พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 93 (เล่ม 18)

และด้วยการดื่มน้ำอร่อย และเพราะความที่เขาผลัดผ้าอาบน้ำแล้ว นุ่งผ้าเนื้อ
ละเอียดนอนหนุนถึงข้าวสาร บีบผ้าอาบน้ำ วางไว้ที่หฤทัย ถูกลมอ่อน ๆ พัด
นอนหลับ. ในบทนี้ว่า เอวเมว โข มีการเปรียบเทียบข้ออุปมาดังนี้. พึง
เห็นอริยมรรค เหมือนสระโบกขรณี. พึงเห็นการปฏิบัติในส่วนเบื้องต้น
เหมือนทางไปสระโบกขรณี. พึงเห็นบุคคลพร้อมพรั่งด้วยการปฏิบัติ เหมือน
บุคคลขึ้นสู่ทาง พึงเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีทิพยจักษุ เหมือนบุรุษผู้มี
จักษุ พึงเห็นนิพพาน เหมือนราวป่า บุรุษนั้นเห็นบุคคลผู้ขึ้นสู่ทางเทียว
ย่อมรู้ว่าบุคคลนี้ไปโดยทางนี้ อาบน้ำในสระโบกขรณีแล้ว จักนั่ง หรือจัก
นอน ที่โคนต้นไม้ในราวป่า อันน่ารื่นรมย์ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น
เหมือนกัน ทรงรู้บุคคลผู้บำเพ็ญปฏิปทา กำหนดนามรูป กระทำการกำหนด
ปัจจัย กระทำการงานด้วยวิปัสสนาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ว่า บุคคลนี้บำเพ็ญ
ปฏิปทานี้แล้ว ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เข้าถึงผลสมาบัติที่กล่าวแล้วอย่างนี้ว่า
เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้อยู่. ในกาลส่วนอื่น บุรุษนั้น เห็น
บุคคลนั้นอาบน้ำในสระโบกขรณีนั้นแล้ว เข้าไปสู่ราวป่าแล้วนั่งหรือนอน
เสวยเวทนาอันมีความสุขโดยส่วนเดียวฉันใด ในกาลส่วนอื่น พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าทรงเห็นบุคคลนั้นบำเพ็ญปฏิปทา เจริญมรรค กระทำให้แจ้งซึ่งผล
บรรลุผลสมาบัติ ซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์ อันถึงการนอนที่ประเสริฐ คือ
นิโรธ เสวยเวทนาอันมีสุขโดยส่วนเดียวฉันนั้นเหมือนกัน.
บทนี้ว่า ดูก่อนสารีบุตร อนึ่ง เราย่อมเข้าใจประพฤติพรหมจรรย์
ประกอบด้วยองค์ ๔ ดังนี้ ทรงปรารภเพราะเหตุไร. ทรงปรารภด้วยอำนาจ
การต่อเนื่องเป็นขั้นตอน. ได้ยินว่า สุนักขัตตะนี้ มีลัทธิอย่างนี้ว่า ความหมดจด
ย่อมมีด้วยการบำเพ็ญทุกกรกิริยา. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภ
เทศนานี้ เพื่อทรงแสดงแก่สุนักขัตตะนั้นว่า เราดำรงในอัตภาพหนึ่งได้กระทำ

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 94 (เล่ม 18)

