแล้ว. คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ปรากฏแจ่มแจ้ง
แล้วแล.
จบอรรถกถามหาอัสสปุรสูตรที่ ๙

236
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 237 (เล่ม 19)

๑๐. จูฬอัสสปุรสูตร
[๔๗๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในอังคชนบท มีนิคมของชาว
อังคะ ชื่ออัสสปุระ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว.
ภิกษุทั้งหลายทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. พระผู้มีพระภาค
เจ้าได้ตรัสดำนี้ไว้ว่า คนเขารู้จักท่านทั้งหลายว่าสมณะๆ ดังนี้ ถึงท่านทั้งหลาย
เล่า เมื่อมีคนมาไต่ถามว่า ท่านทั้งหลายเป็นอะไร ท่านทั้งหลายก็ปฏิญญาตัวว่า
เราเป็นสมณะ เมื่อท่านทั้งหลายมีชื่อว่าสมณะ และปฏิญญาตัวว่าเป็นสมณะ
อยู่อย่างนี้แล้ว ก็จำต้องสำเหนียกว่า ข้อปฏิบัติสิ่งใดสมควรแก่สมณะ เราจัก
ปฏิบัติข้อปฏิบัติสิ่งนั้น เมื่อความปฏิบัติของเราอย่างนี้มีอยู่ ชื่อแลคำปฏิญญา
ของเรานี้ก็จักเป็นจริง อนึ่ง เราบริโภคจีวรบิณฑบาตเสนาสนะ และคิลาน-
ปัจจัยเภสัชชบริกขาร ของทายกเหล่าใด ความอุปการะเกื้อหนุนของเขาใน
เราทั้งหลายก็จักมีผลใหญ่ มีอนิสงส์ใหญ่ อนึ่ง บรรพชาของเรา ก็จักไม่
เป็นหมัน ไม่เปล่าจากประโยชน์ และจักประกอบด้วยผล ประกอบด้วยกำไร ดังนี้.
[๔๘๐] ภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาชอบเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้ง
หลาย รูปใดรูปหนึ่งเป็นผู้มีอภิชฌา คือความเพ่งเล็งพัสดุของผู้อื่น
มาก ละอภิชายังไม่ได้ เป็นผู้มีใจพยาบาท คือคิดล้างผลาญสัตว์ให้ฉิบ
หาย ละพยาบาทยังไม่ได้ เป็นผู้มักโกรธ ละความโกรธยังไม่ได้ เป็นผู้มักถือ
โกรธ ละความถือโกรธยังไม่ได้ เป็นผู้มักมีความลบหลู่คุณ ละความลบหลู่ยัง
ไม่ได้ เป็นผู้มักถือเป็นคู่แข่งดี ละความถือเป็นคู่แข่งดียังไม่ได้ เป็นผู้มักริษยา
ละความริษยายังไม่ได้ เป็นผู้ตระหนี่ ละความตระหนี่ยังไม่ได้ เป็นผู้
มักอวดตัว ละความอวดตัวยังไม่ได้ เป็นผู้มีมายา คือบังโทษตนไว้ ละมายายัง

237
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 238 (เล่ม 19)

