ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 62 (เล่ม 19)

ภัย ทางนี้ไม่เรียบ น่าสงสัย มีภัยจำเพาะหน้า. เขาเว้นทางอันปลอดภัย
เรียบ ต้อนฝูงโคให้เดินไปอีกทางหนึ่ง โคได้กลิ่นราชสีห์และเสือเป็นต้น
หรืออันตรายแต่โจรครอบงำ เปรียบด้วยเนื้อตื่น ยืนชูคอ จะเคี้ยวกิน
หญ้า ดื่มน้ำไม่ได้ตามความปรารถนา น้ำนมของแม่โคในที่นั้น ก็ขาด
ไป ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล. บทว่า น โคจรกุสโล โหติ ความว่า ก็นายโค
บาลพึงฉลาดในสถานที่โคเที่ยวหากิน พึงรู้คราวละ ๕ วัน หรือคราวละ
๗ วัน ให้ฝูงโคเที่ยวหากินในทิศหนึ่งแล้ว วันรุ่งขึ้น ไม่พึงให้เที่ยวไปที่
นั้น. ก็สถานที่ฝูงโคใหญ่เคยเที่ยวไป หญ้าหมดเรียบเหมือนหน้ากลอง แม้น้ำ
ก็ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น ในวันที่ ๕ หรือที่ ๗ จึงควรต้อนให้ไปเที่ยวหากินในที่
นั้นอีก เพราะว่า แม้หญ้า ก็กลับงอกงาม แม้น้ำก็ใส ด้วยเหตุประมาณเท่า
นี้ ส่วนนายโคบาลนี้ไม่รู้จักคราวละ ๕ วัน หรือคราวละ ๗ วัน ย่อมรักษา
สถานที่ตนรักษาแล้วนั่นและทุกๆ วัน เมื่อเป็นเช่นนั้นฝูงโคของเขา
ไม่ได้เคี้ยวกินหญ้าอันเขียวสด เมื่อเคี้ยวกินหญ้าแห้ง ดื่มน้ำเจือเปือกตม
อยู่ น้ำนมของแม่โคในที่นั้นก็ขาดไป ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.
บทว่า อนวเสสโทหี โหติ ความว่า เนื้อและเลือดของลูกโค จะตั้งอยู่
ได้เพียงใด นายโคบาลผู้ฉลาด พึงรีดน้ำนมให้เหลือไว้ ๑-๒ เต้า เพียง
นั้น นายโคบาลนี้ รีดน้ำนมมิได้เหลืออะไร. สำหรับลูกโคเลย ลูกโคที่ยังดูดน้ำ
นมย่อมอิดโรย ด้วยความกระหายน้ำนม เมื่อไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้
สั่นล้มลงตายต่อหน้าแม่ แม่เห็นลูกน้อยแล้วคิดว่า ลูกน้อยของเรา ไม่ได้แม้
เพื่อจะดื่มน้ำนมของแม่ตน ไม่สามารถเพื่อจะเคี้ยวกินหญ้า ดื่มน้ำ ตามความ
ต้องการได้ เพราะความโศกถึงลูก น้ำนมที่เต้าน้ำก็ขาดไป ฝูงโคของเขาย่อม
เสื่อมบ้าง เขาย่อมห่างไกลจากปัญจโครสบ้าง ด้วยประการอย่างนี้ ชื่อ
ว่า พ่อโค เพราะอรรถว่าทำหน้าที่เป็นพ่อของโคทั้งหลาย. ชื่อว่าหัวหน้า

62
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 63 (เล่ม 19)

