พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 766 (เล่ม 17)

เธอพิจารณาเห็นภัยในอบายดังที่พรรณนามานี้ วิริยสัมโพชฌงค์ก็จะเกิด
ขึ้น.
วิริยสัมโพชฌงค์จะเกิดขึ้น แม้แก่ผู้เห็นอานิสงส์ ( ของความ
เพียร) อย่างนี้ว่า คนเกียจคร้านไม่อาจจะได้ นวโลกุตตรธรรม คน
ปรารภความเพียรเท่านั้นจึงอาจได้ นี้เป็นอานิสงส์ของวิริยะ.
วิริยสัมโพชฌงค์จะเกิดขึ้น แม้แก่ผู้พิจารณาเห็นทางดำเนินอย่างนี้
ว่า เธอพึงเดินทางที่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระมหา
สาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ได้เสด็จดำเนินไปและเดินไปแล้ว และ
ทางนั้นคนเกียจคร้านไม่อาจจะดำเนินไปได้.
วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่ภิกษุผู้พิจารณาเห็นความยำเกรง
ซึ่งบิณฑบาต เหมือนที่เกิดขึ้นแก่พระมหามิตตเถระอย่างนี้ว่า เหล่าชนผู้
บำรุงท่านด้วยปัจจัย มีบิณฑบาตเป็นต้นเหล่านี้ ไม่ใช่ญาติของท่านเลย
ไม่ใช่ทาสกรรมกรของท่านทั้งเขาไม่ได้ให้บิณฑบาตเป็นต้นอันประณีต แก่
ท่านด้วยคิดว่า พวกเราจักดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยท่าน โดยที่แท้เขาหวังว่า
สักการะของตนจะมีผลมาก จึงพากันถวาย แม้พระศาสดา ก็มิได้ทรง
เห็นอย่างนี้ว่า ภิกษุนี้ ฉันปัจจัยเหล่านี้แล้ว จักเป็นผู้มีกายมั่นคงมาก
อยู่อย่างสบาย ได้ทรงอนุญาตไว้แก่ท่าน โดยที่แท้ทรงอนุญาตปัจจัย
เหล่านั้นด้วยทรงพระประสงค์ว่า ภิกษุนี้เมื่อบริโภคปัจจัยเหล่านี้ จัก
บำเพ็ญสมณธรรมแล้วพ้นจากทุกข์ บัดนี้ เธอเกียจคร้านอยู่ จักไม่
ยำเกรงบิณฑบาตนั้น เพราะขึ้นชื่อว่า ความยำเกรงบิณฑบาตจะมีแก่
ภิกษุผู้ปรารภความเพียรเท่านั้น.

766
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 767 (เล่ม 17)

เรื่องพระมหามิตตเถระ
ได้ทราบว่า พระเถระ อาศัยอยู่ในที่ชื่อว่า กัสสกเลณะ และ
มหาอุบาสิกาคนหนึ่ง ในโคจรคาม ของพระเถระนั้น ได้ปฏิบัติพระเถระ
อย่างลูกชาย. วันหนึ่ง นางเมื่อจะเข้าป่าได้บอกลูกสาวว่า แม่หนู ข้าวเก่า
อยู่ในที่โน้น น้ำนมอยู่ที่โน้น เนยใสอยู่ที่โน้น น้ำอ้อยอยู่ที่โน้น ใน
เวลาที่คุณมิตร พี่ชายของเจ้ามา เจ้าจงหุงข้าวถวายพร้อมกับ นม
เนยใส และน้ำอ้อย เจ้าก็ควรกินด้วย ส่วนแม่ เมื่อวานกินข้าวตังกับ
น้ำผักดอง.
ลูกสาวถามว่า กลางวันแม่จะกินอะไรเล่าแม่ ?
เจ้าจงเอาข้าวป่น (ปลายข้าว) ต้มให้เป็นข้าวยาคูเปรี้ยว เติมผักดอง
ลงไป ตั้งไว้เถิดลูก แม่บอก.
พระเถระห่มจีวร แล้วนำบาตรออก ได้ยินเสียงนั้นแล้วกล่าวสอน
ตนว่า ได้ยินว่า มหาอุบาสิกาบริโภคข้าวดังกับน้ำผักดอง แม้ตอน
กลางวัน จักต้องบริโภคข้าวยาคูเติมน้ำผักดองอีก. แม่บอก (ให้หุง)
ข้าวเก่าเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่เจ้า ก็แลนางไม่ได้ปรารถนา นา สวน
ภัตร ผ้า เพราะอาศัยเธอ แต่ปรารถนาสมบัติ ๓ จึงถวาย เจ้าจัก
สามารถให้สมบัติเหล่านั้นแก่เธอ หรือว่าจักไม่สามารถ ก็แลบิณฑบาต
นี้ อันเจ้าผู้ยังมีราคะ โทสะ และโมหะ ไม่สามารถจะรับได้ จึงเก็บ
บาตรเข้าถุง ปล่อยเงื่อนงำไว้ กลับไปยังกัสสกเลณะตามเดิม เก็บ
บาตรไว้ใต้เตียง พาดจีวรไว้บนราวจีวร คิดว่า เรายังไม่บรรลุพระอรหัต
แล้ว จักไม่ออกไป นั่งบำเพ็ญเพียรแล้ว ท่านไม่ประมาท เป็นพระ
เก็บตัวอยู่อย่างไม่ประมาทตลอดกาลนาน เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต

