ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 456 (เล่ม 17)

บทว่า สาลีนํ ความว่า แห่งข้าวสาลีชนิดต่าง ๆ มีข้าวสาลีแดง
และข้าวสาลีหอมเป็นต้น.
บทว่า ปิณฺฑปาตํ ได้แก่ข้าวสุก.
บทว่า วิจิตกาฬกํ ความว่า นำส่วนที่คำ (เสีย) ออก.
บทว่า เนวสฺส ตํ โหติ อนฺตราย ความว่า การฉันบิณฑบาต
มีประการดังกล่าวนั้น ของภิกษุเห็นปานนี้นั้น ย่อมไม่เป็นอันตรายแก่
มรรคหรือผล. จริงอยู่ การฉันนั้น ของท่านผู้ได้ (บรรลุ) คุณธรรม
แล้วจักทำอันตรายอะไรได้ แม้ว่าท่านยังไม่ได้บรรลุอรหัตตมรรคและ
อรหัตตผล (แต่ ) ยัง (อยู่ในระยะ) เจริญวิปัสสนาเพื่อบรรลุมรรคผล
นั้น การฉันนั้นก็ไม่จัดเป็นอันตรายเลย คือไม่สามารถจะทำอันตรายได้
เลย. เพราะเหตุไร ? เพราะท่านมีจิตบริสุทธิ์ด้วยมรรคที่ประมวล ศีล
ธรรม และปัญญา มีประการดังกล่าวแล้วไว้. ก็เพราะในข้อที่มีเหตุนี้
นั้นแล ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงข้ออุปมาอันเหมาะแก่เหตุนั้น จึงตรัสคำ
เป็นต้นว่า เสยฺยถาปิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺฉํ ความว่า ใสสะอาด เพราะ
ปราศจากมลทิน ผ่องแผ้ว เพราะประภัสสร.
บทว่า อุกฺกามุขํ ความว่า เบ้าหลอมของช่างทอง เพราะในที่นี้
เบ้าของช่างทองท่านเรียกว่า อุกกา. แต่ในที่อื่นแม้ประทีปเป็นต้นท่าน
ก็เรียกว่า อุกกา. จริงอยู่ ประทีปท่านเรียกว่า อุกกา ( คบเพลิง) ใน
อาคตสถานว่า อุกฺกา ธาริยมานาสุ ดังนี้. เบ้าท่านเรียกว่า อุกกา
(เบ้าหลอม) ในอาคตสถานว่า ช่างทอง พึงก่อเบ้าหลอม ครั้น
ก่อเสร็จแล้ว พึงฉาบปากเบาหลอม ดังนี้ เตาช่างทองท่านก็เรียกว่า

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 457 (เล่ม 17)

อุกกา ในอาคตสถานว่า เหมือนอย่างเตาไฟของช่างทอง ลุกไหม้อยู่
(แค่) ข้างใน ไม่ลามออกมาข้างนอก. กำลังลมท่านก็เรียกว่า อุกกา
ในอาคตสถานว่า กำลังลม (อุกกาบาต) จักมีผลอย่างนี้ ดังนี้. แต่ใน
ที่นี้และในที่อื่นอันนี้ลักษณะเดียวกันนี้ เบ้าของช่างทองพึงทราบว่า อุกกา
ในอาคตสถานว่า ช่างทองเอาคีมคีบทองสอดเข้าไปในปากเบ้า ดังนี้.
ในข้อนั้น มีการเปรียบเทียบด้วยอุปมาดังต่อไปนี้. ก็จิตของภิกษุนี้ในเวลา
ที่ยังเป็นปุถุชนเกลือกกลั้วด้วยมลทินมีกามราคะเป็นต้น พึงเห็นเหมือนผ้า
ที่สกปรกและเหมือนทองคำที่หนองฉะนั้น. อนาคามิมรรคพึงเห็นเหมือน
น้ำอันใสสะอาดและเหมือนปากเบ้าฉะนั้น. การที่ภิกษุรูปนั้นมีจิตบริสุทธิ์
เพราะอาศัยอนาคามิมรรคอันประมวลไว้ซึ่ง ศีล ธรรม และปัญญา
มีประการดังกล่าวแล้ว พึงเห็นเหมือนผ้าขาวสะอาดและทองคำบริสุทธิ์
เพราะอาศัยน้ำและปากเบ้าฉะนั้น ดังนี้แล.
[๙๗] บทว่า โส เมตฺตาสหคเตน เจตสา ความว่า พระธรรม-
เทศนามาแล้วตามอนุสนธิ. จริงอยู่ อนุสนธิมี ๓ คือ ปุจฉานุสนธิ
อัชฌาสยานุสนธิ และ ยถานุสนธิ. ในอนุสนธิ ๓ นั้น พึงทราบ
ปุจฉานุสนธิด้วยอำนาจพระสูตร ที่ทรงวิสัชนาแล้วแก่ภิกษุทั้งหลาย
ผู้ทูลถามอยู่อย่างนี้ (ดังในประโยคเป็นต้น) ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความหวาดสะดุ้งเพราะไม่มีสติในภายนอกนั้นมีหรือ
หนอแล. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบว่า มี ภิกษุ. พึงทราบอัชฌา-
สยานุสนธิ ด้วยอำนาจสูตร ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัย
ของคนอื่นแล้วตรัสไว้อย่างนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ พึงมีอยู่หนอแล ท่าน