โค เพราะอรรถว่า นำฝูงโคคือพาไปได้ตามชอบใจ. บทว่า น อติเรกปูชาย
ความว่า จริงอยู่ นายโคบาล ผู้ฉลาด ปรนปรือโคใหญ่เห็นปานนี้ ด้วยการ
ปรนปรือเป็นพิเศษ คือย่อมให้อาหารอันประณีต ตกแต่งด้วยของหอมและ
การเจิม ๕ แห่ง ประดับดอกไม้ สวมปลอกทองคำและเงินที่เขา ตามดวงไฟ
ให้สว่างตลอดคืน ให้นอนภายใต้เพดานผ้า ส่วนนายโคบาลนี้ ย่อมไม่ทำการ
เอื้อเฟื้ออย่างเดียว จากการให้อาหารอันประณีตเป็นต้นนั้น โคใหญ่เมื่อไม่
ได้ปรนปรือ เป็นพิเศษก็ไม่รักษาฝูงโค ไม่ป้องกันอันตราย ฝูงโคของเขาย่อม
เสื่อมไป เขาย่อมห่างไกลจากปัญจโครส ด้วยประการอย่างนี้.
บทว่า อิธ คือ ในศาสนานี้. บทว่า น รูปญฺญู โหติ ความว่า ย่อมไม่รู้
จักรูปที่กล่าวแล้วอย่างนี้ว่า มหาภูตรูป ๔ โดยอาการ ๒ คือ โดยการ
นับ หรือโดยสมุฏฐาน. ชื่อว่าไม่รู้จักโดยการนับ คือไม่รู้ว่า ส่วนแห่งรูป
๒๕ มาแล้ว ในบาลีอย่างนี้ว่า อายตนะคือตา หู จมูก ลิ้น และกาย อายตนะ
คือรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์
กายวิญญัติ วจีวิญญัติ อากาสธาตุ อาโปธาตุ ความเบาแห่งรูป ความอ่อน
แห่งรูป ความควรแก่การงาน ความก่อขึ้น ความสืบต่อ ความแก่ ความที่รูป
เป็นของไม่เที่ยง อาหารคือคำข้าว. ภิกษุนี้ เปรียบเหมือนนายโคบาล
นั้น ไม่รู้จักรูปแห่งโคทั้งหลายโดยการนับฉะนั้น เธอเมื่อไม่รู้จักรูปโดยการ
นั้นก็ไม่สามารถเพื่อจะกำหนดรูป ยึดถือรูป กำหนดปัจจัย ยกขึ้นสู่สามัญ
ลักษณะ กำหนดรูป ยึดถือรูป กำหนดปัจจัย ยกขึ้นสู่สามัญลักษณะ
แล้ว กำหนดอรูป กำหนดจับอรูป กำหนดปัจจัย ยกขึ้นสู่ลักษณะ ให้
กัมมัฏฐานถึงที่สุดได้ ภิกษุนั้น ย่อมไม่เจริญด้วยศีล สมาธิ วิปัสสนา
มรรค ผล และนิพพานในศาสนานี้ เหมือนฝูงโคของนายโคบาลนั้น
ย่อมไม่เจริญฉะนั้น. เหมือนอย่างว่า นายโคบาลนั้นย่อมห่างไกลจากปัญจ

63
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 64 (เล่ม 19)

โครส ฉันใด ภิกษุนั้นก็ห่างไกลจากธรรมขันธ์ ๕ คือ ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์
ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ อันเป็นของพระอเสขะฉัน
นั้น ชื่อว่า ไม่รู้จักโดยสมุฏฐาน คือไม่รู้ว่า รูปประมาณเท่านี้ มีสมุฏฐาน
เดียว ประมาณเท่านี้ มีสองสมุฏฐาน ประมาณเท่านี้ มีสามสมุฏฐาน ประ
มาณเท่านี้ มีสี่สมุฏฐาน ประมาณเท่านี้ ย่อมไม่ตั้งขึ้น แต่สมุฏฐานไหน
เลย ดังนี้. ภิกษุนี้เปรียบเหมือนนายโคบาลนั้นไม่รู้จักรูปแห่งใดทั้งหลายโดย
สีฉะนั้น เธอไม่รู้จัดรูป โดยสมุฏฐาน ยึดถือรูป กำหนดรูป แล้ว ฯลฯ
ย่อมห่างไกล.
บทว่า น ลกฺขณกุสโล โหติ ความว่า ย่อมไม่รู้จักว่า กุศลกรรม
อกุศลกรรมเป็นลักษณะพาล และบัณฑิตที่กล่าวแล้วอย่างนี้ว่า คนพาลมี
กรรมเป็นลักษณะ คนเป็นบัณฑิตมีกรรมเป็นลักษณะ เขาเมื่อไม่รู้จักอย่าง
นี้ ไม่เว้นคนพาล ไม่คบหาบัณฑิต เมื่อไม่เว้นคนพาล ไม่คบหาบัณฑิต
ไม่รู้จักสิ่งที่ควรไม่ควร เป็นกุศล อกุศล สิ่งที่มีโทษไม่มีโทษโทษหนักโทษเบา
แก้ไขได้ แก้ไขไม่ได้ เหตุมิใช่เหตุ เมื่อไม่รู้สิ่งนั้น ย่อมไม่สามารถเพื่อจะถือ
เอากัมมัฏฐานไปเจริญได้ ภิกษุนั้นย่อมไม่เจริญด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ตาม
ที่กล่าวแล้วในศาสนานี้ เหมือนฝูงโค ของนายโคบาลนั้นไม่เจริญ คือเป็นผู้
ห่างไกลจากธรรมขันธ์ เหมือนนายโคบาลห่างไกลจากปัญจโครสฉะนั้น.
บทว่า น อาสาฏิกํ สาเฏตา โหติ ความว่า ย่อมไม่บรรเทากามวิตกเป็น
ต้น ที่กล่าวแล้วอย่างนี้ว่า กามวิตกเกิดขึ้นแล้วดังนี้ ไม่คอยเขี่ยไข่ขางเป็น
อกุศลวิตกนี้ เมื่อเที่ยวประพฤติอยู่ในอำนาจของวิตก ย่อมไม่สามารถเพื่อจะ
ถือเอากัมมัฏฐานไปเจริญได้ ภิกษุนั้นย่อมห่างไกลเหมือนของนายโค
บาล ฯลฯ บทว่า น วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ ความว่า เมื่อถือนิมิต ในอารมณ์
ทุกอย่างโดยนัยเป็นต้นว่า เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ถือโดยนิมิตดังนี้ ย่อมไม่ยัง