767
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 768 (เล่ม 17)

ก่อนฉันนั่นเอง เป็นพระมหาขีณาสพ ยิ้มแย้มออกมาเหมือนดอกปทุม
ที่แย้มบานฉะนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้ ใกล้ประตูถ้ำ (เห็นท่าน
แล้ว) เปล่งอุทานอย่างนี้ว่า
ข้าแต่บุรุษอาชาไนย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่าน
ข้าแต่ท่านผู้สูงสุด ข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่าน ข้าแต่
ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านละอาสวะได้แล้ว จึงเป็นผู้สมควร
รับทักษิณา.
ดังนี้แล้ว กล่าวว่า ท่านเจ้าขา พวกหญิงแก่ ถวายภิกษาแด่
พระอรหันต์เช่นท่านผู้เข้าไปรับบิณฑบาตแล้ว จักพ้นทุกข์ได้.
พระเถระลุกขึ้นเปิดประตูดูเวลา ทราบว่ายังเข้าอยู่ จึงอุ้มบาตร
ครองจีวรเข้าไปยังหมู่บ้าน. ฝ่ายลูกสาวเตรียมภัตรแล้ว ( ก็ออกมา ) นั่ง
มองดูที่ประตู ด้วยหวังว่า หลวงพี่ของเราจักมาเดี๋ยวนี้ จักมาเดี๋ยวนี้.
เมื่อพระเถระมาถึงประตูเรือน เธอก็รับบาตร ไปใส่ข้าวก้อนเจือด้วยน้ำนม
ผสมด้วยเนยใสและน้ำอ้อย จนเต็มแล้ว นำมาประเคนที่มือ. พระเถระ
ทำการอนุโมทนาว่า จงมีความสุขเถิด ดังนี้ หลีกไป. ฝ่ายลูกสาวนั้น
ก็ได้ยืนมองท่านเพลินอยู่. เพราะเวลานั้น ฉวีวรรณของพระเถระผุดผ่อง
ยิ่งนัก อินทรีย์ทั้งหลายก็ผ่องใส ดวงหน้าก็แจ่มใสอย่างยิ่ง เหมือนผล
ตาลสุกที่เพิ่งหล่นจากขั้วฉะนั้น.
มหาอุบาสิกากลับมาจากป่า ถามว่า แม่หนู หลวงพี่ของเจ้ามา
แล้วหรือ ?
นางได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง. อุบาสิกาทราบว่า วันนี้ กิจ

768
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 769 (เล่ม 17)

