ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 102 (เล่ม 19)

ว่า รุ่น. บทว่า อกุกฺกุฏชาตํ ความว่า ปลีปลีหนึ่ง ประมาณองคุลี ย่อม
เกิดในภายในเวลาผลิดอก - อธิบายว่า เว้นปลีนั้นเสีย. บทว่า ริตฺโต
คือ ว่างเปล่า คือ เว้นจากแก่ภายใน ชื่อว่า เปล่าเพราะว่างเปล่า. บทว่า
อปรทฺโธ คือ พ่ายแพ้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศความที่สัจจกนิคันถ-
บุตรนั้นมีปากกล้า เมื่อจะทรงข่มจึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า ภาสิตา โข
ปน เต ดังนี้. ได้ยินว่า เมื่อก่อนสัจจกนิครนถ์นั้นเข้าไปหาครูทั้ง ๖ มีปูรณะ
เป็นต้น ย่อมถามปัญหา. พวกครูเหล่านั้น ไม่สามารถจะตอบได้. ครั้งนั้น
เขายกวิปการใหญ่ในท่ามกลางบริษัทของครูเหล่านั้นแล้วลุกขึ้นไปประกาศ
ความชนะ เข้าไปด้วยความสำคัญว่า เราจักเบียดเบียนแม้พระสัมมาสัมพุทธ-
เจ้าอย่างนั้น ประกาศว่า ยอดแผ่ไปด้วยการประหารครั้งเดียว ในต้นไม้ชื่อ
อะไร ที่ขาดใบ มีแต่หนาม สัจจกนิครนถบุตรนี้ จรดสาระคือสัพพัญญุต-
ญาณ บรรลุประเภทจะงอยคือพระญาณ จึงได้รู้ความที่พระสัพพัญญุต-
ญาณแข็ง เหมือนนกมีจะงอยอ่อนเคยเจาะไม้ที่ไม่มีแก่น เจาะไม้ตะเคียน
เข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงประกาศข้อนั้น ในท่ามกลางบริษัทของ
สัจจกนิครนถ์นั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ภาสิตา โข ปน เต ดังนี้. ในบท
ว่า นตถิ เอตรหิ นี้ไม่ควรกล่าวว่า ชื่อว่าเหงื่อในอุปาทินนกสังขารจะไม่
มี เขาจะกล่าวว่า ก็ในบัดนี้ ไม่มี. บทว่า สุวณฺณวณฺณํ กายํ วิวริ คือ พระผู้
มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงเปิดพระกายทั้งหมด. ธรรมดาพระพุทธเจ้าสรวมรัง
ดุม ทรงปิดพระกายทรงแสดงธรรมอยู่ในบริษัท. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค
เจ้า ทรงจับ (กด) จีวรที่ตรงหน้าหลุมคอให้หย่อนลงเพียง ๔ องคุลีแล้วเมื่อ
จีวรนั้น หย่อนลงแล้ว รัศมีมีสีดังทองเป็นกลุ่ม ๆ ซ่านออก เหมือนรสธารา
ทองแดงไหลออกจากหม้อทอง และเหมือนสายฟ้าแลบออกจากวลาหกสี
แดง กระทำจีวรมหาขันธ์เช่นกับกลองทองให้เป็นประทักษิณ แล่นไปในอา
กาศแล้ว. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงการทำอย่าง

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 103 (เล่ม 19)