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 458 (เล่ม 17)

พึงมีความคิดอย่างนี้ว่า แม้ ( จน ) วันนี้พระสมณโคดมก็ยังไม่หมดราคะ
แน่นอน. ส่วนยถานุสนธิ พึงทราบ (ด้วยอำนาจ ) สูตรทั้งหลายซึ่งเป็น
ที่มาแห่งเทศนาขั้นสูง (ขึ้นตามลำดับ) ด้วยอำนาจธรรมที่เหมาะสมและ
เป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมที่เป็นเหตุให้เทศนาเกิดขึ้นในตอนแรก เช่นใน
อากังเขยยสูตร เทศนาด้วยเรื่องศีลธรรม (เป็นเทศนา) ขั้นต่ำ อภิญญา ๖
มา (เป็นเทศนา) ขั้นสูง ในกกโจปมสูตร เทศนาว่าด้วยความไม่อดทน
เกิดขึ้น (เป็นเทศนา) ขั้นต่ำ โอวาทอุปมาด้วยเลื่อยมา (เป็นเทศนา)
ขึ้นสูง. ในอลคัททสูตร เทศนาว่าด้วยการแสดงทิฏฐิเกิดขึ้น (เป็นเทศนา)
ขั้นต่ำ การประกาศสุญญตามา (เป็นเทศนา ) ขั้นสูง. ในจุลอัสสปุรสูตร
เทศนาว่าด้วยความไม่อดทนเกิดขึ้น (เป็นเทศนา) ขั้นต่ำ พรหมวิหารมา
(เป็นเทศนา) ขึ้นสูง. ในโกสัมพิกสูตร เทศนาว่าด้วยการทะเลาะกัน
เกิดขึ้น (เป็นเทศนา) ขั้นต่ำ สาราณียธรรมมา (เป็นเทศนา) ขั้นสูง.
แม้ในวัตถุสูตรนี้ การแสดงเรื่องกิเลสเกิด (เป็นเทศนา ) ขั้นต่ำ พรหม-
วิหารมา (เป็นเทศนา) ขั้นสูง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ยถานุ-
สนฺธิวเสน เทสนา อาคตา ดังนี้ . ส่วนในพรหมวิหารธรรม ท่าน
กล่าวการพรรณนาตามลำดับบท และนัยแห่งการเจริญทั้งหมดไว้ในคัมภีร์
วิสุทธิมรรค อย่างครบถ้วน. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงการเจริญ
พรหมวิหารของพระอนาคามีนั้น อันเป็นปฏิปักษ์ต่ออุปกิเลส มีอภิชฌา
เป็นต้น ชื่อว่า ได้ปทัฏฐานแล้ว เพราะกำจัดธรรมอันเป็นข้าศึก โดย
การละกามราคะ พยาบาท โดยประการทั้งปวงทีเดียวอย่างนี้แล้ว บัดนี้
เพื่อจะแสดงวิปัสสนา เพื่อความเป็นพระอรหันต์แห่งพระอนาคามีนั้นแล้ว
ทรงแสดงการบรรลุพระอรหัต (ของท่าน) จึงตรัสคำเป็นต้น ว่า โส

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 459 (เล่ม 17)

