พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 23 (เล่ม 18)

พระภาคเจ้า เมื่อจะทรงทำลายความเป็นผู้มีธุระเสมอกันนั้นของปริพาชก
เหล่านั้น จึงตรัสว่า เอวํ วาทิโน ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
เอกา นิฏฺฐา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงถามอย่างนี้ว่า
ความสำเร็จอันเป็นที่สุดแห่งความเลื่อมใสนั้นใด ความสำเร็จนั้นมีอย่างเดียว
หรือมีมากอย่าง. ก็เพราะชื่อผู้บัญญัติความสำเร็จในลัทธินั้น ๆไม่มี อสัญญีภพ
จึงถูกกำหนดอย่างนี้ว่า ก็พรหมโลกเป็นของพวกพราหมณ์ ความสำเร็จ คือ
ความดับมีอย่างเดียว อาภัสสราเป็นของพวกดาบส สุภกิณหาเป็นของพวกปริ-
พาชก โดยที่สุดเป็นของพวกอาชีวก. ก็อรหัต คือ ความสำเร็จในศาสนานี้.
ก็พวกปริพาชกเหล่านั้นทั้งหมดย่อมกล่าวว่า อรหัตเท่านั้น คือความสำเร็จ.
อนึ่ง ย่อมบัญญัติโลกทั้งหลายมีพรหมโลกเป็นต้น ด้วยอำนาจทิฏฐิ เพราะ
ฉะนั้น จึงบัญญัติความสำเร็จมีอย่างเดียวเท่านั้นด้วยอำนาจแห่งลัทธิของตน ๆ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงความสำเร็จนั้น จึงตรัสว่า เมื่อจะพยากรณ์
โดยชอบ ดังนี้เป็นต้น.
บัดนี้ ครั้นเมื่อความสำเร็จ ๒ อย่าง คือ ความสำเร็จมีอย่างเดียวใน
ศาสนานี้สำหรับภิกษุทั้งหลายด้วย ความสำเร็จมีอย่างเดียวสำหรับเดียรถีย์ทั้ง
หลายด้วย ดำรงอยู่เหมือนลูกความทั้งหลายฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อ
ทรงแสดงวัตรแห่งการประกอบเนืองๆ จึงตรัสว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ความ
สำเร็จนั้นเป็นของผู้มีราคะ หรือของผู้ปราศจากราคะ ดังนี้เป็นต้น. ในที่นี้
เพราะธรรมดาความสำเร็จของผู้มีกิเลสทั้งหลายมีผู้อันราคะย้อมเป็นต้นไม่มี
เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงพยากรณ์โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ความ
สำเร็จนั้นเป็นของผู้ปราศจากราคะแก่เดียรถีย์ทั้งหลาย ผู้เห็นโทษนี้ว่า ผิว่าแม้
สุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้นจะพึงมีไซร้ ก็จะพึงมี ดังนี้. บรรดาบทเหล่า
นั้น บทว่า วิทฺทสุโน ได้แก่ บัณฑิต. บทว่า อนุรุทฺธปฏิวิรุทฺธสฺส ได้

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 24 (เล่ม 18)

