พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 336 (เล่ม 17)

ที่ว่า มีวิบัติเป็นอย่างไร ? ได้แก่ ความวิบัติแห่งศีลและอาชีวะ
ของอุบาสกนั้นนั่นแลอันใด อันนี้เป็นความวิบัติของอุบาสกนั้น. อีกอย่าง
หนึ่ง อุบาสกนั้นเป็นคนจัณฑาลและเศร้าหมองด้วยมลทินต่าง ๆ ด้วย
วิบัติอันใด แม้วิบัตินั้นก็พึงทราบว่า เป็นวิบัติของอุบาสกนั้น ๆ. และ
ความเป็นคนจัณฑาลนั้น เมื่อว่าโดยความหมาย ก็ได้แก่ธรรม ๕
ประการมีความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น. เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าตรัส
ไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างย่อมเป็น
อุบาสกจัณฑาล เป็นอุบาสกมีมลทิน เป็นอุบาสกมีความเศร้าหมองและ
เป็นอุบาสกต่ำช้า. ธรรม ๕ ประการอะไรบ้าง (คือ) เป็นผู้ไม่มีศรัทธา
(ในพระรัตนตรัย) ๑ เป็นคนทุศีล ๑ เป็นคนถือมงคลตื่นข่าว คือ
เชื่อมงคล ( ฤกษ์, ยาม ) ไม่เชื่อกรรม ๑ แสวงหาทักขิไณยบุคคล
นอกจากศาสนานี้ (พุทธศาสนา ) ๑ บำเพ็ญกุศลในศาสนานั้น ๑.
ที่ว่า มีสมบัติเป็นอย่างไร ? ได้แก่ ความถึงพร้อมด้วยศีลและ
ความถึงพร้อมด้วยอาชีวะของอุบาสกนั้นชื่อว่า สมบัติ. อนึ่ง ธรรม ๕
ประการมีศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นต้นของอุบาสกนั้นเหล่าใด ธรรม
๕ ประการเหล่านั้นชื่อว่า สมบัติ. เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างย่อมเป็นอุบาสก
แก้ว เป็นอุบาสกดอกปทุม และเป็นอุบาสกดอกบุณฑริก. ธรรม ๕ อย่าง
มีอะไรบ้าง ( คือ ) เป็นผู้มีศรัทธา ( ในพระรัตนตรัย ) ๑ เป็นผู้มีศีล ๑
เป็นคนไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือ เชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล ๑ ไม่แสวงหา
ทักขิไณยบุคคลนอกพุทธศาสนานี้ ๑ บำเพ็ญกุศลในพุทธศาสนานี้ ๑.

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 337 (เล่ม 17)

ความหมายของ "อัคคะ" ศัพท์
อัคคะ ศัพท์นี้ในคำว่า อชฺชตคฺเค นี้ ย่อมใช้ในอรรถว่า เบื้องต้น
(อาทิ) เบื้องปลาย (โกฏิ) ส่วน (โกฏฺฐาส) และประเสริฐที่สุด
(เสฏฺฐ) ก็อัคคะ ศัพท์ใช้ในอรรถว่า
- เบื้องต้น ( เช่น ) ในประโยคเป็นต้นว่า แน่ะนายประตูเพื่อนรัก
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าพเจ้าขอปิดประตูสำหรับพวกนิครนถ์.
- เบื้องปลาย ( เช่น ) ในประโยคเป็นต้นว่า บุคคลพึงลูบคลำ
ยอดอ้อย ยอดไผ่ ด้วยปลายนิ้วมือนั้นแล.
- ส่วน (เช่น) ในประโยคเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราตถาคตอนุญาตให้แบ่งจากส่วนสิ่งของที่มีรสเปรี้ยว ที่มีรสหวาน หรือ
ส่วนสิ่งของที่มีรสขมตามส่วนวิหารหรือตามส่วนบริเวณ.
- ประเสริฐที่สุด (เช่น) ในประโยคเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายจำนวนเท่าใดที่ไม่มีเท้าก็ตาม ฯลฯ พระตถาคต
บัณฑิตกล่าวว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุดของสัตว์เหล่านั้น.
- แต่ในที่นี้ อัคคะ ศัพท์นี้พึงเห็นว่า ลงในอรรถว่า เบื้องต้น.
เพราะฉะนั้น ในคำว่า อชฺชตคฺเค นี้ พึงเห็นความหมายอย่างนี้ว่า เริ่ม
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
- บทว่า อชฺชตํ ได้แก่ อชฺชภาวํ (แปลว่า ความในวันนี้).
บาลีว่า อชฺชทคฺเค ดังนี้ก็มี. ท อักษร (เป็นอาคม) ทำหน้าที่เชื่อม
บท ( ระหว่าง อชฺช กับ อคฺเค ). แปลว่า เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้.
- บทว่า ปาณุเปตํ แปลว่า เข้าถึงด้วยชีวิต. อธิบายว่า ขอพระโคดม

