ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 466 (เล่ม 17)

อย่างหนึ่ง (ในบรรดาอิริยาบถ ๔).
บทว่า น จิรสฺเสว ท่านกล่าวหมายถึงการบรรพชา.
บทว่า กุลปุตฺตา ได้แก่กุลบุตรมี ๒ จำพวกคือ กุลบุตรโดยชาติ
(กำเนิด) และกุลบุตรโดยอาจาระ. ก็พราหมณ์นี้เป็นกุลบุตรแม้โดย
ประการทั้ง ๒.
บทว่า อคารสฺมา แปลว่า จากเรือน.
บทว่า อนคาริยํ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ การงานอันเป็นเหตุ
เพิ่มพูนทรัพย์สมบัติ มีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น อันเป็นประ-
โยชน์เกื้อกูลแก่ (การ) ครองเรือน ท่านเรียกว่า อคาริยะ. การงาน
ที่เกื้อกูลแก่การครองเรือนในการบรรพชานี้ ไม่มี เหตุนั้น การบรรพชานี้
จึงชื่อว่า อนคาริยํ. คำว่า อนคาริยํ นั้น เป็นชื่อของการบวช.
บทว่า ปพฺพชนฺติ แปลว่า เข้าไปใกล้ คือเข้าไปหา.
บทว่า ตทนุตฺตรํ ตัดบทเป็น ตํ อนุตฺตรํ (แปลว่า ผลอัน
ยอดเยี่ยมนั้น).
บทว่า พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ได้แก่ที่สุดแห่งมรรคพรหมจรรย์
ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า (ได้แก่) อรหัตตผล ดังนี้. จริงอยู่. พวก
กุลบุตรบวชก็เพื่อประโยชน์แก่อรหัตตผลนั้น.
บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม แปลว่า ในอัตภาพนั้นนั่นเอง.
บทว่า สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ความว่า กระทำให้ประจักษ์
ด้วยปัญญา ด้วยตนเองทีเดียว. อธิบายว่า รู้โดยไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย ดังนี้ .
บทว่า อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ความว่า บรรลุ คือให้สำเร็จอยู่.
ก็พระสุนทริกภารทวาชะเมื่ออยู่ด้วยอาการอย่างนั้น ก็ได้ทราบชัดว่าชาติ

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 467 (เล่ม 17)

สิ้นแล้ว ฯลฯ ดังนี้ พระอานนทเถระแสดงถึงภูมิแห่งปัจจเวกขณญาณ
ของท่านด้วยคำนั้น.
ถามว่า ก็ชาติไหนของท่านสิ้นไปแล้ว และท่านรู้ชาติที่ในรูปนั้น
อย่างไร ?
ข้าพเจ้าจะเฉลยต่อไป :-
ก็ข้อความนั้นได้กล่าวไว้แล้วในภยเภรวสูตรก็จริง. แต่ถึงอย่างนั้น
ในที่นี้ ข้าพเจ้าจะกล่าวข้อความนั้นซ้ำอีก โดยสังเขป (ย่อ) เพื่อจะ
แสดงนัยแห่งการอธิบายประกอบความด้วยอำนาจปฐมบุรุษะ ชาติอันเป็น
อดีตของพระสุนทริกภารทวาชะนั้น ไม่ชื่อว่าสิ้นไปแล้วก่อน (ในที่นี้ )
เพราะชาตินั้นสิ้นไปแล้วในกาลก่อนนั่นแล. ชาติที่เป็นอนาคตก็ไม่ชื่อว่า
สิ้นไป เพราะท่านไม่มีความพยายามในชาติอันเป็นอนาคตนั้น. ชาติ
ที่เป็นปัจจุบันก็ไม่ชื่อว่าสิ้นไป เพราะชาติปัจจุบันยังมีอยู่. ก็ชาติใด
แยกประเภทเป็นขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕ ในเอกโวการภพ
จตุโวการภพและปัญจโวการภพ พึงเกิดขึ้น เพราะยังไม่ได้เจริญมรรคให้
เกิดมี ชาตินั้นชื่อว่าสิ้นไปแล้ว เพราะถึงความเป็นชาติที่มีการไม่เกิดขึ้น
เป็นธรรมดา เหตุที่ท่านได้เจริญมรรคให้เกิดมีแล้ว. พระสุนทริกภาร-
ทวาชะนั้น พิจารณาถึงกิเลสที่มรรคภาวนาละได้แล้ว รู้อยู่ว่า เมื่อไม่มี
กิเลส กรรมแม้มีอยู่ ก็ย่อมไม่ให้ปฏิสนธิต่อไป ชื่อว่า ย่อมรู้ชาติที่สิ้น
ไปนั้น.
บทว่า วุสิตํ ความว่า อยู่แล้ว คืออยู่จบแล้ว อธิบายว่า กระทำ
แล้ว ประพฤติแล้ว ให้จบแล้ว.
บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่มรรคพรหมจรรย์.