นี้. ตอบว่า เพื่อบรรเทาความสงสัยของมหาชน. ก็มหาชนพึงสงสัยว่า
พระสมณโคดมตรัสว่า เหงื่อของเราไม่มี. เหงื่อของสัจจกนิคันถบุตรไหล
อยู่ตลอดเหมือนเหงื่อของคนขึ้นเครื่องยนต์ พระสมณโคดมประทับนั่งห่มผ้า
จีวรหนา ใครจะรู้ได้อย่างไร ว่าเหงื่อภายในจะมี หรือไม่มีดังนี้ จึงทรงกระ
ทำอย่างนั้นเพื่อบรรเทาความสงสัยของมหาชนนั้น. บทว่า มงฺกุภูโต คือ
หมดอำนาจ. บทว่า ปตฺตกฺขนฺโธ คือ คอตก. บทว่า อปฺปฏิภาโณ คือ ไม่พบ
สิ่งที่ยิ่งกว่า.บทว่า นิสีทิ คือนั่งเอานิ้วเท้าเขี่ยแผ่นดิน. บทว่า ทุมฺมุโข ความ
ว่า มีหน้าไม่น่าเกลียด จริงอยู่ บุตรลิจฉวีนั้น มีรูปสวย น่าเลื่อมใส ก็ชื่อของ
เขาอย่างนั้น. บทว่า อภพฺโพ ตํ โปกฺขรณึ ปุน โอตริตุํ ท่านแสดงว่า ปูชื่อ
ว่า เดินไม่ได้ เพราะก้ามหักหมด ไม่อาจลงสู่สระโบกขรณีนั้นได้ จึงเป็น
เหยื่อของกาและเหยี่ยวเป็นต้นในที่นั้นเอง. บทว่า วิสูกายิกานิ คือ ทิฏฐิอันเป็น
เสี้ยนหนาม. บทว่า วิเสวิตานิ คือ ประพฤติด้วยทิฎฐิ. บทว่า วิปฺผนฺทิตานิ
คือ ความดิ้นรนด้วยทิฏฐิ. บทว่า ยทิทํ ในบทว่า ยทิทํ วาทาธิปฺปาโย นี้
เป็นเพียงนิบาต. ท่านแสดงว่า เป็นการชี้แจงวาทะ ไม่ควรเข้าไปเฝ้าตาม
อัธยาศัยว่า เราจักโต้วาทะ แต่ควรเข้าไปเฝ้าเพื่อฟังธรรม. ถามว่า บท
ว่า ทุมฺมุขํ ลิจฺฉวิปุตฺตํ เอตทโวจ สัจจกนิคันถบุตรได้กล่าวแล้ว เพราะเหตุไร
ตอบว่า ได้ยินว่า ในเวลาบุตรลิจฉวีชื่อทุมมุขุนั้น นำเอาอุปมามาแม้ลิจฉวี
กุมารที่เหลือ คิดแล้วว่า นิครนถ์นี้ทำความดูหมิ่นพวกเราในสถานที่เรียนศิลปะ
ของพวกเรามานาน บัดนี้ ถึงเวลาที่จะเห็นหลังศัตรู แม้เรานำอุปมาข้อหนึ่ง
มาคนละข้อ จักกระทำสัจจกนิครนถ์นั้น ผู้ตกไปด้วยปรบฝ่ามือ ดุจโบย
ด้วยค้อน โดยประการที่สัจจกนิครนถ์จักไม่สามารถยกศีรษะขึ้นในท่าม
กลางบริษัทได้อีก. ลิจฉวีเหล่านั้นทำอุปมาทั้งหลายแล้ว นั่งคอยทุมมุขพูด
จบ. สัจจกนิครนถ์รู้ความประสงค์ของลิจฉวีเหล่านั้น จึงคิดว่า ลิจฉวีเหล่านี้
ทั้งหมด ชูคอยืนปากสั่น หากพวกลิจฉวีจักได้นำอุปมามาแต่ละอย่าง เราจัก

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 104 (เล่ม 19)