บรรพชิตของพระลูกชายเรา ถึงที่สุดแล้ว จึงพูดว่า ลูกเอ๋ย หลวงพี่
ของเจ้า ยังอภิรมย์ ไม่เบื่อหน่ายในพระพุทธศาสนา.
วิริยสัมโพชฌงค์ ย่อมเกิดแม้แก่ภิกษุผู้พิจารณาเห็นความยิ่งใหญ่
แห่งมรดก ก็แลมรดกของพระศาสดานี้ คือ อริยทรัพย์ ๗ เป็นของ
ใหญ่หลวง ผู้เกียจคร้านไม่สามารถจะรับมรดกนั้นไว้ได้ เหมือนอย่างว่า
มารดาบิดาย่อมขจัดบุตรผู้เกเรให้ออกจากกองมรดก ด้วยสำคัญว่า เจ้านี่
ไม่ใช่ลูกของเรา (อีกต่อไป) เพราะปัจจัย ( คือการตัดขาด) ของ
พ่อแม่นั้น บุตรผู้เกเรนั้นย่อมไม่ได้รับมรดกฉันใด ถึงภิกษุผู้เกียจคร้าน
ก็ฉันนั้น จะไม่ได้รับมรดก คืออริยทรัพย์นี้ ภิกษุผู้ปรารภความเพียร
เท่านั้นจึงจะได้รับ.
วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้แม้พิจารณาถึงความยิ่งใหญ่
ของพระศาสดาอย่างนี้ว่า ก็แลพระศาสดาของเจ้ายิ่งใหญ่นัก เพราะว่าใน
เวลาที่พระศาสดาทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์พระมารดาก็ดี ในเวลา
เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ก็ดี ในเวลาตรัสรู้พระอนุตตรสัมโพธิญาณก็ดี
ในเวลาแสดงพระธรรมจักรก็ดี ในเวลาทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ เสด็จ
ลงจากเทวโลก และปลงพระชนมายุสังขารก็ดี หมื่นโลกธาตุก็หวั่นไหว
แล้ว ควรแล้วหรือที่เจ้าบวชในศาสนาของพระศาสดาเห็นปานนี้ แล้วจะ
มาเกียจคร้านอยู่.
วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้แม้พิจารณาถึงความยิ่งใหญ่แห่ง
ชาติ (กำเนิด) อย่างนี้ว่า แม้ว่าโดยกำเนิด บัดนี้ เจ้าก็ไม่ใช่คนที่มี
กำเนิดต่ำ เจ้ามาจากเชื้อสายของพระเจ้ามหาสมมต ไม่เจือปน (กับ
คนวรรณะอื่น) ทั้งได้เกิดในราชวงศ์ของพระเจ้าโอกากราช ได้เป็น

769
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 770 (เล่ม 17)

พระนัดดาของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช กับ พระนางมหามายาเทวี
(และ) เป็นพระกนิษฐภาดาของพระเจ้าพี่ราหุล อันธรรมดาว่าเจ้าได้
เป็นชินบุตรเห็นปานนี้ จะมามัวเกียจคร้านอยู่ ไม่สมควรเลย.
วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้แม้พิจารณาถึงความยิ่งใหญ่
ของเพื่อนสพรหมจารีอย่างนี้ว่า พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และ
พระอสีติมหาสาวก แทงตลอดโลกุตตรธรรม ด้วยความเพียรโดยแท้
เจ้าจักดำเนินไปตามทางของเพื่อนสพรหมจารีเหล่านั้น หรือจักไม่ดำเนิน
ตาม.
วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้หลีกเว้นบุคคลผู้เกียจคร้าน
สลัดทิ้งความเพียรทางกายและทางจิต ผู้เป็นเช่นกับงูเหลือม อึดอัด
เพราะกินเหยื่อจนเต็มท้อง แก่ภิกษุผู้คบหาบุคคลผู้มีตนตั้งมั่น ปรารภ
ความเพียร ทั้งแก่ภิกษุผู้มีจิตน้อม โน้ม นำไป เพื่อให้เกิดความเพียร
ในอิริยาบถทั้งหลาย มีอิริยาบถยืนและนั่งเป็นต้น.
ก็เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์นั้นเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ภิกษุย่อมทราบชัดว่า
ความเจริญเต็มที่ (แห่งวิริยสัมโพชฌงค์) มีได้ด้วยพระอรหัตตมรรค.
การเกิดขึ้นของปีติสัมโพชฌงค์
ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ คือ มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ธรรม
ทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งปีติสัมโพชฌงค์ การทำไว้ในใจโดยแยบคาย
และการทำให้มากในธรรม นี้เป็นอาหาร (ปัจจัย ) เพื่อให้ปีติสัม-
โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือเป็นไปเพื่อให้ปีติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้น
แล้ว ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่