แก่ ผู้ยินดีด้วยราคะผู้ยินร้ายด้วยความโกรธ. ในบทว่า ปปญฺจารามสฺส
ปปญฺจรติโน นั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดีในความเนิ่นช้านั้น เพราะฉะนั้น
ความเนิ่นช้านั้น จึงชื่อว่า อาราโม เป็นที่มายินดี. ความเนิ่นช้าเป็นที่มายินดี
ของบุคคลนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า ปปญฺจาราโม แปลว่าผู้มี
ความเนิ่นช้าเป็นที่มายินดี. ความยินดีในความเนิ่นช้าของบุคคลนั้น เพราะ
ฉะนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า ปปญฺจรตี ผู้ยินดีในความเนิ่นช้า. บทว่า ปปญฺโจ
นั้น เป็นชื่อของตัณหาทิฏฐิและมานะ อันเป็นไปแล้วโดยความเป็นอาการของ
ผู้มัวเมาและผู้ประมาทแล้ว. ก็ในที่นี้ ท่านประสงค์เฉพาะตัณหาและทิฏฐิเท่า
นั้น. กิเลสอย่างเดียวเท่านั้นมาแล้วในฐานะ ๕ ว่าของผู้มีราคะเป็นต้น พึง
ทราบอาการและความเป็นต่าง ๆ ของกิเลสนั้น. ก็ท่านถือเอากิเลสด้วยอำนาจ
ราคะที่เจือด้วยกามคุณห้า ในที่ท่านกล่าวว่า สราคสฺส. ถือเอากิเลสด้วยอำนาจ
ภวตัณหาในบทว่า สตณฺหสฺส. ถือเอากิเลสด้วยอำนาจการยึดถือในบทว่า
สอุปาทานสฺส. ถือเอากิเลสด้วยอำนาจคู่ในบทว่า อนุรุทฺธปฏิวิรุทฺธสฺส.
ถือเอากิเลสด้วยอำนาจการแสดงความเกิดขึ้นของกิเลสเครื่องเนิ่นช้าในบทว่า
ปปญฺจรามสฺส. อีกอย่างหนึ่ง ถือเอากิเลสด้วยอำนาจอกุศลมูลในบทนี้ว่า
สราคสฺส. ถือเอากิเสสด้วยอำนาจอุปาทาน เพราะตัณหาเป็นปัจจัยให้บทนี้ว่า
สตณฺหสฺส. บทที่เหลือก็เช่นกับบทก่อนนั้นเทียว. ก็พระเถระกล่าวว่า ท่าน
จงกำจัดอย่างนี้เพราะเหตุไร เพราะโลภตัวเดียวนี้เท่านั้นกล่าวว่า ราคะ ด้วย
อำนาจแห่งความยินดี ก็ชื่อว่า ตัณหา ด้วยอำนาจการกระทำความทะยานอยาก
ชื่อว่า อุปาทาน ด้วยอรรถว่ายึดถือ ชื่อว่า ความยินดีและความยินร้าย ด้วย
อำนาจคู่ ชื่อว่า ปปัญจะ ด้วยอรรถว่า เกิดขึ้นแห่งกิเลสเครื่องเนิ่นช้า. บัดนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงทิฏฐิวาทะอันเป็นรากเหง้าของกิเลสเหล่านี้
จึงตรัสว่า เทฺวมา ภิกฺขเว ทิฏฺฐิโย ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 25 (เล่ม 18)

