บทว่า วิหรนฺติ ได้แก่ เสวยสามัคคีรสอยู่. เวลากุลบุตรเหล่านี้เป็นปุถุชน
ท่านกล่าวไว้ในอุปริณณาสก็แล้ว. ในที่นี้ ท่านกล่าวเวลาเป็นพระขีณาสพ.
จริงอยู่ ในเวลานั้น กุลบุตรเหล่านั้น ได้ความพอใจ ได้ที่พึ่ง บรรลุปฏิสัมภิทา
เป็นพระขีณาสพ เสวยสามัคคีรสอยู่ในที่นั้น. บทว่า เยน โคสิงคสาลวนทาโย
เตนุสงฺกมิ นี้ท่านกล่าวหมายถึงป่านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ได้บอกอะไรๆในบรรดาพระธรรมเสนาบดี
พระมหาโมคคัลลานเถระ หรือพระอสีติมหาสาวก โดยที่สุดแม้พระ-
อานนทเถระ เป็นคลังธรรม ทรงถือบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง
เหมือนช้างปลีกออกจากข้าศึก เหมือนไกรสรสีหราชออกจากฝูง เหมือน
เมฆถูกลมหอบ พระองค์ผู้เดียวเสด็จเข้าไปหาอย่างนี้แล. ถามว่า ก็เพราะ
เหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้เสด็จไปด้วยพระองค์เองในนี้. ตอบว่า กุลบุตร
ทั้ง ๓ ย่อมเสวยสามัคคีรส เพราะจะทรงยกย่องกุลบุตรเหล่านั้น เพราะจะ
ทรงอนุเคราะห์หมู่ชนเกิดในภายหลัง และเพราะความหนักในพระธรรม.
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นได้ทรงดำริอย่างนี้ว่า เราจักยกย่อง
สรรเสริญกุลบุตรเหล่านี้ ทำปฏิสันถาร แสดงธรรมแก่กุลบุตรเหล่านั้น เพราะจะ
ทรงยกย่องอย่างนี้เท่านั้น จึงเสด็จไป. พระองค์ได้มีพระดำริต่อไปว่า
ในอนาคต กุลบุตรทั้งหลาย สำคัญการควรอยู่พร้อมเพรียงกันว่า พระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จสู่สำนักของกุลบุตรผู้อยู่พร้อมเพรียงกันด้วยพระองค์
เอง ทำปฏิสันถาร แสดงธรรมทรงยกย่องกุลบุตรทั้ง ๓ ใครจะไม่พึงอยู่พร้อม-
เพรียงกัน ดังนี้ จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เร็วพลัน ดังนี้ แม้เพราะจะทรง
อนุเคราะห์หมู่ชนผู้เกิดในภายหลัง จึงได้เสด็จไป. ก็ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้า
ทรงเป็นผู้หนักในธรรม ก็ความหนักในธรรมของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นมาแล้ว
ในรถวินีตสูตร เพราะเหตุนั้น พระองค์ทรงดำริว่า เราจักยกย่องธรรม
แม้เพราะความหนักในธรรมนี้ ดังนี้. จึงได้เสด็จไป.