พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 123 (เล่ม 18)

การกำหนดรู้รูป
[๒๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง
ไม่รู้ชัดคุณของรูปทั้งหลายโดยเป็นคุณ โทษของรูปทั้งหลายโดยความเป็นโทษ
และการถ่ายถอนรูปทั้งหลาย โดยความเป็นการถ่ายถอน อย่างที่กล่าวนี้
ตามความเป็นจริง พวกเหล่านั้นหรือจักรอบรู้รูปทั้งหลายด้วยตนเอง หรือว่า
จักชักจูงผู้อื่น เพื่อความเป็นอย่างที่ผู้ปฏิบัติแล้วจักรอบรู้รูปทั้งหลายได้ ข้อนี้
ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่ง รู้ชัดคุณของรูปทั้งหลายโดยเป็นคุณ โทษของรูปทั้งหลายโดยความ
เป็นโทษ และการถ่ายถอนรูปทั้งหลายโดยความเป็นการถ่ายถอน อย่างที่
กล่าวนี้ตามความเป็นจริง พวกเหล่านั้นแหละ จักรอบรู้รูปทั้งหลายด้วยตนเอง
ได้ หรือจักชักจูงผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างที่ผู้ปฏิบัติแล้วจักรอบรู้รปทั้งหลายได้.
ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้.
[๒๐๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นคุณของเวทนาทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศล-
ธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่. ในสมัยใด
ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติ
และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ในสมัยนั้น ย่อมไม่คิดเพื่อจะทำลายตนบ้าง ย่อมไม่คิด
เพื่อจะทำลายผู้อื่นบ้าง ย่อมไม่คิดเพื่อจะทำลายทั้งสองฝ่ายบ้าง ในสมัยนั้น
ย่อมเสวยเวทนา อันไม่มีความเบียดเบียนเลยทีเดียว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา
ย่อมกล่าวคุณของเวทนาทั้งหลายว่า มีความไม่เบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความ
ผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะ
วิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่. ในสมัยใด ภิกษุบรรลุทุติย-
ฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มี

123
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 124 (เล่ม 18)

วิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป ฯลฯ ในสมัยนั้น ย่อมไม่คิดเพื่อจะทำลายตนบ้าง
ฯลฯ ในสมัยนั้น ย่อมเสวยเวทนา อันไม่มีความเบียดเบียนเลยที่เดียว ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวคุณของเวทนาทั้งหลายว่า มีความไม่เบียดเบียนเป็น
อย่างยิ่ง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ
และเสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย
กล่าวว่า มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข. ในสมัยใด ภิกษุมีอุเบกขา มีสติ-
สัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ฯลฯ
ในสมัยนั้น ย่อมไม่คิดเพื่อจะทำลายตน ฯลฯ ในสมัยนั้น ย่อมเสวยเวทนา
อันไม่มีความเบียดเบียนเลยทีเดียว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวคุณแห่งเวทนา
ทั้งหลายว่า มีความไม่เบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์
ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขา
เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่. ในสมัยใด ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ ในสมัยนั้น
ย่อมไม่คิดเพื่อจะทำลายตนบ้าง ไม่คิดเพื่อทำลายผู้อื่นบ้าง ไม่คิดเพื่อทำลาย
ทั้งสองบ้าง ในสมัยนั้น ย่อมเสวยเวทนาอันไม่มีความเบียดเบียนเลยทีเดียว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวคุณแห่งเวทนาทั้งหลาย ว่ามีความไม่เบียดเบียน
เป็นอย่างยิ่ง.
[๒๐๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นโทษของเวทนาทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่เวทนาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็น
ธรรมดานี้เป็นโทษของเวทนาทั้งหลาย.

