ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 496 (เล่ม 17)

ที่ข่มไว้เป็นเวลา ๖๐ ปีก็หวั่นไหว. ในครั้งนั้นท่านรู้ตัว จึงขอเรียน
กรรมฐานในสำนักของท่านธรรมทินนเถระ และได้บรรลุพระอรหัต
เหมือนกับพระเถระรูปก่อน.
ส่วนท่านธรรมทินนะ ก็ได้ไปยังติสสมหาวิหารตามลำดับ . และใน
เวลานั้น พระเถระทั้งหลายกวาดลานพระเจดีย์แล้วนั่งกรรมฐาน ยังปีติมี
พระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น. นัยว่า การทำอย่างนี้เป็นกิจวัตรของ
ท่านเหล่านั้น. เพราะเหตุนั้น จึงไม่มีพระเถระแม้แต่รูปเดียว บรรดา
พระเถระเหล่านั้นจะบอกจะถามท่านธรรมทินนะว่า ท่านจงวางบาตรและ
จีวรไว้ตรงนี้. แต่ก็รู้กันว่า นั่นคงจะเป็นท่านธรรมทินนะ จึงได้พากัน
ถามปัญหาท่าน. ท่านตอบโต้ตัดปัญหาที่ถาม ๆ มา เหมือนกับใช้ดาบ
ที่คมตัดมัดก้านดอกโกมุท ให้ขาดสะบั้นฉันนั้น แล้วเอานิ้วเท้ากดมหาปฐพี
และพูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มหาปฐพีนี้แม้จะไม่มีจิตใจ ยังรู้คุณค่าของ
ธรรมทินนะ แต่ท่านทั้งหลายไม่รู้จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ แผ่นดินนี้ ไม่มีจิตใจ ยังรู้คุณค่า
น้อยใหญ่ ส่วนท่านทั้งหลายมีจิตใจ แต่ไม่รู้คุณค่า
น้อยใหญ่.
สัลเลขธรรมคือฌาน - วิปัสสนา
และในทันใดนั่นเอง ท่านก็ได้เหาะขึ้นไปบนอากาศ ไปยัง
ตลังคติสสบรรพตนั่นเอง.
[๑๐๒] อธิมานะ ย่อมเกิดขึ้นแก่การกบุคคลเท่านั้น ดังที่กล่าว
มานะแล้ว. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกฌาน

496
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 497 (เล่ม 17)

ด้วยสามารถแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เช่นนั้น จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า "ฐานํ
โข ปน."
บทว่า ฐานํ โข ปน นั้นมีอรรถาธิบายว่า เหตุนี้มีอยู่ ไม่ใช่
ไม่มี คือภิกษุลางรูปในศาสนานี้ สงัดจากกามทั้งหลาย ฯลฯ เข้าปฐม-
ฌานอันเป็นสาธารณะแก่ปริพาชกนอกศาสนาทั้งหลายอยู่.
แต่คำใดว่า ข้อว่า ตสฺส เอวมสฺส สลฺเลเขน วิหรามิ (เธอพึงมี
ความเข้าใจอย่างนี้ว่า เราอยู่ด้วยสัลเลขธรรม ธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส )
ความว่า วิธีปฏิบัติได้ ย่อมขัดเกลากิเลสได้ เราอยู่ด้วยวิธีปฏิบัตินั้น
คำนั้นไม่ถูก. เพราะว่า ฌานของภิกษุผู้มีมานะยิ่ง ไม่เป็นสัลเลขธรรม
หรือสัลเลขปฏิปทา๑.
เพราะเหตุไร ? เพราะไม่เป็นเบื้องบาทของวิปัสสนา. อธิบายว่า เธอ
เข้าฌาน ครั้นออกจากฌานแล้ว ก็ไม่พิจารณาสังขารทั้งหลาย. ส่วนฌาน
ก็ทำเพียงแต่ให้จิตของเธอเป็นเอกัคคตาเท่านั้น. เธอก็เป็นผู้อยู่สบายใน
ปัจจุบัน. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้น
จึงได้ตรัสว่า ดูก่อนจุนทะ ฌานธรรมเหล่านั้น เราตถาคตไม่เรียกว่า เป็น
สัลเลขธรรมในวินัยของพระอริยเจ้าเลย แต่ฌานธรรมเหล่านั้น เราตถาคต
เรียกว่า ทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรม (ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน)
ในวินัยของพระอริยเจ้า.
คำว่า เอเต (เหล่านั้น) ในพระพุทธพจน์นั้น พึงทราบว่า
๑. ฉ. น หิ อธิมานิกสฺส ภิกฺขุโน ฌานํ สลฺเลโข วา สลฺเลขปฏิปทา วา โหติ แปลตามนี้.

