ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 276 (เล่ม 17)

พระโคดมผู้เจริญและเหล่าสาวกของพระโคดมยังคงมีอาพาธน้อย มีโรค
น้อย ยืน เดิน ได้คล่อง แข็งแรง (และ) มีความเป็นอยู่ผาสุกอยู่
หรือ? ถ้อยคำนั้น ชื่อว่า สัมโมทนียะ (เป็นเหตุให้บันเทิงใจ) เพราะ
ให้เกิดความบันเทิงใจเป็นอย่างดี กล่าวคือปีติและปราโมช และเพราะ
เป็นถ้อยคำสมควรเพื่อความบันเทิงใจ ชื่อว่า สาราณียะ (เป็นเหตุให้ระลึก
ถึงกันและกัน) เพราะเป็นถ้อยคำสมควรที่จะให้ (ผู้ฟังระลึกถึง) ตลอด
กาลแม้นาน คือให้เป็นไปไม่ว่างเว้น และเพราะเป็นถ้อยคำที่ (ผู้พูดเอง)
ก้องระลึกถึงด้วย ชื่อว่า สัมโมทนียะ เพราะเมื่อฟังอยู่ก็เป็นสุข ชื่อว่า
สาราณียะ เพราะเมื่อระลึกถึงอยู่ก็เป็นสุข อีกประการหนึ่ง ชื่อว่า
สัมโมทนียะ เพราะมีพยัญชนะแจ่มชัด ชื่อว่า สาราณียะ เพราะมีอรรถ
แจ่มชัด พราหมณ์ยังถ้อยลำซึ่งเป็นสัมโมทนียะสาราณียะให้ผ่านพ้นไป
คือสิ้นสุดลง ได้แก่ให้จบลงด้วยบรรยายเป็นอเนก ดังพรรณนามาอย่างนี้
แล้วประสงค์จะถามถึงจุดมุ่งหมายที่เป็นเหตุให้ตนต้องมา จึงนั่งลง ณ ที่
สมควรส่วนข้างหนึ่ง (ก่อน).
บทว่า เอกมนฺตํ เป็นบทแสดง ภาวนปุสกะ (กิริยาวิเศษ)
ดุจตัวอย่างในประโยคเป็นต้นว่า วิสมํ จนฺทิมสุริยา ปริวตนฺติ พระ
จันทร์และพระอาทิตย์โคจรไม่เท่ากัน ดังนี้ เพราะฉะนั้น พึงเห็นความ
หมายในข้อนี้อย่างนี้ว่า พราหมณ์นั้นนั่งเหมือนที่เขานั่ง ๆ กันในที่สมควร.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เอกมนฺตํ นี้เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในความหมาย
แห่งสัตตมีวิภัตติ.

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 277 (เล่ม 17)

การนั่งที่มีโทษ ๖ อย่าง
บทว่า นิสีทิ แปลว่า เข้าไปนั่งใกล้. เพราะว่าคนที่เป็นบัณฑิต
เข้าไปหาบุคคลผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นครูแล้วย่อมนั่งลง ณ ที่สมควรส่วนข้าง
หนึ่ง เนื่องจากเป็นผู้ฉลาดในที่นั่ง และพราหมณ์นี้ก็เป็นบัณฑิตคนหนึ่ง
ในจำนวนบัณฑิตเหล่านั้น. เพราะฉะนั้น จึงนั่งลง ณ ที่สมควรส่วนข้าง
หนึ่ง.
ถามว่า ก็บุคคลนั่งอย่างไร จึงชื่อว่านั่งลง ณ ที่สมควรส่วนข้าง
หนึ่ง ?
ตอบว่า นั่งเว้นโทษของการนั่ง ๖ อย่าง.
ถามว่า โทษการนั่ง ๖ อย่างมีอะไรบ้าง ?
ตอบว่า มีดังนี้คือ :-
๑. อติทูรํ นั่งไกลเกินไป
๒. อจฺจาสนฺนํ นั่งใกล้เกินไป
๓. อุปริวาตํ นั่งในที่เหนือลม
๔. อุนฺนตฺปฺปเทสํ นั่งในที่สูง
๕. อติสมฺมุขํ นั่งตรงหน้าเกินไป
๖. อติปจฺฉา นั่งล้ำไปข้างหลังมาก
อธิบายว่า คนที่นั่งในที่ไกลเกินไป ถ้าประสงค์จะพูดกันก็ต้องพูด
ด้วยเสียงดัง. นั่งในที่ใกล้เกินไปก็จะเบียดเสียดท่าน นั่งในที่เหนือลมก็
จะรบกวนท่านด้วยกลิ่นตัว นั่งในที่สูงก็จะเป็นการแสดงความไม่เคารพ
นั่งตรงหน้าเกินไป ถ้าประสงค์จะมองดู (หน้ากัน ) ก็จะต้องจ้องตากัน

