พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 746 (เล่ม 17)

อันเธอย่อมละได้.
เมื่อพระโยคาวจร พิจารณาเห็นว่าคนและคนอื่นมีกรรมเป็นของตน
อย่างนี้ว่า เจ้าโกรธเขาแล้ว จักทำอะไรได้ เจ้าจักสามารถทำคุณธรรม
มีศีลเป็นต้น ของเขาให้พินาศได้หรือ เจ้ามาตามกรรมของตนแล้ว ก็จักไป
ตามกรรมของตนนั่นเอง มิใช่หรือ ? ชื่อว่า การโกรธคนอื่นเป็นเหมือน
กับการที่บุคคลประสงค์จะคว้าเอาเถ้าที่ปราศจากเปลว หลาวเหลีกที่ร้อน
และคูถเป็นต้น ขว้างปาบุคคลอื่น ถึงเขาโกรธเจ้าแล้วก็จักทำอะไรให้ได้
เขาจักสามารถให้คุณธรรมมีศีลเป็นต้น ของเจ้าพินาศได้หรือ ? เขามา
ตามกรรมของตน ก็จักไปตามกรรมของตนเหมือนกัน ความโกรธนั้น
ก็จักตกรดหัวเขานั่นแหละ เหมือนของที่ส่งไป ไม่มีใครรับ (ก็จะกลับ
มาหาผู้ส่ง) และเหมือนกำฝุ่นที่ซัดไป ทวนลม (ก็จะปลิวกลับมาถูกผู้
ขว้าง) ฉะนั้นบ้าง พิจารณาเห็นว่า ทั้งคนทั้งคนอื่น มีกรรมเป็นของตน
และดำรงอยู่ในการพิจารณาบ้าง คบหากัลยาณมิตรผู้ยินดีในเมตตาภาวนา
เช่นพระอัสสคุตตเถระบ้าง, พยาบาทอันเธอย่อมละได้.
เธอย่อมละพยาบาทได้ แม้ด้วยการสนทนาถึงสิ่งที่เป็นสัปปายะ
เกี่ยวเนื่องด้วยเมตตา ในอิริยาบถทั้งหลาย มีอิริยาบถยืนและนั่งเป็นต้น
ก็พระโยคาวจรย่อมรู้ชัดว่า พยาบาทที่ละได้แล้ว ด้วยธรรม ๖
ประการนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้ต่อไป ด้วยอนาคามิมรรค.
อธิบายอรติ เป็นต้น
เพราะทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในธรรมทั้งหลายคือสติ เป็นต้น
ถีนมิทธะย่อมเกิดขึ้นได้.

746
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 747 (เล่ม 17)

ที่ชื่อว่า อรติ ได้แก่ความเป็นผู้ระอา.
ที่ชื่อว่า ตนฺติ ได้แก่ความเป็นผู้อืดอาดทางกาย.
ที่ชื่อว่า วิชมฺภิกา ได้แก่การเอี้ยวบิดกาย.
ที่ชื่อว่า เมาอาหาร ได้แก่ความเซื่องซึมที่เกิดจากอาหาร และ
ความกระวนกระวายที่เกิดจากอาหาร.
ที่ชื่อว่า ความหดหู่แห่งจิต ได้แก่การที่จิตหงอยเหงา.
ก็เมื่อพระโยคาวจรยังการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ให้เป็นไปใน
ธรรมทั้งหลายมีอรติเป็นต้นนี้มากครั้งเข้า ถีนมิทธะย่อมเกิดขึ้นได้.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มีอยู่นะ ภิกษุทั้งหลาย
ความเอือมระอา ความอืดอาด ความบิดขี้เกียจ ความเมาอาหาร และ
ความที่จิตหดหู่ การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย และการทำให้มากใน
ธรรมทั้งหลายมีความเอือมระอาเป็นต้นนั้น นี้เป็นอาหาร (ปัจจัย) ให้
ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้บ้าง ให้ถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว ไพบูลย์
ยิ่งขึ้นบ้าง.
อธิบายอารัพภธาตุ เป็นต้น
ก็การละถีนมิทธะนั้น ย่อมมีได้โดยโยนิโสมนสิการในเพราะธาตุ
ทั้งหลาย มี อารัพภธาตุ เป็นต้น.
ที่ชื่อว่า อารัพภธาตุ ได้แก่ความเพียรที่เริ่มครั้งแรก.
ที่ชื่อว่า นิกกมธาตุ ได้แก่ความเพียรที่มีพลังมากกว่าความเพียร
ที่เริ่มครั้งแรกนั้น เพราะออกไปแล้วจากความเกียจคร้าน.
ที่ชื่อว่า ปรักกมธาตุ ได้แก่ความเพียรที่มีพลังมากกว่านิกกมธาตุ