ไม่สามารถเงยหัวขึ้นในท่ามกลางบริษัทอีก เอาเถิดเรารุกรานทุมมุขะ
แล้ว ตัดวาระแห่งถ้อยคำโดยประการที่ผู้อื่นไม่มีโอกาส จักทูลถามปัญหากะ
พระสมณโคดม เพราะฉะนั้น จึงได้กล่าวคำนั้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า อาค
เมหิ แปลว่า หยุดก่อน อธิบายว่า อย่าถือเอาอีก. บทว่า ติฏฺฐเตสา โภ โคตม
ความว่า พระโคดมผู้เจริญ วาจานี้ของข้าพระองค์ และของสมณพราหมณ์
เป็นอันมากเหล่าอื่น จงยกไว้ก่อน. บทว่า วิลาปํ วิลปิตํ มญฺญา ความว่า
คำนี้นี้เป็นดุจพร่ำเพ้อ อธิบายว่า เป็นเพียงพูดพร่ำ. อีกอย่างหนึ่ง ควรนำบท
ว่า กถามากล่าวในบทนี้ว่า ติฏฐเตสา. ส่วนในบทว่า วาจาวิลาปํ วิลปิตํ
มญฺเญ นี้ มีอธิบายว่า การเปล่งวาจานี้เห็นจะเป็นเพียงพูดพร่ำ
บัดนี้ สัจจกนิครนถบุตร เมื่อทูลถามปัญหา จึงกล่าวคำเป็นต้น
ว่า กิตฺตาวตา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวสารชฺชปฺปตฺโต คือ บรรลุญาณ.
บทว่า อปรปฺปจฺจโย คือ ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อทรงตอบปัญหาแก่สัจจกนิคันถบุตรนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า อิธ อคฺคิ-
เวสฺสน ดังนี้. คำนั้น มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
ก็เพราะเสขภูมิ ทรงแสดงแล้วเพราะตรัสว่า ปสฺสติ ในบทนี้ ฉะ
นั้น เมื่อทูลเสขภูมิให้ยิ่งขึ้นไปจึงทูลถามปัญหาข้อที่สองแล้ว. พระผู้มีพระภาค
เจ้า ทรงตอบชี้แจงปัญหาแม้นั้นแก่เขา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
ทสฺสนานุตฺตริยํ ในบทเป็นต้นว่า ทสฺสนานุตฺตริยํ ได้แก่ ปัญญาที่
เป็นโลกิยะ และโลกุตตระ บทว่า ปฏิปทานุตฺตริยํ ได้แก่ ข้อปฎิบัติที่เป็น
โลกิยะ และโลกุตตระ. บทว่า วิมุตฺตานุตฺตริยํ คือ โลกุตตร-
วิมุตติ. อีกอย่างหนึ่งบทว่า ทสฺสนานุตฺตริยํ คือ สัมมาทิฏฐิ. อันเป็น
อรหัตตมรรค เพราะมุ่งถึงโลกุตตรธรรมล้วน. บทว่า ปฏิปทานุตฺตริยํ คือ
องค์มรรคที่เหลือ. บทว่า วิมุติตานุตฺตริยํ คือ วิมุตตฺเป็นมรรคผล. การเห็น

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 105 (เล่ม 19)