124
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 125 (เล่ม 18)

[๒๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นการถ่ายถอนเวทนา
ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การกำจัด การละฉันทราคะในเวทนา
ทั้งหลายเสียได้ นี้เป็นการถ่ายถอนเวทนาทั้งหลาย.
การกำหนดรู้เวทนา
[๒๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง
ไม่รู้ชัดคุณของเวทนาทั้งหลายโดยเป็นคุณ โทษของเวทนาทั้งหลายโดยความ
เป็นโทษและการถ่ายถอนเวทนาทั้งหลายโดยความเป็นการถ่ายถอน อย่างที่
กล่าวมานี้ตามความเป็นจริง พวกเหล่านั้นหรือจักรอบรู้เวทนาทั้งหลายด้วย
ตนเอง หรือว่าจักชักจูงผู้อื่นเพื่อเป็นอย่างที่ผู้ปฏิบัติแล้วจักรอบรู้เวทนาทั้งหลาย
ได้ ข้อนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์
เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ชัดคุณของเวทนาทั้งหลายโดยความเป็นคุณ โทษของ
เวทนาทั้งหลายโดยความเป็นโทษและการถ่ายถอนเวทนาทั้งหลายโดยความเป็น
การถ่ายถอน อย่างที่กล่าวมานี้ตามความเป็นจริง พวกเหล่านั้นแหละ จักรอบรู้
เวทนาทั้งหลายด้วยตนเองได้ หรือจักชักจูงผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างที่ผู้ปฏิบัติ
แล้ว จักรอบรู้เวทนาทั้งหลายได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจ
ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล.
จบ มหาทุกขักขันธสูตรที่ ๓

125
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 126 (เล่ม 18)

อรรถกถามหาทุกขักขันธสูตร
มหาทุกขักขันธสูตร เริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับดังนี้:-
ในมหาทุกขักขันธสูตรนั้น ในวินัยปริยาย ชน ๓ คน เรียกว่า
สัมพหุลา มากกว่านั้นเรียกว่า สงฆ์. ในสุตตันตปริยาย ชน ๓ คน คงเป็น
๓ นั้นเทียว เกินกว่า ๓ นั้น เรียกว่า สัมพหุลา. พึงทราบสัมพหุลาโดยสุต-
ตันตปริยายในสูตรนี้. บทว่า ปิณฺฑาย ปวิสึสุ ได้แก่เข้าไปแล้ว. ก็ภิกษุ
เหล่านั้น ไม่ได้เข้าไปแล้วก่อนด้วยคิดว่า พวกเราจักเข้าไป แต่เมื่อออกมาจึง
กล่าวว่า ปวิสึสุ. เหมือนอย่างใด. เหมือนอย่างบุรุษผู้ออกไปว่า เราจักไป
สู้บ้านแม้ไม่ถึงบ้านนั้น ครั้นเขากล่าวว่า บุรุษชื่อนี้ไปไหน เรียกว่า ไปสู่
บ้านแล้วฉันใด ภิกษุทั้งหลายก็ฉันนั้น. บทว่า ปริพฺพาชกานํ อาราโม
ความว่า มีอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกในที่ไม่ไกลจากพระเชตวัน
หมายถึงอารามนั้น จึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า สมโณ อาวุโส ความว่า
ดูก่อนผู้มีอายุ พระสมณโคดมพระศาสดาของพวกท่าน. บทว่า กามานํ ปริญฺญํ
ความว่าพระสมณโคดมทรงบัญญัติการละ คือการก้าวล่วงกามทั้งหลาย. แม้ใน
รูปเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. ในข้อนั้น พวกเดียรถีย์ผู้รู้ลัทธิของตน
พึงบัญญัติความรอบรู้กามทั้งหลาย เมื่อกล่าวถึงปฐมฌาน พึงบัญญัติความรอบ
รู้รูปทั้งหลาย เมื่อกล่าวถึงอรูปภพ พึงบัญญัติความรอบรู้เวทนา เมื่อกล่าวถึง
อสัญญิภพ ก็พึงบัญญัติความรอบรู้เวทนาทั้งหลาย. แต่เดียรถีย์เหล่านั้น
ย่อมไม่รู้ว่านี้ปฐมฌาน นี้รูปภพ นี้อรูปภพ เมื่อไม่อาจบัญญัติ จึงพูดว่า
พวกเราจะบัญญัติ ๆ อย่างเดียว. พระตถาคตทรงบัญญัติความรอบรู้กามทั้ง
หลาย ด้วยอนาคามิมรรค ทรงบัญญัติความรอบรู้รูปและเวทนาทั้งหลาย ด้วย