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 65 (เล่ม 19)

ความสำรวมให้ถึงพร้อมเหมือนนายโคบาลนั้นไม่ปิดแผลฉะนั้นเมื่อเปิด
ทวารเที่ยวไป ย่อมไม่สามารถเพื่อถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้ ฯลฯ เขา
ย่อมห่างไกล.
บทว่า น ธูมํ กตฺตา โหติ ความว่า ภิกษุไม่สุมควันคือธรรมเทศนา
เหมือนนายโคบาลนั้นไม่สุมควันฉะนั้น คือไม่ทำธรรมกถา หรือสรภัญญะ
อุปนิสินนกถา หรืออนุโมทนา แต่นั้น พวกมนุษย์ไม่รู้จักคุณนั้นว่า ภิกษุผู้
เป็นพหูสูต มีคุณดังนี้ มนุษย์เหล่านั้น เมื่อไม่รู้จักคุณและโทษ ย่อมไม่กระ
ทำการสงเคราะห์ด้วยปัจจัย ๔ เธอเมื่อลำบากด้วยปัจจัย ก็ไม่สามารถเพื่อ
จะทำการสาธยายพระพุทธพจน์ บำเพ็ญวัตรปฏิบัติ ถือกัมมัฏฐานไปเจริญ
ได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล. บทว่า น ติตฺถํ ชานาติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่เข้า
ไปหาภิกษุผู้เป็นพหูสูต ผู้เป็นดุจท่า เมื่อเข้าไปหา ไม่ไต่ถาม ถือเอา สอบถาม
ให้รู้อย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พยัญชนะนี้ พึงปลูกฝังอย่างไร เนื้อความ
แห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร บาลีในที่แห่งบาลีนี้ กล่าวไว้อย่างไร เนื้อความในที่
นี้ แสดงไว้อย่างไร ภิกษุผู้เป็นพหูสูตเหล่านั้นอันเธอไม่ไต่ถามแล้วอย่าง
นี้ ย่อมไม่เปิดเผยข้อความที่ยังลี้ลับ ไม่จำแนกออกแสดง ไม่ทำข้อความที่ลึก
ให้ตื้น ไม่ทำข้อความที่ไม่ปรากฏให้ปรากฏแก่เธอ. บทว่า อเนกวิหิ
เตสุ จ กงฺขาฏฺฐานีเยสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ ย่อมไม่บรรเทาแม้ความสงสัยอย่าง
หนึ่ง ในความสงสัยหลายอย่าง มีอธิบายว่า ก็ความสงสัย ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้ง
แห่งความสงสัย ย่อมไม่นำแม้ความสงสัย อย่างหนึ่งในธรรมนั้นออกไป
ได้. เธอไม่เข้าไปหาท่าคือภิกษุผู้เป็นพหูสูตอย่างนี้ จึงเต็มด้วยความสง
สัย ไม่สามาร เพื่อจะถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้ เหมือนอย่างว่า นายโค
บาล ย่อมไม่รู้จักท่าฉันใด ภิกษุนี้ไม่รู้จักท่าคือธรรมฉันนั้น เมื่อไม่รู้ได้ถาม
ปัญหาในมิใช่วิสัย เข้าไปหาพระนักอภิธรรม ได้ถามสิ่งที่ควรไม่ควร เข้า