นิพพานของพระขีณาสพชื่อว่า ทัสสนานุตตริยะ. องค์มรรค ๘ เป็นปฏิปทา
นุตตริยะ. มรรคผล พึงทราบว่าเป็นวิมุตตานุตตริยะ. บทว่า พุทฺโธ โส
ภควา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ตรัสรู้แล้วซึ่งสัจจะ ๔
ด้วยพระองค์เอง. บทว่า โพเธตาย ความว่า ทรงแสดงธรรมแก่สัตว์แม้เหล่า
อื่น เพื่อให้ตรัสรู้สัจจะ ๔ บทว่า ทนฺโต ในบทเป็นต้นว่า ทนฺโต คือ หมด
พยศ. บทว่า ทมถาย คือ เพื่อต้องการหมดพยศ. บทว่า สนฺโต คือ ทรงสงบ
แล้ว ด้วยความเข้าไปสงบกิเลสทั้งปวง. บทว่า สมถาย คือ เพื่อความสงบ
กิเลส. บทว่า ติณฺโณ คือ ข้ามโอฆะ ๔ บทว่า ตรณาย คือ เพื่อข้ามโอฆะ
๔. บทว่า ปรินิพฺพฺโต ความว่า ทรงดับสนิทแล้วด้วยความดับสนิทแห่ง
กิเลส บทว่า ปรินิพฺพานาย ความว่า ทรงแสดงธรรมเพื่อความดับสนิทแห่ง
กิเลส. บทว่า ธํสี คือ เป็นคนกำจัดคุณ. บทว่า ปคพฺภา คือ ประกอบด้วยความ
คะนองวาจา. บทว่า อาสาเทตพฺพํ คือ พึงเสียดสี. บทว่า อาสชฺชคือ กระ
ทบ. บทว่า น เตฺวว ภวนฺตํ โคตมํ ท่านแสดงว่า หมดกำลังเพื่อจะถือเอาวาทะ
ของตนไปกระทบต่อใครๆ ทั้งสิ้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรงทำอัน
ตรายชีวิตใครๆ เหมือนช้างเป็นต้น ก็หามิได้. แต่นิครนถ์นี้ นำอุปมาสามข้อ
เหล่านี้มาแล้ว เพื่อจะยกพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็หามิได้เลย นำมาเพื่อยกตน
เท่านั้น เหมือนอย่างว่า พระราชาทรงปราบปรามข้าศึกบางพวก ลงได้
แล้ว เมื่อจะทรงชมเชยข้าศึกว่า คนกล้าอย่างนี้ จักเป็นคนถึงพร้อมด้วยกำลัง
อย่างนี้. ก็ชมเชยตนอยู่นั้นเองฉันใด สัจจกนิคันถบุตรแม้นี้ก็ฉันนั้น เมื่อจะ
ยกวาทะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำเป็นต้นว่า สิยา หิ โข โภ โคตม ทตฺถิป
ภินฺนํ ย่อมยกตนเท่านั้นว่า - เราเป็นคนกล้า เราเป็นบัณฑิต เราเป็นพหูสูต
เป็นผู้ต้องการโต้วาทะเข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนช้างซับ
มัน เหมือนกองไฟลุกโพลงและเหมือนอสรพิษแผ่พังพานดังนี้.

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 106 (เล่ม 19)

ครั้นยกตนอย่างนี้แล้ว เมื่อจะนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกราบทูล
คำเป็นต้นว่า อธิวาเสตุ เม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธวาเสตุ คือขอพระ
องค์จงทรงรับเถิด. บทว่า สฺวาตนาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่บุญ และ
ปีติปราโมทย์ ซึ่งจักมีในวันพรุ่งนี้แก่ข้าพระองค์ผู้กระทำอยู่ซึ่งสักการะในพระ
องค์. บทว่า อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน มีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาค
เจ้า ไม่ทรงให้อวัยวะส่วนพระกายและพระวาจาให้หวั่นไหว ทรงยับยั้งอยู่ไว้
เฉพาะภายใน ทรงรับแล้วด้วยดุษณีภาพ. คือทรงรับด้วยพระทัยเพื่อทำ
การอนุเคราะห์แก่สัจจกนิคันถบุตรแล ดังนี้.
บทว่า ยมสฺส ปฏิรูปํ มญฺเญยฺยาถ ความว่า ได้ยินว่า เจ้าลิจฉวีเหล่า
นั้นนำถาดสำรับ ๕๐๐ ไปให้แก่สัจจกนิคันถบุตรนั้นเป็นนิตยภัตร สัจจก-
นิคันถบุตรหมายเอาภัตรนั้นแล จึงกล่าวว่า วันพรุ่งนี้ พวกท่านควรสำคัญ
ว่า สิ่งที่สมควรจึงเป็นของควรถวายแต่พระสมณโคดม ควรนำของที่สมควร
นั้นมา พวกท่านเป็นคนปรนนิบัติ ย่อมเข้าใจถึงสิ่งที่ควร ไม่ควร เหมาะไม่
เหมาะสำหรับสมณโคดม. บทว่า ภตฺตาภิหารํ อภิหรึสุ ความว่า นำภัตร
ที่ควรนำไป. บทว่า ปณีเตน คือสูงสุด. บทว่า สหตฺถา คือ ด้วยมือของตน.
บทว่า สนฺตปฺเปตฺวา ความว่า อิ่มดี คือ อังคาสให้อิ่มหนำสำราญบริบูรณ์
ตามความต้องการ. บทว่า สมฺปวาเรตุวา คือ ปวารณาดี คือ ห้ามด้วย
หัตถสัญญาว่า พอ พอ ดังนี้. บทว่า ภุตฺตาวิ คือ เสวย. บทว่า โอนีตปตฺตปาณึ
คือชักพระหัตถ์ออกจากบาตร อธิบายว่า คือนำพระหัตถ์ออกแล้ว.บาลี
ว่า โอนิตฺตปตฺตปาณึ ดังนี้ก็มี. บทนั้นมีความว่า ชื่อว่า โอนิตฺตปตฺตปาณึ
เพราะอรรถว่า มีบาตรต่างนำออกแล้วจากพระหัตถ์ อธิบายว่า พระผู้มีพระ
ภาคเจ้านั้นผู้มีบาตรอันนำออกแล้วจากพระหัตถ์ คือทรงชำระพระหัตถ์และ
บาตรทรงเก็บบาตรไว้ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วประทับนั่ง. บทว่า เอก-