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 338 (เล่ม 17)

ผู้เจริญจงทรงจำ คือจงทรงทราบข้าพระองค์ไว้ว่าเป็นอุบาสก คือ ไวยาจักร
(ผู้รับใช้พระ) ถึงสรณะด้วยไตรสรณคมน์แบบไม่มีศาสดาอื่น (นอก
จากพระโคดม) ตลอดเวลาที่ชีวิตของข้าพระองค์ยังเป็นไปอยู่ เพราะ
ว่าข้าพระองค์ ถ้าแม้นใคร ๆ จะพึงใช้มีดคมตัดศีรษะของข้าพเจ้าไซร้ ก็จะ
ไม่ขอกล่าวพระพุทธเจ้าว่า ไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระธรรมว่าไม่ใช่พระธรรม
(และ) พระสงฆ์ว่าไม่ใช่พระสงฆ์. พราหมณ์ครั้นถึงสรณะด้วยการ
มอบตนอย่างนี้แล้ว และปวารณาด้วยปัจจัย ๔ ลุกขึ้นจากที่นั่งถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเดินเวียนขวา ( รอบพระผู้มีพระภาคเจ้า )
๓ รอบแล้วหลีกไปแล.
จบ อรรถกถาภยเภรวสูตร.
จบ สูตรที่ ๔

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 339 (เล่ม 17)

๕. อนังคณสูตร
[๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ท่านพระ
สารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำ
ท่านพระสารีบุตรแล้ว.
บุคคล ๔ จำพวก
[๕๔] ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า คุณครับ บุคคล ๔ จำพวก
เหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก.
๔ จำพวกนั้นเป็นไฉน ?
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลลางคนในโลกนี้ มีอังคณกิเลส
แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีอังคณกิเลสในภายใน ๑ บุคคลลางคนในโลก
นี้มีอังคณกิเลส ก็รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีอังคณกิเลสในภายใน ๑ บุคคล
ลางคนในโลกนี้ ไม่มีอังคณกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีอังคณ-
กิเลสในภายใน ๑ บุคคลลางคนในโลกนี้ ไม่มีอังคณกิเลส ก็รู้ตามเป็น
จริงว่า เราไม่มีอังคณกิเลสในภายใน ๑.
ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลใดมีอังคณกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็น
จริงว่า เรามีอังคณกิเลสในภายใน บุคคล ๒ จำพวกที่มีอังคณกิเลส
เหมือนกันนี้ บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม. ในบุคคล
๔ จำพวกนั้น บุคคลใดมีอังคณกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีอังคณ-

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 340 (เล่ม 17)

กิเลสในภายใน บุคคล ๒ จำพวกที่มีอังคณกิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้
บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ.
ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลใดไม่มีอังคณกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็น
จริงว่า เราไม่มีอังคณกิเลสในภายใน บุคคล ๒ จำพวกที่ไม่มีอังคณกิเลส
เหมือนกันนี้ บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม. ในบุคคล
๔ จำพวกนั้น บุคคลใดไม่มีอังคณกิเลสเลย รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มี
อังคณกิเลสในภายใน บุคคล ๒ จำพวกที่ไม่มีอังคณกิเลสเหมือนกันนี้
บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ.
ความต่างระหว่างคน ๔ จำพวก
[ ๕๕ ] เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหา-
โมคคัลลานะได้กล่าวคำนี้กะท่านพระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตรขอรับ
เหตุอะไรหนอ ? ปัจจัยอะไรหนอ ? ที่เป็นเหตุทำให้บุคคล ๒ จำพวกที่มี
อังคณกิเลสเหมือนกันนี้ คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม
คนหนึ่งบัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ. ดูก่อนท่านพระสารีบุตร เหตุ
อะไรหนอ ? ปัจจัยอะไรหนอ ? ที่เป็นเหตุทำให้บุคคล ๒ จำพวกที่ไม่มี
อังคณกิเลสเหมือนกันนี้ คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม
คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ.
บุคคลจำพวกที่ ๑
สา. ท่านครับ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลใดมีอังคณกิเลส
แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีอังคณกิเลสในภายใน ข้อที่บุคคลนั้น
พึงหวังได้ คือ เขาจักไม่ยังความพอใจให้เกิด จักไม่พยายาม จักไม่

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 341 (เล่ม 17)

