ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 316 (เล่ม 17)

บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่มรรคพรหมจรรย์. พระเสขะ ๗ จำพวก
รวมทั้งกัลยาณปุถุชน ชื่อว่ากำลังอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ พระขีณาสพ
เป็นผู้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์จบแล้ว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าทรงพิจารณาอยู่ถึงการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของพระองค์ จึง
ทรงทราบว่า พรหมจรรย์เราตถาคตอยู่จบแล้ว.
บทว่า กตํ กรณียํ ความว่า กิจทั้ง ๑๖ อย่าง คือปริญญา
การกำหนดรู้. ปหานะ การละ, สัจฉิกิริยา การทำให้แจ้ง, และภาวนา
การทำให้เกิดมี ด้วยมรรค ๔ ในสัจจะ ๔ อันเราตถาคตให้สำเร็จลง
แล้ว. เพราะว่า พระเสขะ ๗ จำพวกรวมทั้งกัลยาณปุถุชนกำลังทำกิจนั้น
อยู่ ( ส่วน ) พระขีณาสพมีกิจที่ควรท่านั้น ทำเสร็จแล้ว เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาอยู่ถึงกิจที่ควรทำของพระองค์จึงทรงทราบ
ว่า กิจที่ควรทำเราตถาคตได้ทำเสร็จแล้ว.
บทว่า นาปรํ อิตฺถตฺตาย ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ทราบว่า บัดนี้ กิจด้วยการทำมรรคให้เกิดมีเพื่อความเป็นอย่างนี้อีก คือ
เพื่อเกิดกิจ ๑๖ อย่าง หรือเพื่อความสิ้นกิเลสอย่างนี้อีกของตถาคตไม่มี.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิตฺถตฺตาย ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทราบว่าขันธสันดาน (ความสืบต่อแห่งขันธ์) อย่างอื่นจากความเป็น
อย่างนี้ คือจากประการอย่างนี้ ได้แก่จากความสืบต่อแห่งขันธ์ที่เป็นไป
อยู่ในบัดนี้ของเราตถาคตไม่มี แต่ขันธ์ ๕ เหล่านั้นอันเราตถาคตกำหนดรู้
อย่างรอบคอบแล้ว ตั้งอยู่เหมือนต้นไม้รากขาดฉะนั้น เพราะวิญญาณ
ดวงสุดท้ายดับไป ขันธ์ ๕ เหล่านั้นก็จักดับเหมือนไฟที่หมดเชื่อฉะนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงการบรรลุญาณเป็นที่สิ้น

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 317 (เล่ม 17)

ไปแห่งอาสวะทั้งหลายนั้น ซึ่งพระองค์ทรงกำหนดแล้วด้วยปัจจเวก-
ขณญาณอย่างนี้ แก่พราหมณ์ จึงตรัสคำว่า อยํ โข เม พฺราหฺมณ
ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชฺชา ได้แก่วิชชาในอรหัตตมรรค-
ญาณ.
บทว่า อวิชฺชา ได้แก่อวิชชาที่ปกปิดสัจจะ ๔. คำที่เหลือมีนัย
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วทีเดียว
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศสงเคราะห์คุณแห่งความเป็น
พระสัพพัญญูแม้ทั้งหมดด้วยวิชชา ๓ อย่างนี้คือ ทรงสงเคราะห์อตีตัง-
สญาณด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงสงเคราะห์ปัจจุปปันนังสญาณและ
อนาคตังสญาณด้วยทิพยจักษุญาณ (และ) ทรงสงเคราะห์โลกุตตรคุณ
ทั้งหมดด้วยอาสวักขยญาณ ด้วยพระดำรัสดังกล่าวมานี้ จัดว่าได้ทรงแสดง
การอยู่อย่างไม่งมงาย (ธรรมเครื่องอยู่อย่างไม่งมงาย) ของพระองค์แก่
พราหมณ์.
ประโยชน์ของการอยู่ป่า ๒ อย่าง
[๕๑] ได้ยินว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์
คิดว่า พระสมณโคดมทรงปฏิญาณความเป็นพระสัพพัญญู แต่แม้ในวันนี้
พระองค์ก็ยังไม่ยอมทิ้งการอยู่ในป่า กิจที่ควรทำอะไรๆ แม้อย่างอื่นของ
พระองค์ยังมีอยู่หรือหนอแล. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ
อัธยาศัยของพราหมณ์นั้นแล้วได้ตรัสคำว่า สิยา โข ปน เต ดังนี้
เป็นต้น เพื่อคล้อยตามอัธยาศัย.