อตฺถิ อิทํ ดังนี้. คำนั้นมีเนื้อความว่า พระอนาคามีนั้นได้เจริญพรหมวิหาร
อย่างนี้แล้ว ออกจากพรหมวิหารข้อใดข้อหนึ่งในบรรดาพรหมวิหารเหล่า
นั้นแล้ว กำหนดธรรมคือพรหมวิหารเหล่านั้นนั่นแล ว่าเป็นนาม (และ)
กำหนดธรรมคือ ภูตรูป และอุปาทายรูป ว่าเป็นรูป โดยนัยเป็นต้นว่า
หทัยวัตถุ เป็นที่อาศัยของพรหมวิหารธรรมเหล่านั้น ภูตรูปเป็นที่อาศัย
ของหทัยวัตถุ ดังนี้แล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ข้อนี้มีอยู่ ดังนี้. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้
ย่อมเป็นอันพระอนาคามีนี้กระทำการกำหนดทุกขสัจแล้ว. ต่อจากนั้น
ท่านเมื่อแทงตลอดทุกขสมุทัย ย่อมรู้ชัดว่า สิ่งที่เลวยังมีอยู่ ดังนี้. ด้วย
เหตุเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันท่านกระทำการกำหนดสมุทัยแล้ว ต่อจากนั้น
ท่านเมื่อเลือกเฟ้นอุบายเป็นเครื่องละสมุทัยสัจนั้น ย่อมรู้ชัดว่า สิ่งที่
ประณีตยังมีอยู่. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันพระอนาคามีนี้ทำการกำหนด
มัคคสัจแล้ว. ต่อจากนั้นท่านเมื่อพิจารณาฐานะที่พึงบรรลุด้วยมรรคนั้น
ย่อมรู้ชัดว่า วิธีสลัดสัญญาให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่. อธิบายว่า ย่อมรู้ชัด
อย่างนี้ว่า พระนิพพานเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งพรหมวิหารสัญญานี้ อันเรา
บรรลุแล้ว อันยิ่ง ยังมีอยู่ ดังนี้ . ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันพระ
อนาคามีนี้ทำการกำหนดนิโรธสัจแล้ว.
บทว่า เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต ความว่า เมื่อพระอนาคามีนั้น
รู้อยู่ซึ่งสัจจะ ๔ ด้วยอาการ ๔ อย่างนี้ด้วยวิปัสสนาปัญญา เห็นอยู่อย่างนี้
ด้วยมรรคปัญญา จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากอาสวะ โดยนัยที่กล่าวไว้แล้ว
ในภยเภรวสูตร.
บทว่า อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงยังเทศนาให้จบลงจนกระทั่งถึงพระอรหัตอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพราะ

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 460 (เล่ม 17)

เหตุที่พราหมณ์ผู้มีความเห็นว่าความบริสุทธิ์ มีได้เพราะการอาบน้ำ นั่งอยู่
ในบริษัทนั้น (และ) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบแล้วว่า พราหมณ์
นั้นนั่นแล ได้ฟังการพรรณนาถึงความบริสุทธิ์ (มีอยู่) เพราะการ
อาบน้ำ (อันเราตถาคต) กล่าวอยู่ บวชแล้ว จักบรรลุพระอรหัต ดังนี้
ฉะนั้น เพื่อประสงค์จะตักเตือนพราหมณ์นั้น จึงตรัสอนุสนธิแยกเฉพาะนี้
ว่า อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สินาโต อนฺตเรน สินาเนน (ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เราตถาคตกล่าวว่า อาบแล้วด้วยการอาบภายใน)
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺตเรน สินาเนน ความว่า ด้วย
การอาบ คือการออกจากกิเลสอันมีในภายใน.
[๙๘] บทว่า สุนฺทริกภารทฺวาโช ได้แก่พราหมณ์นั้น ชื่อว่า
ภารทวาชะ ด้วยอำนาจโคตรของตน. ก็พราหมณ์นั้นมีความเห็นดังนี้ว่า
คนที่อาบน้ำในแม่น้ำสุนทริกา ย่อมละบาปได้ เพราะฉะนั้น จึงถูกเรียกว่า
สุนทริกภารทวาชะ ดังนี้. พราหมณ์นั้น ได้ฟังพระดำรัสของพระผู้มี-
พระภาคเจ้านั้นแล้วคิดว่า แม้พวกเราย่อมสรรเสริญความบริสุทธิ์เพราะ
การอาบน้ำ ฝ่ายพระสมโคดมก็ย่อมสรรเสริญ ความบริสุทธิ์เพราะการ
อาบน้ำนั้นเหมือนกัน บัดนี้ พระสมณโคดมนี้มีด้วยความพอใจเหมือนกันกับ
พวกเรา ดังนี้. ลำดับนั้น พราหมณ์สำคัญพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็น
เหมือนเสด็จไปยังแม่น้ำพาหุกา ลอยบาปในน้ำนั้นแล้วเสด็จมา จึง
กราบทูลว่า ก็พระโคดมผู้เจริญย่อมเสด็จไปยังแม่น้ำพาหุกา เพื่อทรง
สรงสนานหรือ ? พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสเลยทีเดียวว่า ไป หรือไม่
ได้ไป (แต่) ทรงมีพระประสงค์จะถอน ความเห็น (ผิด) ของพราหมณ์