ทุกกรกิริยาอันประกอบด้วยองค์สี่ แล้ว บุคคลที่ชื่อว่า ทำทุกกรกิริยาเช่นกับ
เราไม่มี เมื่อความหมดจดมีด้วยการทำทุกกรกิริยา เราเองพึงเป็นพระพุทธเจ้า
ดังนี้. อนึ่ง สุนักขัตตะนี้ เลื่อมใสในการทำทุกกรกิริยา ความที่เขาเป็นผู้
เลื่อมใสแม้นั้น พึงทราบโดยนัยอันมาแล้วในปาฏิกสูตร มีอาทิอย่างนี้ว่า
สุนักขัตตลิจฉวีบุตรได้เห็น ชีเปลือยชื่อโกรกขัตติกะ ประพฤติวัตรคลาน
เคี้ยว กินภักษาที่เขาเทลงในแผ่นดินด้วยปาก เขาครั้นเห็นแล้ว ได้มีความ
คิดนี้ว่า สมณะผู้คลาน เคี้ยว กินภักษาที่เทลงในแผ่นดินด้วยปากนั้นเทียวนี้ดี
หนอ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงว่า สุนักขัตตะเลื่อมใส
ในทุกกรกิริยา ก็เราดำรงในอัตภาพหนึ่งได้การทำทุกกรกิริยาอันประกอบ
ด้วยองค์สี่แล้ว สุนักขัตตะนี้แม้เมื่อจะเลื่อมใสในการทำทุกกรกิริยา ก็ควร
เลื่อมใสในเรา เขาหามีความเลื่อมใสในเรานั้นไม่ดังนี้ ได้ทรงปรารภเทศนานี้.
ทานก็ดี ไวยาวัจจ์ก็ดี สิกขาบทก็ดี พรหมวิหารก็ดี ธรรมเทศนาก็ดี
เมถุนวิรัติก็ดี สทารสันโดษก็ดี วิริยก็ดี อุโบสถก็ดี อริยมรรคก็ดี ศาสนา
ทั้งสิ้นก็ดี อัชฌาสัยก็ดี เรียกว่า พรหมจรรย์ ในที่นี้.
ก็ ทาน เรียกว่า พรหมจรรย์ ในปุณณกชาดกนี้ว่า
อะไรเป็นวัตรของท่าน ก็อะไรเป็น
พรหมจรรย์ ความสำเร็จ ความรุ่งเรือง
พละ ความเพียร และอุบัตินี้ เป็นวิบาก
ของผู้ประพฤติดีอะไร ข้าแต่ท่านผู้ประ-
เสริฐ ขอท่านจงบอกมหาวิมานแก่ข้าพเจ้าเถิด

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 95 (เล่ม 18)

ข้าพเจ้าและภริยาทั้งสอง เป็นผู้มี
ศรัทธาเป็นทานบดีในมนุษยโลก ในกาล
นั้น เรือนของข้าพเจ้าเป็นโรงงาน และ
สมณพราหมณีทั้งหลาย อันเราได้เลี้ยงดู
ให้อิ่มหนำสำราญแล้ว นั้นเป็นวัตรของ
ข้าพเจ้า ก็นั้นเป็นพรหมจรรย์ ความสำเร็จ
ความรุ่งเรือง พละ ความเพียรและอุบัตินี้
เป็นวิบากของผู้ประพฤติดีนั้น ท่านธีระ
ก็นี้เป็นมหาวิมานของข้าพเจ้า.
ไวยาวัจจ์ เรียกว่า พรหมจรรย์ ในอังกุรเปตวัตถุนี้ว่า
ฝ่ามือของท่านให้สิ่งที่น่าปรารถนา
เป็นที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย ผลบุญ
ย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือของท่าน เพราะพรหม-
จรรย์อะไร
ฝ่ามือของเราให้สิ่งที่น่าปรารถนา
เป็นที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย ผลบุญ
ย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือของเรา เพราะพรหม-
จรรย์นั้น.
สิกขาบทห้า เรียกว่า พรหมจรรย์ ในติตติรชาดกนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ชื่อว่า ติตติริยวัตร์นี้แล เป็นพรหมจรรย์ ดังนี้. พรหมวิหาร เรียกว่า
พรหมจรรย์ ในมหาโควินทสูตรนี้ว่า ดูก่อนปัญจสิกขะ ก็พรหมจรรย์นั้นแล
ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ย่อมไม่เป็นไปเพื่อคลายความกำหนัด ย่อม
เป็นไปเพียงเพื่อความอุบัติในพรหมโลกเท่านั้น. ธรรมเทศนา เรียกว่า พรหม-