106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 107 (เล่ม 19)

มนตํ นิสีทิ ความว่า สัจจกนิครนถ์ รู้แล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวย
อย่างนี้ จึงนั่งในโอกาสแห่งหนึ่ง บทว่า ปุญฺญญฺจ คือ บุญในทานนี้ อธิบาย
ว่า เป็นวิบากขันธ์ต่อไป. บทว่า ปญฺญมหี ความว่า เป็นบริวารเฉพาะวิบาก
ขันธ์. บทว่า ตํ ทายกานํ สุขาย โหตุ ความว่าบุญนั้น จงมีเพื่อประโยชน์สุข
แก่ลิจฉวีเหล่านี้.
ได้ยินว่า นิครนถ์นั้น เมื่อจะมอบทานนี้แก่เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น จึงกล่าว
อย่างนี้ว่า เราเป็นบรรพชิต ไม่ควรให้ทานของตน ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค
เจ้า เพราะบุญเจ้าลิจฉวีให้แก่สัจจกนิครนถ์ ไม่ให้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ส่วนสัจจกนิครนถ์ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนั้น เมื่อทรงแสดงเนื้อ
ความนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ยํ โข อคฺคิเวสฺสน ดังนี้. พระผู้มีพระภาค
เจ้าทรงมอบทักษิณาที่เขาถวายแก่ตนแก่นิครนถ์เพื่อรักษาน้ำใจ ทักษิณา
นั้น ก็จักเป็นวาสนาในอนาคตด้วยประการฉะนี้แล.
จบอรรถกถาจูฬสัจจกสูตร ที่ ๕.

107
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 108 (เล่ม 19)