747
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 748 (เล่ม 17)

แม้นั้น เพราะก้าวไปสู่ฐานะยิ่ง ๆ ขึ้นไป.
เมื่อพระโยคาวจรยังการทำไว้ในใจโดยแยบคายให้เป็นไปในความ
เพียร ๓ ประเภทนี้มากครั้งเข้า เธอย่อมละถีนมิทธะได้.
ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า มีอยู่นะ ภิกษุทั้งหลาย
อารัพภธาตุ นิกกมธาตุ ( และ) ปรักกมธาตุ การทำไว้ในใจโดย
แยบคาย และการทำให้มากในอารัพภธาตุเป็นต้นนั้น นี้เป็นอาหาร
(ปัจจัย ) ไม่ให้ถีนมิทธะที่ยังไม้เกิดเกิดขึ้นบ้าง ให้ละถีนมิทธะที่เกิดขึ้น
แล้วบ้าง.
ละถีนมิทธะด้วยธรรม ๖ ประการ
อีกอย่างหนึ่ง ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อละถีนมิทธะ คือ
การเอานิมิตในการบริโภคมากเกินไป ๑ การผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ ๑
มนสิการถึงอาโลกสัญญา ๑ การอยู่ในที่กลางแจ้ง ๑ ความเป็นผู้มี
กัลยาณมิตร ๑ การสนทนาถึงเรื่องที่เป็นสัปปายะ ๑.
ก็เมื่อพระโยคาวจรฉัน (มากเกินไป) อย่างอาหารหัตถก
พราหมณ์ ภุตตอมิตกพราหมณ์ ตัตรวฏกพราหมณ์ อลังสาฏก-
พราหมณ์ และกากมาสกพราหมณ์ แล้วนั่งบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ ในที่พัก
กลางคืน และในที่พักกลางวัน ถีนมิทธะย่อมมาครอบงำได้ เหมือนช้าง
ใหญ่มาเหยียบฉะนั้น.
แต่สำหรับภิกษุผู้งดโอกาสที่จะฉันได้อีก ๔ - ๕ คำเสีย แล้วดื่มน้ำ
แทนอยู่เป็นประจำ ถีนมิทธะนั้นย่อมไม่มี เมื่อพระโยคาวจร แม้ถือเอา
นิมิตในการฉันมากเกินไปอย่างว่ามานี้แล เธอย่อมละถีนมิทธะได้.

748
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 749 (เล่ม 17)

ในอิริยาบถใด พระโยคาวจรตกอยู่ใต้อำนาจถีนมิทธะ เมื่อเธอ
เปลี่ยนเป็นอิริยาบถอื่นจากอิริยาบถนั้นก็ดี มนสิการถึงแสงจันทร์ แสง
ประทีป และแสงคบเพลิงในตอนกลางคืน (และ) แสงพระอาทิตย์ใน
ตอนกลางวันก็ดี อยู่ในที่กลางแจ้งก็ดี คบหากัลยาณมิตรผู้ละถีนมิทธะ
ได้แล้ว เช่นกับพระมหากัสสปเถระก็ดี ถีนมิทธะอันเธอย่อมละได้.
เธอย่อมละถีนมิทธะได้ แม้ด้วยการสนทนา ถึงเรื่องที่เป็นสัปปายะ
เกี่ยวกับธุดงค์ในอิริยาบถทั้งหลายมีอิริยาบถยืนและนั่งเป็นต้น.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธรรม ๖ ประการ
ย่อมเป็นไปเพื่อละถีนมิทธะ. ก็พระโยคาวจรย่อมรู้ชัดว่า ถีนมิทธะที่ละ
ได้แล้วด้วยธรรม ๖ ประการนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไปด้วยอรหัตต-
มรรค.
อธิบายอุทธัจจกุกกุจจะ
เมื่อใจไม่สงบ อุทธัจจกุกกุจจะย่อมเกิดขึ้นได้ โดยการไม่ได้
กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย (ไม่มีโยนิโสมนสิการ). อาการที่จิตไม่สงบ
ชื่อว่า อวูปสมะ. โดยอรรถ คำว่า อวูปสมะนั้น คืออุทธัจจกุกกุจจะ
นั่นเอง. เมื่อพระโยคาวจร ยังอโยนิโสมนสิการให้เป็นไปในอวูปสมะนั้น
มากครั้งเข้า อุทธัจจกุกกุจจะย่อมเกิดขึ้น.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย
ความไม่สงบใจ การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย และการทำให้มากครั้ง
เข้า ในความไม่สงบใจนั้น นี้เป็นอาหาร (ปัจจัย) เพื่อให้อุทธัจจ-
กุกกุจจะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นบ้าง เพื่อความไพบูลย์ยิ่ง ๆ ขึ้นไปแห่งอุทธัจจ-