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 278 (เล่ม 17)

นั่งล้ำข้างหลังมาก ถ้าประสงค์จะมองดู จะต้องยื่นคอไป (เหลียว) ดู.
เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นี้จึงนั่งเว้นโทษแห่งการนั่ง ๖ อย่างนี้เสีย. เพราะ
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พราหมณ์นั่งลง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง.
กุลบุตร ๒ จำพวก
( ๒๘ ) บทว่า เยเม ตัดบทเป็น เย อิเม. แปลว่า กุลบุตร
เหล่านี้ใด.
บทว่า กุลปุตฺตา ได้แก่กุลบุตร ๒ จำพวก คือกุลบุตรโดย
กำเนิด ๑ กุลบุตรโดยอาจาระ ๑. ในกุลบุตร ๒ จำพวกนั้น กุลบุตรที่
เกิดในตระกูลสูง (ซึ่งมีที่มา) อย่างนี้ว่า ก็โดยสมัยนั้นแล กุลบุตร
ชื่อรัฐบาลเป็นลูกชายของอัครกุลิกเศรษฐีในถุลลโกฏฐิตคามนั้นนั่นแล
ดังนี้ ชื่อว่ากุลบุตรโดยกำเนิด. ส่วนกุลบุตรที่แม้จะเกิดในตระกูลใดก็ตาม
เป็นคนเพียบพร้อมด้วยอาจาระซึ่งมีที่มาอย่างนี้ว่า กุลบุตรเหล่าใดออกจาก
เรือน บวชเป็นอนาคาริกด้วยศรัทธา ดังนี้ ชื่อว่า กุลบุตรโดยอาจาระ.
แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอากุลบุตรด้วยเหตุ ๒ อย่าง (นั้น).
บทว่า สทฺธา แปลว่า ด้วยศรัทธา.
บทว่า อคารสฺมา แปลว่า จากเรือน.
บทว่า อนคาริยํ ได้แก่บรรพชาและอุปสมบท. ด้วยว่า แม้
บรรพชาก็ชื่อว่า อนคาริยา เพราะในบรรพชานี้ไม่มีการงานที่เกื้อกูลแก่
การครองเรือน. อธิบายว่า ในบรรพชานี้ไม่มีกสิกรรม (การเพาะปลูก)
และโครักขกรรม ( การเลี้ยงสัตว์) เป็นต้น ซึ่งเกื้อกูลแก่การครองเรือน.

