ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 436 (เล่ม 17)

จึงเป็นผ้าหมดจดผ่องใส อีกอย่างหนึ่ง ทองคำอาศัยเบ้าหลอมที่ทำทอง
ให้บริสุทธิ์ จึงเป็นทองบริสุทธิ์ผ่องใส ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล มีศีล
อย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีปัญญาอย่างนี้ ถึงแม้จะฉันบิณฑบาตข้าวสาลี
ปราศจากเมล็ดดำ มีแกงมีกับมิใช่น้อย การฉันบิณฑบาตของภิกษุนั้น
ก็ไม่มีอันตรายเลย.
[๙๗] ภิกษุนั้นมีใจประกอบด้วยเมตตา ประกอบด้วยกรุณา
ประกอบด้วยมุทิตา ประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒
ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกันมีใจประกอบด้วยเมตตาประกอบด้วยกรุณา
ประกอบด้วยมุทิตา ประกอบด้วยอุเบกขา อันไพบูลย์เป็นมหัคคตะ ไม่
มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปยังทิศเบื้องบน เบื้องต่ำ
ด้านขวาง ทั่วโลกทั้งสิ้น โดยเป็นผู้หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั่วหน้า ในที่
ทุกแห่ง ด้วยประการฉะนี้ เธอย่อมรู้ชัดว่า สิ่งนี้มีอยู่ สิ่งที่เลวทรามมี
อยู่ สิ่งที่ประณีตมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องสลัดออกที่ยิ่งแห่งสัญญานี้มีอยู่
เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสาวะ แม้จากภวาสวะ
แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า
เป็นผู้สรงสนานแล้วด้วยเครื่องสนานอันเป็นภายใน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาสุภาษิต
[๙๘] ก็โดยสมัยนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์นั่งอยู่ไม่ไกล
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านพระโคดมจะ

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 437 (เล่ม 17)

เสด็จไปยังแม่น้ำพาหุกาเพื่อจะสรงสนานหรือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ตอบว่า ดูก่อนพราหมณ์ จะมีประโยชน์อะไรด้วยแม่น้ำพาหุกาเล่า แม่น้ำ
พาหุกาจักทำประโยชน์อะไรได้.
สุ. ท่านพระโคดม แม่น้ำพาหุกา ชนเป็นอันมากยอนรับว่าให้
ความบริสุทธิ์ได้ ท่านพระโคดม แม่น้ำพาหุกา ชนเป็นอันมากยอมรับ
ว่าเป็นบุญ อนึ่ง ชนเป็นอันมาก พากันไปลอยบาปกรรมที่ตนทำแล้ว
ในแม่น้ำพาหุกา.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะสุนทริกภารทวาชพราหมณ์
ด้วยพระคาถาทั้งหลายว่า
คนพาล มีบาปกรรม มุ่งไปยังแม่น้ำพาหุกา ท่าน้ำ
อธิกักกะ แม่น้ำคยา แม่น้ำสุนทริกา แม่น้ำสรัสสดี
ท่าน้ำปยาคะ และแม่น้ำพาหุมดี แม้เป็นนิตย์ ก็
บริสุทธิ์ไม่ได้ แม่น้ำสุนทริกา ท่าน้ำปยาคะ หรือ
แม่น้ำพาหุกา จักทำอะไรได้ จะชำระนรชนผู้มีเวร
ทำกรรมอันหยาบช้า ผู้มีกรรมอันเป็นบาปนั้น ให้
บริสุทธิ์ไม่ได้เลย สำหรับบุคคลผู้หมดจดแล้วจะ
ประสบผัคคุณฤกษ์ทุกเมื่อ สำหรับบุคคลผู้หมดจด
แล้วรักษาอุโบสถทุกเมื่อ วัตรของบุคคลผู้หมดจดแล้ว
มีการงานอันสะอาด ย่อมถึงพร้อมทุกเมื่อ ดูก่อน
พราหมณ์ ท่านจงสนามในคำสอนของเรานี้เถิด จง
ทำความเกษมในสัตว์ทั้งปวงเถิด ถ้าท่านไม่กล่าว
คำเท็จไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ถือเอาวัตถุที่เขาไม่ให้