95
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 96 (เล่ม 18)

จรรย์ ในบทนี้ว่า ในพรหมจรรย์หนึ่ง มีผู้ละมัจจุได้พันคน. เมถุนวิรัติ
เรียกว่า พรหมจรรย์ ในสัลเลขสูตรว่า พวกอื่นจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์
พวกเราจักประพฤติพรหมจรรย์ ในที่นี้. สทารสันโดษ เรียกว่า พรหม-
จรรย์ ในมหาธัมมาปาลชาดกว่า
เราไม่นอกใจภริยา และภริยาก็ไม่
ล่วงเกินเรา เราประพฤติพรหมจรรย์เว้น
ภริยาเหล่านั้น เพราะฉะนั้นแล เด็ก ๆ
ของเรา จึงไม่พึงตาย.
อุโบสถอันประกอบด้วยองค์แปด ที่รักษาแล้วด้วยอำนาจในการฝึกตน
เรียกว่า พรหมจรรย์ ในนิมิชาดก อย่างนี้ว่า
บุคคลย่อมเกิดในขัตติยะ ด้วยพรหม-
จรรย์ที่เลว และย่อมเกิดในเทพทั้งหลาย
ด้วยพรหมจรรย์ปานกลาง ย่อมหมดจด
ด้วยพรหมจรรย์ชั้นสูง.
อริยมรรค เรียกว่า พรหมจรรย์ ในมหาโควินสูตรนั้นเทียวว่า ดูก่อนปัญจสิกขะ
ก็พรหมจรรย์นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อความ
คลายกำหนัด ฯลฯ คือ มรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐนี้นั้นเทียว. ศาสนาทั้งสิ้น
อันสงเคราะห์เข้ากับสิกขา ๓ อย่าง เรียกว่า พรหมจรรย์ ในปาสาทิกสูตรว่า
พรหมจรรย์นี้นั้น กว้างขวาง และแพร่หลาย อันพิสดาร ชนรู้มาก เป็นปึกแผ่น
จนมนุษย์ทั้งหลายประกาศดีแล้วนั้นเทียว. อัธยาศัย เรียกว่า พรหมจรรย์
ในบทนี้ว่า

96
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 97 (เล่ม 18)

อนึ่ง ความหวังในผลเทียว ย่อม
สำเร็จแก่คนผู้ไม่รีบร้อน เราเป็นผู้มี
พรหมจรรย์ สุกแล้ว ดูก่อนคามิณี ท่านจงรู้
อย่างนี้.
ก็ความเพียร ท่านประสงค์ว่า พรหมจรรย์ในสูตรนี้. ก็สูตรนี้นั้นเทียว
เป็นสูตรแห่งพรหมจรรย์ คือ ความเพียร ความเพียรนี้นั้น ท่านกล่าวว่า
ประกอบด้วยองค์สี่ เพราะความที่ทุกกรกิริยา ๔ อย่าง อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงบำเพ็ญแล้วในอัตตภาพหนึ่ง.
คำว่า สุทํ ในบทว่า ตปสฺสี สุทํ โหมิ เป็นเพียงนิบาต อธิบาย
ว่า เราเป็นผู้อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส. บทว่า ปรมตปสฺสี ความว่า
มีความเพียรเครื่องเผากิเลสยอดเยี่ยม คือ สูงสุดของบุคคลทั้งหลายผู้อาศัย
ความเพียรเครื่องเผากิเลส. บทว่า ลูโข สุทํ โหมิ ความว่า เราเป็นผู้
เศร้าหมอง. บทว่า เชคุจฺฉิ ได้แก่ ผู้เกลียดชังบาป. บทว่า ปวิวิตฺโต สุทํ
โหมิ ความว่า เราเป็นผู้สงัด. บทว่า ตตฺรสฺส เม อิทํ สารีปุตฺต
ความว่า ในพรหมจรรย์มีองค์ ๔ นั้น พรหมจรรย์นี้เป็นวัตรในความที่มี
ความเพียรเครื่องเผากิเลสของเรา ทรงแสดงว่า พรหมจรรย์นี้เป็นอันเรา
กระทำแล้วในความที่มีความเพียรเผากิเลสมีของชีเปลือยเป็นต้น ในความที่
พระองค์ทรงอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส. ในบทเหล่านั้น บทว่า อเจลโก
ได้แก่ ผู้ปราศจากผ้า คือ คนเปลือย. บทว่า มุตฺตาจาโร ได้แก่ เรามี
มารยาทสละแล้ว คือ เว้นจากมรรยาทของกุลบุตรชาวโลกในกรรมทั้งหลาย
มีการถ่ายอุจจาระเป็นต้น เป็นผู้ยืนถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ เคี้ยว บริโภค.
บทว่า หตฺถาวเลขโน ความว่า ทรงแสดงว่า ครั้นเมื่อก้อนข้าวอยู่ในมือ
เราก็ใช้ลิ้นเลียมือ ครั้นถ่ายอุจจาระ เราก็เป็นผู้มีความสำคัญในมือนั้นเทียวว่า