ปรารภความเพียร เพื่อละอังคณกิเลสนั้นเสีย เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ
โมหะ มีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ. เหมือนถาดทองสัมฤทธิ์ที่บุคคลนำ
มาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง อันละอองและสนิมจับอยู่โดยรอบ.
เจ้าของก็ไม่ใช้และไม่ขัดสีถาดทองสัมฤทธิ์นั้น ซ้ำเก็บไว้ในที่มีละออง เมื่อ
เป็นอย่างนี้ สมัยอื่น ถาดทองสัมฤทธิ์นั้น จะพึงเป็นของเศร้าหมอง สนิม
จับยิงขึ้น ฉันใด.
ม. อย่างนั้นหรือ ท่านขอรับ ?
สา. อย่างนั้นแหละ ท่านครับ บุคคลนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังมี
อังคณกิเลสอยู่ แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เรายังมีอังคณกิเลสในภายใน ข้อที่
บุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่ยังความพอใจให้เกิด จักไม่พยายาม จัก
ไม่ปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ
โมหะ มีอังคณกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ.
บุคคลจำพวกที่ ๒
สา. ท่านครับ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลใดยังมีอังคณกิเลสอยู่
ก็รู้ตามเป็นจริงว่า เรายังมีอังคณกิเลสในภายใน ข้อที่บุคคลนั้นพึง
หวังได้ คือ เขาจักยังความพอใจให้เกิด จักพยายาม จักปรารภความเพียร
เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส
มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ. เปรียบเหมือนถาดทองสัมฤทธิ์ที่บุคคลนำ
มาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง อันละอองและสนิมจับอยู่โดยรอบ
เจ้าของใช้ ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น และไม่เก็บไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็น
เช่นนี้ สมัยอื่น ภาชนะสัมฤทธิ์ จะเป็นของหมดจดผ่องใส ฉันใด.

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 342 (เล่ม 17)

ม. อย่างนั้นหรือ ท่านขอรับ ?
สา. อย่างนั้นแหละ ท่านครับ บุคคลนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ยังมีอังคณกิเลสอยู่ ก็รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีอังคณกิเลสในภายใน ข้อนี้
อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักยังความพอใจให้เกิด จักพยายาม
จักปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ
โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ.
บุคคลจำพวกที่ ๓
สา. ท่านครับ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลใด ไม่มี
อังคณกิเลส แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า เราไม่มีอังคณกิเลสในภายใน
ข้อที่บุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักมนสิการสุภนิมิต. เพราะมนสิการสุภ-
นิมิตนั้น ราคะจักครอบงำจิต (เขา). เขาจักเป็นผู้ยังมีราคะ โทสะ
โมหะ ยังมีอังคณกิเลส ยังมีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ. เปรียบเหมือน
ถาดทองสัมฤทธิ์ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง เป็น
ของสะอาดหมดจด แต่เจ้าของไม่ใช้และไม่ขัดถาดนั้น ซ้ำเก็บไว้ในที่ที่มี
ละออง เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยอื่น ถาดทองสัมฤทธิ์นั้น จะพึงเป็นของ
เศร้าหมอง สนิมจับ ฉันใด.
ม. อย่างนั้นหรือ ท่านขอรับ ?
สา. อย่างนั้นแหละ ท่านครับ บุคคลนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่มี
อังคณกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีอังคณกิเลสในภายใน ข้อที่
บุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักมนสิการสุภนิมิต เพราะมนสิการสุภนิมิต
นั้น ราคะจักครอบงำจิต ( เขา). เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มี
อังคณกิเลส ยังมีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ.

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 343 (เล่ม 17)

บุคคลจำพวกที่ ๔
สา. ท่านครับ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลใดไม่มีอังคณ-
กิเลส ก็รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีอังคณกิเลสในภายใน ข้อที่บุคคลนั้น
พึงหวังได้ คือ เขาจัก (ไม่ ) มนสิการสุภนิมิต เพราะ (ไม่ ) มนสิการ
สุภนิมิตนั้น ราคะจักไม่ครอบงำ. จิตเขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะโทสะ โมหะ ไม่มี
อังคณกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ. เปรียบเหมือนถาดทองสัมฤทธิ์ที่
บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง เป็นของสะอาดหมดจด เจ้า
ของใช้ขัดสีถาดทองสัมฤทธิ์นั้น และไม่เก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นเช่น
นี้สมัยอื่น ถาดทองสัมฤทธิ์นั้น ก็พึงเป็นของสะอาดหมดจดยิ่งขึ้น ฉันใด.
ม. อย่างนั้นหรือ ท่านขอรับ ?
สา. อย่างนั้นแหละ ท่านครับ บุคคลนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่มี
อังคณกิเลส ก็รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีอังคณกิเลสในภายใน ข้อที่บุคคล
นั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่มนสิการสุภนิมิต เพราะไม่มนสิการสุภนิมิต
นั้น ราคะจักครอบงำจิตไม่ได้. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มี
อังคณกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ.
ท่านโมคคัลลานะ เหตุนี้แล ปัจจัยนี้แล ที่เป็นเหตุทำให้บุคคล
๒ จำพวกที่มีกิเลสเหมือนกันนี้ คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลว
ทราม คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ. อนึ่ง เหตุนี้แล
ปัจจัยนี้แล ที่เป็นเหตุทำให้บุคคล ๒ จำพวกที่ไม่มีอังคณกิเลสเหมือน
กันนี้ คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม คนหนึ่ง บัณฑิต
กล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ.