ไม่ได้เป็นผู้มีความปรารถนาชั่ว ละความปรารถนาชั่วยังไม่ได้ และเป็นผู้
มีความเห็นผิด ละความเห็นผิดยังไม่ได้ เพราะยังละไม่ได้ซึ่งกิเลส เครื่อง
เศร้าหมองใจ ๒ อย่าง มีอภิชฌาเป็นต้นเหล่านี้ ที่เป็นเครื่องหมองใจเป็นโทษ
เป็นของจับใจดุจน้ำฝาดของสมณะ เป็นเหตุจะให้สัตว์เกิดใน บาย มีวิบากอัน
สัตว์ทั้งหลายจะต้องเสวยในทุคคติ เราไม่กล่าวว่าเธอเป็นผู้ปฏิบัติชอบสมควร
แก่สมณะ เปรียบเหมือนอาวุธอย่างหนึ่งชื่อว่า มะตะชะ มีคมสองข้าง ทั้งกำ
ซาบด้วยยาพิษทั้งคมกล้า เขาปิดคลุมหุ้มห่อไว้ด้วยผ้าสำหรับห่อ ฉันใด
เราก็กล่าวการบรรพชาของภิกษุนี้ฉันนั้น
[๔๘๑] ภิกษุทั้งหลาย ถึงบุคคลที่ครองผ้าสังฆาฏิอยู่ เราก็หากล่าวว่า
เป็นสมณะด้วยอาการสักว่า ครองผ้าสังฆาฏิไม่ ถึงบุคคลถือเพศเป็น
ชีเปลือย ไม่นุ่งห่มผ้า เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอาการที่ไม่มีผ้านุ่งห่ม
ไม่ ถึงบุคคลถือการหมักหมมเหงื่อไคล ไม่อาบน้ำชำระกาย เราก็หากล่าวว่า
เป็นสมณะด้วยอาการที่หมักหมมเหงื่อไคลไม่ ถึงบุคคลถือการลงอาบน้ำ(วัน
ละสามครั้ง) เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอาการที่ลงอาบน้ำไม่ ถึงบุคคลถือ
การอยู่ใต้ต้นไม้เป็นนิตย์ เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอาการที่อยู่ใต้ต้นไม้
ไม่ ถึงบุคคลถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นนิตย์เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอา
การที่อยู่ ณ ที่แจ้งไม่ถึงบุคคลถือการอบกายด้วยหมายจะทรมานกิเลสเป็น
นิตย์ เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วยการที่อบกายไม่ ถึงบุคคลถือการ
บริโภคอาหารมีการกำหนดเป็นครั้งคราว เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วย
อาการที่ยักย้ายผ่อนผันบริโภคอาหารเป็นครั้งเป็นคราวไม่ ถึงบุคคลที่ท่องบ่น
จำมนต์ได้มาก เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอาการที่ท่องบ่นจำมนต์
ไม่ ถึงบุคคลเกล้าผมเป็นเซิง เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอาการเกล้าผม
ไม่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่า บุคคลผู้ครองสังฆาฏิมีอภิชฌามาก ละอภิชฌา
เสียได้ มีจิตพยาบาทอยู่ ละพยาบาทเสียได้ มีความโกรธอยู่ ละความโกรธ

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 239 (เล่ม 19)

เสียได้ เป็นผู้มักถือโกรธ ละความถือโกรธเสียได้ เป็นผู้ลบหลู่อยู่ ละ
ความลบหลู่เสียได้ เป็นผู้ถือเป็นคู่แข่งดีอยู่ ละความถือเป็นคู่แข่งดีเสีย
ได้เป็นผู้มักริษยาอยู่ ละความริษยาเสียได้ เป็นตระหนี่อยู่ ละความตระหนี่
เสียได้ เป็นผู้มักโอ้อวดตัวอยู่ ละความโอ้อวดตัวเสียได้ เป็นผู้มีมายาอยู่
ละมายาเสียได้ เป็นผู้มีความปรารถนาชั่ว ละความปรารถนาชั่วเสียได้
และเป็นผู้มีความเห็นผิดอยู่ ละความเห็นผิดเสียได้ด้วยอาการที่ครองผ้า
สังฆาฏิ ตั้งแต่แรกเกิดมาและจะพึงชักชวนให้ผู้นั้นครองผ้าสังฆาฏิเท่านั้น
ด้วยคำชักชวนว่า มาเถิดท่านจงครองผ้าสังฆาฏิเถิด เมื่อท่านครองผ้าสังฆาฏิ
อยู่ เครื่องเศร้าหมองทั้ง ๑๒ อย่าง มีอภิชฌามาก จักละอภิชฌาเสียได้
ด้วยอาการที่ครองผ้าสังฆาฏินั้นแล. เพราะเราเห็นบุคคลบางคนในโลก
นี้ ถึงครองผ้าสังฆาฏิอยู่ ก็มีอภิชฌามาก มีความเห็นผิดฉะนั้น เมื่อครองผ้า
สังฆาฏิ เราก็ไม่กล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอาการที่ครองผ้าสังฆาฏิเลย
ฯลฯ ถ้าว่าคนเปลือย ผู้เกล้าผม มีอภิชฌามาก ละอภิชฌาเสียได้แล้ว ผู้มีความ
เห็นผิด ละความเห็นผิดเสียได้ ด้วยอาการที่เกล้าผม มิตร สหาย ญาติ
สาโลหิตทั้งหลายก็จะพึงทำผู้นั้นให้เป็นคนเกล้าผม แต่แรกเกิดมา และจะพึง
ชักชวนให้เกล้าผม ด้วยคำชักชวนว่า มาเถิด เจ้าเกล้าผมเสียเถิด เมื่อท่าน
เกล้าผมอยู่ มีอภิชฌามาก จักละอภิชฌาได้ มีความเห็นผิด ละความเห็นผิด
เสียได้ ด้วยอาการที่เกล้าผมนั้นแล. เพราะเราเห็นบุคคลบางคนในโลก
นี้ ถึงเกล้าผมอยู่ ก็ยังมีอภิชฌามาก มีความเห็นผิดอยู่ฉะนั้น เราผู้ที่เกล้าผม
เราก็ยังหาละมลทินได้ไม่ จึงไม่กล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอาการที่เกล้าผม
เลย.
[๔๘๒] ภิกษุปฏิบัติอย่างไร จึงเป็นผู้ปฏิบัติชอบ สมควรแก่สมณะ
ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งมีอภิชฌาอยู่มาก ละอภิชฌาเสียได้ มีจิตพยาบาท
อยู่ ละพยาบาทเสียได้ เป็นผู้มักโกรธอยู่ ละความโกรธเสียได้ เป็นผู้มักถือ