๖.มหาสัจจกสูตร
สัจจกนิคันถบุตรทูลถามปัญหา
[๔๐๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา
(เรือนยอดกว้างใหญ่) ที่ป่ามหาวัน ใกล้กรุงเวสาลี. ก็แล สมัยนั้น ตอนเช้าพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งสบง ทรงบาตรและจีวร มีพระพุทธประสงค์จะเสด็จ
เข้าไปทรงบาตร ณ กรุงเวสาลี. ครั้งนั้นแล สัจจกนิคันถบุตร เมื่อเดินเที่ยว
ไปมาอยู่  ได้เข้าไปยังป่ามหาวัน ถึงกูฏาคารศาลา. พระอานนท์ได้เห็นสัจจก
นิคันถบุตรกำลังมาแต่ไกลก่อน ครั้นเห็นแล้ว จึงได้ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัจจกนิคันถบุตรผู้นี้เป็นคนพอใจนั่งสนทนา
ด้วยลัทธินั้นๆ กล่าวยกตนว่าเป็นคนเจ้าปัญญา มหาชนสมมติว่า เป็นคน
มีความรู้ดี มาอยู่ ณ บัดนี้. พระองค์ผู้เจริญ สัจจกนิคันถบุตรผู้นี้แล ใคร่จะ
ติเตียนพระพุทธเจ้า, พระธรรม, พระสงฆ์, พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระ
ภาคเจ้า โปรดประทับนั่งสักครู่ เพื่อทรงอนุเคราะห์ จะเป็นการดี พระผู้
มีพระภาคเจ้า ประทับนั่ง ณ พุทธอาสน์ที่ปูไว้. ครั้งนั้นแล สัจจกนิคันถ
บุตร ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า, ครั้นเข้าไปถึงแล้วได้บันเทิง,
ปราศรัยแต่ล้วนถ้อยคำที่น่าบันเทิง น่าระลึกกับด้วยพระผู้มีพระภาค
เจ้า นั่ง ณ ที่อันสมควรส่วนข้างหนึ่ง
[๔๐๖] ครั้นสัจจกนิคันถบุตรนั่ง ณ ที่อันสมควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้กล่าวคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า มีอยู่พระโคดมสมณพราหมณ์พวก
หนึ่งประกอบเพียรแต่กายภาวนาอยู่, แต่ไม่ประกอบจิตตภาวนา พระ
โคดม สมณะและพราหมณ์เหล่านั้น ก็ย่อมถูกต้องทุกขเวทนาอันเกิดในสรีระ.

108
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 109 (เล่ม 19)

พระโคดม เรื่องนี้เคยมีแล้ว เมื่อบุคคลที่ทุกขเวทนาเกิดในสรีระ. ถูกต้อง
แล้ว ชื่อว่าการเมื่อยขาบ้างก็จักมี, ชื่อว่าหัวใจบ้าง จักแตกไป, โลหิตที่ร้อน
บ้าง จักออกจากปาก, จักถึงกะเป็นบ้าเสียจิตไปบ้าง, พระโคดม จิตนี้ย่อม
เนื่องด้วยกาย, เป็นไปด้วยอำนาจของกาย ของบุคคลนั้นแล. ข้อนั้น เพราะ
อะไร เพราะยังไม่ได้อบรม. มีอยู่ พระโคดม ส่วนว่า สมณะและพราหมณ์
พวกหนึ่ง ประกอบความเพียรทางจิตตภาวนาอยู่ แต่ไม่ประกอบกายภาวนา.
พระโคดม สมณะและพราหมณ์เหล่านั้น ก็ย่อมถูกต้องทุกขเวทนาทาง
จิตและเจตสิก. พระโคดม เรื่องนี้เคยมีแล้ว เมื่อบุคคล ที่ทุกขเวทนาเป็นไปใน
จิตถูกต้องแล้ว ชื่อว่า การเมื่อยขา จักมี, ชื่อว่าหัวใจบ้าง จักแตกไป,
โลหิตที่ร้อนบ้าง จักออกจากปาก, จักถึงกะเป็นบ้าเสียจิตไปบ้าง, พระ
โคดม กายนี้เนื่องด้วยจิต เป็นไปด้วยอำนาจของจิตของบุคคลนั้นแล. ข้อ
นั้น เพราะเหตุอะไร เพราะกายยังไม่ได้อบรม. พระโคดม ความสำคัญ
ของข้าพเจ้านั้น มีอยู่อย่างนี้ว่า "เหล่าสาวกของพระโคดม คงจะประกอบ
เพียรแต่จิตตภาวนาอยู่ ไม่ประกอบกายภาวนา อย่างแน่นอน"
[๔๐๗] พ. ก็กายภาวนา ท่านได้ฟังมาแล้วว่ากะไร
ส. พระโคดม ก็ท่านผู้มีชื่อเหล่านี้ คือชื่อนันทะเป็นวัจฉโคตร ชื่อกีสะ
เป็นสังกิจจโคตร ชื่อมักขลิเกิดในโรงโค ๑, ล้วนถือเพศเปลือย ไร้มารยาท
เลียมือ, ไม่รับภัตตาหาร ที่บุคคลร้องว่ามานี่เจ้าข้า...หยุดก่อนเจ้าข้า,
ไม่รับภัตตาหาร ที่บุคคลตรงเข้ามาให้...ที่บุคคลเจาะจงให้..ที่บุคคลนิมนต์,
ท่านเหล่านั้น ไม่รับภัตตาหารแต่ปากหม้อ...แต่ก้นกะทะ...ที่ยืนคร่อม
ประตูให้...ที่ยืนคร่อมท่อนไม้ให้...ที่ยืนคร่อมสากให้...เมื่อชนทั้งสองกำลัง
บริโภคอยู่...ของหญิงมีครรภ์...ของแม่ลูกอ่อนกำลังให้ลูกดื่มน้ำนมอยู่...ของ
หญิงไปสู่ชายชู้แล้ว, ไม่รับภัตตาหารทั้งหลายที่เรี่ยไร ไม่รับภัตตาหารในที่