บทว่า ภวทิฏฺฐิ ได้แก่ ความเห็นว่าเที่ยง. บทว่า วิภวทิฏฺฐิ ได้แก่
ความเห็นว่าขาดสูญ. บทว่า ภวทิฏฺฐิ อลฺลีนา ความว่า ผู้แอบอิง ความ
เห็นว่าเที่ยงด้วยอำนาจตัณหาทิฏฐิ. บทว่า อุปคตา ความว่า เข้าถึงด้วย
อำนาจตัณหาทิฏฐิเทียว. บทว่า อชฺโฌสิตา ความว่า ตามเข้าไปด้วยอำนาจ
ตัณหาทิฏฐินั้นเทียว. บทว่า วิภวทิฏฺฐิยา เต ปฏิวิรุทฺธา ความว่า สมณะ
หรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้ยินร้ายว่า พวกท่านโง่เขลาพร้อมด้วยผู้
กล่าวว่าขาดสูญ ไม่รู้ว่า โลกนี้เที่ยง โลกนี้ไม่ขาดสูญ ขวนขวายในการทะเลาะ
เป็นนิตย์อยู่. แม้ในวาระที่สอง ก็นัยนี้เหมือนกัน. ในบทมีว่า สมุทยญฺจ
เป็นต้น แดนเกิดของทิฏฐิทั้งหลายมีสองอย่าง คือ ขณิกสมุทัย ๑ ปัจจยสมุทัย
๑. ความเกิดของทิฏฐิทั้งหลาย ชื่อว่า ขณิกสมุทัย ฐานะที่ตั้งอยู่ไม่ได้แห่ง
ทิฏฐิทั้งหลาย ชื่อว่า ปัจจยสมุทัย. อย่างไร. คือ ขันธ์ก็ดี อวิชชาก็ดี ผัสสะ
ก็ดี สัญญาก็ดี วิตกก็ดี อโยนิโสมนสิการก็ดี ปาปมิตรก็ดี เสียงกึกก้องอย่างอื่นก็ดี
จัดเป็นทิฏฐิฐานะ. ขันธ์ทั้งหลายเป็นเหตุ ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัย แห่งความ
เกิดขึ้นของทิฏฐิทั้งหลาย เพราะอรรถว่าตั้งขึ้นพร้อม. แม้ขันธ์ทั้งหลายชื่อว่า
ทิฏฐิฐานะ ด้วยประการฉะนี้. อวิชชา ผัสสะ สัญญา วิตก อโยนิโสมนสิการ
ปาปมิตร เสียงกึกก้องฝ่ายอื่น เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งความเกิดขึ้นของทิฏฐิ
ทั้งหลาย เพราะอรรถว่าตั้งขึ้นพร้อม. แม้เสียงกึกก้องฝ่ายอื่น ชื่อว่า ทิฏฐิฐานะ
ด้วยประการฉะนี้. แม้การตั้งอยู่ไม่ได้มีสองอย่างเท่านั้น คือ ขณิกัตถังคมะ ๑
ปัจจัยตถังคมะ ๑. ความสิ้น ความเสื่อม ความแตก ความสลาย ความไม่เที่ยง
ความหายไป ชื่อว่า ขณิกัตถังคมะ โสดาปัตติมรรค ชื่อ ปัจจัยตถังคมะ.
ก็โสดาปัตติมรรค ท่านกล่าวว่า ทำลายพร้อมซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย. บทว่า อสฺสาทํ
คือ กล่าวหมายถึงอานิสงส์อันมีทิฏฐิเป็นมูล. อธิบายว่า พระศาสดาทรงมีทิฏฐิใด
สาวกทั้งหลายก็เป็นผู้มีทิฏฐินั้น สาวกทั้งหลาย ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 26 (เล่ม 18)

บูชาย่อมได้พระศาสดาทรงมีทิฏฐิใด ทิฏฐินั้นเป็นต้นเหตุแห่งจีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ. คิลานปัจจัย เภสัชและบริขารทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็น
อานิสงส์ที่ประกอบด้วยทิฏฐิธรรมแห่งทิฏฐิ. บทว่า อาทีนวํ ได้แก่ อุปัททวะ
ซึ่งมีการยึดถือทิฏฐิเป็นมูล. อาทีนพนั้น พึงทราบด้วยอำนาจแห่งวัตรทั้งหลายมี
อาทิว่า วัคคุลิวัตร อุกกุฏิกปธานะ กัณฏกาปัสสยตา ปัญจาตปตัปปนะ
มรุปปปาตปตนะ เกสมัสสุโลจนะ อัปปาณกฌาน. บทว่า นิสฺสรณํ ได้แก่
นิพพาน ชื่อว่า สลัดออกซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย. บทว่า ยถาภูตํ นปฺปชานนฺติ
ความว่า สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใด ไม่รู้สมุทัยเป็นต้นนั้นทั้งหมด ตาม
สภาวะ. บทว่า น ปริมุจฺจนฺติ ทุกฺขสฺมา ความว่า ไม่หลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์
ทั้งสิ้น. ด้วยบทนี้ ทรงแสดงว่า ชื่อว่า ความสำเร็จของสมณะหรือพราหมณ์
เหล่านั้นไม่มี. บทว่า ปริมุจฺจนฺติ ทุกฺขสฺมา ความว่า ย่อมหลุดพ้นจาก
วัฏฏทุกข์ทั้งสิ้น. ด้วยบทนี้ ทรงตั้งไว้ซึ่งความสำเร็จมีในศาสนาเท่านั้น ดุจ
ทรงตัดสินคดีของลูกความทั้งสองว่า ความสำเร็จของสมณะหรือพราหมณ์เหล่า
นั้น มีอยู่ ดังนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงการตัดทิฏฐิ จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทาน ๔ อย่างเหล่านี้เป็นต้น. กถาว่าด้วยความพิสดาร
ของอุปาทานเหล่านั้น ได้กล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั้นเทียว. บทว่า สพฺพูปา-
ทานปริญฺญาวาทา ปฏิชานมานา ความว่า ปฏิญาณอย่างนี้ว่า เราทั้งหลาย
ย่อมกล่าวความรอบรู้ คือ ความก้าวล่วงอุปาทานทุกอย่าง. บทว่า น สมฺมา
สพฺพูปาทานสฺส ปริญฺญํ ปญฺญเปนฺติ ความว่า ย่อมไม่บัญญัติการก้าวล่วง
อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ. บางพวกบัญญัติความรอบรู้เพียงกามูปาทานเท่านั้น
บางพวกบัญญัติความรอบรู้เพียงทิฏฐุปาทาน บางพวกบัญญัติความรอบรู้แม้
เพียงสีลัพพตูปาทาน. แต่ผู้ชื่อว่าบัญญัติความรอบรู้อัตตวาทูปาทานไม่มี. ก็