749
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 750 (เล่ม 17)

กุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้วบ้าง.
ก็การละอุทธัจจกุกกุจจะนั้น มีได้ด้วยโยนิโสมนสิการในเพราะจิต
สงบ กล่าวคือสมาธิ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ความสงบใจ การมนสิการโดยแยบคาย และการ
กระทำมากครั้ง ในความสงบใจนั้น นี้เป็นอาหาร (ปัจจัย) เพื่อไม่
ให้อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นบ้าง เพื่อละอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิด
ขึ้นแล้วบ้าง.
ละอุทธัจจกุกกุจจะด้วยธรรม ๖ ประการ
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้ง ๖ อย่าง ย่อมเป็นไปเพื่อละอุทธจัจกุก-
กุจจะ คือ ความเป็นพหูสูต ๑ ความเป็นผู้สอบถาม ๑ ความเป็นผู้รู้
ปกติในพระวินัย ๑ การคบหาคนเจริญแล้ว ๑ ความเป็นผู้มีกัลยาณ-
มิตร ๑ การกล่าวถ้อยคำที่เป็นสัปปายะ ๑.
อธิบายว่า เธอแม้เรียนนิกาย ๑ บ้าง ๒ นิกายบ้าง ๓ นิกายบ้าง
๔ นิกายบ้าง ๕ นิกายบ้าง ทั้งโดยพระบาลีทั้งโดยอรรถกถา ย่อมละ
อุทธัจจกุกกุจจะได้. เธอผู้มากไปด้วยการสอบถามซึ่งที่เป็นกัปปิยะและ
อกัปปยยะก็ดี ผู้รู้ความเป็นปกติในวินัยบัญญัติ เพราะความเป็นผู้เป็นไป
ในอำนาจวินัยที่ตนช่ำชองแล้วก็ดี เข้าไปหาท่านผู้เจริญ คือพระเถระผู้
ใหญ่ก็ดี คบหาสมาคมกับกัลยาณมิตรผู้ทรงวินัย เช่น พระอุบาลีเถระ
ก็ดี ย่อมละอุทธัจจกุกกุจจะได้.
ในอิริยาบถทั้งหลาย มีการยืนและการนั่งเป็นต้น เธอย่อมละได้
ด้วยการกล่าวถ้อยคำที่เป็นสัปปายะเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นกัปปิยะและอกัปปิยะ.

750
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 751 (เล่ม 17)

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธรรม ๖ อย่างย่อม
เป็นไปเพื่อละอุทธัจจกุกกุจจะ. เธอย่อมรู้ว่า๑ บรรดาอุทธัจจกุกกุจจะ
ที่ละได้แล้ว ด้วยธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ อุทธัจจะจะไม่เกิดขึ้นต่อไป
เพราะอรหัตตมรรค กุกกุจจะไม่มีการเกิดขึ้นต่อไป ด้วยอนาคามิมรรค.
อธิบายวิจิกิจฉา
วิจิกิจฉาย่อมเกิดขึ้นได้ โดยไม่มนสิการในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่
ตั้งแห่งวิจิกิจฉา. ที่ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉา ก็ได้แก่วิจิกิจฉานั่น
เอง เพราะเป็นเหตุแห่งความสงสัย. เมื่อเรายังอโยนิโสมนสิการในวิจิกิจฉา
นั้นให้เป็นไปมากครั้งเข้า วิจิกิจฉาย่อมเกิดขึ้น.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย
ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉา การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย และการทำ
ให้มากในธรรมนั้น นี้เป็นอาหาร (ปัจจัย) เพื่อให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด
เกิดขึ้นบ้าง เพื่อความไพบูลย์ยิ่งขึ้นแห่งวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วบ้าง.
ก็การละวิจิกิจฉาแม้นั้น ย่อมมีได้ด้วยโยนิโสมนสิการในธรรม
ทั้งหลายมีกุศลเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษ
ธรรมที่ควรส้องเสพและไม่ควรส้องเสพ ธรรมที่เลวและประณีต ธรรม
ที่มีส่วนคล้ายกับธรรมคำและธรรมขาว การทำไว้ในใจโดยแยบคาย และ
การทำให้มากในธรรมเหล่านั้น นี้เป็นอาหาร (ปัจจัย ) เพื่อไม่ให้
๑. ปาฐะว่า อิเมหิ ปน ฉหิ ธมฺเมหิ ปหีนสฺส อุทฺธจฺจสฺส อรหติตมคุเคน ฯลฯ ปชานาติ.
ฉบับพม่าเป็น อิเมหิ ปน ฉหิ ธมฺเมหิ ปหีเน อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺเจ อุทธฺจฺจ ฯลฯ ปชานาติ
แปลตามฉบับพม่า.