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 438 (เล่ม 17)

เป็นผู้มีความเชื่อ ไม่ตระหนี่ไซร้ ท่านจักต้องไปยัง
แม่น้ำคยาทำไม แม้การดื่มน้ำในแม่น้ำคยาก็จักช่วย
อะไรท่านได้.
สุนทริกพราหมณ์บรรลุพระอรหัต
[๙๙] ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สุนทริกภารทวาช -
พราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของ
พระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอก
ทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุดีจักเห็น
รูปดังนี้ ฉันใด พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย
ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม
พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา
อุปสมบทในสำนักของท่านพระโคดมผู้เจริญเถิด สุนทริกภารทวาช-
พราหมณ์ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็
ท่านพระภารทวาชะครั้นอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว
ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่ช้านานเท่าไร ก็ทำให้แจ้ง
ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้มีความ
ต้องการ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบเข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็ท่านพระภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง
ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ฉะนั้นแล.
จบ วัตถูปมสูตรที่ ๗

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 439 (เล่ม 17)

อรรถกถาวัตถูปมสูตร๑
[๙๑] วัตถูปมสูตร เริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ (ข้าพเจ้าได้สดับมา
แล้วอย่างนี้).
บรรดาคำเหล่านั้น คำนี้ว่า ภิกฺขเว ยถา วตฺถํ ในคำว่า เสยฺยถาปิ
ภิกฺขเว วตฺถํ เป็นคำอุปมา. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงอุปมา
ในที่ลางแห่งทรงแสดงอุปมาก่อนทีเดียว แล้วจึงทรงแสดงอุปไมย
(เนื้อความ) ในภายหลัง ในที่ลางแห่งทรงแสดงอุปไมยก่อนแล้ว
จึงทรงแสดงอุปมาภายหลัง ในที่ลางแห่งทรงนำข้ออุปมามาแสดงประกอบ
อุปไมย ในที่ลางแห่งทรงนำอุปไมยแสดงประกอบอุปมา. จริงอย่างนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เมื่อจะทรงแสดงเทวทูตสูตรแม้ทั้งสิ้น
ให้เป็นอุปมาก่อน แล้วแสดงอุปไมยในภายหลัง จึงตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเรือน ๒ หลัง มีประตูเดียวกัน คนผู้มีตาดี
ยืนอยู่ตรงกลาง พึงมองเห็นในเรือน ๒ หลังนั้นได้ (ตลอด ). อนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงอุปไมย (เนื้อความ) ที่เป็น
อิทธิวิธิแม้ทั้งสิ้นก่อนแล้วแสดงอุปมาในภายหลัง จึงตรัสโดยนัยเป็นต้น
ว่า ผู้มีฤทธิ์ย่อมเดินทะลุออกนอกฝา นอกกำแพง นอกภูเขา เปรียบ
เหมือนเดินไปในอากาศ (ที่ว่าง) ฉะนั้น.
เมื่อจะทรงเอาอุปมามาล้อม (แสดงประกอบ) อุปไมย จึงได้
ตรัสจุลลสาโรปมสูตรแม้ทั้งสิ้นโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนพราหมณ์ เปรียบ
๑. อรรถกถาเรียก วัตถสูตร.

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 440 (เล่ม 17)