126
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 127 (เล่ม 18)

อรหัตมรรค. เดียรถีย์เหล่านั้น เมื่อมีข้อแปลกกันอย่างนี้ จึงกล่าวว่า อิธ
โน อาวุโส โก วิเสโส ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ
คือในการบัญญัตินี้ หรือในการแสดงธรรมนี้. บทว่า ธมฺมเทสนํ ความว่า
เดียรถีย์ทั้งหลายกล่าวว่า พวกท่านกล่าวข้อกระทำให้ต่างกัน ปรารภธรรม
เทศนาของพวกเรากับธรรมเทศนาของพระสมณโคดม หรือปรารภธรรมเทศนา
ของพระสมณโคดมกับธรรมเทศนาของพวกเรานี้ใด นั้นชื่ออะไรเล่า. แม้ใน
บทที่สองก็นัยนี้เหมือนกัน. เดียรถีย์เหล่านั้น ตั้งธุระเสมอกันด้วยเหตุสักว่ากล่าว
ลัทธิของตนกับศาสนา เหมือนทองคำแตกในท่ามกลางด้วยประการฉะนี้. บทว่า
เนว อภินนฺทึสุ คือ ไม่ยอมรับว่า คำนั้นเป็นอย่างนั้นเทียว. บทว่า
นปฺปฏิกฺโกสึสุ ได้แก่ไม่ปฏิเสธว่า คำนั่นไม่เป็นอย่างนี้. เพราะเหตุไร.
ได้ยินว่า ธรรมดาเดียรถีย์เหล่านั้น เป็นเช่นคนตาบอด รู้แล้วก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม
ก็พึงกล่าว เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงไม่ยินดี. ไม่คัดค้านว่า กลิ่นของ
ศาสนามีนิดหน่อย ด้วยคำว่า ปริญฺญํ. ได้ทำทั้งสองอย่างด้วยคิดว่า
เดียรถีย์เหล่านั้น เป็นชาวชนบท ไม่ฉลาดพอในลัทธิของตนและลัทธิอื่น.
บทว่า น เจว สมฺปายิสฺสนฺติ ความว่า จักไม่อาจเพื่อที่จะให้ความพอใจ
กล่าว. บทว่า อุตฺตริญฺจ วิฆาตํ ความว่า และจักถึงทุกข์ยิ่งกว่า ความไม่
พอใจ. ก็ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแก่เดียรถีย์ทั้งหลาย ผู้ไม่อาจเพื่อที่จะให้พอ
ใจกล่าว. คำว่า ตํ ในบทนี้ว่า ยถาตํ ภิกฺขเว อวิสยสฺมึ เป็นเพียงนิบาต
คำว่า ยถา เป็นตติยาวิภัตติ อธิบายว่า เพราะเป็นผู้ถูกถามแล้วในปัญหาอัน
มิใช่วิสัย. บทว่า สเทวเก ได้แก่ เป็นไปกับด้วยเทวโลก. แม้ในบทว่า
สมารกะ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเพิ่มฐาน ๓ เข้า
เป็นโลกอย่างนี้แล้ว ทรงกำหนดสัตว์โลกนั้นเทียวว่า หมู่สัตว์สอง รวมเป็น

127
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 128 (เล่ม 18)