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 468 (เล่ม 17)

บทว่า กตํ กรณียํ ความว่า กิจทั้ง ๑๖ คือ ปริญญากิจ ปหานกิจ
สัจฉิกิริยากิจ และภาวนากิจ อันท่านให้สำเร็จแล้ว ด้วยมรรค ๔ ใน
สัจจะทั้ง ๔.
บทว่า นาปรํ อิตฺถตฺตาย ความว่า การเจริญมรรคเพื่อความเป็น
อย่างนี้อีก คือเพื่อกิจ ๑๖ อย่าง หรือเพื่อความสิ้นกิเลสอย่างนี้ ไม่มี
ในบัดนี้.
อีกประการหนึ่ง บทว่า อิตฺถตฺตาย ความว่า ความสืบต่อแห่ง
ขันธ์อื่นจากความเป็นอย่างนี้ คือจากขันธสันดานที่เป็นไปอยู่ในบัดนี้
อย่างนี้ ไม่มี. ก็พระสุนทริกภารทวาชะนั้น ได้รู้แล้วว่า ขันธ์ ๕ เหล่านี้
อันตนกำหนดรู้แล้วยังดำรงอยู่ (แต่ก็) เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ถูกตัดราก
เหง้าแล้วฉะนั้น.
บทว่า อญฺญตโร มีความหมายเท่ากับ เอโก ( แปลว่า หนึ่ง).
บทว่า อรหตํ คือ อรหนฺตานํ. อธิบายว่า ท่านเป็นพระอรหันต์
องค์หนึ่ง บรรดาพระอรหันต์ผู้สาวกพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้.
จบ อรรถกถาวัตถสูตร (วัตถุปมสูตร) ที่ ๗.

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 469 (เล่ม 17)

๘. สัลเลขสูตร
[๑๐๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี. ครั้งนั้น เวลาเย็น ท่านพระมหา
จุนทะออกจากที่พักผ่อนแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. ถวายบังคม
แล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทิฏฐิเหล่านี้มีประการต่าง ๆ ประกอบด้วยการกล่าว
ปรารภอัตตา ( อัตตวาทะ) บ้าง ประกอบด้วยการกล่าวปรารภโลก
(โลกวาทะ) บ้าง ย่อมเกิดขึ้นในโลก เมื่อภิกษุมนสิการธรรมเบื้องต้น
เท่านั้น การละทิฏฐิเหล่านั้น การสลัดทิ้งซึ่งทิฏฐิเหล่านั้น จะมีได้ด้วยอุบาย
เหล่านี้ พระเจ้าข้า.
การละทิฏฐิ
[๑๐๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนจุนทะ ทิฏฐิเหล่านี้
มีหลายประการ ประกอบด้วยอัตตวาทะบ้าง ประกอบด้วยโลกวาทะบ้าง
ย่อมเกิดขึ้นในโลก ก็ทิฏฐิเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นในอารมณ์ใด ย่อมนอน
เนื่องอยู่ในอารมณ์ใด และฟุ้งขึ้นในอารมณ์ใด เมื่อภิกษุเห็นอารมณ์นั้น
ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เรา
ไม่ใช่นั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา ดังนี้ การละทิฏฐิเหล่านั้น การสลัด
ทิ้งซึ่งทิฏฐิเหล่านั้น ย่อมมีได้ด้วยอุบายอย่างนี้.

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 470 (เล่ม 17)

ปฐมฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม
[๑๐๒] ดูก่อนจุนทะ ก็ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุลาง
รูปในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศล บรรลุปฐมฌาน
มีวิตก วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวก อยู่. ภิกษุนั้นจะมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส. ดูก่อนจุนทะ แต่ธรรมคือปฐม-
ฌานนี้ เราตถาคตไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ( สัลเลข-
ธรรม) ในวินัยของพระอริยะ แต่เราตถาคตกล่าวว่า เป็นธรรมเครื่อง
อยู่เป็นสุขในอัตภาพนี้ (ทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรม) ในวินัยของพระ
อริยะ.
ทุติยฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม
อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัย
นี้ พึงบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอก
ผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิด
แต่สมาธิอยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรม
เครื่องขัดเกลากิเลส. ดูก่อนจุนทะ แต่ธรรมคือทุติยฌาน เราตถาคต
ไม่กล่าวว่า เป็นสัลเลขธรรมในพระวินัยของพระอริยะ แต่เราตถาคต
กล่าวว่า เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร ในวินัยของพระอริยะ
ตติยฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม
อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัย
นี้ พึงมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติ

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 471 (เล่ม 17)

สิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข อยู่. ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส. ดูก่อนจุนทะ แต่ธรรมคือตติย-
ฌานนี้ เราตถาคตไม่กล่าวว่า เป็นสัลเลขธรรมในวินัยของพระอริยะ แต่
เราตถาคตกล่าวว่า เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรม ในวินัยของพระอริยะ.
จตุตถฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม
อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุลางรูปในพระธรรม-
วินัยนี้ พึงบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์
และดับโสมนัสโทมนัสเก่าก่อนได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ อยู่.
ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส.
ดูก่อนจุนทะ แต่ธรรมคือจตุตถฌานนี้ เราตถาคตไม่กล่าวว่า เป็นสัลเลข-
ธรรมในวินัยของพระอริยะ แต่เราตถาคตกล่าวว่า เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร
ในวินัยของพระอริยะ.
อากาสานัญจายตนฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม
[๑๐๓] ดูก่อนจุนทะ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุลางรูป
ในพระธรรมวินัยนี้ พึงบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยมนสิการว่า
อากาศไม่มีที่สิ้นสุด เพราะล่วงเลยรูปสัญญาไป ดับปฏิฆสัญญา ไม่
มนสิการนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวงอยู่. ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิด
อย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส. ดูก่อนจุนทะ แต่
ธรรมคืออากาสานัญจายตนฌานนี้ เราตถาคตไม่กล่าวว่า เป็นสัลเลข-