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 461 (เล่ม 17)

นั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ประโยชน์อะไรด้วยแม่น้ำพาหุกา
แม่น้ำพาหุกาจักทำอะไรได้ ดังนี้ . คำนั้นมีเนื้อความว่า ประโยชน์อะไร
ด้วยแม่น้ำพาหุกา, แม่น้ำพาหุกานั้นจักทำอะไรได้ แม่น้ำพาหุกานั้น
ไม่สามารถอำนวยประโยชน์อะไรให้ได้หรอก เราจักไปที่แม่น้ำนั้นทำไม.
ลำดับนั้น พราหมณ์เมื่อจะสรรเสริญข้อความนั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า
โลกฺขสมฺมตา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกฺขสมฺมตา ความว่า แม่น้ำพาหุถา
อันชาวโลกยอมรับกันว่าเป็นแดนพ้นบาป อธิบายว่า อันชาวโลกยอมรับ
กันอย่างนี้ว่า ย่อมให้ความพ้นบาป คือความหลุดพ้น ได้แก่ความบริสุทธิ์.
ปาฐะว่า โลกฺยสมฺมตา ดังนี้บ้าง. ปาฐะนั้นมีเนื้อความว่า อันชาวโลก
ยอมรับกันอย่างนี้ว่า ย่อมให้ถึงโลกที่ประเสริฐที่สุด.
บทว่า ปุญฺญสมฺมตา ได้แก่อันชาวโลกยอมรับกันว่า เป็นบุญ
ดังนี้ .
บทว่า ปวาเหติ ความว่า ลอยไป คือ ทำให้สะอาด.
บทว่า คาถาหิ อชฺฌภาสิ ความว่า ได้ตรัสด้วยพระคาถาทั้งหลาย.
จริงอยู่ พระคาถาทั้งหลาย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะตรัส ย่อมตรัส
แก่บุคคลผู้ชอบคาถา เพื่อทรงแสดงเนื้อความนั้นเท่านั้น หรือเพื่อแสดง
เนื้อความที่สำคัญ. แต่ในที่นี้ พระคาถาเหล่านั้น พึงทราบว่า ตรัสไว้
เพื่อแสดงเนื้อความทั้งสอง.
จริงอยู่ บทว่า พาหุกํ นี้นั่นแลเป็นบทแสดงเนื้อความนั้นในที่นี้.
บทที่เหลือเป็นบทแสดงเนื้อความที่สำคัญ. เหมือนอย่างว่า สุนทริกภาร-
ทวาชพราหมณ์ ย่อมไปยังแม่น้ำพาหุกาเพื่อลอยบาปด้วยการอาบน้ำ

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 462 (เล่ม 17)

ฉันใด ชาวโลกก็ย่อมไปยังสถานที่มีท่าน้ำอธิกักกาเป็นต้นเพื่อลอยบาป
ด้วยการอาบน้ำฉันนั้น. บรรดาชาวโลกเหล่านั้น ชนเหล่าใด อยู่ใกล้
สถานที่เหล่านั้น ชนเหล่านั้น ย่อมอาบน้ำวันละ ๓ ครั้ง. ชนเหล่าใด
อยู่ไกล ชนเหล่านั้น ย่อมอาบน้ำวันละ ๒ ครั้ง ครั้งเดียว วันเว้นวัน
ตามลำดับ อย่างนี้จนกระทั่งถึงปีเว้นปี. ส่วนชนเหล่าใด ไม่สามารถ
จะไปได้เลย ชนเหล่านั้น ก็ใช้ให้คนอื่นเอาหม้อตักน้ำจากที่นั้นมาอาบ.
ก็คำทั้งหมดนี้ไม่มีประโยชน์. เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความ
สำคัญนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อธิกกฺกาทีนิปิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิกกกํ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
หมายเอาท่าน้ำแห่งหนึ่ง อันได้โวหาร (อย่างนั้น) ด้วยอำนาจเป็น
อุปกรณ์ในการอาบ.
บทว่า คยา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงท่าน้ำสัณฐานเหมือน
สระกลมนั่นแล.
แม้บทว่า ปยาคา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสหมายถึง ท่าน้ำ
ท่าหนึ่งของแม่น้ำคงคาซึ่งเป็นสถานที่ตรงหน้าบันไดปราสาทของพระเจ้า-
มหาปนาทะ ที่จมลงไปในแม่น้ำคงคาแล้ว. ส่วนลำน้ำเหล่านี้ คือ
พาหุกา สุนทริกา สรัสสตี พาหุมตี เป็นแม่น้ำ ๔ สาย
บทว่า พาโล ได้แก่ผู้มีปัญญาทราม.
บทว่า ปกฺขนิโน แปลว่า เข้าไป.
บทว่า น สุชฺฌติ แปลว่า ไม่บรรลุถึงความบริสุทธิ์จากกิเลส.
เขาย่อมลอยได้แต่คราบฝุ่นอย่างเดียวเท่านั้น.
บทว่า กึ สุนฺทริกา กริสฺสติ ความว่า แม่น้ำสุนทริกา จัก

