ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 402 (เล่ม 16)

ปฏินิสฺสฏฺฐานิ ความว่า สละเฉพาะโดยประการที่กิเลสจะไม่ขึ้นสู่จิตอีก.
คำเหล่านั้นทั้งปวงนั่นแล เป็นไวพจน์แห่งความสละการยึดถืออันตนยึดถือ
อยู่แล้ว. บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สมวยสฏฺเฐสโน นี้ดังต่อไปนี้
บทว่า อวยา ได้แก่ ไม่ขาดแคลน บทว่า สฏฺฐา ได้แก่ สละแล้ว
บุคคลนี้มีการแสวงหา อันไม่ขาดแคลน คือสละแล้วโดยชอบ เพราะเหตุนี้
จึงชื่อว่า ผู้มีการแสวงหาอันไม่ขาดแคลนและสละแล้วเสมอ. อธิบายว่า
ผู้มีการแสวงหาทั้งปวงอันสละแล้วโดยชอบ. ด้วยคำเป็นต้นว่า จิตหลุดพ้น
แล้วจากราคะ เป็นอันกล่าวความสำเร็จแห่งกิจของมรรค. ด้วยคำเป็นต้น
ว่า เราละราคะได้แล้ว เป็นอันกล่าวผลของการพิจารณา. พระอเสขะ
ชื่อว่า มีธรรมอันสัมปยุตด้วยผลแม้ทั้งปวง มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น. ก็ใน
บรรดาธรรมเหล่านั้น ปัญญาเทียว เป็นอันท่านกล่าวไว้ ในฐานะทั้ง ๒ คือ
สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาญาณ ๑. ธรรม คือผลสมาบัติ ที่เหลือ ท่านกล่าวไว้
ด้วยบทนี้ว่า สัมมาวิมุตติ บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านสงเคราะห์เข้าแล้ว.
คำว่า อิเม โข อาวุโส เป็นต้น บัณฑิตพึงประกอบโดยนัย ดังที่กล่าว
แล้วนั่นแล. พระเถระเมื่อกล่าวปัญหา ๖๐ ถ้วน ด้วยสามารถแห่งหมวด
สิบ ๖ หมวด ด้วยประการฉะนี้ แสดงสามัคคีรสแล้วดังนี้แล.
จบหมวด ๑๐
ก็ภิกษุดำรงในศาสนานี้แล้ว พึงประชุมปัญหาดังต่อไปนี้. จริงอยู่
ในพระสูตรนี้ เป็นอันท่านกล่าว ๒ ปัญหา ด้วยสามารถแห่งหมวดหนึ่งๆ
กล่าว ๗๐ ปัญหา ด้วยสามารถแห่งหมวดสอง กล่าว ๑๘๐ ปัญหา ด้วย
สามารถแห่งหมวดสาม ๒๐๐ ปัญหา ด้วยสามารถแห่งหมวดสี่ กล่าว
๑๓๐ ปัญหา ด้วยสามารถแห่งหมวดห้า กล่าว ๑๓๒ ปัญหา ด้วยสามารถ

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 403 (เล่ม 16)