770
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 771 (เล่ม 17)

ในพระพุทธพจน์นั้น ปีตินั่นเอง ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งปีติ-
สัมโพชฌงค์ การทำไว้ในใจ ที่ให้ปีติสัมโพชฌงค์นั้นเกิดขึ้น ชื่อว่าการ
ทำไว้ในใจโดยแยบคาย.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรม ๑๑ ประการ คือ พุทธานุสสติ ๑ ธัมมา-
นุสสติ ๑ สังฆานุสสติ ๑ สีลานุสสติ ๑ จาคานุสสติ ๑ และเทวตา-
นุสสติ ๑ อุปสมานุสสติ ๑ การหลีกเว้นบุคคลผู้เป็นโทษ ๑ การคบหา
บุคคลผู้เป็นคุณ ๑ การพิจารณาถึงพระสูตรอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
เลื่อมใส ๑ ความเป็นผู้น้อมไปในปีติสัมโพชฌงค์นั้น ๑. ย่อมเป็นไป
เพื่อความเกิดขึ้นแห่งปีติสัมโพชฌงค์.
อธิบายว่า สำหรับภิกษุผู้แม้หมั่นระลึกถึงพระพุทธคุณ ปีติ-
สัมโพชฌงค์ ย่อมเกิดขึ้นแผ่ไปทั่วร่างจนถึงอุปจารสมาธิ. สำหรับภิกษุ
ผู้หมั่นระลึกถึงพระธรรมคุณ พระสังฆคุณก็ดี ผู้พิจารณาถึงจตุปาริสุทธิ-
ศีล ที่รักษาไว้ไม่ขาด ตลอดกาลนานก็ดี ปีติสัมโพชฌงค์ ก็ย่อมเกิด
ขึ้นได้.
แม้สำหรับคฤหัสถ์ ผู้พิจารณาถึงศีล ๑๐ ศีล ๕ ก็ดี ผู้ถวาย
โภชนะอันประณีต แก่ท่านผู้เป็นสพรหมจารี ในคราวเกิดทุพภิกขภัย
เป็นต้น แล้วพิจารณาถึงการบริจาค (ของตน) ว่า เราได้ถวายอย่างนี้
ก็ดี ปีติสัมโพชฌงค์จะเกิดขึ้นได้.
อนึ่ง สำหรับคฤหัสถ์ผู้พิจารณาถึงทาน ที่ถวายแก่ท่านผู้มีศีล ใน
การเช่นนี้ก็ดี ผู้พิจารณาเห็นว่าเทวดาประกอบด้วยคุณเหล่าใด จึงถึง
ความเป็นเทวดา คุณเหล่านั้น มีอยู่ในตนก็ดี ปีติสัมโพชฌงค์ก็เกิด
ขึ้นได้.

771
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 772 (เล่ม 17)

สำหรับภิกษุผู้พิจารณาเห็นกิเลสที่ข่มได้แล้วด้วยสมาบัติว่า (กิเลส
เหล่านี้) ไม่ฟุ้งขึ้น เป็นเวลา ๖๐ ปีบ้าง ๗๐ ปีบ้างก็ดี ผู้
หลีกเว้นบุคคลผู้เศร้าหมองอันปรากฏชัดด้วยการไม่กระทำโดยความเคารพ
ในเมื่อได้เห็นพระเจดีย์ เห็นต้นโพธิ์ และเห็นพระเถระ ผู้ชื่อว่าเป็นเช่น
กับฝุ่นละออง (ที่จับเกาะ) บนหลังคา เพราะไม่มีความเลื่อมใสและ
ความรักในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นก็ดี ผู้คบหาบุคคลผู้ผ่องใส
มีจิตอันอ่อนโยน มากด้วยความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้า
เป็นต้นก็ดี ผู้พิจารณาถึงพระสูตรอันก่อให้เกิดความเลื่อมใส แสดงคุณ
ของพระรัตนตรัยก็ดี ผู้มีจิตโน้ม น้อม นำไป เพื่อให้เกิดปีติ ใน
อิริยาบถยืนและนั่งเป็นต้นก็ดี ปีติสัมโพชฌงค์ ย่อมเกิดขึ้นได้.
ก็เมื่อปีติสัมโพชฌงค์นั้น เกิดขึ้นแล้วอย่างนั้น ภิกษุย่อมรู้ชัดว่า
ความเจริญเต็มที่ (แห่งปีติสัมโพชฌงค์) มีได้ด้วยอรหัตตมรรค.
การเกิดขึ้นของปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ คือ มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย
กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ การทำในใจโดยแยบคาย และการทำให้มาก
ในกายปัสสัทธินั้น นี้เป็นอาหาร (ปัจจัย) ให้ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่ยัง
ไม่เกิด เกิดขึ้น หรือย่อมเป็นไปเพื่อให้ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้น
แล้ว ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่
อีกอย่างหนึ่ง ธรรม ๗ ประการ คือ การบริโภคโภชนะอัน
ประณีต ๑ การเสพสุขตามฤดู ๑ การเสพสุขตามอิริยาบถ ๑ ความ
เป็นผู้มีมัชฌัตตัปปโยคะ ๑ การหลีกเว้นบุคคลผู้มีกายกระสับกระส่าย ๑