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 98 (เล่ม 18)

เป็นท่อนไม้ใช้มือเช็ด ดังนี้. ได้ยินว่า พวกเขาบัญญัติท่อนไม้ว่า เป็นสัตว์
เพราะฉะนั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญปฏิปทาของพวกเขา จึงทรงกระทำอย่างนั้น.
ทรงแสดงว่า ผู้อันเขากล่าวเพื่อให้รับภิกษาว่า มาเถิด ท่านก็ไม่มา เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เขาเชิญให้มารับภิกษาก็ไม่มา แม้ผู้อันเขากล่าวว่า ถ้าอย่าง
นั้น จงหยุด ๆ เถิดท่าน ก็ไม่หยุด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เขาเชิญให้หยุด
ก็ไม่หยุด ก็เดียรถีย์ทั้งหลาย ย่อมไม่กระทำการแม้ทั้ง ๒ อย่างนั้น ด้วยเข้าใจว่า
คำของเขาจักกระทำแล้ว แม้เราก็ได้กระทำอย่างนี้. บทว่า อภิหตํ ได้แก่
ภิกษาที่เขาแบ่งไว้ก่อนแล้วนำมาให้. บทว่า อุทฺทิสฺส กตํ คือ ภิกษาที่
เขาบอกอย่างนี้ว่า ได้ทำเจาะจงท่านนี้. บทว่า นิมนฺตนํ ความว่า เราไม่
ยินดี ไม่ถือ แม้ภิกษาที่เขานิมนต์อย่างนี้ว่า ท่านพึงเข้าไปสู่ตระกูล ถนน
หรือบ้านชื่อโน้น. บทว่า น กุมฺภิมุขา คือ เราไม่รับภิกษาอันเขาตักจาก
หม้อให้. บทว่า น กโฬปิมุขา ความว่า หม้อข้าว หรือ ปัจฉิ ชื่อว่า
กโฬปิ เราไม่รับภิกษาจากหม้อข้าวนั้น เพราะเหตุไร เพราะว่า เจ้าของ
หม้อข้าว อาศัยเรา จะได้การประหารด้วยทัพพี. บทว่า น เอฬกมนฺตรํ
ความว่า เราไม่รับภิกษาที่เขายืนคร่อมธรณีประตูให้ เพราะเหตุไร เพราะว่า
บุคคลนี้อาศัยเราแล้ว ย่อมได้กระทำในระหว่าง. แม้ในท่อนไม้และสากทั้งหลาย
ก็นัยนัเเหมือนกัน. บทว่า น ทฺวินฺนํ ความว่า ครั้นเมื่อคนสองคน
กำลังบริโภค คนหนึ่งลุกขึ้นให้ เราก็ไม่รับ เพราะเหตุไร เพราะว่า จะมี
อันตรายจากการทะเลาะ. ก็ในบททั้งหลายมีบทว่า น คพฺภินิยา เป็นต้น
ทารกในท้องของหญิงมีครรภ์ จะลำบาก เมื่อหญิงให้ดื่มน้ำมันอยู่ ทารกก็จะ
มีอันตรายแต่น้ำนม. บทว่า ปุริสนฺตรคตาย ความว่า เราไม่รับด้วยคิดว่า
จะมีอันตรายแต่ความยินดี. บทว่า น สํกิตฺตีสุ ความว่า ไม่รับภิกษาที่
นัดแนะกันทำไว้ ได้ยินว่า ในเวลาข้าวยากหมากแพง สาวกของอเจลกทั้งหลาย