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 318 (เล่ม 17)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิยา โข ปน เต พฺราหฺมณ
เอวมสฺส ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ บางครั้งท่านพึงมีความคิดอย่างนี้.
บทว่า น โข ปเนตํ พฺราหฺมณ เอวํ ทฏฺฐพฺพํ ความว่า
ดูก่อนพราหมณ์ ก็แลเมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านไม่พึงเห็นอย่างนี้ว่า การอยู่
ในเสนาสนะอันสงัดของเราตถาคตเป็นเพราะสาเหตุมีความที่ราคะยิ่งไม่
หมดเป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่ (ดังกล่าวมานั้น)
ในการอยู่ในเสนาสนะอันสงัดอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงถึงเหตุ (บ้าง)
จึงตรัสคำว่า เทฺว โข อหํ ดังนี้เป็นต้น. ประโยชน์นั่นแหละในคำว่า
อตฺถวเส นั้น ชื่อว่า อำนาจแห่งประโยชน์ เพราะฉะนั้น ในคำว่า
เทฺว โข อหํ พฺราหฺมณ อตฺถวเส จึงมีคำอธิบายว่า ดูก่อนพราหมณ์
เราตถาคตแลเห็นอยู่ซึ่งประโยชน์ ๒ อย่าง คือเหตุ ๒ อย่าง.
ในคำว่า อตฺตโน จ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารํ (การอยู่อย่างเป็นสุข
ในปัจจุบันของตน) อัตภาพที่เห็นประจักษ์อยู่นี้ ชื่อว่า ทิฏฐธรรน
การอยู่ด้วยอิริยาบถทั้ง ๔อย่างผาสุก ชื่อว่า สุขวิหาร (การอยู่อย่างเป็นสุข)
พึงทราบอรรถาธิบายนี้ว่า เพราะว่าคนแต่ละคนมีอิริยาบถอื่น ๆ ทั้งหมด
โดยที่สุดการถ่ายอุจจาระปัสสาวะสะดวกสบาย เพราะฉะนั้น การอยู่อย่าง
เป็นสุขของอัตภาพที่เห็นประจักษ์อยู่ จึงชื่อว่า ทิฏฐธรรมสุขวิหาร.
คำว่า ปจฺฉิมํ ชนตํ อนุกมฺปมาโน (อนุเคราะห์หมู่ชนรุ่นหลัง)
พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์หมู่ชนรุ่นหลังด้วยการอยู่ป่า
อย่างไร ?

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 319 (เล่ม 17)

อธิบายว่า กุลบุตรทั้งหลายที่บวชด้วยศรัทธาเห็นการอยู่ป่าของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วพากันคิดว่า แม้แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ซึ่ง
ไม่มีทุกขสัจที่จะต้องกำหนดรู้ ไม่มีสมุทัยสัจที่ต้องละ ไม่มีมัคคสัจที่ต้อง
ทำให้เกิดมี ไม่มีนิโรธสัจที่ต้องทำให้แจ้ง ก็ยังไม่ยอมละทิ้งเสนาสนะป่า
เลย ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงเราทั้งหลายเล่า ดังนี้ แล้วจักพากันสำคัญ
เสนาสนะป่าว่าอันตนควรอยู่แท้ทีเดียว ด้วยอาการอย่างนี้ พวกเขาก็จัก
ทำทุกข์ให้หมดสิ้นไปได้โดยเร็วพลัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าทรง
อนุเคราะห์หมู่ชนรุ่นหลังอย่างนี้แล. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดง
เนื้อความนี้จึงตรัสว่า ปจฺฉิมญฺจ ชนตํ อนุกมฺปมาโน ดังนี้.
ความหมายของศัพท์ว่า อภิกกันตะ
[ ๕๒] พราหมณ์ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว รู้สึกพอใจจึงได้กล่าว
คำว่า อนุกมฺปิตรูปา ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุกมฺปิตรูปา แปลว่า เป็นชนิดที่
พระโคดมผู้เจริญอนุเคราะห์แล้ว คือเป็นผู้อันพระโคดมผู้เจริญเกื้อหนุน
แล้วเป็นสภาพ.
บทว่า ชนตา แปลว่า หมู่ชน.
บทว่า ยถาตํ อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ความว่า (หมู่ชนรุ่นหลัง)
อันพระโคดมผู้เจริญอนุเคราะห์แล้ว อย่างที่ผู้ที่เป็นพระอรหันตสัมมา
สัมพุทธเจ้าจะพึงอนุเคราะห์.
ก็พราหมณ์ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดความชื่นชมพระ
ธรรมเทศนานั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก จึงได้กล่าวคำนี้กะพระผู้มี-