เหมือนคนผู้มีความต้องการแก่นไม้ จึงแสวงหาแก่นไม้ฉะนั้น. อนึ่ง เมื่อ
จะทรงเอาอุปไมย (เนื้อความ) มาล้อม( แสดงประกอบ) อุปมา จึงตรัส
สูตรทั้งหลายมี อลคัททสูตร และมหาสาโรปมสูตร เป็นต้น แม้ทั้งสิ้น
โดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรลางพวกในโลกนี้ ย่อมเรียน
เอาธรรมคือสุตตะ ฯลฯ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการด้วยงูพิษ
ฉะนั้น นะภิกษุทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้นั้น ทรงแสดง
คำอุปมาก่อนในที่นี้แล้วทรงแสดงอุปไมยในภายหลัง.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงอย่างนี้.
ตอบว่า เพราะอัธยาศัยของบุคคล หรือเพราะทรงยักย้ายเทศนา.
จริงอยู่ บุคคลเหล่าใดเข้าใจอุปไมยที่พระองค์ตรัสแสดงอุปมาไว้ก่อน
ได้โดยง่าย พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงอุปมาก่อน แก่กุลบุตร
เหล่านั้น. ในทุกบทก็นัยนี้. อนึ่ง เพราะทรงแทงตลอดธรรมธาตุใดด้วยดี
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่า ทรงชำนาญการยักย้ายเทศนาธรรมธาตุนั้น
อันพระองค์ทรงแทงตลอดด้วยดีแล้ว เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น จึงทรงเป็นธรรมิศรธรรมราชา ชำนาญการยักย้ายพระธรรม
เทศนา พระองค์ย่อมทรงแสดงธรรมได้ตามที่ทรงปรารถนา ด้วยประการ
ดังกล่าวมานี้ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดง ( ธรรม)
อย่างนี้ คือทั้งเพราะ ( ตาม ) อัธยาศัยของบุคคล ทั้งเพราะทรงยักย้าย
เทศนานี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตฺถํ ได้แก่ผ้าสะอาดตามปกติ.
บทว่า สงฺกิลิฏฺฐํ มลคฺคหิตํ ความว่า ชื่อว่า เศร้าหมองแล้ว
เพระเครื่องเศร้าหมอง มีฝุ่นธุลีเป็นต้น ที่ปลิวมาเกาะ และชื่อว่าอัน
มลทินจับแล้ว เพราะถูกมลทินมีคราบเหงื่อเป็นต้นเกาะแล้ว.

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 441 (เล่ม 17)

รังคชาตในบทว่า รงฺคซาเต นี้ ได้แก่น้ำย้อมนั่นเอง.
บทว่า อุปสํหเรยฺย เปลว่า พึงน้อมเข้าไป.
บทว่า ยทิ นีลกาย ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า เพื่อต้องการให้มี
สีเขียว. ในทุกบทก็อย่างนี้. จริงอยู่ ช่างย้อนเมื่อจะนำไปย้อม เพื่อ
ต้องการให้เป็นสีเขียว ก็จะนำไปแช่ลงในน้ำย้อมสีเขียว มีสีดำสำริดและ
สีเขียวใบไม้เป็นต้น เมื่อจะนำผ้าไปย้อม เพื่อต้องการให้เป็นสีเหลือง ก็
จะนำผ้าไปแช่ในน้ำย้อมสีเหลือง เช่นกับดอกกรรณิการ์ เมื่อจะน้ำผ้าไปย้อม
เพื่อต้องการให้เป็นสีแดง ก็จะนำผ้าไปแช่ในน้ำย้อมสีแดง เช่นกับดอกชบา
เมื่อจะนำผ้าไปย้อมเพื่อต้องการให้เป็นสีบานเย็น ก็จะนำผ้าไปแช่ในน้ำย้อม
สีแดงเรื่อ เช่นกับดอกกณวีระ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึง
ตรัสว่า ยทิ นีลกาย ฯเปฯ ยทิ มญฺเชฏฺฐิกาย ดังนี้.
บทว่า ทุรตฺตวณฺณเมวสฺส ได้แก่พึงเป็นผ้ามีสีที่ย้อมแล้วไม่ดี
นั่นเอง.
บทว่า อปริสุทฺธวณฺณเมวสฺส ความว่า แม้สีเขียวของผ้านั้นก็จะ
ไม่สดใส แม้สีที่เหลือ (ก็ไม่สดใสเหมือนกัน). เป็นความจริง ผ้าเช่น
นั้นแม้ที่เขาแช่ลงไปในหม้อน้ำย้อมสีเขียว ก็ไม่เป็นสีเขียวแท้. แม้แช่ลง
ไปในหม้อน้ำย้อมที่เหลือ ก็จะไม่เป็นสีแท้ มีสีเหลืองแท้เป็นต้น ย่อมมี
สีเขียวซีด สีหญ้าหางช้างแห้ง สีดอกกรรณิการ์แห้ง สีดอกชบาแห้ง
และสีดอกกณวีระแห้งเท่านั้น.
บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ ความว่า ผ้านั้นเป็นเช่นนี้เพราะเหตุอะไร
คือ เพราะมีอะไรเป็นเหตุ อีกอย่างหนึ่ง น้ำย้อมที่ผ้านั้นเป็นเช่นนี้ คือ
มีสีไม่สวย สดใส เพระเหตุอะไร ? ก็เพราะความที่ผ้าผืนนั้นไม่สะอาด