แห่งหมวดหก กล่าว ๙๘ ปัญหา ด้วยสามารถแห่งหมวดเจ็ด กล่าว ๘๘
ปัญหา ด้วยสามารถแห่งหมวดแปด กล่าว ๕๔ ปัญหา ด้วยสามารถแห่ง
หมวดเก้า กล่าว ๖๐ ปัญหาถ้วน ด้วยสามารถแห่งหมวดสิบ รวมเป็น
อันท่านกล่าวปัญหาไว้ ๑,๐๑๔ ปัญหา ด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่ เว้น
พระสูตรนี้เสีย พระสูตรอื่นในพระพุทธวจนะคือ พระไตรปิฏก อันประดับ
ด้วยปัญญามากอย่างนี้ไม่มี. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสดับพระสูตรนี้ทั้งหมด
ตั้งแต่ต้นแล้ว ดำริว่า พระสารีบุตรผู้เป็นธรรมเสนาบดี แสวงกำลังแห่ง
พระพุทธเจ้า บรรลือสีหนาท ในอัปปฏิวัตกาล เมื่อเรากล่าวว่า เป็นสาวก
ภาษิต ความปลงใจเชื่อก็จะไม่มี ครั้นเมื่อเรากล่าวว่า เป็นชินภาษิต ดังนี้
ความปลงใจเชื่อจึงจะมี เพราะเหตุนั้น เรากระทำให้เป็นชินภาษิตแล้ว
ดังความปลงใจเธอให้เกิดแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายในพระสูตรนี้
ดังนี้แล้ว จึงเสด็จลุกจากที่นั้นได้ประทานสาธุการแล้ว. เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้น ตรัสเรียก
ท่านพระสารีบุตรมาว่า สารีบุตร ดีละ ดีนักแล สารีบุตร เธอได้กล่าว
สังคีติปริยายสูตรแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
สงฺคีติปริยายํ ได้แก่ เหตุแห่งความสามัคคี. มีคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ดังนี้ว่า สารีบุตร ดีนักแล เธอเทียบเคียงด้วยสัพพัญญุตญาณของเรา
ได้กล่าวสามัคคีรสแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว. หลายบทว่า สมนุญฺโญ สตฺถา
อโหสิ ความว่า ได้เป็นผู้พอใจด้วยการอนุโมทนาแล้ว. พระสูตรนี้ชื่อว่า
ชินภาษิต เกิดแล้วด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้. ในกาลเป็นที่สิ้นสุดแห่งพระ
เทศนา ภิกษุเหล่านั้น กระทำไว้ในใจซึ่งพระสูตรนี้ บรรลุพระอรหัตต์แล้ว
ดังนี้แล.
จบอรรถกถาสังคีติสูตรที่ ๑๐

403
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 404 (เล่ม 16)

๑๑. ทสุตตรสูตร
เรื่อง พระสารีบุตรเถระ
ว่าด้วยธรรมหมวด ๑
[๓๖๔] ข้าพเจ้า สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ
๕๐๐ รูป ประทับอยู่ที่ฝั่งสระโปกขรณี ชื่อ คัดครา ใกล้เมืองจำปา. ณ ที่นั้น
ท่านพระสารบุตร เรียกภิกษุทั้งหลายมา ภิกษุเหล่านั้น รับคำของท่าน
พระสารีบุตรแล้ว. ท่านพระสารีบุตร กล่าวว่า
[๓๖๕] เราจักกล่าวทสุตตรสูตร อันเป็นธรรมเพื่อ
ปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง เพื่อ
บรรลุถึงพระนิพพาน เพื่อทำที่สุดทุกข์.
[๓๖๖] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่ง มีอุปการะมาก
ธรรมอย่างหนึ่ง ควรเจริญ ธรรมอย่างหนึ่ง ควรกำหนดรู้ ธรรมอย่างหนึ่ง
ควรละ ธรรมอย่างหนึ่ง เป็นไปในส่วนเสื่อม ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไปใน
ส่วนวิเศษ ธรรมอย่างหนึ่ง แทงตลอดได้ยาก ธรรมอย่างหนึ่ง ควรให้
เกิดขึ้น ควรรู้ยิ่ง ธรรมอย่างหนึ่ง ควรทำให้แจ้ง.
[๓๖๗] ธรรมอย่างหนึ่ง มีอุปการะมาก เป็นไฉน. คือความ
ไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย. นี้ ธรรมอย่างหนึ่ง มีอุปการะมาก.

404
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 405 (เล่ม 16)