65
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 66 (เล่ม 19)

ไปหาพระวินัยธร ได้ถามการกำหนดรูปและอรูป ท่านเหล่านั้น ถูกเธอถาม
ในธรรมที่มิใช่วิสัย ย่อมไม่สามารถเพื่อจะตอบได้ เธอจึงเต็มไปด้วยความสง
สัย ด้วยตนเอง จึงไม่สามารถเพื่อจะถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้ ฯลฯ เขา
ย่อมห่างไกล.
บทว่า ปิตํ น ชานาติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้ คือไม่ได้ความปรา
โมทย์ประกอบด้วยธรรม เหมือนนายโคบาลนั้น ย่อมไม่รู้จักให้โคดื่มและไม่
ดื่มฉะนั้น เธออาศัยบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยการฟัง ย่อมไม่ประสบอานิสงส์
ไปยังโรงฟังธรรมแล้ว ย่อมไม่ฟังโดยความเคารพ นั่งหลับย่อมพูดคุยเป็นผู้มี
ใจส่งไปอื่น เธอเมื่อไม่ฟังธรรมโดยความเคารพ ย่อมไม่สามารถเพื่อจะถือ
กัมมัฏฐานไปเจริญได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล. บทว่า น วีถึ ชานาติ ความ
ว่า ภิกษุย่อมไม่รู้ชัดอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามเป็นจริงว่า ทางนี้เป็นโลกิยะ
ทางนี้เป็นโลกุตตระ ดังนี้ เหมือนนายโคบาลนั้น ไม่รู้อยู่ซึ่งทางและมิใช่ทาง
ฉะนั้น เมื่อเธอไม่รู้ตั้งมั่นแล้วในทางที่เป็นโลกิยะ ย่อมไม่สามารถเพื่อจะยัง
โลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้นได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล บทว่า น โคจรกุสโล
โหติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้ชัดสติปัฏฐาน ๔ ตามเป็นจริงว่า ธรรมเหล่านี้
เป็นโลกุตตระ เหมือนนายโคบาลนั้นไม่รู้อยู่ซึ่งคราวละ ๕ วัน และ ๗ วัน
ฉะนั้น เมื่อเธอไม่รู้ปลูกฝังญาณของตนไว้ในธรรมอันที่สุขุม ตั้งมั่นในสติ
ปัฏฐานเป็นโลกิยะ ย่อมไม่สามารถเพื่อจะยังโลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้นได้ ฯลฯ
เขาย่อมห่างไกล. บทว่า อนวเสสโทหี ความว่า ภิกษุ เมื่อไม่รู้จักประมาณ
ในการรับ ย่อมรีดเสียหมดมิได้เหลือไว้ส่วนในนิทเทสวาร พวกคฤหบดีผู้มี
ศรัทธามาปวารณาแก่ภิกษุนั้นว่า อภิหฏฺฐุํ ปวาเรนิตา ในที่ปวารณานี้ ปวารณา
มี ๒ คือ ปวารณาด้วยวาจา ๑ ปวารณาด้วยปัจจัย. พวกมนุษย์ไปยังสำ
นักของภิกษุแล้ว ปวารณาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านพึงบอกสิ่งที่ต้องการดัง
นี้ ชื่อว่าปวารณาด้วยวาจา. พวกมนุษย์ถือผ้า หรือ เภสัชมีน้ำนมและน้ำอ้อย

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 67 (เล่ม 19)