ห้าแล้ว ทรงแสดงว่า เราไม่เห็นเทพ หรือ มนุษย์ไร ๆ ในโลกอันต่างโดย
เทวโลกเป็นต้นนั้น. บทว่า อิโต วา ปน สุตฺวา ความว่า ก็หรือ ฟังจาก
นี้ คือจากศาสนาของเรา. ทรงแสดงว่า ผู้ไม่ได้เป็นตถาคตก็ดี สาวกของผู้
ไม่ได้เป็นตถาคตก็ดี ฟังจากนี้แล้วพึงยินดี พึงพอใจ ขึ้นชื่อว่า ความยินดีโดย
ประการอื่นไม่มี.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงการยังจิตให้ยินดีด้วยการ
พยากรณ์ปัญหาเหล่านั้นของพระองค์ จึงตรัสว่า โก จ ภิกฺขเว ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า กามคุณา ความว่า ชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าอันบุคคลพึงยินดี
ชื่อว่า คุณ เพราะอรรถว่า เครื่องผูก อรรถว่า ชั้น ชื่อว่าคุณอรรถ ใน
บทนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสังฆาฏิสองชั้นสำหรับผ้าที่ได้มา. อรรถ
ว่าอยู่ ชื่อว่า คุณอรรถ ในบทนี้ว่า กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้น
แห่งวัยย่อมละไปตามลำดับ. อรรถว่าอานิสงส์ ชื่อว่า คุณอรรถ ในบทนี้ว่า
ทักษิณาอันมีคุณทั้งร้อย อันบุคคลพึงหวัง อรรถว่า เครื่องผูก ชื่อว่า คุณอรรถ
ในบทนี้ว่า พึงทำที่สุด กลุ่มที่สุด กลุ่มมาลามีมาก. ท่านประสงค์เอาอรรถว่า
เครื่องผูกนั้นอย่างเดียว แม้ในบทนี้. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชื่อว่า คุณ
เพราะอรรถว่าเครื่องผูก ดังนี้. บทว่า จกฺขุวิญฺเญยฺยา ความว่า พึงเห็นด้วย
จักขุวิญญาณ. พึงทราบอรรถ แม้ใน โสต วิญฺเญยฺย เป็นต้น โดยทำนองนี้.
บทว่า อิฎฺฐา ความว่า จงยินดีก็ตาม ไม่ยินดีก็ตาม ก็เป็นอิฏฐารมณ์. บทว่า
กนฺตา ได้แก่ พึงให้ยินดี. บทว่า มนาปา คือ ให้ใจเจริญ. บทว่า ปิยรูปา
คือ เกิดความรัก. บทว่า กามูปสญฺหิตา ความว่าประกอบแล้วด้วยกามซึ่ง
ทำอารมณ์เกิดขึ้น. บทว่า รชนียา ได้แก่พึงกำหนัด อธิบายว่า เป็นเหตุ
เกิดขึ้นแห่งราคะ. ในบททั้งหลายมีว่า ยทิ มุทฺธาย เป็นต้น บทว่า มุทฺธาย
ได้แก่ ด้วยการตั้งสัญญาในข้อนี้ทั้งหลายแล้วนับมือ. บทว่า คณนาย ได้

128
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 129 (เล่ม 18)

แก่ ด้วยการคำนวณไม่ผิด. บทว่า สงฺขา ความว่า ชนทั้งหลายแลดูนาด้วย
การนับข้าวว่า ในนานี้จักมีข้าวประมาณเท่านี้ แลดูต้นไม้ก็รู้ว่า ในต้นไม้
นี้จักมีผลเท่านี้ แลดูอากาศก็รู้ว่า ในอากาศจักมีนกประมาณเท่านี้. บทว่า กสิ
ได้แก่ กสิกรรม. บทว่า วณิชฺชา ได้แก่ ทางการค้าขายมีการค้าขายทางน้ำ
และการค้าขายทางบกเป็นต้น. บทว่า โครกฺขํ ได้แก่ การรักษาโคของตน
หรือของคนเหล่าอื่นทำการเลี้ยงชีพ ด้วยการขายปัญจโครส. การถืออาวุธแล้ว
ทำการปฎิบัติ เรียกว่าการยิงธนู. บทว่า ราชโปริสํ ได้แก่การทำราชการ
ด้วยอาวุธให้ปรากฏ. บทว่า สิปฺปญฺญตรํ ได้แก่ ศิลปะมีศิลปะเพราะช้าง
หรือศิลปะเพราะม้าเป็นต้น ที่เหลือจากที่ระบุไว้แล้ว. บทว่า สีตสฺส ปุรกฺขโต
ความว่า เผชิญกับความหนาว เหมือนเป้าเผชิญกับลูกศรฉะนั้น อธิบายว่า
ผู้ถูกความหนาวเบียดเบียน. แม้ในความร้อนก็นัยนี้เหมือนกัน. ในบทว่า ทํสา
เป็นต้น บทว่า ทํสา ได้แก่ เหลือบ. บทว่า มกสา ได้แก่ แมลงทุก
ชนิด. บทว่า สิรึสปา ได้แก่ สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเลื้อยคลานไป. บทว่า
ริสฺสมาโน ได้แก่ หวั่นไหว กระสับกระส่าย. บทว่า มิยฺยมาโน ได้แก่
ตาย. บทว่า อยํ ภิกฺขเว ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความลำบาก
ซึ่งอาศัยการเลี้ยงชีวิตด้วยศิลปะมีการนับคะแนนเป็นต้น มีความหนาวเป็นต้น
เป็นปัจจัย. บทว่า กามานํ อาทีนโว คือ เป็นอันตราย ความว่า เป็น
อุปสรรคในกามทั้งหลาย. บทว่า สนฺทิฏฺฐิโก คือ ประจักษ์ ได้แก่พึงเห็น
เอง. บทว่า ทุกฺขกฺขนฺโธ ได้แก่ เป็นกองทุกข์. ในบททั้งหลายมีกามเหตุ
เป็นต้น กามทั้งหลายชื่อว่าเป็นเหตุแห่งโทษนั้น เพราะอรรถว่าเป็นปัจจัย
เพราะฉะนั้น โทษนั้น จึงชื่อว่ากามเหตุ แปลว่ามีกามเป็นเหตุ. กามทั้งหลาย
ชื่อว่า เป็นต้นเค้าของโทษนั้น เพราะอรรถว่า เป็นรากเหง้า เพราะฉะนั้น
โทษนั้น จึงชื่อว่า กามนิทาน แปลว่า มีกามเป็นต้นเค้า แต่ท่านกล่าวว่า