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 320 (เล่ม 17)

พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระดำรัสของพระองค์จับใจ
ยิ่งนัก พระดำรัสของพระองค์จับใจยิ่งนัก.
ในคำว่า อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เป็นต้นนั้น อภิกกันต
ศัพท์นี้ ใช้ในความหมายว่า ขยะ สิ้นไป, หมดไป, ล่วงเลย สุนทร
ดี อภิรูปะ สวยงาม และ อัพภนุโมทนะ ชื่นชม, ยินดี.
ก็ อภิกกันตศัพท์ที่ใช้ในความหมายว่า "ขยะ" (เช่น) ใน
ประโยคเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีล่วงไปแล้ว ปฐมยาม
ผ่านพ้นไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่ง (คอย) อยู่นานแล้ว.
ใช้ในความหมายว่า "สุนทระ" ( เช่น ) โนประโยคเป็นต้นว่า
บรรดาบุคคล ๔ คนนี้ คนนี้ดีกว่า และประณีตกว่า.
ใช้ในความหมายว่า "อภิรูปะ" (เช่น) ในประโยคเป็นต้นว่า
ใครช่างรุ่งเรื่องด้วยฤทธิ์และยศ มีผิวพรรณสวยงาม ทำทิศทั้งปวงให้
สว่างไสว (มา) กราบเท้าของเราตถาคต.
ใช้ในความหมายว่า "อัพภนุโมทนะ" (เช่น) ในประโยค
เป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระดำรัสของพระองค์จับใจยิ่งนัก.
แม้ในที่นี้ อภิกกันตศัพท์ก็ใช้ในความหมาย แห่ง "อัพภนุ-
โมทนะ ชื่นชม, ยินดี" เหมือนกัน. ก็เพราะเหตุที่อภิกกันตศัพท์
ใช้ในความหมายแห่งอัพภนุโนทนะ. ฉะนั้น จึงควรทราบว่า (คำว่า
อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม) ท่านอธิบายไว้ว่า ได้แก่ สาธุ สาธุ โภ โคตม
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระดำรัสของพระองค์ดีแล้ว ดีแล้ว พระเจ้าข้า.

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 321 (เล่ม 17)

เหตุผลที่ใช้อภิกกันตศัพท์ ๒ ครั้ง
(นักปราชญ์ได้กล่าวคาถาประพันธ์นี้ไว้ว่า)
ท่านผู้รู้พึงทำการกล่าวซ้ำ ใน (คำพูดแสดง) ความ
กลัว (ภเย) ความโกรธ ( โกเธ ) การสรรเสริญ
(ปสํสายํ) ความรีบด่วน ( ตุริเต) ความตื่นเต้น
(โกตุหเล) ความอัศจรรย์ใจ (อจฺฉเร) ความ
ร่าเริงยินดี (หาเส) ความโศก (โสเก) และ
ความเลื่อมใส (ปาสาเท).
และด้วยลักษณะ (เหตุผลดังว่ามา) นี้ อภิกกันตศัพท์นี้พึงทราบว่า
พราหมณ์กล่าวไว้ถึง ๒ ครั้งในที่นี้ ก็ด้วยอำนาจความเลื่อมใสและความ
สรรเสริญ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อภิกฺกนฺตํ แปลว่า น่าใคร่อย่างยิ่ง
คือน่าปรารถนาอย่างยิ่ง อธิบายว่า น่าพอใจอย่างยิ่ง คือ ดียิงนัก. ใน
อภิกกันตศัพท์ทั้ง ๒ นั้น พราหมณ์ชมเชยเทศนาด้วย อภิกกันตศัพท์
(ที่มีความหมาย) อย่างหนึ่ง ประกาศความเลื่อมใสของตนด้วยอภิกกันต-
ศัพท์ (ที่มีความหมาย) อีกอย่างหนึ่ง.
ก็ในความหมายทั้ง ๒ นี้มีอธิบายดังนี้ว่า พระธรรมเทศนาของ
พระโคดมผู้เจริญ น่าจับใจยิงนัก ความเลื่อมใสของข้าพระองค์อาศัย
ธรรมเทศนาของพระโคดมผู้เจริญก็น่าพอใจยิ่งนัก หรือไม่ก็พราหมณ์นี้
มุ่งใช้ความหมายทั้ง ๒ (ไปในการ) ชมเชยพระดำรัสของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าอย่างเดียว. (คือชมเชยว่า) พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญ