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 442 (เล่ม 17)

นั้นแหละเป็นเหตุในข้อนี้ ไม่ใช่เหตุอะไรอื่น ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า อปริสุทฺธตฺตา ภิกฺขเ วตฺถสฺส ดังนี้. คำว่า เอวเมว
เป็นคำอุปไมย.
สองบทว่า จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ความว่า เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว.
ถ้าหากมีคำถามสอดเข้ามาว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงได้ทรงการทำคำอุปมาไว้ด้วยผ้าอันเศร้าหมองแล้ว.
ตอบว่า เพื่อทรงแสดงว่าความพยายามมีผลมาก. เปรียบเหมือนผ้า
ที่เศร้าหมอง เพราะมลทินที่ปลิวมาเกาะ. เมื่อซักอีกครั้ง ย่อมขาวสะอาด
เพราะตามปกติเป็นของขาวสะอาดอยู่แล้ว ความพยายามใน (การซัก)
ผ้านั้น จะไร้ผล ดุจความพยายามใน (การฟอก) ขนแกะที่ดำธรรมชาติ
(ให้ขาวสะอาด) หามิได้ฉันใด. แม้จิตที่เศร้าหมองเพราะกิเลสทั้งหลายที่จร
มากฉันนั้น (คือ) ก็ตามปกติ จิตนั้นย่อมเป็นธรรมชาติที่สะอาดทีเดียว
ในวาระปฏิสนธิจิตและภวังคจิต. สมดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนั้นเป็นธรรมชาติประภัสสร ก็จิตนั้นแล
เศร้าหมองไปเพราะอุปกิเลสที่จรมา จิตนั้นเมื่อได้รับการชำระให้บริสุทธิ์
บุคคลก็สามารถทำให้ประภัสสรยิ่งขึ้นอีกได้ ความพยายามในการชำระจิต
นั้นย่อมไม่ไร้ผลแล. พระผู้มีพระภาคเจ้า บัณฑิตพึงทราบว่า ทรงการทำ
คำอุปมาด้วยผ้าที่เศร้าหมอง เพื่อจะทรงแสดงว่าความพยายามมีผลมาก
ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา ความว่า เมื่อจิตเป็นเช่นนี้ ทุคติเป็น
อันบุคคลพึงหวังได้ ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ทุคติเป็นคติที่เขาพึงหวัง
ได้อย่างนี้ว่า ผู้นี้จักถึงทุคติแน่นอน ไม่ถึงคติอื่น ดังนี้ คือ ทุคติเป็น

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 443 (เล่ม 17)