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 279 (เล่ม 17)

ฝ่ายภิกษุ ก็ชื่อว่า อนาคาระ เพราะท่านไม่มีเรือน. ภาวะแห่งการไม่มี
เรือน ชื่อว่า อนคาริยะ.
บทว่า ปพฺพชิตา แปลว่า เข้าถึง. อธิบายว่า เข้าถึงบรรพชา
และภิกษุภาวะ กล่าวคือการงานที่ไม่เกื้อกูลแก่การครองเรือนแม้โดยประ-
การทั้งปวง ดังพรรณนามาฉะนี้.
พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้นำกุลบุตร ๒ จำพวกนั้น
บทว่า ปุพฺพงฺคโม แปลว่า เป็นผู้ไปข้างหน้า คือเป็นผู้นำ.
บทว่า พหุกาโร แปลว่า เป็นผู้มีอุปการะมากเพราะทำประโยชน์
เกื้อกูลให้.
คำว่า ภวนฺเตสํ โคตโม สมาทเปตา ความว่า พระโคดมผู้เจริญ
ยังกุลบุตรเหล่านั้นให้รับ คือให้ศึกษาข้อศึกษาต่าง ๆ มีอธิศีลเป็นต้น.
บทว่า สา ชนตา แปลว่า หมู่ชนนั้น.
บทว่า ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชติ แปลว่า เอาอย่าง. อธิบายว่า
พระโคดมผู้เจริญมีทิฏฐิอย่างใด มีความชอบใจอย่างใด มีความพอใจ
อย่างใด แม้กุลบุตรเหล่านั้นก็มีทิฏฐิอย่างนั้น มีความชอบใจอย่างนั้น
มีความพอใจอย่างนั้น.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พราหมณ์นี้จึงกล่าวอย่างนั้น ?
ตอบว่า ได้ยินว่า เมื่อก่อนพราหมณ์นี้เห็นกุลบุตรจำนวนมากอยู่
ในท่ามกลางเรือน ได้รับการบำรุงบำเรอด้วยเบญจกามคุณราวกะว่าเป็น
เทพบุตร ได้รับการคุ้มครองป้องกันอย่างดีทั้งภายในบ้าน ภายนอกบ้าน
สมัยต่อมาก็ได้เห็นกุลบุตรเหล่านั้นฟังพระสัทธรรมเทศนาอันไพเราะของ

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 280 (เล่ม 17)

พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วออกจากเรือนบวชด้วยศรัทธา (กลับกลายมา
เป็น) ผู้สันโดษในเรื่องของกินและเครื่องนุ่งห่มอย่างยิ่งยวด แม้จะไม่มี
ใครคุ้มครองป้องกันให้ (ดังแต่ก่อน) ก็มิได้หวาดระแวง ร่าเริงยินดี
เบิกบานใจอยู่ในเสนาสนะป่า, และพราหมณ์ครั้นเห็นแล้วก็พลันคิดได้ว่า
การอยู่อย่างนี้ของกุลบุตรเหล่านี้ นับว่าเป็นการอยู่อย่างผาสุกแล้ว การอยู่
อย่างผาสุกนี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยใคร ก็ได้รับคำตอบว่า เพราะอาศัยพระ
โคดม จึงได้เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประกาศความเลื่อมใส
นั้น เขาจึงได้มายังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนั้น เขาจึงกล่าวอย่างที่
กล่าวมาแล้วนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงยอมรับและทรงสนับ
สนุนคำพูดของพราหมณ์นั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า เอวเมตํ พฺราหฺมณ
ข้นนั้นเป็นอย่างนั้นแหละพราหมณ์.
ก็ในคำว่า เอวเมตํ พฺราหฺมณ นี้ มีอธิบายดังนี้ ว่า :-
บทว่า เอวํ นี้ เป็นนิบาต ใช้ในความหมายว่า รับรอง และ
อนุโมทนาคำพูด (ของคนอื่น).
บทว่า มมํ อุทฺทิสฺส แปลว่า เจาะจงเราตถาคต.
ด้วยบทว่า สทฺธา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาเหตุต่าง ๆ มี
อาทิว่า ด้วยศรัทธานั้นเอง ไม่ใช่ (บวช) เพราะเป็นหนี้ ไม่ใช่เพราะ
ความกลัว. เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นหัวหน้าของกุลบุตรเช่น
นี้เท่านั้น ไม่ใช่ของจำพวกอื่น.