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 110 (เล่ม 19)

สุนัข มีสุนัขปรากฏ...ในที่แมลงวันตอมเป็นหมู่ ไม่รับปลา...เนื้อ, ไม่ดื่ม
สุรา...เมรัย...น้ำเจือด้วยแกลบ (น้ำอุ) คือ ท่านเหล่านั้น รับเรือนเดียว บริโภคคำ
เดียวบ้าง, รับสองเรือน บริโภคสองคำบ้าง ฯลฯ รับเจ็ดเรือน บริโภคเจ็ดคำ
บ้าง. ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยถาดใบเดียวบ้าง, ด้วยถาดสองใบบ้าง, ฯลฯ
...เจ็ดใบบ้าง, นำอาหารมาวัน ๑ บ้าง, ...๒ วันบ้าง ฯลฯ ๗ วันบ้าง,
ท่านประกอบความเพียรด้วยการบริโภคตามวาระ สิ้นกาลประมาณกึ่งเดือน
บ้าง อยู่ด้วยประการดังนี้.
พ. อัคคิเวสสนะ ก็ท่านเหล่านั้น ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยการบริโภค
ภัตตาหาร เพียงเท่านั้นหรือ
ส. ข้อนี้ หามิได้เลย, พระโคดม บางคราว ท่านก็ขบฉันของควรขบ
ฉันที่ประณีตๆ ฉันโภชนะที่ประณีต ๆ ลิ้มของลิ้มที่ประณีต ๆ ดื่มน้ำควรดื่ม
ที่ประณีตๆ ท่านเหล่านั้น ชื่อว่ายังกายนี้ให้ถือเอากำลัง ชื่อว่า ให้เติบโต
ให้เกิดไขมัน.
พ. อัคคิเวสสนะ ท่านเหล่านั้น ละการทำสิ่งที่ยากมีในก่อนเสีย
แล้ว ทำให้อิ่มหนำสำราญในภายหลัง ความเจริญแลความเสื่อมย่อมมีแก่กาย
นี้อย่างนี้.
ว่าด้วยกายภาวนา และจิตตภาวนา
[๔๐๘] อัคคิเวสสนะ ก็จิตตภาวนา ท่านได้ฟังมาแล้วว่ากระไรเล่า
สัจจกนิคันถบุตร อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถามในจิตตภาวนาแล้ว
ไม่สามารถจะกราบทูลได้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพุทธพจน์
นี้ กะสัจจกนิคันถบุตรว่า "อัคคิเวสสนะ ถึงกายภาวนาใด มีอยู่แต่ก่อน
ที่ท่านได้เจริญแล้ว แม้กายภาวนานั้น ไม่เป็นธรรม ในอริยวินัย อัคคิเวส