[๓๖๘] ธรรมอย่างหนึ่ง ควรเจริญเป็นไฉน. คือกายคตาสติ
สหรคตด้วยความสำราญ. นี้ ธรรมอย่างหนึ่ง ควรเจริญ.
[๓๖๙] ธรรมอย่างหนึ่ง ควรกำหนดรู้ เป็นไฉน. คือ ผัสสะ
ที่ยังมี อาสวะ มีอุปาทาน. นี้ ธรรมอย่างหนึ่ง ที่ควรกำหนดรู้.
[๓๗๐] ธรรมอย่างหนึ่ง ควรละเป็นไฉน. คือ อัสมิมานะ. นี้
ธรรมอย่างหนึ่ง ควรละ.
[๓๗๑] ธรรมอย่างหนึ่ง เป็นไปในส่วนเสื่อมเป็นไฉน. คือ
อโยนิโสมนสิการ. นี้ ธรรมอย่างหนึ่ง เป็นไปในส่วนเสื่อม.
[๓๗๒] ธรรมอย่างหนึ่ง เป็นไปในส่วนวิเศษเป็นไฉน. คือ
โยนิโสมนนิการ. นี้ ธรรมอย่างหนึ่ง เป็นไปในส่วนวิเศษ.
[๓๗๓] ธรรมอย่างหนึ่ง แทงตลอดได้ยากเป็นไฉน. คือ
เจโตสมาธิ อันมีลำดับติดต่อกันไป. นี้ ธรรมอย่างหนึ่ง แทงตลอดได้ยาก.
[๓๗๔] ธรรมอย่างหนึ่ง ควรให้เกิดขึ้น เป็นไฉน. คือ ญาน
อันไม่กำเริบ. นี้ ธรรมอย่างหนึ่ง ควรทำให้เกิดขึ้น.
[๓๗๕] ธรรมอย่างหนึ่ง ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน. คือ สัตว์ทั้งหลาย
ทั้งปวง อยู่ได้ด้วยอาหาร. นี้ ธรรมอย่างหนึ่ง ควรรู้ยิ่ง.
[๓๗๖] ธรรมอย่างหนึ่ง ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน. คือ เจโตวิมุติ
อันไม่กำเริบ. นี้ ธรรมอย่างหนึ่ง ควรทำให้แจ้ง. ธรรม ๑๐ อย่าง
เหล่านี้ จริง แท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น พระตถาคต
ตรัสรู้แล้ว โดยชอบ.

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 406 (เล่ม 16)

ว่าด้วยธรรมหมวด ๒
[๓๗๗] ธรรม ๒ อย่าง มีอุปการะมาก ธรรม ๒ อย่าง ควรเจริญ
ธรรม ๒ อย่าง ควรกำหนดรู้ ธรรม ๒ อย่าง ควรละ ธรรม ๒ อย่าง
เป็นไปในส่วนเสื่อม ธรรม ๒ อย่างเป็นไปในส่วนวิเศษ ธรรม ๒ อย่าง
แทงตลอดได้ยาก ธรรม ๒ อย่าง ควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๒ อย่าง ควร
รู้ยิ่ง ธรรม ๒ อย่าง ควรทำให้แจ้ง.
[๓๗๘] ธรรม ๒ อย่าง มีอุปการะมากเป็นไฉน คือ สติ และ
สัมปชัญญะ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ มีอุปการะมาก.
[๓๗๙] ธรรม ๒ อย่าง ควรเจริญเป็นไฉน. คือ สมถะ และ
วิปัสสนา ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ ควรเจริญ.
[๓๘๐] ธรรม ๒ อย่าง ควรกำหนดรู้เป็นไฉน. คือ นามและรูป
ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ ควรกำหนดรู้.
[๓๘๑] ธรรม ๒ อย่าง ควรละเป็นไฉน. คือ อวิชชา และ
ภวตัณหา ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ ควรละ
[๓๘๒ ] ธรรม ๒ อย่าง เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน. คือ
ความเป็นผู้ว่ายาก และความคบคนชั่วเป็นมิตร. ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้
เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม.
[๓๘๓] ธรรม ๒ อย่าง เป็นไปในส่วนวิเศษเป็นไฉน. คือ
ความเป็นผู้ว่าง่าย และความคบคนมีเป็นมิตร. ธรรม ๒ อย่างเหล่า
เป็นไปในส่วนวิเศษ.

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 407 (เล่ม 16)