เป็นต้น ไปสำนักของภิกษุ กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงรับตาม
ความต้องการเถิด ดังนี้ ชื่อว่า ปวารณาด้วยปัจจัย. บทว่า ตตฺร ภิกฺขุ
มตฺตํ น ชานาติ มีอธิบายว่า ภิกษุ ไม่รู้จักประมาณในปัจจัยเหล่านั้น ไม่รับ
แต่พอประมาณโดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในรถวินีตสูตรว่า พึงรู้ความสามารถ
ของทายก ความสามารถของไทยธรรม พึงรู้กำลังของตน รับสิ่งที่เขานำ
มาถวายทั้งหมด. มนุษย์ เดือดร้อนจะไม่มาปวารณาอีก. เธอเมื่อลำบากด้วย
ปัจจัย ย่อมไม่สามารถจะถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้ ฯลฯ เขาย่อมห่าง
ไกล. บทว่า เต น อติเรกปูชาย ปูชิตา โหติ ความว่า ภิกษุ ไม่บูชาพระภิกษุ
เหล่านั้นผู้เป็นพระเถระด้วยบูชาเป็นอดิเรก มีเมตตากายกรรมเป็นต้น
นี้ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ เหมือนนายโคบาลไม่ปรนปรือโคใหญ่ด้วยการ
ปรนปรือเป็นพิเศษอยู่ฉะนั้น เพราะฉะนั้น พระเถระคิดว่า ภิกษุทั้งหลายไม่
ทำความเคารพและความยำเกรงในพวกเราเหล่านี้แล้ว จึงมิได้สงเคราะห์
พวกนวกภิกษุด้วยการสงเคราะห์ ๒ คือ ไม่สงเคราะห์ด้วยธรรม ๑ ด้วย
อามิส ๑ ไม่บำรุงนวกภิกษุผู้ลำบาก เหี่ยวแห้งอยู่ด้วยจีวร หรือบาตร สิ่งของ
เนื่องด้วยบาตร หรือที่อยู่ ไม่ให้ศึกษา บาลี หรืออรรถกถาคัมภีร์เนื่องด้วย
ธรรมกถา หรือคัมภีร์ที่ลี้ลับ พวกนวกภิกษุ เมื่อไม่ได้การสงเคราะห์
๒ อย่างเหล่านี้ แต่สำนักของพระเถระทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ย่อมไม่
อาจเพื่อจะดำรงอยู่ในศาสนานี้ได้. พวกเธอย่อมไม่เจริญด้วยคุณมีศีลเป็น
ต้น เหมือนฝูงโคของนายโคบาล ย่อมไม่เจริญฉะนั้น. นายโคบาลนั้นย่อมเป็น
ผู้ห่างไกลจากปัญจโครสฉันใด เธอย่อมเป็นผู้ห่างไกลจากธรรมขันธ์ ๕
ฉันนั้น สุกกปักษ์ท่านประกอบไว้แล้ว พึงทราบด้วยสามารถตรงกัน
ข้ามที่กล่าวแล้วในกัณหปักษ์.
จบอรรถกถามหาโคปาลสูตรที่ ๓

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 68 (เล่ม 19)

๔. จูฬโคปาลสูตร
[๓๘๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำคงคา จังหวัด
อุกกเวลาแคว้นวัชชี. คราวนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุ
ทั้งหลาย พระภิกษุเหล่านั้น จึงรับสนองพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
พระเจ้าข้า.
[๓๘๙] ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว นายโคบาลชาวมคธผู้มี
มาแล้ว นายโคบาลชาวมคธผู้มีปัญญาทราม ไม่นึกถึงฤดูสารทในเดือนท้าย
ฤดูฝน ไม่ตรวจตราดูฝั่งแม่น้ำคงคาข้างนี้ เริ่มต้อนฝูงโคข้ามไปฝั่งเหนือแห่ง
วิเทหรัฐฟากโน้น โดยไม่ถูกท่าเลย ทันใดนั้นแล ฝูงโคได้ว่ายเวียนวนในท่าม
กลางกระแสแม่น้ำคงคา ถึงความวอดวายเสียที่ตรงนั้นเอง ข้อนั้นเป็นเพราะ
เหตุไร ภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะค่าที่นายโคบาลชาวมคธเป็นผู้มีปัญญา
ทราม ไม่นึกถึงฤดูสารทในเดือนท้ายฤดูฝน ไม่ตรวจตราดูฝั่งแม่น้ำคงคา
ข้างนี้ เริ่มต้อนฝูงโคให้ข้ามไปฝั่งเหนือแห่งวิเทหรัฐฟากโน้นโดยไม่ถูกท่า
เลย ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง ที่ไม่ฉลาดต่อโลก
นี้ ไม่ฉลาดต่อโลกหน้า ไม่ฉลาดต่อสิ่งใต้อำนาจมาร ไม่ฉลาดต่อสิ่งเหนืออำ
นาจมาร ไม่ฉลาดต่อสิ่งใต้อำนาจมฤตยู ไม่ฉลาดต่อสิ่งเหนืออำนาจ
มฤตยู ชนเหล่าใดจักสำคัญสิ่งที่ควรฟังควรเชื่อ ต่อสมณพราหมณ์เหล่า
นั้น ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อไร้ประโยชน์เละทุกข์แก่ชนเหล่านั้นสิ้นกาลนานเช่น
นั้นเหมือนกัน.