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 27 (เล่ม 18)

เมื่อจะทรงแสดงการจำแนกอุปาทานเหล่านั้น จึงตรัสว่า บัญญัติความรอบรู้
กามูปาทานดังนี้เป็นต้น. ในอุปาทานเหล่านั้น สมณพราหมณ์แม้ทั้งหมด
บัญญัติความรอบรู้กามูปาทานเท่านั้น. ก็แม้ความเห็นนอกรีตนอกรอย ๙๖
ประการ ก็คือ กามแล อันบรรพชิตไม่พึงเสพ เพราะฉะนั้น สมณพราหมณ์
จึงไม่บัญญัติว่าผู้เสพวัตถุ ย่อมควร กระทำให้เป็นอกัปปิยเท่านั้นแล้ว จึง
บัญญัติ. ก็บุคคลเหล่าใดเสพ บุคคลเหล่านั้นเสพโดยไถยจิต. เพราะฉะนั้น
จึงตรัสว่า ย่อมบัญญัติความรอบรู้กามูปาทาน ดังนี้. เพราะสมณพราหมณ์
ถือว่าทานที่ให้แล้วไม่มีผล ดังนี้เป็นต้นเที่ยวไป ย่อมถือว่า ความบริสุทธิ์ด้วย
ศีล ความบริสุทธิ์ด้วยวัตร ไม่ใช่ความบริสุทธิ์ด้วยภาวนา ชื่อว่าไม่สละ
อัตตุปลัทธิ เพราะฉะนั้น จึงไม่บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐูปาทานอัตตวาทูปา-
ทาน. บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ ความว่า การไม่บัญญัตินั้นเป็นเหตุไร เเห่ง
อุปาทานเหล่านั้น คือ เพราะเหตุไร. บทว่า อิมานิ หิ เต โภนฺโต ความ
ว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น ไม่รู้การณ์ ๓ อย่างนี้ตามสภาวะ. ก็สมณ
พราหมณ์เหล่าใด ย่อมรู้ตามสภาวะในบทนั้นว่า เหตุแห่งการบัญญัติความ
รอบรู้สองอย่างคือ ทิฏฐิและสีลัพพตะ นั้นพึงละ ทรงหมายถึงสมณพราหมณ์
เหล่านั้น จึงตรัสวาระสองอย่างไว้ข้างหน้า. บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น
สมณพราหมณ์เหล่าใด ถือว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ดังนี้เป็นต้น สมณ-
พราหมณ์เหล่านั้น ย่อมบัญญัติความรอบรู้ทิฎฐูปาทาน. ส่วนเหล่าใด ถือว่า
ความบริสุทธิ์ด้วยศีล ความบริสุทธิด้วยวัตร ความบริสุทธิด้วยภาวนา เหล่านั้น
ย่อมบัญญัติความรอบรู้แม้สีลัพพตูปาทาน. แม้แม้ผู้หนึ่งไม่อาจเพื่อบัญญัติ
ความรอบรู้อัตตวาทูปาทานข้างหน้า. ก็เดียรถีย์ทั้งหลายผู้ได้สมาบัติแปดก็ดี
ผู้เอามือลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์อยู่ก็ดี ย่อมบัญญัติความรอบรู้ ๓
อย่าง แต่ไม่อาจเพื่อจะเปลื้องอัตตวาทะได้ เพราะฉะนั้น จึงตกอยู่ในวัฏฏะ