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 322 (เล่ม 17)

นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะยังโทษให้พินาศไป นับว่าน่าจับใจยิ่งนัก
เพราะให้บรรลุคุณ อนึ่ง นักศึกษาพึงประกอบ (คำว่า) โภโต
โคตมสฺส วจนํ อภิกฺกนฺตํ) เข้ากับบททั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า :-
พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะทำให้เกิด
ศรัทธา นับว่าจับ ใจยิ่งนัก เพราะทำให้เกิดปัญญา.
พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะพรั่งพร้อม
ด้วยอรรถะ (ความหมาย ) นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะพรั่งพร้อมด้วย
พยัญชนะ.
พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะมีบทง่าย
นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะมีความหมายลึกซึ้ง.
พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนักเพราะ (ฟังแล้ว)
รื่นหู นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะ (ฟังแล้ว) ซึ้งใจ.
พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะไม่ยกตน
นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะไม่ข่มคนอื่น.
พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะเยือกเย็น
ด้วยพระกรุณา นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะผ่องแผ้วด้วยพระปัญญา.
พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะเป็นที่
รื่นรมย์ตามคัลลอง นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะทนต่อการถูกโจมตี.
พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะฟังอยู่
ก็เป็นสุข นับว่าจับ ใจยิ่งนัก เพราะใคร่ครวญอยู่ก็เป็นประโยชน์.

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 323 (เล่ม 17)

อุปมา ๔ ข้อ
ต่อจากนั้น พราหมณ์ได้ชมเชยพระธรรมเทศนานั้นแลด้วยอุปมา
๔ ข้อ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิกุชฺชิตํ ได้แก่ภาชนะที่วางคว่ำปากลง
หรือที่มีปากอยู่ข้างใต้.
บทว่า อุกฺกุชฺเชยฺย ได้แก่พึงหงายปากขึ้น.
บทว่า ปฏิจฺฉนฺนํ ได้แก่ที่เขาปิดไว้ด้วยหญ้าและใบไม้เป็นต้น.
บทว่า วิวเรยฺย แปลว่าพึงเปิด.
บทว่า มุฬฺหสฺส ได้แก่ (บุคคล) ผู้หลงทิศ.
บทว่า มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย ความว่า พึงจับที่มือแล้วบอกว่า นี่ทาง.
บทว่า อนฺธกาเร คือในความมืดมีองค์ ๔ (คือมืด) เพราะวัน
แรม ๑๔ ค่ำ เพราะเป็นเวลาเที่ยงคืน เพราะป่าทึบ และเพราะเมฆหนา
บดบัง.
ความหมายของบทที่ไม่ง่ายมีเท่านี้ก่อน.
ส่วนคำอธิบายประกอบความหมายมีดังต่อไปนี้ว่า :-
พระโคดมผู้เจริญผู้ยังข้าพระองค์ผู้เบือนหน้าหนีจากสัทธรรม ตกไป
ในอสัทธรรม ให้พ้นมาจากอสัทธรรม เหมือนใคร ๆ พึงหงายของที่คว่ำ
ขึ้นฉะนั้น ผู้เปิดเผยศาสนาซึ่งถูกปิดบังไว้ด้วยรกชัฏ คือมิจฉาทิฏฐิ จำเดิม
แต่ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ อันตรธานไป
เหมือนใคร ๆ พึงเปิดของที่ถูกปิดบังออกฉะนั้น ผู้บอกทางสวรรค์และ
นิพพานแก่ข้าพระองค์ผู้เดินหลงไปสู่ทางสายต่ำ คือทางที่ผิด เหมือนใครๆ

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 324 (เล่ม 17)

