ความย่อเท่านี้. แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร คำที่จะพึงกล่าวนั้นทั้งหมดพร้อมทั้ง
ภาวนานัย ได้กล่าวไว้แล้ว ในวิสุทธิมรรค. บทว่า คามมฺปิ วหติ ได้แก่
พัดพาบ้านทั้งสิ้นให้แหลกละเอียดไป. แม้ในนิคมเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
เมื่อคราวโลกย่อยยับด้วยลมนี้ ท่านแสดงการเปลี่ยนแปลงแห่งวาโยธาตุ ด้วย
อำนาจการกำจัดแสนโกฏิจักรวาล. บทว่า วิธูปเนน ได้แก่ พัดพาไฟไป.
บทว่า โอสฺสวเน ได้แก่ ชายคา ก็น้ำไหลลงตามชายคานั้น เพราะฉะนั้น
ท่านเรียก ชายคานั้นว่า โอสสวนะ. คำที่เหลือแม้ในที่นี้ พึงประกอบโดยนัย
ก่อนนั่นแล.
ในคำว่า เสยฺยถาปิ อาวุโส นี้ท่านแสดงถึงอะไร. ท่านแสดงถึงมหา
ภูตรูปที่กล่าวไว้แล้วแต่หนหลังว่ามิใช่สัตว์. บทว่า กฏฺฐํ ได้แก่ ทัพพสัม-
ภาระ. บทว่า วลฺลึ ได้แก่ เถาวัลย์สำหรับผูก. บทว่า ติณํ ได้แก่ หญ้า
สำหรับมุง. บทว่า มตฺติกํ ได้แก่ ดินสำหรับฉาบทา. บทว่า อากาโส
ปริวาริโต ความว่า โอกาสช่องว่างที่อยู่ล้อมไม้เป็นต้นเหล่านั้นภายในภาย
นอก. บทว่า อคารํ ในคำว่า อคารํเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ เป็นเพียงบัญญัติ.
แต่เมื่อไม้เป็นต้นแยกออกเป็นกอง ๆ กองไม้ท่านเรียกว่า กฏฺฐราสิ วลฺลิราสิ
ทั้งนั้น. บทว่า เอวเมวโข ความว่า โอกาสที่อยู่ล้อมกระดูกเป็นต้นทั้งภาย
ในภายนอก อาศัยกระดูกเป็นต้นเหล่านั้นจึงนับว่า รูปทั้งนั้น ฉันนั้นเหมือน
กัน.
เรือนที่อาศัยไม้เป็นต้น ชื่อว่า เคหะ ท่านเรียกว่า ขัตติยเคหะ
พราหมณเคหะ ฉันใด แม้รูปก็ฉันนั้นเหมือนกัน ท่านเรียกว่า ขัตติยสรีระ
พราหมณสรีระ. แท้จริงในที่นี้สภาวะไร ๆ ที่ชื่อว่าสัตว์หรือชีวะ หามีไม่.
ถามว่า คำว่า อชฺฌตฺติกญฺเจ อาวุโส จกฺขุ นี้ ท่านเริ่มไว้เพราะ
เหตุไร. ตอบว่า อุปาทายรูป อรูปขันธ์ ๔ และ อริยสัจ ๓ ท่านมิได้กล่าวไว้