497
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 498 (เล่ม 17)

เป็นพหุพจน์ด้วยอำนาจแห่งฌาน. มีคำอธิบายว่า เอเต โยค ปฐมชฺฌาน-
ธมฺมา (แปลว่า ธรรมคือปฐมฌานเหล่านั้น) อีกอย่างหนึ่ง (เป็น
พหุพจน์) ด้วยอำนาจแห่งสมาบัติ. อธิบายว่า ปฐมฌานแม้ฌานเดียว
แต่เป็นไปโดยการเข้าบ่อย ๆ ก็ถึงความเป็นของมากได้. อีกอย่างหนึ่ง
เป็นพหุพจน์ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์. อธิบายว่า ปฐมฌานแม้ฌานเดียว
ก็ถึงความเป็นของมากได้โดยการเป็นไปในอารมณ์ทั้งหลาย มีปฐมวีกสิณ
เป็นต้น. ในทุติยฌาน, ตติยฌาน และจตุตถฌาน ก็นัยนี้.
แต่ในอรูปฌานทั้งหลาย (คำว่าเหล่านั้น) พึงทราบว่าเป็นพหุพจน์
ด้วยอำนาจแห่งเหตุทั้ง ๒ ในฌานก่อน (จตุตถฌาน) นั่นเอง เพราะ
ไม่มีความต่างกันแห่งอารมณ์. ก็เพราะเหตุที่ทั้งองค์ทั้งอารมณ์ของอรูปฌาน
เหล่านั้น สงบ อธิบายว่า ทั้งดับสนิททั้งละเอียด เพราะฉะนั้น ทั้งองค์
ทั้งอารมณ์เหล่านั้น พึงทราบว่า พระองค์ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ฌานธรรม
เหล่านั้นเป็นธรรมอันสงบ เป็นธรรมเครื่องอยู่ (สันตวิหารธรรม).
นี้เป็นการขยายความทั่วไปของอรูปฌานทั้ง ๔ เหล่านั้นก่อน. ส่วนการ
ขยายความพิเศษควรกล่าว (อธิบาย) ตามทำนองบทเป็นต้นว่า เพราะ
ล่วงเลยรูปสัญญาไปโดยประการทั้งปวง. การขยายความนั้นได้กล่าว
(อธิบาย) ไว้ทุกอย่างในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแล้วแล.
[๑๐๓] เพราะเหตุที่วิหารธรรมคือฌาน ของภิกษุผู้มีอธิมานะ
ไม่เป็นสัลเลขวิหารธรรม เพราะไม่เป็นบาทของวิปัสสนา ด้วยว่า เธอ
เข้าฌาน ครั้นออกจากฌานแล้ว หาได้พิจารณาสังขารทั้งหลายไม่ แต่
ทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรมของเธอเป็น (เพียง) ทำให้จิตเป็นอกัคคตา
อย่างนี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้น

498
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 499 (เล่ม 17)