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 463 (เล่ม 17)

กระทำอะไรได้ด้วยการชำระกิเลส. อธิบายว่า ไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย.
ในท่าน้ำปยาคา และแม่นำพาหุกา ก็มีนัยนี้. ก็ด้วยบททั้ง ๓ นี้ที่ท่าน
กล่าวไว้แล้ว ก็ย่อมเป็นอันท่านกล่าว ๔ บทนอกนี้ไว้ด้วยเหมือนกัน
โดยลักขณหารนัย. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า แม้ท่า อธิกักกาเป็นต้น
ก็ทำอะไรไม่ได้ เหมือนกับแม่น้ำสุนทริกา แม่น้ำปยาคา และแม่น้ำ
พาหุกา ทำอะไรไม่ได้ฉะนั้น.
บทว่า เวรึ แปลว่า ผู้ประกอบด้วยเวร ๕ มีปาณาติบาตเป็นต้น
บทว่า กตกิพฺพิสํ คือผู้ได้ทำกรรมอันหยาบช้าไว้แล้ว.
บทว่า น หิ นํ โสธเย ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า แม่น้ำสุนทริกา
ท่าน้ำปยาคา หรือแม่น้ำพาหุกา ก็ทำให้เขาบริสุทธิ์ไม่ได้เลย.
บทว่า ปาปกมฺมินํ ความว่า ประกอบด้วยกรรมอันเป็นบาป คือ
กรรมที่ชั่วช้าอันเป็นเวร หรือประกอบด้วยกรรมอันลามก ท่านกล่าว
อธิบายไว้ว่า ประกอบด้วยบาปแม้เล็กน้อย อันยังไม่ถึงความเป็นโทษ
คือเวร.
บทว่า สุทฺธสฺส แปลว่า หมดกิเลส.
บทว่า สทา ผคฺคุ ได้แก่แม้งานนักษัตรประจำเดือน ที่มีเป็น
ประจำ. ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ในเดือน ๔ ผู้ใดอาบน้ำ
ในวันข้างขึ้นเดือน ๔ ผู้นั้นย่อมชำระบาปที่ตนกระทำตลอดปีได้. เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงคัดค้านทิฏฐิของพราหมณ์นั้น
จึงตรัสว่า สำหรับผู้บริสุทธิ์แล้วเดือน ๔ มีอยู่ทุกเมื่อ สำหรับผู้หมดกิเลส
แล้วนักษัตรประจำเดือน ๔ มีประจำ ห้วงน้ำนอกน จักชำระล้างได้อย่างไร
ดังนี้.

463
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 464 (เล่ม 17)