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 99 (เล่ม 18)

ก็จะชักชวนกันรวบรวมข้าวสารเป็นต้นจากที่นั้น ๆ หุงภัตเพื่อประโยชน์แก่
อเจลกทั้งหลาย อเจลกผู้เคร่งครัดไปแล้ว ไม่รับ. บทว่า น ยตฺถ สา
ความว่า ในที่ใด สุนัขได้รับการเลี้ยงดูว่า เราจักได้ก้อนข้าว เราไม่รับภิกษา
ที่เขาไม่ให้แก่สุนัขในที่นั้นแล้วนำมา เพราะเหตุไร. เพราะว่า สุนัขนั้นจะมี
อันตรายจากก้อนข้าว. บทว่า สณฺฑสณฺฑจารินี ความว่า มีแมลงวันไต่ตอม
เป็นกลุ่ม ๆ ก็ถ้ามนุษย์ทั้งหลายเห็นอเจลกแล้ว คิดว่า เราจักให้ภิกษาแก่
อเจลกนี้ เข้าไปสู่โรงครัว ก็ครั้นพวกเขาเข้าโรงครัว แมลงวันทั้งหลายที่จับ
อยู่ที่ปากหม้อข้าวเป็นต้น ก็จะบินไต่ตอมเป็นกลุ่ม ๆ เราไม่รับภิกษาที่เขานำ
มาจากหม้อข้าวนั้น เพราะเหตุไร เพราะว่า แมลงวันทั้งหลายจะมีอันตราย
จากอาหาร เพราะอาศัยเรา แม้เราก็ได้ทำอย่างนั้นแล้ว. บทว่า น ถุโสทกํ
ความว่า น้ำที่หมักเกลือที่เขาทำด้วยข้าวหมักทั้งหมด ก็ในที่นี้ การดื่มสุรา
นั้นเทียว มีโทษ ก็คนนั้นมีความสำคัญว่ามีโทษ. ผู้ได้ภิกษาในเรือนเดียว
เท่านั้นแล้ว กลับ ชื่อว่า เอกาคาริกะ. ผู้เลี้ยงชีพด้วยภิกษาคำเดียวเท่านั้น
ชื่อว่า เอกาโลปิกะ. แม้ในบททั้งหลายมี ทฺวาคาริกา เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า เอกิสฺสาปิ ทตฺติยา ความว่า ด้วยถาดใบน้อยหนึ่ง ถาดเล็ก ๆ ใบหนึ่ง
ซึ่งเขาใส่ภิกษาอย่างเลิศไว้ ชื่อว่า ทัตติ. บทว่า เอกาหิกํ ได้แก่ภิกษาที่
เก็บค้างในระหว่างหนึ่งวัน. บทว่า อฑฺฒมาสิกํ ได้แก่ภิกษาที่เก็บค้างใน
ระหว่างกึ่งเดือน. บทว่า ปริยายภตฺตโภชนํ ความว่า บริโภคภัตตวาระ คือ
บริโภคภัตที่เวียนมาตามวาระแห่งวันอย่างนี้ คือ วาระหนึ่งวัน วาระสองวัน
วาระเจ็ดวัน วาระกึ่งเดือน. บทว่า สากภกฺโข ได้แก่ มีผักดองสดเป็น
ภักษา. บทว่า สามากภกฺโข ได้แก่ มีข้าวสารแห่งข้าวฟ่างเป็นภักษา.
ข้าวเหนียวที่เกิดเองในป่า ชื่อว่า ลูกเดือย ในบททั้งหลายมีนีวาราเป็นต้น.
บทว่า ททฺทุลํ ได้แก่ กากข้าวซึ่งเขาขัดเอาเปลือกออกหมดแล้วทิ้ง. เปลือก