บอกทางแก่คนหลงทางฉะนั้น ชื่อว่า ได้ทรงประกาศธรรมะไว้แล้วโดย
อเนกปริยายแก่ข้าพระองค์ เพราะทรงประกาศไว้แล้ว โดยปริยายเหล่านี้
โดยทรงส่องแสงสว่างคือพระธรรมเทศนาอันกำจัดเสียซึ่งความมืด คือ
โมหะที่ปกปิดพระรัตนตรัยนั้นไว้ แก่ข้าพระองค์ผู้จมดิ่งลงไปในความมืด
คือโมหะ มองไม่เห็นรูปพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เหมือน
ใคร ๆ พึงส่องแสงเพลิงในที่มืดฉะนั้น.
พราหมณ์ครั้นชมเชยพระธรรมเทศนาอย่างนี้แล้ว มีจิตเลื่อมใสใน
พระรัตนตรัย เพราะเทศนานี้ เมื่อจะทรงทำอาการของบุคคลผู้เลื่อมใส
จึงกล่าวคำว่า เอสาหํ ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสาหํ ตัดบทเป็น เอโส อหํ
(ข้าพระองค์นั่น ).
หลายบทว่า ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ความว่า ข้าพเจ้า
ขอถึง ขอคบ ขอเสพ ขอเข้าไปนั่งใกล้พระโคดมผู้เจริญด้วยความประสงค์
นี้ว่า ขอพระโคคมผู้เจริญจงเป็นที่ระลึก เป็นที่พึ่ง เป็นผู้ทำลายความทุกข์
และเป็นผู้สรรค์สร้างประโยชน์สุขให้แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด อีกอย่าง
หนึ่งความว่า ข้าพระองค์รู้ คือทราบอยู่อย่างนี้. เพราะว่า ธาตุเหล่าใด
แปลว่า "ไป" ธาตุเหล่านั้นก็ย่อมแปลว่า "รู้" ได้ด้วย. เพราะฉะนั้น
บทว่า คจฺฉามิ นี้ พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวความหมายไว้ดังนี้ว่า
ชานามิ พุชฺณามิ (รู้อยู่, ทราบอยู่).
ก็ในคำว่า ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ นี้พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-
ที่ชื่อว่า ธรรม เพราะมีความหมายว่า ทรงไว้ซึ่งบุคคลทั้งหลาย
ผู้ได้บรรลุ (อริย) มรรค ผู้ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธแล้ว ( และ) ผู้ปฏิบัติ

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 325 (เล่ม 17)

ตามคำที่พระพุทธเจ้าทรงพร่ำสอนเป็นประจำมิให้ตกไปในอบาย ๔. ธรรม
นั้น เมื่อว่าโดยความหมาย ก็ได้แก่ อริยมรรคและนิพพาน. สมจริงด้วย
พระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมะที่เป็น
สังขตะ (ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ) มีอยู่เท่าใด อริยมรรคมีองค์ ๘ ตถาคต
กล่าวว่า เป็นยอดแห่งธรรมที่เป็นสังขตะเหล่านั้น ความพิสดารเป็นดังว่า
มานี้. และไม่ใช่แต่อริยมรรคและนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น (ที่ชื่อว่า
ธรรม ) โดยที่แท้แล แม้ประยัติธรรมพร้อมทั้งอริยผลทั้งหลาย (ก็ชื่อว่า
ธรรม ) สมจริงดังคำที่เทพบุตรกล่าวไว้ในฉัตตมาณวกวิมานวัตถุว่า
ท่านจงเข้าถึงธรรมนี้ซึ่งเป็นธรรมสำหรับสำรอกราคะ
ไม่หวั่นไหว ไม่มีความโศก ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง
ไม่ปฏิกูล เป็นธรรมอันไพเราะที่พระพุทธเจ้าทรง
เชี่ยวชาญแล้ว ทั้งยังได้ทรงจำแนกไว้เรียบร้อย
เพื่อเป็นที่ระลึกที่พึ่งเถิด.
ในคาถานี้พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ :-
บทว่า เป็นธรรมสำหรับสำรอกราคะ คือเทพบุตรกล่าวถึงมรรค.
บทว่า เป็นธรรมไม่หวั่นไหว ไม่มีความโศก คือเทพบุตรกล่าว
ถึงผล.
บทว่า เป็นธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง คือเทพบุตรกล่าวถึง
นิพพาน.
บทว่า ไม่ปฏิกูล เป็นธรรมอันไพเราะ ที่พระพุทธเจ้าทรง
เชี่ยวชาญแล้วทั้งยังได้ทรงจำแนกไว้เรียบร้อยนี้ คือ เทพบุตรกล่าวถึง

325