บทว่า อุโปสโถ สทา ความว่า ก็บุคคลผู้บริสุทธิ์แล้วแม้จะไม่
ได้สมาทานองค์อุโบสถในวันเพ็ญ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ของอุโบสถ ก็ย่อมมี
อยู่เป็นนิจทีเดียว.
บทว่า สุทฺธสฺส สุจิกมฺมสฺส แปลว่า ชื่อว่า ผู้สะอาดแล้ว เพราะ
เป็นผู้หมดกิเลส และเป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรมเป็นต้นอันสะอาด.
บทว่า สทา สมฺปชฺชเต วตํ ความว่า ก็แม้การสมาทานวัตร
อันประกอบด้วยกุศลของบุคคลเช่นนี้ ย่อมถึงพร้อมเป็นประจำทีเดียว.
บทว่า อิเธว สินาหิ ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า เธอจงอาบน้ำในศาสนาของเราตถาคตนี้แล.
ท่านกล่าวอธิบายไว้อีกว่า ถ้าเธอปรารถนาจะล้างมลทิน คือกิเลส
ภายในไซร้ จงอาบด้วยน้ำคือมรรคมีองค์ ๘ ในศาสนาของเราตถาคตนี้
นั่นแล. เพราะว่าในที่อื่น น้ำคือมรรคมีองค์ ๘ เช่นนี้ไม่มี ดังนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความบริสุทธิ์ในทวาร
แม้ทั้ง ๓ ด้วยอำนาจเทศนาอันเหมาะแก่พราหมณ์นั้น จึงตรัสคำเป็นต้น
ว่า สพฺพภูเตสุ กโรหิ เขมตํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เขมตํ ได้แก่ความไม่มีภัย คือความ
เกื้อกูล อธิบายว่า ได้แก่เมตตา. ด้วยบทนั้น ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าทรงแสดงความบริสุทธิ์ทางมโนทวารแก่พราหมณ์นั้น.
ด้วยบทว่า สเจ มุสา น ภณสิ นี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงแสดงความสะอาดทางวจีทวาร.
ด้วยบทเหล่านี้ว่า สเจ ปาณํ น หึสสิ สเจ อทินฺนํ นาทิยสิ
ย่อมอันเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความบริสุทธิ์ ทางกายทวาร.

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 465 (เล่ม 17)

ก็ด้วยบทเหล่านี้ว่า สทฺทหาโน อมจฺฉรี พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประกอบพราหมณ์นั้น ผู้มีทวารบริสุทธิ์แล้วอย่างนี้ไว้ในสัทธาสัมปทา
และจาคสัมปทา. ส่วนบาลีนี้ว่า กึ กาหสิ คยํ คนฺตฺวา อุทปาโนปิ
เต คยา เป็นกึ่งคาถา. พึงประกอบใจความอย่างนี้ว่า ถ้าว่า เธอจัก
กระทำความปลอดภัยในสัตว์ทั้งปวง ไม่พูดเท็จ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์
มีความเชื่อ ไม่ตระหนี่ เธอไปยังแม่น้ำคยาจักทำอะไรได้ แม่น้ำคยา
ก็เป็น (เพียง ) บ่อน้ำสำหรับเธอ เพราะว่า เมื่อเธออาบน้ำอยู่ในแม่น้ำ
คยาก็ดี ในบ่อน้ำก็ดี ความบริสุทธิ์จากกิเลสจะมีได้ก็ด้วยการปฏิบัตินี้
เท่านั้น ส่วนความบริสุทธิ์จากมลทินทางร่างกายมีได้เหมือนกันในที่ทั้ง ๒
แห่ง. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความว่า ก็เพราะว่าแม่น้ำคยาอันชาวโลกรู้จัก
กันมากกว่าในโลก ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ถูกพราหมณ์นั้นทูลถาม
ว่า ก็พระโคดมผู้เจริญ เสด็จไปยังแม่น้ำพาหุกาหรือ ? ไม่ตรัสว่า เธอ
ไปยังแม่น้ำพาหุกา จักทำอะไรได้ (แต่ ) ตรัสว่า เธอไปยังแม่น้ำคยา
จักการทำอะไรได้ ดังนี้.
[๙๙] คำเป็นต้นอย่างนี้ว่า เอวํ วุตฺเต นับว่า ชัดแล้วแล
เพราะท่านกล่าวไว้แล้วในภยเภรวสูตร.
ก็ในบทเป็นต้นว่า เอโก วูปกฏฺโฐ พึงทราบอธิบายดังนี้ พราหมณ์
ชื่อว่าเป็นผู้เดียวด้วยกายวิเวก ชื่อว่าหลีกออกแล้ว (จากการคลุกคลี
ด้วยนิวรณ์) ด้วยจิตวิเวก ชื่อว่าไม่ประมาท ด้วยการไม่ละสติใน
กัมมัฏฐาน ชื่อว่ามีความเพียร ด้วยความเพียรเผากิเลส กล่าวคือความ
เพียรทางกาย และความเพียรทางจิต ชื่อว่าหมดอาลัยในตนแล้ว เพราะ
ไม่มีความห่วงใยในกายและชีวิต ชื่อว่าอยู่ด้วยการอยู่ด้วยอิริยาบถอย่างใด

465