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 344 (เล่ม 17)

ความหมายของอังคณกิเลส
[๕๖] ม. ท่านขอรับ คำที่ท่านกล่าวว่า อังคณะ ๆ ดังนี้ คำนั้น
เป็นชื่อของอะไรหนอ ?
สา. ท่านครับ คำว่า อังคณะนี้ เป็นชื่อของอิจฉาวจรที่เป็น
บาปอกุศล.
อังคณกิเลสที่ ๑
[๕๗] ท่านขอรับ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พึงเกิดความปรารถนา
อย่างนี้ว่า เราพึงเป็นผู้ต้องอาบัติหนอ แต่ภิกษุทั้งหลาย อย่าพึงรู้เราว่า
ต้องเลย นี้เป็นฐานะที่จะมีได้. ภิกษุทั้งหลายพึงรู้ภิกษุนั้นว่า ต้อง
อาบัติ เธอก็จะโกรธไม่แช่มชื่น เพราะคิดว่า ภิกษุทั้งหลายรู้เราว่าต้อง
อาบัติ นี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ความโกรธและความไม่แช่มชื่น ทั้ง ๒
นี้ชื่อว่า อังคณะ.
อังคณกิเลสที่ ๒
[๕๘] ท่านครับ ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงเกิดความ
ปรารถนาอย่างนี้ว่า เราพึงเป็นผู้ต้องอาบัติหนอ ภิกษุทั้งหลายพึงโจทเรา
ในที่ลับ ไม่พึงโจทเราในท่ามกลางสงฆ์ นี้เป็นฐานะที่จะมีได้. ภิกษุ
ทั้งหลายพึงโจทภิกษุนั้นในท่ามกลางสงฆ์ไม่โจทในที่ลับ เธอก็จะโกรธ ไม่
แช่มชื่น เพราะคิดว่าภิกษุทั้งหลายโจทเราในท่ามกลางสงฆ์ ไม่โจทในที่ลับ
นี้เป็นฐานะที่จะมีได้. ความโกรธและควานไม่แช่มชื่น ทั้ง ๒ นี้ ชื่อว่า
อังคณะ.

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 345 (เล่ม 17)

อังคณะกิเลสที่ ๓
[ ๕๙ ] ท่านครับ ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงเกิดความ
ปรารถนาอย่างนี้ว่า เราพึงเป็นผู้ต้องอาบัติหนอ บุคคลที่เสมอกันพึง
โจทเรา บุคคลที่ไม่เสมอกันไม่พึงโจทเรา นี้เป็นฐานะที่จะมีได้. บุคคล
ที่ไม่เสนอกันพึงโจทภิกษุนั้น บุคคลที่เสมอกันไม่พึงโจทภิกษุนั้น นี้เป็น
ฐานะที่จะมีได้. เธอก็จะโกรธไม่แช่มชื่น เพราะคิดว่า บุคคลที่ไม่เสมอ
กันโจทเราไม่ใช่ผู้เสมอกันโจท. ความโกรธและความไม่แช่มชื่น ทั้ง ๒
นี้ชื่อว่า อังคณะ.
อังคณกิเลสที่ ๔
[๖๐] ท่านครับ ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงเกิดความ
ปรารถนาอย่างนี้ว่า ถ้ากระไรหนอ พระศาสดาพึงทรงซักถาม สอบถาม
เราเท่านั้น แล้วทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงทรงซักถาม
สอบถามภิกษุอื่น แล้วทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายเลย นี้เป็นฐานะ
ที่จะมีได้. พระศาสดาพึงทรงซักถาม สอบถามภิกษุอื่น แล้วทรงแสดง
ธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย หาทรงซักถาม สอบถามภิกษุนั้น แล้วทรงแสดง
ธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายไม่ นี้เป็นฐานะที่จะมีได้. เธอก็จะโกรธ ไม่แช่มชื่น
เพราะคิดว่า พระศาสดาทรงซักถาม สอบถามภิกษุอื่น แล้วทรงแสดงธรรม
แก่ภิกษุทั้งหลาย หาทรงซักถาม สอบถามเรา แล้วทรงแสดงธรรมแก่
ภิกษุทั้งหลายไม่. ความโกรธและความไม่แช่มชื่นทั้ง ๒ นี้ชื่อว่า อังคณะ.

345