อย่างหนึ่ง (ในบรรดาอิริยาบถ ๔).
บทว่า น จิรสฺเสว ท่านกล่าวหมายถึงการบรรพชา.
บทว่า กุลปุตฺตา ได้แก่กุลบุตรมี ๒ จำพวกคือ กุลบุตรโดยชาติ
(กำเนิด) และกุลบุตรโดยอาจาระ. ก็พราหมณ์นี้เป็นกุลบุตรแม้โดย
ประการทั้ง ๒.
บทว่า อคารสฺมา แปลว่า จากเรือน.
บทว่า อนคาริยํ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ การงานอันเป็นเหตุ
เพิ่มพูนทรัพย์สมบัติ มีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น อันเป็นประ-
โยชน์เกื้อกูลแก่ (การ) ครองเรือน ท่านเรียกว่า อคาริยะ. การงาน
ที่เกื้อกูลแก่การครองเรือนในการบรรพชานี้ ไม่มี เหตุนั้น การบรรพชานี้
จึงชื่อว่า อนคาริยํ. คำว่า อนคาริยํ นั้น เป็นชื่อของการบวช.
บทว่า ปพฺพชนฺติ แปลว่า เข้าไปใกล้ คือเข้าไปหา.
บทว่า ตทนุตฺตรํ ตัดบทเป็น ตํ อนุตฺตรํ (แปลว่า ผลอัน
ยอดเยี่ยมนั้น).
บทว่า พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ได้แก่ที่สุดแห่งมรรคพรหมจรรย์
ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า (ได้แก่) อรหัตตผล ดังนี้. จริงอยู่. พวก
กุลบุตรบวชก็เพื่อประโยชน์แก่อรหัตตผลนั้น.
บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม แปลว่า ในอัตภาพนั้นนั่นเอง.
บทว่า สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ความว่า กระทำให้ประจักษ์
ด้วยปัญญา ด้วยตนเองทีเดียว. อธิบายว่า รู้โดยไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย ดังนี้ .
บทว่า อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ความว่า บรรลุ คือให้สำเร็จอยู่.
ก็พระสุนทริกภารทวาชะเมื่ออยู่ด้วยอาการอย่างนั้น ก็ได้ทราบชัดว่าชาติ