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 69 (เล่ม 19)

[๓๙๐] ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว นายโคบาลชาวมคธผู้มี
ปัญญา นึกฤดูสารทในเดือนท้ายฤดูฝน ตรวจตราดูฝั่งแม่น้ำคงคาข้างนี้แล้ว
เริ่มต้อนฝูงโคให้ข้ามไปฝั่งเหนือแห่งวิเทหรัฐฟากโน้นโดยถูกท่าทีเดียว.
เขาขับต้อนเหล่าโคอสุภ เป็นโคพ่อสูง เป็นโคนำหน้าฝูง ข้ามไปก่อน มัน
ได้ (ว่าย) ตัดตรงกระแสแม่น้ำคงคา ถึงฝั่งโดยสวัสดี. ต่อนั้นจึงต้อนโคอื่น
อีก ที่ใช้การได้ ที่พอจะฝึกใช้ได้ มันได้ (ว่าย) ตัดตรงกระแสแม่น้ำคง
คา ถึงฝั่งโดยสวัสดี. ต่อนั้นจึงไปต้อนโคผู้และโคเมียที่รุ่นคนอง มันก็ได้
(ว่าย) ตัดตรงกระแสแม่น้ำคงคา ถึงฝั่งโดยสวัสดี. ต่อนั้นไปจึงต้อนลูกโคและ
โคที่ซูบผอม มันก็ได้ (ว่าย) ตัดตรงกระแสแม่น้ำคงคา ถึงฝั่งโดยสวัสดี.
ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ลูกโคอ่อนที่เกิดในวันนั้น ว่ายไปตาม
เสียงร้องของแม่มันก็ได้ (ว่าย) ตัดตรงกระแสแม่น้ำคงคา ถึงฝั่งโดย
สวัสดี. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เป็นเพราะเขาฉลาด จริงอย่างนั้น นายโค
บาลชาวมคธเป็นคนมีปัญญา นึกถึงฤดูสารทในเดือนท้ายฤดูฝน ตรวจตราดู
ฝั่งแม่น้ำคงคาข้างนี้แล้ว ขับต้อนฝูงโคให้ข้ามไปฝั่งเหนือแห่งวิเทหรัฐฟาก
โน้น โดยถูกท่าทีเดียว ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวก
หนึ่ง ที่ฉลาดต่อโลกนี้ ฉลาดต่อโลกหน้า ฉลาดต่อสิ่งใต้อำนาจมาร ฉลาดต่อ
สิ่งเหนืออำนาจมาร ฉลาดต่อสิ่งที่ใต้อำนาจมฤตยู ฉลาดต่อสิ่งเหนืออำนาจ
มฤตยู ชนเหล่าใดจักสำคัญสิ่งที่ควรฟังควรเชื่อ ต่อสมณพราหมณ์เหล่า
นั้นข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์และสุขแก่ชนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน เช่นนั้น
เหมือนกัน.
[๓๙๑] ภิกษุทั้งหลาย บรรดาโคอุสุภ เป็นโคพ่อฝูง เป็นโคนำฝูง
ได้ (ว่าย) ตัดตรงกระแสแม่น้ำคงคา ถึงฝั่งโดยสวัสดีแม้ฉันใด ภิกษุเหล่า
ใด เป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะ อยู่จบพรหมจรรย์เสร็จกิจที่ต้องทำ ปลงภาระ

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 70 (เล่ม 19)