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 100 (เล่ม 18)

ไม้ก็ดี สาหร่ายก็ดี ยางไม้มีกรรณิกาเป็นต้นก็ดี เรียกว่า หฏะ. บทว่า กณํ
ได้แก่ รำข้าว. บทว่า อาจาโม ได้แก่ ข้าวที่ไหม้เกรียมติดหม้อข้าว ถือ
เอาข้าวดังนั้นในที่ซึ่งเขาทิ้งแล้วเคี้ยวกิน. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า น้ำข้าว
ดังนี้บ้าง. วัตถุทั้งหลายมีแป้งเป็นต้น ปรากฏแล้ว. บทว่า ปวตฺตผลโภชี
ได้แก่ บริโภคผลไม้ที่หล่นแล้ว. บทว่า สาณานิ ได้แก่ ผ้าเปลือกป่าน.
บทว่า มสาณานิ คือ ผ้าแกมกัน. บทว่า ฉวทุสฺสานิ ได้แก่ ผ้าที่เขา
ทิ้งจากศพ. หรือผ้าที่เขาถักวัตถุมีหญ้าตะไคร้น้ำเป็นต้นทำเป็นผ้านุ่ง. บทว่า
ปํสุกูลานิ ได้แก่ ผ้าเปื้อนที่เขาทอดทิ้งในแผ่นดิน. บทว่า ติริฎานิ
ได้แก่ ผ้าเปลือกไม้. บทว่า อชินํ คือ หนังเสือ. บทว่า อชินกฺขิปํ คือ
หนังเสือนั้นเอง มีทาฬิกะในท่ามกลาง บางท่านกล่าวว่า มีเล็บ ดังนี้บ้าง.
บทว่า กุสจีรํ คือ ผ้าที่เขาถักหญ้าคาทำเป็นผ้า. แม้ในผ้าเปลือกปอ และ
ผ้าที่ทำจากผลไม้ทั้งหลาย ก็มีนัยเช่นเดียวกัน . บทว่า เกสกมฺพลํ ได้แก่ ผ้า
กัมพลที่ทำด้วยผมมนุษย์ทั้งหลาย. ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ผ้าบางอย่างที่เขาทอแล้ว ผ้ากัมพลที่ทำด้วยผมมนุษย์ เลวกว่าผ้าเหล่า
นั้น ในเวลาหนาวก็จะเย็น ในเวลาร้อนก็จะร้อน มีราคาน้อย มีสัมผัสหยาบ
และระเหยกลิ่นเหม็น. บทว่า วาลกมฺพลํ คือ ผ้ากัมพลที่ทำด้วยขนม้า
เป็นต้น. บทว่า อุลูกปกฺขํ ได้แก่ ผ้าที่เขาถักขนปีกนกเค้าทำเป็นผ้านุ่ง.
บทว่า อุพฺภฏฺฐโก ได้แก่ เป็นผู้ยืนขึ้น. บทว่า อุกฺกุฎิกปฺปธานมนุ-
ยุตฺโต คือ ผู้ตามประกอบความเพียรนั่งกระโหย่ง แม้เมื่อจะเดินก็เป็นผู้กระ-
โหย่ง เหยียบพื้นไม่เต็มเท้าเดินไป. บทว่า กณฺฏกาปสฺสยิโก ความว่า
ทรงแสดงว่า เราตอกหนามเหล็ก หรือหนามปกติในแผ่นดินแล้ว ลาดหนึ่ง
บนหนามนั้นแล้วทำกิจมีการยืนและการจงกรมเป็นต้น. บทว่า เสยฺยํ ความว่า
เราแม้เมื่อจะนอน ก็สำเร็จการนอนบนหนามนั้นนั่นเทียว. บทว่า สายตติยกํ