129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 130 (เล่ม 18)

กามนิทานํ เพราะคลาดเคลื่อนทางลิงค์. กามทั้งหลาย ชื่อว่า เป็นตัวบังคับ
ของโทษนั้น เพราะอรรถว่า การณ์ เพราะฉะนั้น โทษนั้น จึงชื่อว่า
กามาธิกรณะ แปลว่า มีกามเป็นตัวบังคับ. แต่ท่านกล่าวว่า กามาธิกรณํ
เพราะความคลาดเคลื่อนทางลิงค์. บทว่า กามานเมว เหตุ นี้เป็นคำกำหนด
อธิบายว่า โทษเกิดขึ้นเพราะกามเป็นปัจจัยนั้นเทียว. บทว่า อุฏฺฐหโต คือ
ขยันด้วยความเพียรเป็นเหตุให้มีอาชีพเป็นหลักฐานะ บทว่า ฆฏโต ได้แก่
สืบต่อความเพียรนั้นให้มากขึ้นกว่าในวันก่อน ๆ. บทว่า วายมโต ความว่า
กระทำความพยายาม ความบากบั่น ความประกอบ. บทว่า นาภินิปฺผชฺชนฺติ
ความว่า โภคะนั้นย่อมไม่สำเร็จ คือ ไม่ขึ้นสู่เงื้อมมือ. บทว่า โสจติ คือ
ย่อมเศร้าโศกด้วยความเศร้าโศกอันแรงกล้าเกิดขึ้นในจิต. บทว่า กิลมติ ได้แก่
ย่อมลำบากด้วยทุกข์ที่เกิดขึ้นในกาย. บทว่า ปริเทวติ ได้แก่ ย่อมคร่ำครวญ
ด้วยวาจา. บทว่า อุรตฺตาฬึ คือ ตีอก. กนฺทติ ได้แก่ ย่อมร้องไห้.
บทว่า สมฺโมหํ อาปชฺชติ ความว่า เป็นผู้เลอะเลือน ดุจปราศจากความ
รู้สึก. บทว่า โมฆํ แปลว่า เปล่า. บทว่า อผโล ได้แก่ ไร้ผล. บทว่า
อารกฺขาทิกรณํ คือ มีการคุ้มครองเป็นเหตุ. บทว่า กินฺติ เม คือ ด้วย
อุบายอะไรหนอแล. บทว่า ยํปิ เม. ความว่า ทรัพย์ที่เราทำการงานมีกสิกรรม
เป็นต้น ให้เกิดแล้วแม้ใด. บทว่า ตํปิ โน นตฺถิ ความว่า บัดนี้ ทรัพย์
แม้นั้นของเราก็ไม่มี. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการณ์ด้วยบทแม้มีอาทิว่า
ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว เหตุ ดังนี้แล้วทรงแสดงโทษ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กามเหตุ ความว่า แม้พวกกษัตริย์ก็วิวาท
กันกับพวกษัตริย์ เพราะกามเป็นปัจจัย. บทว่า กามนิทานํ เป็นภาวน-
ปุงสกลิงค์ อธิบายว่า ทำกามทั้งหลายให้เป็นต้นเค้าแล้ววิวาทกัน. แม้บทว่า
กามาธิกรณํ ก็เป็น ภาวนปุงสกลิงค์ เหมือนกัน อธิบายว่า ทำกามทั้งหลาย