27
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 28 (เล่ม 18)

บ่อย ๆ นั้นเทียว. ก็เดียรถีย์เหล่านั้น ก็เหมือนกระต่ายรังเกลียดแผ่นดิน.
อุปมาเกี่ยวกับการสนทนาเนื้อเรื่องในที่นี้ดังนี้. ได้ยินว่า แผ่นดินกล่าวกะ
กระต่ายว่า แนะกระต่าย. กระต่ายพูดว่า นั้นใคร. แผ่นดิน. เจ้าสำเร็จ
อิริยาบถทั้งหมด ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะบนเราเทียว ทำไมจึงไม่รู้เรา
กระต่าย. ท่านเห็นเราด้วยดี ก็ที่อันเราเหยียบเป็นเหมือนที่ถูกต้องด้วยปลาย
นิ้ว น้ำที่ปล่อยออกมาก็มีประมาณน้อย กรีสก็เพียงเมล็ดตุมกา แต่แม้ที่อัน
ช้างและม้าเป็นต้นเหยียบแล้วเป็นที่ใหญ่ แม้ปัสสาวะของสัตว์เหล่านั้น
ประมาณเต็มหม้อ อุจจาระก็ประมาณกระเช้า เราพอละกับท่าน จึงกระโดดไป
อยู่ในที่อื่น. แต่นั้นแผ่นดินกล่าวกะกระต่ายนั้นว่า โอ ถึงเจ้าไปไกล เจ้าก็อยู่บน
เราแล้ว มิใช่หรือ. กระต่ายนั้นเกลียดแผ่นดินนั้นอีก จึงกระโดดไปอยู่ในที่อื่น.
กระต่ายกระโดดแล้วกระโดดอีกอยู่แม้พันปีอย่างนี้ ก็ไม่อาจพ้นแผ่นดินได้
เดียรถีย์ทั้งหลายก็เหมือนอย่างนั้น แม้บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่าง ก็ย่อม
บัญญัติการก้าวล่วงอุปาทาน ๓ อย่าง มีกามูปทานเป็นต้นเท่านั้น. แต่ไม่อาจ
เพื่อจะพ้นอัตตวาทะได้ เมื่อไม่อาจจึงตกอยู่ในวัฏฏบ่อย ๆ นั่นเที่ยว. ด้วย
ประการฉะนี้ เดียรถีย์ทั้งหลายไม่อาจเพื่อก้าวล่วงอุปาทานใด พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสถึงวาทะที่ตัดขาดทิฏฐิ ด้วยอำนาจแห่งอุปาทานนั้นแล้ว บัดนี้ เมื่อจะ
ทรงแสดงวาทะอันตัดความเลื่อมใส จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรม
วินัยเห็นปานนี้แล ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมวินเย
ได้แก่ ในธรรมและวินัย. ทรงแสดงศาสนาซึ่งไม่เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจาก
ทุกข์ ด้วยบทแม้ทั้งสอง. บทว่า โย สตฺถริ ปสาโท โส น สมฺมคฺคโต
ความว่า ก็ศาสดาในศาสนาที่ไม่เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ ทำกาละแล้ว
เป็นสีหะบ้าง เสือโคร่งบ้าง เสือเหลืองบ้าง หมีบ้าง เสือดาวบ้าง.
ส่วนสาวกทั้งหลายของศาสดานั้น เป็นเนื้อบ้าง สุกรบ้าง กระต่ายบ้าง. มันไม่

28
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 29 (เล่ม 18)