คติที่เขามีส่วนร่วมอย่างนี้. ก็ชื่อว่า ทุคตินี้นั้นมี ๒ อย่างคือ ปฏิปัตติ
ทุคคติ และคติทุคคติ. ถึงแม้ปฏิบัติทุคติ ก็มี ๒ อย่างคือ อาคาริย-
ปฏิบัติทุคติ และอนาคาริยปฏิปัตติทุคคติ. อธิบายว่า คฤหัสถ์มีจิตใจ
เศร้าหมอง ย่อมฆ่าสัตว์บ้าง ย่อมลักทรัพย์บ้าง ย่อมประพฤติอกุศล-
กรรมบถ ๑๐ ทั้งสิ้นบ้าง นี้ชื่อว่า อาคาริยปฏิปัตติทุคติ ของคฤหัสถ์นั้น.
คฤหัสถ์นั้นดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นแล้ว ครั้นกายแตก ( ตายไป ) ย่อมไปสู่
นรกบ้าง กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานบ้าง เปรตวิสัยบ้าง นี้ชื่อว่า คติทุคคติ ของ
คฤหัสถ์นั้น. ฝ่ายบรรพชิต บวชในศาสนานี้แล้ว มีจิตใจเศร้าหมอง
อาสารับใช้คนอื่นทำตัวเป็นหมอ ตะเกียกตะกายทำลายสงฆ์ ทำลายเจดีย-
สถาน เลี้ยงชีพด้วยการให้ไม้ไผ่เป็นต้น ประพฤติอนาจาร และเที่ยวไป
ยังสถานที่อโคจรแม้ทั้งสิ้น นี้ชื่อว่า อนาคาริยปฏิปัตติทุคคติ ของ
บรรพชิตนั้น. บรรพชิตนั้นดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นแล้ว ครั้นกายแตก
(มรณภาพ) ย่อมไปสู่นรกบ้าง กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานบ้าง เปรตวิสัยบ้าง
ชื่อว่าเป็นสมณยักษ์ สมณเปรต มีกายลุกโชติช่วงด้วยผ้าสังฆาฏิเป็นต้น
ที่ถูกไฟไหม้แล้ว ส่งเสียงร้องครวญครางเที่ยวไป นี้ชื่อว่า คติทุคคติ ของ
บรรพชิตนั้น.
บทว่า เสยฺยถาปิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มแสดง
ธรรมฝ่ายขาว (สุคติ). เนื้อความของธรรมฝ่ายขาวนั้น พึงทราบด้วย
ธรรมตรงกันข้ามที่ท่านกล่าวไว้แล้วในธรรมฝ่ายดำ (ทุคติ) นั่นแล.
อนึ่ง ชื่อว่า สุคติ แม้ในที่นี้ก็มี ๒ อย่าง คือ ปฏิปัตติสุคติ และ
คติสุคติ. แม้ปฏิปัตติสุคติก็มี ๒ อย่าง คือ อาคาริยปฏิปัตติสุคติ และ
อนาคาริยปฏิปัตติสุคติ. อธิบายว่า คฤหัสถ์มีจิตบริสุทธิ์ ย่อมงดเว้นจาก

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 444 (เล่ม 17)

การฆ่าสัตว์บ้าง จากการลักทรัพย์บ้าง บำเพ็ญกุศลกรรมบถ ๑๐ ทั้งสิ้น
บ้าง นี้ชื่อว่า อาคาริยปฏิปัตติสุคติ ของคฤหัสถ์นั้น. คฤหัสถ์นั้น
ดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นแล้ว ครั้นกายแตก (ตายไป) ย่อมเข้าถึงความ
เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่มนุษย์บ้าง ความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่เทวดาบ้าง
นี้ชื่อว่า คติสุคติ ของคฤหัสถ์นั้น. ฝ่ายบรรพชิตบวชในศาสนานี้
มีจิตบริสุทธิ์ รักษาปาริสุทธิศีล ๔ หมดจด สมาทานธุดงค์ ๑๓
เรียนเอากรรมฐานอันเหมาะแก่ตนในอารมณ์ ๓๘ อยู่เสนาสนะอันสงัด
ทำบริกรรมกสิณ (จน) ให้เกิดฌานสมาบัติ ได้บรรลุโสดาปัตติ
มรรค ฯลฯ ได้บรรลุอนาคามิมรรค นี้ชื่อว่า อนาคาริยปฏิปัตติสุคติ
ของบรรพชิตนั้น. บรรพชิตนั้นดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นแล้ว ครั้นกายแตก
(มรณภาพ ) ย่อมเกิดในตระกูลใหญ่ ๓ ตระกูล ในมนุษยโลกบ้าง ใน
เทพชั้นกามาวจร ๖ ชั้นบ้าง ในภพแห่งพรหม ๑๐ ภพบ้าง ในชั้น
สุทธาวาส ๕ ชั้นบ้าง ในอรูปภพ ๔ บ้าง นี้ชื่อว่า คติสุคติ ของ
บรรพชิตนั้น.
[ ๙๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสว่า เมื่อจิตเศร้าหมองทุคติ
เป็นอันหวังได้ และเมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันหวังได้ อย่างนี้แล้ว
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงอุปกิเลสทั้งหลายที่เป็นเหตุให้จิตเศร้าหมอง จึง
ตรัสคำเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อุปกิเลสแห่งจิตเป็นไฉน? คือ
อภิชฌาวิสมโลภะ ดังนี้ . บรรดาอุปกิเลสเหล่านั้น ความรักความพอใจใน
ภัณฑะของตน ชื่อว่า อภิชฌา ความรักความพอใจในภัณฑะของคนอื่น
ชื่อว่า วิสมโลภะ. อีกอย่างหนึ่ง ความรักความพอใจในภัณฑะของตน
หรือของคนอื่น จงยกไว้ ความรักความพอใจในฐานะที่ถูกที่ควร ชื่อว่า