จึงทรงจำแนกรูปฌานและอรูปฌานไว้ และต่อไปนี้ เมื่อจะทรงแสดง
เรื่องนั้น และสัลเลขธรรมนั้นด้วยอาการ ๔อย่าง จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า
อิธ โข ปน โว ดังนี้.
บาทของวิปัสสนา
[๑๐๔] ก็เหตุไฉนธรรมทั้งหลาย มีอวิหิงสาเป็นต้นเท่านั้น
นอกจากสมาบัติทั้ง ๘ อย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเป็นสัลเลขธรรม ?
เพราะธรรมทั้งหลายมีอวิหิงสาเป็นต้น เป็นบาทของวิปัสสนาที่เป็น
โลกุตระได้.
อันที่จริง สมาบัติทั้ง ๘ ของคนภายนอก (พุทธศาสนา) ทั้งหลาย
เป็นบาทของวัฏฏะ เท่านั้น. แต่ในศาสนา (พุทธ) แม้สรณคมน์
ก็พึงทราบว่า เป็นบาทของโลกุตตรธรรมได้ ตามพระสูตรนี้โดยเฉพาะ
จะป่วยกล่าวไปไยถึงธรรมทั้งหลาย มีอวิหญิงสาเป็นต้นเล่า (ที่จะเป็นไป
ไม่ได้).
อนึ่ง ทานที่บุคคลถวายแก่ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ในศาสนา
(พุทธ) มีผลมากกว่าทาน ที่ให้แก่คนนอกศาสนา ที่ได้สมาบัติ ๘ แม้
มีอภิญญา ๕ ก็ตาม. เพราะว่าในทักขิณาวิภังคสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงหมายเอาข้อความนี้ จึงได้ตรัสไว้ว่า ทักขิณามีผลคูณด้วยแสนโกฏิ
ทายกพึงหวังได้ เพราะให้ทานแก่บุคคลนอกศาสนา ผู้ปราศจากความ
ยินดีในกามทั้งหลาย. แต่ทักขิณามีผลนับไม่ถ้วน คำนวณไม่ถูก ทายก
พึงหวังได้ เพราะให้ทานแก่ผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.
จะกล่าวถึงทำไมสำหรับพระโสดาบัน.

499
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 500 (เล่ม 17)

ความจริง ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ในทักขิณา
วิภังคสูตรนั้น พระองค์ทรงประสงค์เอา ตั้งแต่การถึงสรณะเป็นต้นไป.
นี้เป็นการประกอบความตามพระบาลีในพระสูตรนี้ก่อน.
ส่วนในการพรรณนาความตามลำดับบท พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า อิธ นี้เป็นคำแสดงเรื่องมีการไม่เบียดเบียนเป็นต้น.
คำว่า โข ปน เป็นเพียงนิบาต.
คำว่า โว เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ.
ก็ในคำว่า อิธ เป็นต้นนี้ มีเนื้อความโดยย่อดังต่อไปนี้. ดูก่อนจุนทะ
เธอทั้งหลายควรทำการขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ ) ในเรื่องการเบียดเบียน
เป็นต้นนี้นั้น ที่เราตถาคตกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า คนเหล่าอื่นจักเป็นผู้
เบียดเบียนกัน . พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสโดยสังเขปอย่างนี้แล้ว บัดนี้
เมื่อจะทรงขยายความให้พิสดาร จึงได้ตรัสดำมีอาทิไว้ว่า คนเหล่าอื่นจัก
เป็นผู้เบียดเบียนกัน แต่เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่เบียดเบียนกันในเพราะเรื่อง
นี้ เธอทั้งหลายควรบำเพ็ญสัลเลขธรรมดังที่ว่ามานี้.
ในจำนวนคำเหล่านั้น คำว่า ปเร (คนเหล่าอื่น ) ได้แก่ผู้ใด
ใครก็ตาม ที่ประกอบสัลเลขธรรมนี้เนือง ๆ.
ข้อว่า วิหึสกา ภวิสฺสนฺติ (จักเป็นผู้เบียดเบียนกัน ) ความว่า
จักเป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยเครื่องเบียดเบียนทั้งหลาย เช่นด้วย
ฝ่ามือหรือด้วยก้อนดินเป็นต้น.
ข้อว่า มยเมตฺถ อวิหึสกา ภวิสฺสาม (เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่
เบียดเบียนกันในเพราะเรื่องนี้) ความว่า ส่วนเราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่

500
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 501 (เล่ม 17)