ทำความอดทน หรือความหวังดี หรือความเอ็นดูว่า สัตว์เหล่านี้ เคยเป็น
อุปัฏฐาก ผู้ให้ปัจจัยแก่เรา ฆ่าสัตว์เหล่านั้นแล้ว ดูดเลือดบ้าง กินเนื้อสัน
ทั้งหลายบ้าง. ก็อีกประการหนึ่ง ศาสดาเกิดเป็นแมว. สาวกทั้งหลายเป็นไก่
หรือหนู. ลำดับนั้น แมวก็จะไม่ทำความอนุเคราะห์ย่อมกินไก่หรือหนูเหล่านั้น
โดยนัยกล่าวแล้วนั้นเทียว. อนึ่ง ศาสดาเป็นนายนิรยบาล สาวกทั้งหลายเป็น
สัตว์นรก. นายนิรยบาลนั้น จะไม่ทำความอนุเคราะห์ว่า สัตว์เหล่านี้ เคยให้
ปัจจัยแก่เรา ย่อมทำกรรมกรณ์ต่าง ๆ ใส่ในรถที่ร้อนจัดบ้าง ให้ขึ้นภูเขาไฟ
บ้าง ทิ้งศีรษะลงในหม้อโลหะบ้าง ประกอบด้วยทุกขธรรมหลายอย่างบ้าง.
ก็หรือสาวกทั้งหลายตายไปเป็นสัตว์มีสีหะเป็นต้น. ศาสดาเป็นสัตว์อย่างใด
อย่างหนึ่งมีเนื้อเป็นต้น. สัตว์เหล่านั้นไม่ทำความอดทน หรือความหวังดี
หรือความเอ็นดูในสัตว์นั้นว่า เราเคยอุปัฏฐากสัตว์นี้ด้วยปัจจัยสี่ สัตว์นี้เคย
เป็นศาสดาของพวกเรา ดังนี้ ย่อมให้ถึงความพินาศ โดยนัยกล่าวแล้วนั้น
เทียว. ในศาสนาที่ไม่เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ด้วยประการฉะนี้ ความ
เลื่อมใสในศาสดาใด ความเลื่อมใสนั้นไม่ไปแล้วโดยชอบ แม้ไปสู่กาละอย่าง
ไรแล้ว จะพินาศในภายหลังนั้นเทียว. บทว่า โย ธมฺเม ปสาโท ความว่า
ก็ธรรมดาความเลื่อมใสในธรรม ในศาสนาที่ไม่เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์
เป็นความเลื่อมใสในตันติธรรม เพียงเรียน เล่าเรียน ทรงไว้และบอกแล้ว
แต่ความพ้นจากวัฏฏะไม่มีในความเลื่อมใสนั้น เพราะฉะนั้น ความเลื่อมใสใน
ธรรมนั้นใด ความเลื่อมใสนั้นรังแต่จะทำวัฏฎะให้ลึกบ่อย ๆ เพราะฉะนั้น
เรากล่าวว่าไม่ไปแล้วโดยชอบ คือ ไม่ไปแล้วโดยสภาวะ. บทว่า ยา สีเลสุ
ปริปูรการิตา ความว่า ความกระทำให้บริบูรณ์ด้วยอำนาจแห่งศีลทั้งหลาย
มีศีลแพะเป็นต้น ในศาสนาที่ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์แม้ใด ความกระทำให้
บริบูรณ์แม้นั้น ไม่ยังให้ถึงความพ้นจากวัฏฏะ คือ ความสลัดออกจากภพ

29
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 30 (เล่ม 18)