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 472 (เล่ม 17)

ธรรมในวินัยของพระอริยะ. แต่เราตถาคตกล่าวว่า เป็นธรรมเครื่อง
อยู่สงบระงับ (สันตวิหารธรรม ) ในวินัยของพระอริยะ.
วิญญาณัญจายตนฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม
อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะพึงมีได้แล ที่ภิกษุลางรูปในพระธรรม-
วินัยนี้ พึงล่วงเลยอากาสานัญจายตนฌานไปโดยประการทั้งปวง แล้ว
มนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด พึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน อยู่.
ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส
ดูก่อนจุนทะ แต่ธรรมคือวิญญาณัญจายตนฌานนี้ เราตถาคตไม่กล่าวว่า
เป็นสัลเลขธรรมในวินัยของพระอริยะ แต่เราตถาคตกล่าวว่า เป็นสันต-
วิหารธรรม ในวินัยของพระอริยะ.
อากิญจัญญายตนฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม
อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัย
นี้ พึงล่วงเลยวิญาณัญจายตนฌานไปโดยประการทั้งปวง แล้วมนสิการ
ว่า ไม่มีอะไรเหลือสักน้อยหนึ่ง พึงบรรลุอากิญจัญญายตนฌาน อยู่ ภิกษุ
นั้นพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส.
ดูก่อนจุนทะ แต่ธรรมคืออากิญจัญญายตนฌานนี้ เราตถาคตไม่กล่าวว่า
เป็นสัลเลขธรรมในวินัยของพระอริยะ แต่เราตถาคตกล่าวว่า เป็น
สันตวิหารธรรม ในวินัยของพระอริยะ.

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 473 (เล่ม 17)

เนวสัญญานาสัญญายตนฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม
อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุลางรูปในพระธรรม
วินัยนี้ พึงล่วงอากิญจัญญายตนฌานไปโดยประการทั้งปวง แล้วพึง
บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อยู่. ภิกษุนั้นพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส. ดูก่อนจุนทะ แต่ธรรมคือ
เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้ เราตถาคตไม่กล่าวว่า เป็นสัลเลขธรรม
ในวินัยของพระอริยะ แต่เราตถาคตกล่าวว่า เป็นสันตวิหารธรรม ในวินัย
ของพระอริยะ.
สัลเลขธรรม
[๑๐๔] ดูก่อนจุนทะ เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลา
กิเลสในพุทธศาสนานี้แล คือเธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชน
เหล่าอื่นจักเป็นผู้เบียดเบียนกัน ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่
เบียดเบียนกัน.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ล่าสัตว์
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักงดเว้นจากปาณาติบาต.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ลัก
ทรัพย์ ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักงดเว้นจากอทินนาทาน.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้เสพ
เมถุนธรรม ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักประพฤติพรหมจรรย์.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักกล่าวเท็จ ใน

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 474 (เล่ม 17)

ข้อนี้ เราทั้งหลายจักงดเว้นจากมุสาวาท.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักกล่าวส่อเสียด
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักงดเว้นจากปิสุณวาจา.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักกล่าวคำหยาบ
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักงดเว้นจากผรุสวาจา.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักกล่าวคำ
เพ้อเจ้อ ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมักเพ่งเล็ง
ภัณฑะของผู้อื่น ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักไม่เพ่งเล็งภัณฑะของผู้อื่น.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีจิตพยาบาท
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักไม่มีจิตพยาบาท.
เธอทั้งหลายพิงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีความเห็นผิด
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมีความเห็นถูก.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีความดำริผิด
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมีความดำริถูก.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีวาจาผิด
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมีวาจาถูก.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีการงานผิด
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมีการงานถูก.

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 475 (เล่ม 17)

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีอาชีพผิด
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมีอาชีพถูก.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีความ
พยายามผิด ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมีความพยายามถูก.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีสติผิด
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมีสติถูก.
เธอทั้งหลายพิงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอันจักมีสมาธิผิด
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมีสมาธิถูก.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีญาณผิด
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมีญาณถูก.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีวิมุติผิด
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมีวิมุติถูก.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักถูกถีนมิทธะ
กลุ้มรุม ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักปราศจากถีนมิทธะ.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ฟุ้งซ่าน
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีวิจิกิจฉา
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักข้ามพ้นจากวิจิกิจฉา.
เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีความโกรธ
ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักไม่มีความโกร.

475