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 281 (เล่ม 17)

เสนาสนะป่า
[๒๙] บทว่า ทูรภิสมฺภาวานิ หิ ความว่า ยากที่จะอยู่ได้ด้วยดี
คือทนอยู่ได้ยาก อธิบายว่า ภิกษุผู้มีศักดิ์น้อยไม่สามารถจะอยู่อาศัยได้.
บทว่า อรญฺญวนปตฺถานิ ได้แก่ป่าและป่าเปลี่ยว.
ในบทว่า อรญฺญวยปตฺถานิ นั้น มีอธิบายว่า:-
ว่ากันตามตรงในอภิธรรมแล้ว สถานที่อยู่นอกเสาเขื่อนไปทั้งหมด
ท่านเรียกว่า "ป่า" ก็จริง. ถึงกระนั้นก็พึงทราบว่า เสนาสนะใดที่ให้
สำเร็จเป็นอารัญญิกธุดงค์ได้ ซึ่งท่านกล่าวไว้ว่า ท้ายสุดประมาณ ๕๐๐
ช่วงธนู ท่านประสงค์เอาเสนาสนะนั้นเท่านั้น.
บทว่า วนปตฺถํ ได้แก่สถานที่ที่เลยท้ายหมู่บ้านไป ไม่มีคนไปมา
บ่อย ๆ เป็นที่ที่ไม่มีการไถหว่าน. ข้อนี้สมด้วยคำที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้ ว่า:-
คำว่า วนปตฺถํ เป็นชื่อของเสนาสนะที่อยู่ไกล.
คำว่า วนปตฺถํ เป็นซึ่งของราวป่า.
คำว่า วนปตฺถํ เป็นชื่อของสถานที่ที่น่ากลัว.
คำว่า วนปตฺถํ เป็นชื่อของสถานที่ที่ทำให้มีขนชูชัน.
คำว่า วนปตฺถํ เป็นชื่อของสถานที่ที่อยู่ปลายแดน.
คำว่า วนปตฺถํ ไม่ใช่เป็นชื่อของเสนาสนะที่มีผู้คนไปมาบ่อยๆ.
และในที่นี้ นอกจากความหมายนี้อย่างเดียวว่า สถานที่อยู่ปลาย
แดน พึงเข้าใจป่าที่อยู่ปลายแดน ตามความหมายที่เหลือ.
บทว่า ปนฺตานิ ได้แก่สถานที่อยู่ปลายแดน คือสถานที่ไกลมาก.

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 282 (เล่ม 17)

บทว่า ทุกฺกรํ ปวิเวกํ ความว่า กายวิเวก เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก.
บทว่า ทูรภิรมํ แปลว่า ไม่ง่ายเลยที่จะยินดี.
บทว่า เอกตฺเต แปลว่า ในความเป็นผู้เดียว ( ในการอยู่คน
เดียว ).
ถามว่า พระพุทธดำรัสที่ตรัสมานี้แสดงถึงอะไร ?
ตอบว่า แสดงถึงว่า แม้จะบำเพ็ญกายวิเวกได้แล้ว การจะยังจิต
ให้ยินดีในวิเวกนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก. เพราะสัตว์โลกนี้มักยินดีในการ
อยู่เป็นคู่กัน.
บทว่า หรนฺติ มญฺเญ ความว่า เหมือนจะนำไป คือ เหมือน
จะฉุดคร่าไป.
บทว่า มโน แปลว่า ซึ่งใจ.
บทว่า สมาธึ อลภมานสฺส ความว่า (ของภิกษุ) ผู้ไม่ได้
อุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิ.
ถามว่า พระพุทธดำรัสที่ตรัสมานี้แสดงถึงอะไร ?
ตอบว่า แสดงถึงว่า ป่าเหมือนจะทำจิตของภิกษุเช่นนี้ ให้ฟุ้งซ่าน
ด้วยเสียงทั้งหลายมีเสียงหญ้าเสียงใบไม้และเสียงสัตว์เป็นต้น และ ( รวม
ทั้ง ) อารมณ์ที่น่ากลัวต่าง ๆ. คำทั้งหมดที่กล่าวมานี้ พราหมณ์ซึ่งเกิด
พิศวงกับการอยู่ป่าของกุลบุตรทั้งหลายผู้บวชด้วยศรัทธากล่าวไว้เเล้ว
ความหมายของ "พระโพธิสัตว์"
[๓๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงรับรองและอนุ-
โมทนาคำพูดของพราหมณ์นั้น ด้วยพระพุทธดำรัสมีอาทิว่า เอวเมตํ