ได้ แต่เนื้อถึงพร้อม ย่อมนำมาสู่กำเนิดเดียรัจฉาน เมื่อให้ผลย่อมนำมาสู่นรก
เพราะฉะนั้น เราจึงไม่กล่าวว่าไปแล้วโดยชอบ. บทว่า ยา สหธมฺมิเกสุ
ความว่า ก็ในศาสนาอันไม่เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ หมู่สหธรรมิกบาง
พวกทำกาละแล้ว เป็นสัตว์แม้มีสีหะเป็นต้น บางพวกเป็นสัตว์มีเนื้อเป็นต้น
ในสัตว์เหล่านั้น พวกที่เป็นสัตว์มีสีหะเป็นต้น ไม่ทำกิจมีความอดทนเป็นต้น
ในสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเนื้อเป็นต้นว่า สัตว์เหล่านี้เป็นสหธรรมิกของพวกเรา
ดังนี้แล้ว ยังมหาทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย มีเนื้อเป็นต้นเหล่านั้น โดย
นัยกล่าวแล้วในบทก่อนนั้นเทียว เพราะฉะนั้น แม้ความเป็นที่รักและน่าพอใจ
ในหมู่สหธรรมิกนั้น เราจึงกล่าวว่า ไม่ไปแล้วโดยชอบ. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อจะทรงแสดงประเภทแห่งการณ์แม้ทั้งหมดนี้รวมกัน จึงตรัสว่า ข้อนั้น
เพราะเหตุอะไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะข้อนั้น ดังนี้เป็นต้น. ความสังเขป
ในบทนั้น ดังนี้. บทว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะข้อที่เรากล่าวว่าความ
เลื่อมใสในศาสดาใด ไม่ไปแล้วโดยชอบนั้นย่อมเป็นอย่างนี้ ดังนี้เป็นต้นนั้น
ย่อมเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุอะไร เพราะความเลื่อมใสเป็นต้นเหล่านั้น ใน
ธรรมวินัยที่ศาสดากล่าวชั่วแล้ว ฯลฯ มิใช่อันผู้รู้เองโดยชอบประกาศไว้. ก็
ในบทนั้น บทว่า ยถาตํ เป็นนิบาตลงในอรรถเเห่งตติยาวิภัตติ. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า ทูรกฺขาเต ได้แก่ กล่าวไว้ไม่ดี. ชื่อว่า ประกาศไม่ดี
แล้ว เพราะความที่ธรรมวินัยนั้นกล่าวไว้ไม่ดีนั้นเทียว. ก็ธรรมวินัยนี้นั้น
ย่อมไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มรรคและผล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อนิยฺยา-
นิโก แปลว่า ไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์. ชื่อว่า ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ
เพราะไม่เป็นไปเพื่อความสงบกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น. ชื่อว่า ไม่ใช่อันผู้
รู้เองโดยชอบประกาศไว้ เพราะอันผู้รู้เองโดยชอบ คือ สัพพัญญู ไม่ประ-
กาศไว้. ในธรรมวินัยนั้น มิใช่สภาพนำออกจากทุกข์ ไม่เป็นไปเพื่อความ

30
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 31 (เล่ม 18)