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 445 (เล่ม 17)

อภิชฌา ความรักความพอใจในฐานะที่ไม่ถูกไม่ควร ชื่อว่า วิสมโลภะ.
ส่วนพระเถระกล่าวไว้ว่า โลภะทุกอย่างจะไม่ชื่อว่า วิสมะก็หามิได้ เพราะ
พระบาลีว่า พวกเธอทำการแบ่งแยกไปทำไม จะเป็นในอารมณ์ที่
เหมาะหรือไม่เหมาะก็ตาม ราคะก็เป็นวิสมะ โทสะก็เป็นวิสมะ โมหะ
ก็เป็นวิสมะ. (เหมือนกัน ) เพราะฉะนั้น โลภะนี้นั่นเอง ชื่อว่า อภิชฌา
เพราะอรรถว่า เพ่งเล็ง ชื่อว่า วิสมะ เพราะอรรถว่า ไม่เหมาะ (ไม่
ชอบธรรม) คำว่า อภิชฌา และ วิสมะ นี้ มีความหมาย้อนเดียวกัน
ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะเท่านั้น. ก็อภิชฌาวิสมโลภะนี้นั้น เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมทำร้ายจิต คือไม่ให้จิตผ่องใส เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ดังนี้. เหมือนอย่างว่า
อภิชฌาวิสมโภะนี้เป็นฉันใด พยาบาทอันเกิดมาจากอาฆาตวัตถุ (เหตุ
ที่ตั้งแห่งความอาฆาต ) ๙ อย่าง ความโกรธอันเกิดมาจากอาฆาต-
วัตถุ ๑๐ อย่าง ความผูกโกรธ อันครอบคลุมจิตบ่อย ๆ ก็ฉันนั้น
ความลบหลู่ อันการทำสิ่งที่เขาทำดีแล้วให้พินาศไป ไม่ว่าของคฤหัสถ์หรือ
ของบรรพชิต (มีลักษณะเหมือนกัน) อธิบายว่า ฝ่ายคฤหัสถ์ (เดิมที)
เป็นคนขัดสน (ครั้นแล้ว) ผู้มีกรุณาลางคนได้ยก (เขา) ไว้ในฐานะ
ที่สูงส่ง ต่อมา (เขากลับกล่าวว่า) ท่านทำอะไรให้ข้าพเจ้า ชื่อว่า
ทำลายความดีที่คนผู้กรุณานั้นทำไว้แล้วให้พินาศไป ฝ่ายบรรพชิตแล
จำเดิมแต่สมัยเป็นสามเณรน้อย อันอาจารย์หรืออุปัชฌาย์ท่านใดท่านหนึ่ง
อนุเคราะห์ด้วยปัจจัย ๔ และด้วยอุทเทศและปริปุจฉา ให้สำเหนียกความ
เป็นผู้ฉลาดในปกรณ์เป็นต้น ด้วยธรรมกถา สมัยต่อมา อันพระราชาและ
ราชมหาอำมาตย์เป็นต้น สักการะเคารพแล้ว (เธอ) กลับขาดความ

445