เบียดเบียนกัน ในเพราะเรื่องที่เป็นเหตุให้คนอื่นเขาเบียดเบียนกันอย่างนี้
เท่านั้น คือเราทั้งหลายจักอยู่กัน โดยไม่ให้เกิดควานเบียดเบียนกันขึ้น.
บทว่า อิติ สลฺเลโข กรณีโย (เพราะเหตุอย่างนี้ การขัดเกลา
กิเลสเป็นสิ่งที่ควรทำ) ความว่า เธอทั้งหลายควรทำสัลเลขธรรมอย่างนี้.
และการไม่เบียดเบียนกันนั่นเอง พึงทราบว่าเป็นสัลเลขธรรมในที่นี้.
เพราะว่าการไม่เบียดเบียนกัน จะขัดเกลาคือตัดการเบียดเบียนกันได้ เพราะ
ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า สัลเลขะ. ในทุกข้อก็มีนัยนี้. แต่มีความแปลก
กันอย่างนี้ (คือ) ทิฏฐิในคำว่า ปเร มิจฺฉาทิฏฺฐี (คนอื่นจักเป็นผู้
มีความเห็นผิด) นี้พึงทราบว่า พระองค์ตรัสทิฏฐิไว้ โดยทรงรวมมิจฉาทิฏฐิ
ข้อสุดท้ายของกรรมบถ (อกุศลกรรมบถ ๑๐) กับมิจฉาทิฏฐิข้อต้น ของ
มิจฉัตตะ (ความเป็นผิด) เข้าด้วยกัน. อนึ่ง สัมมาทิฏฐิในฐานะที่ตรัสไว้ว่า
เราทั้งหลาย จักเป็นผู้มีความเห็นถูกในเพราะเรื่องนี้ กับกรรมบถ ในคำว่า
เราทั้งหลายจักเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาตในเพราะเรื่องนี้ เป็นต้น นี้จักมี
ชัดแจ้งในสัมมาทิฏฐิสูตรโดยพิสดาร ส่วนมิจฉาทิฏฐิในมิจฉัตตะเป็นต้น
จักแจ้งชัดใน เทฺวธาวิตักกสูตร (ข้างหน้า).
กรรมบถ - มิจฉัตตะ
แต่เนื้อความ (ที่จะกล่าวต่อไป ) นี้ เป็นความสังเขปใน กรรมบถ
และมิจฉัตตะนี้.
ชนเหล่าใดยังสัตว์ที่มีชีวิตให้ตกล่วงไป เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น
ชื่อว่า ปาณาติปาตี อธิบายว่า เป็นผู้ฆ่าสัตว์มีชีวิต.

501
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 502 (เล่ม 17)

ชนเหล่าใด ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น
ชื่อว่า อทินนาทายี อธิบายว่า ผู้ลักของผู้อื่น.
ชนเหล่าใดประพฤติธรรมไม่ประเสริฐ ( ไม่เหมือนพรหม) คือ
ธรรมต่ำได้แก่ธรรมเลว เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้นชื่อว่า อพรหมจารี
อธิบายว่า เป็นผู้เสพเมถุนธรรม.
ส่วนชนเหล่าใดประพฤติธรรมประเสริฐ คือปฏิปทาประเสริฐสุด
เพราะว่าเหตุนั้น ชนเหล่านั้น ชื่อว่า พรหมจารี อธิบายว่า เป็นผู้เว้น
เมถุนธรรม. และพรหมจรรย์พึงทราบว่า๑ เป็นสัลเลขธรรมให้คำว่า
เราทั้งหลายจักเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ในเพราะเหตุนี้. เพราะว่า
พรหมจรรย์ ( การประพฤติธรรมที่ประเสริฐ) ย่อมขจัดขัดเกลาอพรหม-
จรรย์ (การประพฤติธรรมที่ไม่ประเสริฐ) ได้.
ชนเหล่าใดพูดเท็จ เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น ชื่อว่า มุสาวาที
อธิบายว่า ผู้พูดวาจาเปล่า คือ เหลาะแหละ ที่หักรานประโยชน์ของผู้อื่น.
เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีปิสุณวาจา เพราะมีวาจาส่อเสียด.
เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีผรุสวาจา เพราะมีวาจาหยาบคาย เราะรานสิ่ง
ที่รักของผู้อื่น.
ชนเหล่าใดพูดพล่าม คือไร้ประโยชน์ เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น
ชื่อว่า สัมผัปปลาปี (ผู้พูดเพ้อเจ้อ)
ชนเหล่าใดย่อมเพ่งเล็ง เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น ชื่อว่ามี
อภิชฌาเป็นปกติ อธิบายว่า เป็นผู้มักได้สิ่งของ ๆ ผู้อื่น.
๑. ปาฐะว่า เวทิตพฺโพ เข้าใจว่าคงจะเป็นเวทิตพฺพํ ฉบับพม่าเป็น เวทิตพฺพํ.