751
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 752 (เล่ม 17)

วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นบ้าง เพื่อละวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วบ้าง.๑
ละวิจิกิจฉาด้วยธรรม ๖ อย่าง
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้ง ๖ อย่าง ย่อมเป็นไปเพื่อละวิจิกิจฉาคือ
ความเป็นพหูสูต ๑ ความเป็นผู้สอบถาม ๑ ความเป็นผู้รู้ปกติใน
พระวินัย ๑ ความเป็นผู้มากด้วยอธิโมกข์ ๑ ความเป็นผู้มีกัลยาณ-
มิตร ๑ การกล่าวถ้อยคำที่เป็นสัปปายะ ๑.
อธิบายว่า เธอแม้เรียน นิกาย ๑ บ้าง ฯลฯ ๕ นิกายบ้าง
ทั้งโดยพระบาลี ทั้งโดยอรรถกถา ย่อมละวิจิกิจฉาได้แม้ด้วยพาหุสัจจะ.
ผู้มากด้วยการสอบถามโดยการปรารภพระรัตนตรัยก็ดี ผู้มีความชำนาญ
ช่ำชองในพระวินัยก็ดี ผู้มากไปด้วยอธิโมกข์ กล่าวคือมีศรัทธามั่นคงใน
พระรัตนตรัยก็ดี ผู้คบหากัลยาณมิตร ผู้เป็นสัทธาวิมุติเช่นพระวักกลิเถระ
ก็ดี ย่อมละวิจิกิจฉาได้ด้วยพาหุสัจจะ.
ในอิริยาบถทั้งหลายมีการยืนการนั่งเป็นต้น เธอย่อมละวิจิกิจฉาได้
แม้ด้วยถ้อยคำที่เป็นสัปปายะเกี่ยวกับคุณของพระรัตนตรัย. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ธรรม ๖ อย่าง ย่อมเป็นไปเพื่อละ
วิจิกิจฉา ก็พระโยคาวจรย่อมทราบชัดว่า วิจิกิจฉาที่ละได้ด้วยธรรม ๖
อย่าง เหล่านี้จะไม่มีการเกิดขึ้นต่อไป เพราะโสดาปัตติมรรค.
บทว่า อิติ อชฺฌตฺตํ วา ความว่า พระโยคาวจรพิจารณาเห็น
๑. ปาฐะว่า อยมาหาโร อนุปฺปนฺนาย วา วิจิกิจฺฉาย อุปฺปาทาย อุปฺปนฺนาย วา วิจิกิจฺฉาย
ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลายาติ. ฉบับพม่าเป็น อยมาหาโร อนุปฺปนฺนาย วา วิจิกิจฺฉาย อนุปฺปาทาย
อุปฺปนฺนาย วา วิจิกิจฺฉาย วา ปหานายาติ. แปลตามฉบับพม่า.

752
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 753 (เล่ม 17)

ธรรมในธรรมทั้งหลายของตน หรือในธรรมทั้งหลายของผู้อื่น คือในธรรม
ทั้งหลายของตนตามกาล (ที่เหมาะสม) หรือของผู้อื่นตามกาล (ที่เหมาะ
สม) ด้วยการกำหนดเห็นนิวรณ์ ๕ อย่างนี้อยู่.
แต่ในนิวรณบรรพนี้ พระโยคาวจรควรนำความเกิดขึ้นและความ
เสื่อมออกไปด้วยอโยนิโสมนสิการ หรือโยนิโสมนสิการในสุภนิมิตเป็นต้น
โดยนัยที่ตรัสไว้แล้วในนิวรณ์ ๕. ข้อความต่อจากนี้ไปมีนัยดังกล่าวแล้ว
นั้นแล.
อริยสัจในนิวรณ์
ก็สติเป็นเครื่องกำหนดนิวรณ์ ในนิวรณบรรพนี้ เป็นทุกขสัจ
อย่างเดียว บัณฑิตพึงประกอบความดังที่พรรณหามานี้ แล้วทราบมุข
แห่งธรรมเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ ของภิกษุผู้กำหนดนิวรณ์เป็นอารมณ์
ข้อความที่เหลือก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกันแล.
จบ นิวรณบรรพ
ขันธบรรพ
[๑๔๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธรรมานุปัสสนาโดย
นิวรณ์ ๕ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงจำแนกโดยเบญจขันธ์ จึงตรัส
คำมีอาทิว่า ปุน จปรํ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ ความว่า กอง
แห่งอุปาทาน ชื่อว่าอุปาทานขันธ์ อธิบายว่า กลุ่มแห่งธรรมคือกองแห่ง
ธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน ชื่อว่าธัมมราสี ความสังเขปในเบญจขันธ์