110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 111 (เล่ม 19)

สนะ แม้แต่กายภาวนา ท่านยังไม่รู้เสียแล้ว, ไหนท่านจะรู้ไปถึงจิตตภาวนาได้
เล่า. อัคคิเวสสนะ ก็แต่ว่า อย่างไรจะไม่ใช่เป็นผู้มีกายอันเจริญแล้วก็ดี
จะไม่ใช่เป็นผู้มีจิตอันเจริญแล้วก็ดี, จะเป็นผู้มีกายอันเจริญแล้วก็ดี จะเป็นผู้มี
จิตอันเจริญแล้วก็ดี, ท่านจงฟังอย่างนั้น ทำไว้ในใจ ให้สำเร็จประโยชน์,
เราจักกล่าวให้ฟัง, สัจจกนิคันถบุตร ยอมรับต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
อย่างนั้นแลพระองค์.
[๔๐๙] พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพุทธพจน์นี้ว่า อัคคิเวสสนะอย่าง
ไร จะเป็นผู้ชื่อว่าไม่ใช่ผู้มีกายอันเจริญแล้วด้วย จะไม่ใช่เป็นผู้ชื่อว่าผู้มีจิตอัน
เจริญแล้วด้วย อัคคิเวสสนะ เมื่อปุถุชน ณ โลกนี้ ไม่ใช่เป็นผู้สดับแล้ว
สุขเวทนา เกิดขึ้น, เขาเป็นผู้ถูกสุขเวทนาถูกต้อง ย่อมเป็นผู้มีความกำหนัด
ต่อสุขเวทนา แลถึงความเป็นผู้มีความกำหนัดต่อสุขเวทนาด้วย, สุขเวทนานั้น
ของเขาดับไป, เพราะสุขเวทนาดับไป, ทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น, เขาเป็นผู้ถูก
ทุกขเวทนาถูกต้อง ย่อมเศร้าใจ ลำบาก ร่ำไร คร่ำครวญทุบอก ถึงความ
หลงใหลไป, สุขเวทนานั้น แม้เกิดขึ้นแล้วแก่เขา ก็ครอบงำ จิตตั้งอยู่ เพราะ
ความที่ภายเป็นของที่ตนไม่ได้เจริญไว้, ทุกขเวทนาแม้เกิดขึ้นแล้ว ก็ครอบงำ
จิต ตั้งอยู่ เพราะความที่จิตเป็นของที่ตนไม่ได้เจริญไว้. อัคคิเวสสนะ สุขเวทนา
แม้เกิดขึ้นแล้ว ก็ครอบงำจิต ตั้งอยู่ เพราะความที่กายเป็นของที่ตนไม่ได้
เจริญไว้, ทุกขเวทนาแม้เกิดขึ้นแล้ว ก็ครอบงำจิต ตั้งอยู่ เพราะความที่จิต
เป็นของที่ตนไม่ได้เจริญไว้. อัคคิเวสสนะ อย่างนี้แลเป็นผู้ชื่อว่า ไม่ใช่เป็นผู้มี
กายอันเจริญแล้วด้วย ไม่ใช่เป็นผู้มีจิตอันเจริญแล้วด้วย.
อัคคิเวสสนะ ก็อย่างไรเล่า ชื่อว่าเป็นผู้มีกายอันเจริญแล้วด้วย ชื่อว่า
เป็นผู้มีจิตอันเจริญแล้วด้วย อัคคิเวสสนะ เมื่ออริยสาวก ผู้ได้สดับแล้ว
ในธรรมวินัยนี้ สุขเวทนาเกิดขึ้น, เธอถูกสุขเวทนาถูกต้อง มิได้เป็นผู้มีความ
กำหนัดสุขเวทนา มิได้ถึงความเป็นผู้มีความกำหนัดสุขเวทนา สุขเวทนาของ

111