100
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 101 (เล่ม 18)

คือ วันละสามครั้ง ทรงแสดงว่า เราขวนขวายการประกอบเนืองๆ ซึ่งการลง
น้ำอยู่ว่า เราจักลอยบาปวันละสามครั้ง คือ เวลาเช้า เวลาเที่ยง เวลาเย็น.
บทว่า เนกวสฺสคณิกํ ได้แก่สั่งสมในการนับด้วยปีมิใช่น้อย. บทว่า
รโชชลฺลํ ได้แก่ มลทินคือธุลี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงกาลแห่งสมา-
ทานรโชชัสลกวัตรของพระองค์ จึงตรัสถึงมลทินคือ ธุลีนี้. บทว่า เชคุจฺ-
ฉิสฺมึ คือ ในภาวะทรงเกลียดบาป. บทว่า ยาว อุทกพินฺทุมฺหิปิ ความว่า
เราได้ตั้งความเอ็นดูแม้ในหยดน้ำ ก็จะกล่าวไปใยในก่อนกรวด ก้อนดิน ท่อน
ไม้ และทรายเป็นต้นเหล่าอื่นเล่า. ได้ยินว่า เขาเหล่านั้นบัญญัติหยดน้ำ และ
วัตถุทั้งหลายมีก้อนกรวดและก้อนดินเป็นต้นเหล่านั้นว่าเป็นสัตว์เล็กๆ. ด้วย
เหตุนั้น จึงตรัสว่า เราได้ตั้งความเอ็นดูเพียงในหยดน้ำ ดังนี้. เราไม่ฆ่า
ไม่ล้างผลาญแม้หยดน้ำ เพราะเหตุไร. เพราะเราอย่าได้ล้างผลาญสัตว์เล็ก ๆ
ที่อยู่ในที่อันไม่สม่ำเสมอเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่ล้างผลาญ คือ ฆ่าสัตว์
เล็กๆ กล่าวคือ หยดน้ำที่อยู่ในที่เสมอดุจในเนิน บนบก ปลายหญ้า และ
กิ่งไม้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงเนื้อความนั่นว่า เรามีสติก้าวไป
ข้างหน้า ดังนี้. นัยว่า ในอเจลกทั้งหลาย อเจลก ชื่อว่า เป็นผู้มีศีล จำเดิม
แต่กาลแห่งตนเหยียบแผ่นดินไม่มี อเจลกทั้งหลายถึงไปสู่ภิกษาจารก็เป็น
ผู้ทุศีลไป ถึงบริโภคในเรือนอุปัฏฐากทั้งหลาย ก็เป็นผู้ทุศีลบริโภค แม้กลับ
มาก็เป็นผู้ทุศีลกลับมา. แต่ในเวลาอเจลกทั้งหลายเข้าสู่กระดานโดยแววหาง
นกยูง อธิษฐานศีลนั่งอยู่ ในเวลานั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้มีศีล. บทว่า วนกมฺมิกํ
ได้แก่ผู้เที่ยวไปในป่า เพื่อประโยชน์แก่เหง้ารากเเละผลไม้เป็นต้น. บทว่า
วเนน วนํ คือ จากป่าสู่ป่า. ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้. บทว่า ปปตามิ คือ
เราไป. บทว่า อารญฺญโก คือ เนื้ออยู่ประจำในป่า ทรงหมายถึงกาลแห่ง
อาชีวกของพระองค์ จึงตรัสคำนี้. นัยว่า พระโพธิสัตว์บวชเป็นอาชีวกนั้น