772
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 773 (เล่ม 17)

การคบหาบุคคลผู้มีกายสงบ ๑ ความเป็นผู้น้อมไปในปัสสัทธิสัม-
โพชฌงค์นั้น ๑ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์.
อธิบายว่า สำหรับภิกษุผู้บริโภคโภชนะ ที่เป็นสัปปายะ มีรส
กลมกล่อม ประณีตก็ดี ผู้เสพฤดู ที่เป็นสัปปายะในบรรดาฤดูหนาว
และร้อน และอิริยาบถ ที่เป็นสัปปายะในบรรดาอิริยาบถยืนเป็นต้นก็ดี
ปัสสัทธิย่อมเกิดขึ้น.
ส่วนภิกษุใดมีลักษณะนิสัยเป็นมหาบุรุษย่อมอดทนต่อฤดูและอิริยาบถ
ทั้งปวงได้ทีเดียว คำนี้ท่านไม่ได้กล่าวหมายเอาภิกษุนั้น.
สำหรับภิกษุใด มีฤดูและอิริยาบถที่เป็นสภาค (ที่เป็นสัปปายะ)
และวิสภาค ( อสัปปายะ) ปัสสัทธิย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นนั่นแล ผู้แม้
เว้นฤดู และอิริยาบถ ที่เป็นวิสภาคเสีย แล้วเสพฤดูและอิริยาบถที่เป็น
สภาค.
การพิจารณาเห็นว่า ตน และบุคคลอื่น มีกรรมเป็นของตน
ท่านเรียกว่า มัชฌัตตัปปโยคะ ปัสสัทธิย่อมเกิดขึ้นได้ เพราะมัชฌัตตัปป-
โยคะนี้.
สำหรับภิกษุผู้หลีกเว้นบุคคลผู้มีกายกระสับกระส่าย ผู้เที่ยวเบียด-
เบียนบุคคลอื่นอยู่ตลอดเวลา ด้วยก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ผู้คบหา
บุคคลผู้มีกายสงบ ผู้สำรวมมือและเท้าก็ดี ผู้มีจิตโน้ม น้อม นำไปเพื่อ
ให้เกิดปัสสัทธิในอิริยาบถทั้งหลาย มียืนและนั่งเป็นต้นก็ดี ปัสสัทธิย่อม
เกิดขึ้นได้.
ก็เมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้นเกิดขึ้นแล้วอย่างนั้น ภิกษุย่อมรู้ชัดว่า
ความเจริญเต็มที่ (ของปัสสัทธิสัมโพชฌงค์) ย่อมมีด้วยอรหัตตมรรค).