130
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 131 (เล่ม 18)

เป็นตัวบังคับแล้ววิวาทกัน. บทว่า กามานเมว เหตุ ความว่า วิวาทกัน
เพราะเหตุแห่งบ้าน นิคม เสนาบดี ปุโรหิต และฐานันดร เป็นต้น. บทว่า
อุปกฺกมนฺติ คือ ประหาร. บทว่า อสิจมฺมํ ได้แก่ ดาบและวัตถุมีโล่
เป็นต้น. บทว่า ธนุกลาปํ สนฺนยฺหิตฺวา ความว่า ถือธนูแล้วสอดแล่งธนู.
บทว่า อุภโต พฺยุฬฺหํ ได้แก่ รบกันทั้งสองฝ่าย. บทว่า ปกฺขนฺทนฺติ
คือ เข้าไป. บทว่า อุสูสุ คือ เมื่อลูกศรทั้งหลาย. บทว่า วิชฺโชตลนฺเตสุ
คือ พุ้งไป. บทว่า เต ตตฺถ คือ ฝูงชนเหล่านั้นในสงครามนั้น. ในบทว่า
อฏฺฏาวเลปนา อุปการิโย นั้น ก็มนุษย์ทั้งหลาย ก่อเชิงกำแพงด้วยอิฐ
ทั้งหลาย โดยมีสัณฐานเหมือนกลีบม้า แล้วฉาบปูนขาวเบื้องบน เชิงกำแพง
ทั้งหลายที่ทำอย่างนี้ เรียกว่า อุปการิโย เชิงกำแพงเหล่านั้น ฉาบด้วย
เปือกตมร้อน จึงชื่อว่า อฏฺฎาวเลปนา. บทว่า ปกฺขนฺทนฺติ ความว่า
ชนเหล่านั้น เมื่อถูกยิงด้วยอาวุธมีลูกศรเหล็กแหลมคมเป็นต้น ภายใต้เชิง
กำแพงเหล่านั้นบ้าง เมื่อไม่อาจเพื่อปีนหนี เพราะกำแพงลื่นเป็นมันบ้าง จึง
วิ่งพล่านไปมา. บทว่า ฉกณฏิยา คือ ด้วยโคมัยอันร้อน. บทว่า อภิวคฺเคน
ความว่า ชนทั้งหลายยืนที่ประตูชั้นบนอันมาถึงว่า พวกเราจักทำคราดนั้น
พร้อมกับฟันโดยอาการมีฟันแปดซี่ ทำลายประตูนครเข้าไป แล้วตัดเครื่องผูก
และเชือกแห่งคราดนั้นแล้วสับด้วยคราดนั้น. บทว่า สนฺธึปิ ฉินฺทนฺติ คือ
ตัดที่ต่อแห่งเรือนบ้าง. บทว่า นิลฺโลปํ ความว่า โจมตีบ้านเป็นต้นแล้ว
กระทำการปล้นใหญ่ บทว่า เอกาคาริกํ ความว่า ฝูงชนประมาณ ๕๐ คน
บ้าง ประมาณ ๖๐ คนบ้าง โจมตีแล้ว จับเป็นให้นำออกมา. บทว่า ปริปนฺเถ
ติฏฺฐนฺติ ความว่า กระทำการดักตีในระหว่างทาง. บทว่า อฑฺฒทณฺฑเกหิ
ความว่า ด้วยค้อนทั้งหลาย หรือ ด้วยท่อนไม้ที่เขาตัดท่อนไม้ประมาณ ๔ ศอก
เพื่อให้สำเร็จการประหารให้เป็นสองส่วนถือไว้. บทว่า พิลงฺคถาลิกํ ได้แก่

