ผู้ที่ควรเชื่อได้นั้น ย่อมเป็นผู้กล่าววาจาอันสมควรที่จะพึงเก็บไว้ในหทัย. บทว่า
กาเลน ความว่า ก็บุคคลผู้ควรเชื่อได้นั้นแม้เมื่อกล่าวคำเห็นปานนั้น ย่อมไม่
กล่าวโดยกาลอันไม่สมควรด้วยถือว่า จักกล่าวคำมีหลักฐานดังนี้ แต่พิจารณา
กาลอันสมควรแล้ว จึงกล่าว. บทว่า ลาปเทสํ ความว่า มีอุปมา มีเหตุ.
บทว่า ปริยนฺตวตึ มีความว่า ที่สุดของวาจานั้น จะปรากฏด้วยประการใด
บุคคลผู้เชื่อได้นั้นกล่าวแสดงที่สุด โดยประการนั้น. บทว่า อตฺถสญฺหิตํ
ความว่า ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยประโยชน์ เพราะวาจานั้นอันบุคคลผู้จำแนกอยู่โดย
นัยแม้เป็นอันมากไม่อาจจะให้ถือเอาที่สุดได้ อีกอย่างหนึ่ง มีความว่า บุคคลผู้
ควรเชื่อนั้น ย่อมกล่าววาจาอันชื่อว่าประกอบด้วยประโยชน์ เพราะวาจานั้น
เป็นวาจาประกอบด้วยประโยชน์ที่เขากล่าว ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า บุคคลผู้
ควรเชื่อนั้น หายกคำอย่างหนึ่งแล้ว ไพล่ไปกล่าวเสียอีกอย่างหนึ่งไม่.
บทว่า วีชคามภูตคามสารมฺภา ความว่า เว้นจากการพรากพืช
คาม ๕ อย่าง คือพืชเกิดแต่ราก พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ข้อ พืชเกิดแต่
ยอด พืชเกิดแต่เมล็ด และภูตคามมีของเขียวหญ้าและต้นไม้เป็นต้นชนิดใด
ชนิดหนึ่ง คือทำลายโดยตัดและเผาเป็นต้น. บทว่า เอกภตฺติโก ความว่า
ภัตร ๒ อย่าง คือ ภัตรที่จะพึงบริโภคในเวลาเช้า ภัตรที่จะพึงบริโภคในเวลา
เย็น ในสองอย่างนั้น ภัตรที่จะพึงบริโภคในเวลาเช้า กำหนดภายในเที่ยงวัน
ภัตรที่จะพึงบริโภคในเวลาเย็น กำหนดตั้งแต่เที่ยงวันถึงภายในอรุณ เพราะ
ฉะนั้น แม้จะบริโภคภายในเที่ยงวันตั้งแต่ ๑๐ ครั้ง ก็ชื่อว่า เป็นผู้มีภัตรหน
เดียว ท่านหมายเอาความเป็นผู้มีภัตรหนเดียวนั้นกล่าวว่า เอกภตฺติโก ดังนี้.
ชื่อว่า รตฺตูปรโต เพราะเว้นจากการบริโภคในเวลากลางคืนนั้น. การบริ-
โภคในเวลาเลยเที่ยงไปแล้วจนถึงพระอาทิตย์ตก ชื่อว่าบริโภคในเวลาวิกาล.