แล้ว สำเร็จประโยชน์ตน สิ้นสังโยชน์ในภพ หลุดพ้นเพราะรู้ชอบแม้ภิกษุ
เหล่านั้น ตัดตรงกระแสมาร ถึงฝั่งโดยสวัสดี ฉันนั้นและ. ภิกษุทั้งหลายโคที่
ใช้การได้และที่พอจะฝึกใช้ได้ (ว่าย) ตัดตรงกระแสแม่น้ำคงคา ถึงฝั่งโดย
สวัสดี แม้ฉันใด ภิกษุเหล่าใดซึ่งเกิดผุดขึ้นและปรินิพพานในชั้น (สุทธา
วาส) นั้น ไม่จำต้องวกกลับมาจากโลกนั้น เพราะสิ้นสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕.
แม้ภิกษุเหล่านั้น จักตัดตรงกระแสมารแล้ว ถึงฝั่งโดยสวัสดี.
ภิกษุทั้งหลาย โคผู้และโคเมียที่รุ่นคนอง ได้(ว่าย) ตัดตรงกระแสแม่
น้ำคงคา ถึงฝั่งโดยสวัสดี แม้ฉันใด ภิกษุเหล่าใด เป็นพระสกทาคามี เพราะ
สิ้นสังโยชน์ ๓ และทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบาง จักมาสู่โลกนี้อีกคราว
เดียวแล้ว จักทำที่สุดทุกข์ แม้ภิกษุเหล่านั้น ก็จักตัดตรงกระแสมารถึงฝั่งโดย
สวัสดี.
ภิกษุทั้งหลาย ลูกโค (และ) โคที่ซูบผอม ได้ (ว่าย) ตัดตรงกระแสแม่
น้ำคงคา ถึงฝั่งโดยสวัสดี แม้ฉันใด ภิกษุเหล่าใดเป็นพระโสดาบัน เพราะสิ้น
สังโยชน์ ๓ มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดาเป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ต่อไปข้าง
หน้า แม้ภิกษุเหล่านั้น ก็ได้ตรัสตรงกระแสมาร ถึงฝั่งโดยสวัสดี.
ภิกษุทั้งหลาย ลูกโคอ่อนที่เกิดในวันนั้น ว่ายไปตามเสียงร้องของ
แม่ ได้ (ว่าย) ตัดตรงกระแสแม่น้ำคา ถึงฝั่งโดยสวัสดี แม้ฉันใด ภิกษุเหล่า
ใด ซึ่งหน่วงธรรมและศรัทธาเป็นหลักแม้ภิกษุเหล่านั้นก็จักตัดตรงกระ
แสมาร ถึงฝั่งโดยสวัสดี ฉันนั้นแหละ. ภิกษุทั้งหลายตัวเราเป็นผู้ฉลาดต่อ
โลกนี้ ฉลาดต่อโลกหน้า ฉลาดต่อสิ่งใต้อำนาจมาร ฉลาดสิ่งเหนืออำนาจ
มาร ฉลาดต่อสิ่งใต้อำนาจมฤตยู ฉลาดต่อสิ่งเหนืออำนาจมฤตยู ชนเหล่าใด
จักสำคัญสิ่งที่ควรฟังควรเชื่อต่อเรานั้น ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์และ
สุขแก่ชนพวกนั้นตลอดกาลนาน ดังนี้.

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 71 (เล่ม 19)

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเวยยากรณพจน์นี้แล้ว ภายหลังจึงได้ตรัส
คาถาประพันธ์นี้ต่อไปว่า
โลกนี้ โลกหน้า เรารู้อยู่ ประกาศไว้ดี
แล้ว เราผู้เป็นสัมพุทธะ ทราบชัดโลกทั้งปวง
ซึ่งแออัดด้วยมาร และอ้างว้างจากมฤตยู
ด้วยปัญญาอันยิ่ง เปิดประตูอมฤตอันปลอด
โปร่ง เพื่อบรรลุพระนิพพาน กั้นกระแสมาร
ผู้ลามก ขจัด (กิเลส) และกระทำให้หมด
มานะ พวกเธอจงเป็นผู้มากไปด้วยปรา-
โมทย์ ปรารถนาพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่เกษมเถิด
ภิกษุทั้งหลาย.
จบจูฬโคปาลสูตร ที่ ๔

71