753
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 754 (เล่ม 17)

นี้มีเท่านี้. ส่วนความพิสดารเรื่องขันธ์กล่าวไว้แล้วในคันภีร์วิสุทธิมรรค.
บทว่า อิติ รูปํ ความว่า รู้รูปโดยสภาวะว่า นี้รูป รูปเท่านี้
รูปอื่นจากนี้ไม่มี. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. ความสังเขปใน
คำนี้มีเท่านี้. ส่วนโดยพิสดาร รูปเป็นต้น ท่านกล่าวไว้แล้วในเรื่องขันธ์
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นแหละ.
บทว่า อิติ รูปสฺส สมุทโย ความว่า ความเกิดแห่งรูปโดย
อาการ ๕ โดยมีอวิชชาเป็นที่เกิดเป็นต้นอย่างนี้.
บทว่า อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม ความว่า ความดับแห่งรูป โดย
อาการ ๕ โดยมีความดับแห่งอวิชชาเป็นต้นอย่างนี้. แม้ในเวทนาเป็นต้น
ก็นัยนี้เหมือนกัน. นี้เป็นความสังเขปในข้อนี้ ส่วนความพิสดารกล่าวไว้
แล้วในเรื่องอุทยัพพยญาณ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.
บทว่า อิติ อชฺฌตฺตํ วา ความว่า พิจารณาเห็นธรรมในธรรม
ทั้งหลาย ไม่ว่าของตนหรือของคนอื่น ไม่ว่าตามกาลของตนหรือคนอื่น
ด้วยการกำหนดเบญจขันธ์เป็นอารมณ์อย่างนี้อยู่. ก็ในคำนี้สมุทยธรรม
และวยธรรม พึงยกขึ้นพิจารณาลักษณะ ๕๐ ที่ท่านกล่าวไว้ในขันธ์ทั้งหลาย
มีอาทิว่า เพราะอวิชชาเกิด รูปจึงเกิด. ต่อจากนี้ ก็มีนัยดังกล่าวแล้ว
นั่นแล.
อริยสัจในเบญจขันธ์
ก็สติเป็นเครื่องกำหนดขันธ์เป็นอารมณ์ ในขันธบรรพนี้ เป็น
ทุกขสัจอย่างเดียว พึงประกอบความดังกล่าวมานี้ แล้วพึงทราบมุขคือ
ข้อปฏิบัตินำออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดถือขันธ์เป็นอารมณ์. คำที่

754
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 755 (เล่ม 17)

เหลือ ก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
จบ ขันธบรรพ
อายตนบรรพ
[๑๔๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธรรมานุปัสสนาโดย
เบญจขันธ์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงจำแนกโดยอายตนะ จึงตรัส
คำมีอาทิว่า ปุน จปรํ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉสุ อชฺฌตฺติกพาหิเรสุ อายตเนสุ
ได้แก่อายตนะภายใน ๖ เหล่านี้คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
(และ) อายตนะภายนอก ๖ เหล่านั้นคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ธรรมารมณ์.
บทว่า จกฺขุํ จ ปชานาติ ได้แก่รู้จักขุปสาท โดยลักษณะแห่งกิจ
ตามความเป็นจริง.
บทว่า รูเป จ ปชานาติ ความว่า รู้ชัดรูปที่มีสมุฏฐาน ๔ อย่าง
ภายนอกด้วย โดยลักษณะแห่งกิจตามความเป็นจริง.
ข้อว่า ยญฺจ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชาติ สญฺโญชนํ ความว่า
ก็เพราะอาศัยอายตนะทั้ง ๒ อย่าง คือทั้งตาด้วย ทั้งรูปด้วยสังโยชน์ ๑๐ อย่าง
คือ กามราคสังโยชน์, ปฏิฆะ, มานะ, ทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพต-
ปรามาส, ภวราคะ, อิสสา, มัจฉริยะ และอวิชชา สังโยชน์อันใด
ย่อมเกิดขึ้น เธอรู้ชัดสังโยชน์นั้น โดยลักษณะตามความเป็นจริงด้วย.

755