502
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 503 (เล่ม 17)

เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีจิตพยาบาท เพราะมีจิตพยาบาท คือเป็นจิตเสีย.
เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีความเห็นผิด เพราะความเห็นพลาด คือลามก
ได้แก่ที่ผู้รู้ตำหนิ อธิบายว่า ผู้ประกอบด้วย (นัตถิกทิฏฐิ) มีอาทิว่า
ทานที่ให้แล้วไม่มีผล อันนับเนื่องใน (อกุศล) กรรมบถ และทิฏฐิที่
ไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏะ อันนับเนื่องในมิจฉัตตะ (ความเป็นผิด).
แต่เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีความเห็นถูก เพราะมีความเห็นชอบ คืองาม
ได้แก่ที่ผู้รู้สรรเสริญ อธิบายว่า ประกอบด้วยความเห็นว่า สัตว์มีกรรม
เป็นของตน มีอาทิว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ที่นับเนื่องใน (กุศล) กรรมบถ
และความเห็นในมรรคที่นับเนื่องด้วยสัมมัตตะ (ความเป็นถูก).
บทว่า มิจฉาสังกัปปา ได้แก่ความดำริในอกุศลที่ไม่เป็นไปตาม
ความจริง และไม่เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากวัฏฏะ.
แม้ในมิจฉาวาจาเป็นต้นก็มีนัยนี้. แต่มีความแปลกกันดังต่อไปนี้ :-
ความจริง ธรรมดามิจฉาสติก็เหมือนกับมิจฉาสังกัปปะเป็นต้น ไม่
เป็นธรรมอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ คือไม่มีธรรมอะไรๆ. แต่คำว่า มิจฉาสตินี้
เป็นชื่อของขันธ์ที่เป็นอกุศลทั้ง ๔ ขันธ์ ที่เป็นไปแล้วสำหรับผู้คิดถึง
อดีต. แม้คำใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา
ตถาคตกล่าวว่า อนุสสตินั้นมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี ซึ่งได้แก่อนุสสติของผู้ตาม
ระลึกถึงการได้บุตร ตามระลึกถึงการได้ลาภ หรือตามระลึกถึงการได้ยศ
นะภิกษุทั้งหลาย. แม้คำนั้น พึงทราบว่า พระองค์ตรัสหมายเอาการเกิด
ขึ้นด้วยสติเทียม ของผู้คิดถึงเรื่องนั้น ๆ.
ก็โมหะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจการคิดถึงอุบาย ในการทำบาปทั้งหลาย
และโดยอาการแห่งการทำชั่ว และพิจารณาว่า เราทำดีแล้ว พึงทราบว่า

503
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 504 (เล่ม 17)