131
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 132 (เล่ม 18)

กรรมกรณ์ คือต้มด้วยหม้อข้าว. พระราชาทั้งหลายเมื่อจะทรงทำกรรมกรณ์นั้น
ก็ถลกกะโหลกศีรษะออก เอาคีมปากนกแก้วจับก้อนเหล็กร้อนวางบนกะโหลก
ศีรษะนั้น เอาคีมเหล็กนั้นคีบมันสมองยกขึ้นเบื้องบน. บทว่า สํขมุณฺฑกํ
ได้แก่ กรรมกรณ์ คือ ขอดสังข์. เมื่อจะทำกรรมกรณ์นั้น ลอกหนังด้วย
การกำหนดจอนหูและโคนคอ ทั้งสองข้างให้ตั้งไว้เบื้องบน รวบผมทั้งหมดให้
เป็นกำหนึ่ง พันกับท่อนไม้ยกขึ้น หนังพร้อมกับผมทั้งหลายหลุดออก แต่นั้น
ก็เคาะหัวกะโหลกศีรษะด้วยก้อนหินหนา ล้างทำให้มีสีเหมือนสังข์. บทว่า
ราหุมุขํ ได้แก่ กรรมกรณ์ คือ ปากราหู. เมื่อจะทำกรรมกรณ์นั้นก็เปิดปาก
ด้วยขอเหล็ก ตามประทีปภายในปาก หรือเจาะปากด้วยเหล็กแหลม จนถึง
จอนหูทั้งสองข้าง. เลือดไหลออกเต็มปาก. บทว่า โชติมาลกํ ได้แก่
พันสรีระทั้งสิ้นด้วยผ้าชุบน้ำมันแล้วจุดไฟ. บทว่า หตฺถปชฺโชติกํ ได้แก่
พันมือทั้งสองข้างด้วยผ้าชุบน้ำมันแล้ว ตามประทีปให้โพลง. บทว่าเอรกว-
ตฺติกํ ได้แก่ กรรมกรณ์ คือนุ่งหนังช้าง. เมื่อทำกรรมกรณ์นั้นตัดแผ่นหนัง
ตั้งแต่คอขึ้นไปวางไว้ที่จอนผม ลำดับนั้น ก็ผูกมันด้วยเชือกทั้งหลายแล้วดึงไป
เขาเหยียบแล้วเหยียบอีกซึ่งแผ่นหนังของตน ก็ล้มลง. บทว่า จีรกวาสินํ
ได้แก่ กรรมกรณ์ คือนุ่งสาหร่าย. เมื่อทำกรรมกรณ์นั้นก็ลอกแผ่นหนังเหมือน
อย่างนั้นให้จดสะเอว ลอกตั้งแต่แต่สะเอวจดข้อเท้าทั้งสองข้าง สรีระล่างกับข้างบน
เป็นเหมือนผ้านุ่งที่ทำด้วยเปลือกปอ. บทว่า เอเณยฺยกํ ได้แก่ กรรมกรณ์
คือ ยืนกวาง. เมื่อจะทำกรรมกรณ์นั้น ก็มัดลวดเหล็กที่ข้อศอก และเข่า
ทั้งสองข้างแล้ว ก็ตอกเหล็กแหลมทั้งหลาย. เขายืนอยู่ในแผ่นดิน ด้วยเหล็ก-
แหลม ๔ อัน ลำดับนั้น ก็แวดล้อมเขา ก่อเพลิงเป็นเหมือนกวางล้อมไฟ
สมดังที่ท่านกล่าวไว้แม้ในที่มาแล้วอย่างนี้ว่า เขาถอดเหล็กแหลมตามเวลาอัน
สมควรนั้น ตอกไว้กับกระดูกสะเอว ๔ แห่ง นั้นเทียว ขึ้นชื่อว่า การกระทำ

132