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 240 (เล่ม 19)

โกรธอยู่ ละความถือโกรธเสียได้ เป็นผู้มักลบหลู่อยู่ ละความลบหลู่เสีย
ได้ เป็นผู้มักถือเป็นคู่แข่งดีอยู่ ละความถือเป็นคู่แข่งดีเสียได้เป็นผู้มักริษยา
อยู่ ละความริษยาเสียได้ เป็นผู้ตระหนี่อยู่ ละความตระหนี่เสียได้ เป็นผู้มัก
โอ้อวดตัวอยู่ ละความโอ้อวดตัวเสียได้ เป็นผู้มีมายาอยู่ ละมายาเสียได้ เป็นผู้
มีความปรารถนาชั่วออยู่ ละความปรารถนาชั่วเสียได้ และเป็นผู้มีเห็นผิด
อยู่ ละความเห็นผิดเสียได้ เพราะละเสียได้ซึ่งกิเลส ๑๒ อย่างเหล่านี้ ที่
เป็นทินโทษ เป็นของจับใจดุจน้ำฝาดของสมณะ เป็นเหตุจะให้สัตว์เกิดใน
อบายมีวิบากอันสัตว์ทั้งหลายจะต้องเสวยในทุคคติ เรากล่าวว่าเป็นผู้
ปฏิบัติชอบสมควรแก่สมณะ
ผู้ปฏิบัติชอบนั้น ย่อมพิจารณาเห็นตนเป็นผู้บริสุทธิ์ พ้นจากบาป
อกุศลธรรมเหล่านี้แล้ว เมื่อเธอพิจารณาเห็นตนเป็นผู้บริสุทธิ์ พ้นบาปจาก
อกุศลธรรมเหล่านี้ทั้งหมดอยู่ ปราโมช คือความบันเทิงใจก็บังเกิดขึ้น เมื่อเธอ
บันเทิงใจแล้ว ปีติก็เกิดขึ้น เมื่อเธอมีใจประกอบด้วยปีติด้วยนามกาย
ก็สงบ เธอมีนามกายสงบระงับกระวนกระวายแล้ว ก็ได้เสวยสุข เมื่อเธอมี
สุขแล้วจิตของเธอก็ตั้งมั่น มีใจประกอบด้วยกรุณา คือปรารถนาให้หมู่สัตว์
พ้นจากทุกข์ทั่วหน้า มีใจประกอบด้วยมุทิตา คือร่าเริงบันเทิงใจต่อสมบัติของ
ผู้อื่น คือไม่มีริษยา มีใจประกอบด้วยอุเบกขา คือความเฉยเป็นกลาง คือไม่มี
ยินดียินร้าย แผ่อัปปมัญญาพรหมวิหาร คือภาวนาที่แผ่ไปในหมู่สัตว์ไม่
มีประมาณ ซึ่งเป็นเครื่องอยู่ของคนประเสริฐ ทั้ง ๔ ประการนี้ ตลอดทิศที่
หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ที่สี่ มีใจประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
ไพบูลย์เต็มที่ เป็นจิตใหญ่ มีสัตว์ไม่มีประมาณเป็นอารมณ์ ไม่มีเวรไม่มีความ
เบียดเบียน แผ่อัปปมัญญาพรหมวิหารนั้น ตลอดโลกอันสัตว์ทั้งปวงในที่
ทั้งปวง ด้วยความเป็นผู้มีใจโอบอ้อมเสมอไปในสัตว์ทั้งปวง ทั้งทิศเบื้อง
บน เบื้องต่ำเบื้องขวางอยู่เสมอ.