สงบ มิใช่อันผู้รู้เองโดยชอบประกาศไว้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า
ความเลื่อมใสในเดียรถีย์ทั้งหลายไร้ประโยชน์ ดุจความเลื่อมใสในสุนัขจิ้งจอก
ดื่มสุราฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้.
ได้ยินว่า สุนัขจิ้งจอก ตาบอดข้างเดียวตัวหนึ่งเข้าสู่นครในกลางคืน
กินส่าสุราแล้วนอนหลับในป่าบุนนาค ตื่นขึ้นในเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแล้วคิดว่า
เราไม่อาจไปในเวลานี้ได้ สัตว์ที่เป็นเวรกับเรามีมาก สมควรหลอกลวงคนหนึ่ง
ดังนี้. สุนัขจิ้งจอกนั้นเห็นพราหมณ์ผู้หนึ่งเดินไป จึงคิดว่าเราจักหลอกลวง
พราหมณ์นี้ แล้วกล่าวว่า ดูก่อนท่านพราหมณ์. พราหมณ์พูดว่า นั่นใคร
เรียกพราหมณ์. สุนัขจิ้งจอกตอบว่า เรา นาย ท่านจงมานี้ก่อน. พราหมณ์.
อะไรนาย. สุนัขจิ้งจอก. ท่านจงนำเราไปนอกบ้าน เราจักให้กหาปณะสอง
ร้อยแก่ท่าน. พราหมณ์นั้นพูดว่า เราจักนำไป แล้วจับที่เท้าทั้งหลาย. สุนัข
จิ้งจอกพูดว่า แน่ะพราหมณ์โง่ เราไม่มีกหาปณะทอดทิ้งไว้ กหาปณะเป็น
ของหาได้ยาก เจ้าจงจับเราดี ๆ. พราหมณ์. เราจะจับอย่างไร นาย. สุนัข
จิ้งจอก. ท่านจงเอาผ้าห่มสพายเราแล้วจับ. พราหมณ์จับสุนัขจิ้งจอกอย่างนั้น
แล้วไปสู่สถานใกล้ที่ประตูทางทิศใต้ แล้วถามว่า เราจักปล่อยในที่นี้. สุนัข
จิ้งจอก. นั่นที่ไหน. พราหมณ์. นั่นประตูใหญ่. สุนัขจิ้งจอก. เอ้ย
พราหมณ์โง่ ญาติของท่านเก็บกหาปณะไว้ในภายในประตูหรือ จงนำเราไปที่
อื่น. พราหมณ์นั้นบ่อย ๆ ไปพลางถามว่า เราจักปล่อยที่นี้ ๆ ถูกสุนัขจิ้งจอก
คุกคามแล้วบอกว่า ท่านจงไปที่ปลอดภัยแล้ว ปล่อยในที่นั้น ดังนี้แล้วปล่อย
ไป ถือผ้าสาฎก. กาณสิงคาลกล่าวว่า เราได้พูดไว้ว่า เราจักให้กหาปณะ
สองร้อยแก่ท่าน แต่เรามีกหาปณะมาก ไม่ใช่มีเพียงสองร้อยกหาปณะเท่านั้น
ท่านจงยืนดูพระอาทิตย์จนกว่าเราจะนำกหาปณะทั้งหลายมาให้ท่านแล้วค่อย ๆ
ไป กลับมาพูดกะพราหมณ์อีกว่า ท่านพราหมณ์ ท่านอย่ามองดูแต่ที่นี้

31
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 32 (เล่ม 18)

จงยืนมองดูพระอาทิตย์อย่างเดียว. ก็แลสุนัขจิ้งจอก ครั้นพูดอย่างนี้แล้ว ก็
เข้าไปสู่ป่าการะเกต หนีไปตามชอบใจ. ฝ่ายพราหมณ์มองดูพระอาทิตย์นั้น
เทียว จนเหงื่อไหลออกจากหน้าผาก เเละรักแร้. ลำดับนั้น รุกขเทวดาได้
กล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเชื่อสุนัขจิ้งจอก
ดื่มสุรา สุนัขจิ้งจอกทั้งร้อยไม่มีศิลปะ
กหาปณะตั้งสองร้อยจะมีแต่ที่ไหน.
ด้วยประการฉะนี้ ความเลื่อมใสในกาณสิงคาล ไร้ประโยชน์ ฉันใด
ความปีติอย่างดีในเดียรถีย์ ก็ไร้ประโยชน์ฉันนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงความที่ความเลื่อมใสในศาสนาที่ไม่
เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เป็นสิ่งไร้ประโยชน์แล้ว เพื่อทรงแสดงความที่
เลื่อมใสนั้นในศาสนาที่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ว่า เป็นสิ่งมีประโยชน์ จึง
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ตถาคตแล ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า กามูปาทานสฺส ปริญฺญํ ปญฺญาเปติ ความว่า ทรงบัญญัติความ
รอบรู้ในการละ คือ การก้าวล่วงกามูปาทาน ด้วยอรหัตตมรรค ทรงบัญญัติ
ความรอบรู้อุปทาน ๓ อย่างนอกนี้ ด้วยโสดาปัตติมรรค. บทว่า เอวรูเป
โข ภิกฺขเว ธมฺมวินเย ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมและวินัย
เห็นปานนี้ ทรงแสดงศาสนาที่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ด้วยบทแม้ทั้งสอง.
บทว่า สตฺถริ ปสาโท ความว่า ในศาสนาเห็นปานนี้ ความเลื่อมใสใน
พระศาสดาใด ความเลื่อมใสนั้น เรากล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ คือ ย่อมเป็น
ไปเพื่อสลัดออกจากทุกข์ในภพ. ในข้อนั้นมีเรื่องเหล่านี้.

32