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 283 (เล่ม 17)

พฺราหฺมณ ตามนัยแรกนั่นแล แล้วจึงได้ตรัสคำมีอาทิว่า มยฺหํปิ โข เพื่อ
จะทรงแสดงว่า เสนาสนะชนิดนั้น ก็เป็นเสนาสนะที่อยู่ได้ยาก สำหรับ
พระองค์เอง เพราะเสนาสนะชนิดนั้น เป็นที่อยู่ยากสำหรับภิกษุทั้งหลาย
ผู้ถูกอารมณ์กลุ้มรุมในเพราะเหตุ ๑๖ อย่าง แต่ไม่เป็นที่อยู่ยากเลยสำหรับ
เหล่าภิกษุผู้ประกอบด้วยการข่มอารมณ์ได้ ในเพราะเหตุเหล่านั้น และ
พระองค์เองถึงจะเป็นพระโพธิสัตว์ก็ทรงอยู่ในฐานะเช่นนั้น.
บทว่า ปุพฺเพว สมฺโพธา ความว่า ในกาลก่อนแต่การตรัสรู้
อธิบายว่า ในเวลาอื่นจากเวลาที่อริยมรรคเกิดขึ้นนั่นแล.
บทว่า อนภิสมฺพุทฺธสฺส ได้แก่ยังไม่ได้แทงตลอดสัจจะ ๔.
บทว่า โพธิสตฺตสฺเสว สโต แปลว่า สัตว์ผู้จะตรัสรู้ คือสัตว์
ผู้ควรที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ อีกอย่างหนึ่งหมายความว่า สัตว์
ผู้ข้อง คือผู้ติดอยู่ในพระโพธิญาณ.
เพราะว่า นับจำเดิมแต่อภินิหารสำเร็จลงด้วยควานประชุมพร้อม
แห่งธรรม ๘ ประการแทบเบื้องพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
พระนามว่า "ทีปังกร" พระตถาคตซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์หรือเป็นสัตว์
ผู้เกี่ยวข้องอยู่ว่า โพธิญาณนี้ เราต้องบรรลุให้ได้ ไม่ยอมทิ้งความพยายาม
เพื่อบรรลุโพธิญาณนั้นมาแล้ว เพราะฉะนั้น จึงเรียกกันว่า "พระโพธิ-
สัตว์."
[๓๑] บทว่า ตสฺส มยฺหํ ความว่า สำหรับเราตถาคตนั้น คือ
ผู้เป็นพระโพธิสัตว์อย่างนี้นั่นแล.
บทว่า เย โข เกจิ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ความว่า สมณ-

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 284 (เล่ม 17)

หรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง คือท่านผู้เข้าถึงการบรรพชา หรือบุคคล
ผู้มีปกติกล่าวว่า "โภ" (แปลว่า ผู้เจริญ).
บทว่า อปริสุทฺธกายกมฺมนฺตา ความว่า ประกอบด้วยกายกรรม
อันไม่บริสุทธิ์ มีปาณาติบาตเป็นต้น.
บทว่า อปริสุทฺธกายกมฺนนฺตสนฺโทสเหตุ ความว่า เพราะเหตุ
แห่งโทษของตน กล่าวคือกายกรรมอันไม่บริสุทธิ์ อธิบายว่า เพราะเหตุ
แห่งกายกรรมอันไม่สะอาด.
บทว่า หเว เป็นนิบาต ใช้ในความหมายว่า โดยส่วนเดียว.
บทว่า อกุสลํ ได้แก่สิ่งมีโทษและไม่ปลอดภัย.
บทว่า ภยเภรวํ แปลว่า ภัยและสิ่งที่น่ากลัว.
บทว่า ภยเภรวํ นี้ เป็นชื่อเรียกความหวาดสะดุ้งแห่งจิตและอารมณ์
อันน่ากลัว.
บรรดาภัยและสิ่งที่น่ากลัวทั้ง ๒ อย่างนั้น ภัย พึงทราบว่าเป็น
อกุศล เพราะมีความหมายว่ามีโทษ สิ่งที่น่ากลัว พึงทราบว่าเป็นอกุศล
เพราะมีความหมายว่าไม่ปลอดภัย.
บทว่า อวฺหยนฺติ แปลว่า ย่อมเรียกร้องมา.
ถามว่า ย่อมเรียกร้องมาอย่างไร ?
ตอบว่า ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้น ครั้นทำบาปกรรมมีปาณาติบาต
เป็นต้นแล้วคิดได้ว่า เราทำไม่ถูกแล้ว ถ้าคนที่เราทำผิดต่อเขารู้จักตัวเรา
(ว่าเป็นคนทำ ) ไซร้ ก็จะต้องติดตามมาแก้เผ็ดเราเสียเดี๋ยวนี้แหละ จึง
หลบเข้าป่านั่งแอบอยู่ระหว่างกอไม้หรือพุ่มไม้ พอเขาได้ยินเสียงหญ้าหรือ

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 285 (เล่ม 17)

เสียงใบไม้เข้า แม้เพียงนิดหน่อยก็สะดุ้งโหยงด้วยคิดว่า เสร็จแล้วเราคราว
นี้ เธอ (รู้สึก) จะเป็นเหมือนถูกคนอื่นมาล้อมไว้และเป็นเหมือนถูกจับฆ่า
ฉะนั้น. เมื่อเป็นเช่นนั้นสมณพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าเรียกร้อง คือเรียก
หาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวนั้นเข้ามาหาตน.
คำว่า น โข ปนาหํ ฯปฯ ปฏิเสวานิ ความว่า เราแลเป็นผู้มี
กายกรรมอันไม่บริสุทธิ์ จึงอยู่อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด ซึ่งเป็นป่าและเป็น
ป่าเปลี่ยวได้.
บทว่า โว ในคำว่า เยหิ โข เป็นเพียงนิบาต. พระพุทธเจ้า
ทั้งหลายและพระสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านเรียกว่า "พระ
อริยะ."
บทว่า ปริสุทฺธกายกมฺมนฺตา ความว่า (พระอริยเจ้าทั้งหลาย )
เป็นเช่นนี้.
บทว่า อหํ เตสํ อญฺญตโร ความว่า แม้เราตถาคตก็เป็นคนหนึ่ง
คือเป็นคนใดคนหนึ่งในบรรดาพระอริยเจ้าเหล่านั้น. อันที่จริง พระโพธิ-
สัตว์ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต ย่อมเป็นผู้มีกายกรรม
บริสุทธิ์ทั้งนั้น.
บทว่า ภิยฺโย เป็นนิบาต ใช้ในความว่า อย่างยิ่ง.
บทว่า ปลฺโลนํ แปลว่า ความเป็นผู้มีขนตก (ไม่ลุกชูชัน)
อธิบายว่า ปลอดภัย คือสวัสดิภาพ.
บทว่า อาปาทึ แปลว่า ถึงแล้ว อธิบายว่า ถึงความสวัสดีมาก
มาย หรือความสวัสดีโดยอาการหลายอย่าง.

285