เป็นมิจฉาญาณในคำว่า มิจฺฉาญาณี ผู้มีความรู้ผิด นี้.
บุคคลทั้งหลายผู้ประกอบด้วยมิจฉาญาณะนั้น ชื่อว่า มิจฺฉาญาณี.
ส่วนปัจจเวกขณญาณ แยกประเภทเป็น ๗๙ อย่าง พระองค์ตรัสเรียกว่า
สัมมาญาณะ ในคำว่า สมฺมาญาณี (ผู้มีความรู้ชอบ) นี้. บุคคล
ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยสัมมาญาณนั้น ชื่อว่า สัมมาญาณี.
คำว่า มิจฺฉาวิมุตฺติ ผู้มีความหลุดพ้นผิด คือผู้ยังไม่หลุดพ้นเลย
แต่มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายหลุดพ้นแล้ว หรือมีความสำคัญว่า
ความไม่หลุดพ้นเป็นความหลุดพ้น.
ในมิจฉาวิมุตินั้นมีอรรถพจน์ดังต่อไปนี้ :-
เหล่าชนผู้ชื่อว่า มิจฺฉาวิมุตฺตี (ผู้มีความหลุดพ้นผิด) เพราะมี
ความหลุดพ้นผิด คือชั่วช้า ได้แก่วิปริต. อนึ่ง คำว่า มิจฺฉาวิมุตฺตี นี้
เป็นชื่อของขันธ์ที่เป็นอกุศล ซึ่งเป็นไปโดยอาการดังที่กล่าวมาแล้ว. ส่วน
ธรรมที่เหลือที่สัมปยุตด้วยผลยกเว้น องค์ทั้ง ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น พึง
ทราบว่า วิมุติ. และวิมุตินั้น พึงทราบว่าเป็นสัลเลขธรรม เพราะขจัดขัด
เกลามิจฉาวิมุติแล้วสถิตอยู่ได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงให้ภิกษุทั้งหลายประกอบในสัมมา-
วิมุตินั้น จึงตรัสคำมีอาทิไว้ว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้มีสัมมาวิมุติในเพราะ
เรื่องนี้ เธอทั้งหลายควรบำเพ็ญสัลเลขธรรมอย่างนี้ อกุศลทั้ง ๓ ต่อ
จากนี้ไป พระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งนิวรณ์. แต่เพราะพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในกรรมบถทั้งหลายอย่างนี้ว่า ผู้มักเพ่งเล็ง ผู้มีจิต
พยาบาท จึงควรทราบไว้ว่า พระองค์ตรัสนิวรณ์ ๒ ข้อแรกไว้ในคำ
นี้แล้ว. ในจำนวนนิวรณ์ทั้ง ๓ นั้น เหล่าชนผู้ถูกถิ่นมิทธะกลุ้มรุมแล้ว

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 505 (เล่ม 17)

คือครอบงำแล้ว ฉะนั้นจึงชื่อว่า ถีนมิทฺธปริยุฏฺฐิตา (ผู้ถูกความง่วงเหงา
หาวนอนรบกวนแล้ว).
เหล่าชนผู้ชื่อว่า อุทฺธตา (มีความฟุ้งซ่าน) เพราะประกอบด้วย
ความฟุ้งซ่าน.
เหล่าชนผู้ชื่อว่ามี วิจิกิจฺฉา เพราะคิดลังเลสงสัยอยู่ คือไม่สามารถ
ทำความตกลงใจได้.
อกุศลทั้ง ๑๐ มีความโกรธเป็นต้น พระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่ง
อุปกิเลส. ในจำนวนอุปกิเลสทั้งหลายมีความโกรธเป็นต้นเหล่านั้น คำที่
ควรจะกล่าว ( อธิบาย) ทั้งหมด ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในธรรม-
ทายาทสูตร และวัตถุสูตร.
แต่ในสูตรนี้ มีอรรถพจน์ดังต่อไปนี้ :-
คำว่า โกธนา (มักโกรธ) คือมีความเดือดดาลเป็นปกติ.
คำว่า อุปนาหี (มักผูกโกรธ) คือมีความผูกโกรธเป็นปกติ
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อุปนาหี เพราะคนเหล่านั้นมีความผูกโกรธ. มกฺขี
(ผู้มักลบหลู่) ปลาสี (ผุ้มักตีเสมอ) ก็เช่นนั้นเหมือนกัน.
เหล่าชนผู้ชื่อว่า อิสฺกุกี เพราะมักริษยา. เหล่าชนผู้ชื่อว่า มจฺเฉรี
เพราะมักตระหนี่ อีกอย่างหนึ่ง เพราะชนเหล่านั้นมีความตระหนี่.
ชนเหล่าใดประพฤติโอ้อวด ชนเหล่านั้นชื่อว่า สฐา (ผู้โอ้อวด)
มีคำอธิบายไว้ว่า ไม่พูดโดยชอบ (ธรรม) คำว่า สฐา นี้ เป็นชื่อ
ของเหล่าชนผู้ประกอบด้วยเหตุที่ทำให้ต่ำช้า.

505