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 102 (เล่ม 18)

เพื่อประโยชน์แก่ทรงยึดการอยู่ป่าเป็นวัตร แม้ทรงรู้ถึงความบรรพชานั้นไม่มี
ประโยชน์แต่ก็ไม่ได้สึก เพราะพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมไม่เวียนกลับจาก
ฐานะที่เข้าถึงเป็นธรรมดา แต่ครั้นบวชแล้ว ก็ทรงคิดว่า ใครๆ อย่าได้เห็น
เรา แต่นั้นเทียวจึงเสด็จเข้าป่า เพราะเหตุนั้นแล จึงตรัสว่า ชนเหล่านั้น
อย่าได้เห็นเรา และเราก็อย่าได้เห็นชนเหล่านั้น ดังนี้. บทว่า โคฏฺฐา ได้
แก่ ดอกโค. บทว่า ปติฏฺฐิตคาโว คือ เหล่าใดออกไปแล้ว. ในบท
เหล่าห็น บทว่า จตุกุณฺฑิโก ความว่า เที่ยวไป ยืนมองเห็นคนเลี้ยงโค
ออกไปพร้อมกับโคทั้งหลายแล้ว วางมือทั้งสองข้าง และเข่าทั้งสองลงบนแผ่น
ดินคลานเข้าไปอย่างนี้. บทว่า ตานิ สุทํ อาหาเรมิ ความว่า กากโคมัย
ของลูกโคแก่ย่อมไม่มีโอชารส เพราะฉะนั้น เว้นกากโคมัยเหล่านั้น จึงกิน
โคมัยที่มีรสโอชะของลูกโคอ่อนซึ่งยังดื่มน้ำนมเต็มท้องดีแล้ว เข้าสู่ราวป่าอีกนั้น
เทียว. ทรงหมายถึงคำนี้ จึงตรัสว่า นัยว่า เรากินโคมัยเหล่านั้น ดังนี้. บทว่า
ยาว กีวญฺจ เม ความว่า มูตร และกรีสของตนของเรา ยังไม่สิ้นไปตลอด
กาลใด รอยเท้าที่ประตูของเรายังเป็นไปเพียงใด เราก็กินมูตรและกรีสนั้นเทียว
ตลอดกาลเพียงนั้น . ก็ครั้นเมื่อกาลล่วงไป ๆ เนื้อและโลหิตสิ้นไป รอยเท้าใน
ประตูหมดไป เราก็กินโคมัยของลูกโคอ่อน. บทว่า มหาวิกฏโภชนสฺมึ
ได้แก่ในโภชนะชนิดใหญ่ อธิบายว่า ในโภชนะผิดปกติ.
คำว่า ตตฺร ในบทว่า ตตฺร สุทํ สารีปุตฺต ภึสนกสฺส วนสณฺ
ฑสฺส ภีสนกสฺมึ โหติ เป็นคำบ่งถึงคำต้น. ศัพท์ว่า สุทํ เป็นนิบาตใน
คำสักว่าทำบทให้เต็ม. บทว่า สารีปุตฺต เป็นคำร้องเรียก. ก็อรรถโยชนา
ในบทนั้นมีดังนี้. บทว่า ตตฺร ความว่า เป็นความน่ากลัวแห่งราวป่าที่น่า
กลัวที่ตรัสไว้ในบทว่า ในราวป่าอันน่ากลัว แห่งใดแห่งหนึ่ง อธิบายว่า เป็น
การการทำที่น่ากลัว. เป็นอย่างไร เป็นอย่างนี้ว่า บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งยังไม่ปราศ-

102