773
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 774 (เล่ม 17)

การเกิดขึ้นของสมาธิสัมโพชฌงค์
สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ คือ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มีอยู่สมถนิมิต ที่เป็นอัพยัคคนิมิต การทำไว้ในใจโดยแยบคาย และ
การทำให้มากในสมถนิมิตนั้น นี้เป็นอาหาร ( ปัจจัย) ให้สมาธิ-
สัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น หรือย่อมเป็นไปเพื่อให้สมาธิสัมโพชฌงค์
ที่เกิดขึ้นแล้วภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่. ในสมาธิสัมโพชฌงค์นั้น
สมถนิมิตเป็นสมถะด้วย ชื่อว่าเป็นอัพยัคคนิมิต เพราะหมายความว่า
ไม่ฟุ้งซ่านด้วย.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรม ๑๑ ประการ คือการทำวัตถุให้สะอาด
หมดจด ๑ การประคับประคองอินทรีย์ให้ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ ๑
ความเป็นผู้ฉลาดรั้นนิมิต ๑ การยกจิตในสมัย (ที่ควรยก) ๑ การ
ข่มจิตในสมัย (ที่ควรข่ม) ๑ การทำจิตให้ร่าเริงในสมัย (ที่ควรทำ
จิตให้ร่าเริง ) ๑ การเพ่งดูจิตเฉย ๆ ในสมัย (ที่ควรเพ่งดู) ๑
การหลีกเว้นบุคคลผู้มีจิตไม่เป็นสมาธิ ๑ การคบหาบุคคลผู้มีจิตเป็น
สมาธิ ๑ การพิจารณาฌานและวิโมกข์ ๑ ความเป็นผู้น้อมไปใน
สมาธิสัมโพชฌงค์นั้น ๑ ย่อมเป็นไปเพื่อการเกิดแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์.
บรรดาธรรม ๑๑ ประการนั้น การทำวัตถุให้สะอาดหมดจด และ
การประคับประคองอินทรีย์ให้ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ พึงทราบตามนัย
ที่กล่าวแล้ว.
ความเป็นผู้ฉลาดในการเรียน กสิณนิมิต ชื่อว่าความเป็นผู้ฉลาด
ในนิมิต.

774
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 775 (เล่ม 17)

บทว่า สมเย จิตฺตสฺส ปคฺคณฺหนตา (การประคองจิตใจใน
สมัยที่ควรประคอง) มีอธิบายว่า ในสมัยใด จิตเป็นธรรมชาติหดหู่
ด้วยเหตุทั้งหลาย มีการทำย่อหย่อนเกินไปเป็นต้น การยกจิตนั้น ในสมัย
นั้น ด้วยการยังธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ และปีติ-
สัมโพชฌงค์ให้เกิดพร้อมกัน.
บทว่า สมเย จิตฺตสฺส นิคฺคณฺหนตา (การข่มจิตในสมัยที่
ควรข่ม ) ความว่า ในสมัยใด จิตเป็นธรรมชาติฟุ้งซ่านด้วยเหตุ
ทั้งหลายมีการปรารภความเพียรมากเกินไปเป็นต้น การข่มจิตนั้น ในสมัย
นั้น ด้วยการยังปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขา-
สัมโพชฌงค์ให้เกิดขึ้นพร้อมกัน.
บทว่า สมเย สมฺปหํสนตา (การประคองจิตให้ร่าเริงในสมัย
ที่ควรประคองจิตให้ร่าเริง) ความว่า ในสมัยใด จิตเป็นธรรมชาติไม่
สดชื่น เพราะมีปัญญาและความเพียรน้อย หรือเพราะไม่ได้บรรลุถึง
ความสุขอัน เกิดจากความเข้าไปสงบ ในสมัยนั้น พระโยคาวจรย่อมยังจิตให้
สังเวชด้วยการพิจารณาสังเวควัตถุ (ที่ตั้งแห่งความสังเวช) ๙ อย่าง ที่ชื่อ
ว่า สังเวควัตถุ ๙ ได้แก่ ชาติ ชรา พยาธิ และ มรณะ รวมเป็น ๔ ทุกข์ในอบายเป็นที่ ๕
ทุกข์ที่มีวัฏฏะเป็นมูลในอดีต ทุกข์มีวัฏฏะเป็น
มูลในอนาคต ทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูลในปัจจุบัน (ธรรม
เป็น ๓). และให้เกิดความเลื่อมใส ด้วยการหมั่นระลึกถึงคุณของพระ
รัตนตรัย. นี้เรียกว่า การประคองจิตให้ร่าเริง ในสมัย (ที่ควรประคอง
จิตให้ร่าเริง.
ที่ชื่อว่า การเพ่งดูจิตเฉยๆ ในสมัยที่ (ควรเพ่งดูจิตเฉยๆ) ได้แก่

775