ละหานเห็นปานนั้น ดื่มน้ำ ลูบตัวให้เย็น ยกทรายขึ้น ปูผ้าบังสุกุลจีวรนั่งทำ
สมณธรรม จิตตก็มีอารมณ์เดียว. บทว่า คิริคุหํ ได้แก่ มีช่องใหญ่เช่นกับอุมงค์
ระหว่างภูเขา ๒ ลูก หรือ ภูเขาลูกเดียวกัน. ลักษณะสุสานกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิ
มรรค. บทว่า วนปตฺถํ ได้แก่ สถานที่ใกล้เคียงที่พวกมนุษย์ไม่ไถไม่หว่าน.
ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า วนปตฺถํ เป็นชื่อของเสนาสนะที่ห่างไกล.
บทว่า อพฺโภกกาสํ ได้แก่ที่ไม่มุ่งบัง. แต่ภิกษุประสงค์ก็กั้นกลดอยู่ในที่นั้นได้.
บทว่า ปลาลปุญชํ ได้แก่ ลอมฟาง จริงอยู่ เหล่าภิกษุชักฟางจากลอมฟาง
ใหญ่ ทำที่อยู่เสมือนเงื้อมภูเขาและที่เร้นวางฟางไว้ข้างพุ่มไม้เป็นต้น แล้วนั่ง
ทำสมณธรรมภายใต้ ท่านหมายเอาลอมฟางนั้นจึงกล่าวคำนี้. บทว่า ปจฺฉา-
ภฺตตํ คือ ภายหลังภัต. บทว่า ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต แปลว่า กลับจาก
บิณฑบาต. บทว่า ปลฺลงฺกํ ได้แก่ นั่งพับขาโดยรอบ. บทว่า อาภุชิตฺวา
แปลว่า ติดกัน. บทว่า อุชุํ กายํ ปณิธาย ได้แก่ ตั้งกายข้างบนให้ตรง
เอาปลายกับปลายกระดูกสันหลัง ๑๘ ชิ้น ให้จดกัน. จริงอยู่ ภิกษุนั่งอย่างนี้
หนังเนื้อเอ็นไม่ขัดกัน เมื่อเป็นอย่างนั้นเวทนาทั้งหลายที่พึงเกิดทุกขณะ เพราะ
ความขัดกันแห่งหนึ่งเนื้อเอ็นเหล่านั้นเป็นปัจจัย ก็ไม่เกิดแก่ภิกษุนั้น เมื่อ
เวทนาเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น จิตก็มีอารมณ์เดียว. กัมมัฏฐานก็ไม่ตกไป ก็เข้าถึง
ความเจริญงอกงาม. บทว่า ปริมุขํ สติ อุปฏฺฐเปตฺวา ความว่า ตั้งสติมุ่ง
ตรงต่อพระกัมมัฏฐานหรือกระทำไว้ใกล้หน้า. ด้วยเหตุนั้นแลท่านจึงกล่าวไว้
ในวิภังค์ว่า สตินี้ย่อมตั้งมั่น ตั้งมั่นด้วยดีที่ปลายจมูกหรือเงาหน้า ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ตั้งสติไว้รอบหน้า. อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า ปริ มีอรรถว่า
ถือเอาโดยรอบ ศัพท์ว่า มุขํ มีอรรถว่า นำออก ศัพท์ว่า สติ มีอรรถว่า
ปรากฏ ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปริมุขํ สตึ พึงเห็นความในคำนี้โดยนัย
ที่กล่าวมาแล้ว ในปฏิสัมภิทามรรคด้วยประการฉะนี้. ในคำนั้นมีความสังเขป