240
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 241 (เล่ม 19)

เปรียบเหมือนสระบัว มีน้ำใสและ จืดเย็นขาวสะอาด มีท่าเรียบราบ
ควรรื่นรมย์ ถ้าว่าบุรุษจะพึงมาแต่ทิศตะวันออก ตะวันตก ทิศเหนือ ทิศ
ใต้ อันความร้อนกระวนกระวายเผาระงมครอบงำ เหน็ดเหนื่อยลำบาก
กระหายหิว บุรุษนั้น มาถึงสระนั้นแล้วจะพึงทำความกระหายน้ำ และความ
ร้อนกระวนกระวายให้เสื่อมสูญได้ ฉันใด. ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ถ้า
กุลบุตรออกบวชจากตระกูลกษัตริย์ถือเพศเป็นบรรพชิต และภิกษุทั้งหลาย
นั้น อาศัยธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เจริญ เมตตา กรุณา มุทิตา
อุเบกขา ได้ความระงับสงบใจ ในภายในสันดานตน ฉันนั้น เรากล่าวว่า
บรรพชิตนั้น เป็นผู้ปฏิบัติชอบสมควรแก่สมณะ ถ้าออกบวชจากตระกูล
พราหมณ์ จากตระกูลแพศย์ จากตระกูลศูทร หรือออกบวชจากตระกูลไหน
ก็ตาม และบรรพชิตนั้น ครั้นอาศัยธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เจริญ
พรหมวิหารทั้ง ๔ มีเมตตาเป็นต้น ได้ความระงับสงบใจ ในภายใน อย่าง
นี้ เรากล่าวว่า บรรพชิตนั้นปฏิบัติสมควรแก่สมณะ. ถ้าว่ากุลบุตรออกบวช
จากตระกูลกษัตริย์ จากตระกูลพราหมณ์ จากตระกูลแพศย์ จากตระกูล
ศูทร หรือตระกูลไหนก็ตาม ครั้นบวชแล้ว เธอทำเจโตวิมุตติ คือความมีจิตพ้น
จากเรื่องมองด้วยกำลังฌาน และปัญญาวิมุติ คือความที่จิตพ้นจากเครื่อง
หมองด้วยกำลังปัญญา อันไม่มีอาสวะ คือกิเลสที่หมักหมม เพราะสิ้นอาสวะ
แล้วให้แจ้งประจักษ์ด้วยปัญญาที่รู้ยิ่งลำพังตนได้แล้ว เข้าถึงพร้อมอยู่ใน
อัตภาพนี้ เรากล่าวบรรพชิตนั้นว่า เป็นสมณะ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสพระสูตรนี้จบ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น
มีใจยินดีเพลิดเพลินรับภาษิตแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยประการฉะนี้.
จบจูฬอัสสปุรสูตรที่ ๑๐
จบมหายมกวรรคที่ ๔.

241