[๓๘๔] ธรรม ๒ อย่าง แทงตลอดได้ยากเป็นไฉน. ได้แก่
ธรรมใดเป็นเหตุ และเป็นปัจจัย เพื่อความเศร้าหมอง แห่งสัตว์ทั้งหลาย
ธรรมใดเป็นเหตุ และเป็นปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย
ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ แทงตลอดได้ยาก.
[๓๘๕] ธรรม ๒ อย่าง ควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน. ได้แก่ ญาณ
๒ คือ ญาณในความสิ้น ญาณในความไม่เกิด. ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้
ควรให้เกิดขึ้น.
[๓๘๖] ธรรม ๒ อย่าง ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน. ได้แก่ ธาตุ ๒ คือ
สังขตธาตุ และอสังขตธาตุ. ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ ควรรู้ยิ่ง.
[๓๘๗] ธรรม ๒ อย่าง ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน. คือ วิชชา
และวิมุติ. ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ ควรทำให้แจ้ง. ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้
จริงแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น พระตถาคตตรัสรู้ชอบแล้ว
ด้วยประการฉะนี้.
ว่าด้วยธรรมหมวด ๓
[๓๘๘] ธรรม ๓ อย่าง มีอุปการะมาก ธรรม ๓ อย่าง ควรเจริญ
ธรรม ๓ อย่าง ควรกำหนดรู้ ธรรม ๓ อย่าง ควรละ ธรรม ๓ อย่าง
เป็นในส่วนข้างเสื่อม ธรรม ๓ อย่าง เป็นไปในส่วนวิเศษ ธรรม ๓ อย่าง
แทงตลอดได้ยาก ธรรม ๓ อย่าง ควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๓ อย่าง ควรรู้ยิ่ง
ธรรม ๓ อย่าง ควรทำให้แจ้ง.

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 408 (เล่ม 16)

[๓๘๙] ธรรม ๓ อย่างมีอุปการะมากเป็นไฉน. ได้แก่ การคบ
คนดี การฟังธรรม การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม. ธรรม ๓ อย่าง
เหล่านี้มีอุปการะมาก.
[๓๙๐] ธรรม ๓ อย่างควรเจริญเป็นไฉน. ได้แก่ สมาธิ ๓ คือ
สมาธิมีวิตก มีวิจาร สมาธิไม่มีวิตก มีแต่วิจาร สมาธิไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร.
ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ ควรเจริญ.
[๓๙๑] ธรรม ๓ อย่างควรกำหนดรู้เป็นไฉน. ได้แก่ เวทนา
๓ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา. ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้
ควรกำหนดรู้.
[๓๙๒] ธรรม ๓ อย่างควรละเป็นไหน. ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ
กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา. ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ควรละ.
[๓๙๓] ธรรม ๓ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน. ได้แก่
อกุศลมล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ. ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ เป็นไป
ในส่วนข้างเสื่อม.
[๓๙๔] ธรรม ๓ อย่างเป็นไปในส่วนวิเศษเป็นไฉน. ได้แก่
กุศลมูล ๓ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ. ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ เป็นไป
ในส่วนวิเศษ.
[๓๙๕] ธรรม ๓ อย่างแทงตลอดได้ยากเป็นไฉน. ได้แก่ ธาตุ
อันเป็นที่ตั้งแห่งการสลัดออก ๓ คือ เนกขัมมะ เป็นที่สลัดออกของกาม
อรูปเป็นที่สลัดออกของรูป นิโรธเป็นที่สลักออกของสิ่งที่เกิดแล้ว สิ่งที่
ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยเกิดแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง. ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้
แทงตลอดได้ยาก.

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 409 (เล่ม 16)

[๓๙๖] ธรรม ๓ อย่างควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน. ได้แก่ ญาณ ๓
คือ อตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ ปัจจุปปันนังสญาณ. ธรรม ๓ อย่าง
เหล่านี้ควรให้เกิดขึ้น.
[๓๙๗] ธรรม ๓ อย่างควรรู้ยิ่งเป็นไฉน. ได้แก่ ธาตุ ๓ คือ
กามธาตุ รูปธาตุ และอรูปธาตุ. ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง.
[๓๙๘] ธรรม ๓ อย่างควรทำให้แจ้งเป็นไฉน. ได้แก่ วิชชา
๓ คือ วิชชาคือความรู้ระลึกถึงชาติก่อนได้ วิชชาคือความรู้จุติและอุปบัติ
ของสัตว์ทั้งหลาย วิชชาคือความรู้ในความสิ้นแห่งอาสวะทั้งหลาย. ธรรม
๓ อย่างเหล่านี้ ควรทำให้แจ้ง. ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ จริง แท้
แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น พระตถาคตตรัสรู้แล้ว โดยชอบ
ด้วยประการฉะนี้.
ว่าด้วยธรรมหมวด ๔
[๓๙๙] ธรรม ๔ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๔ อย่างควรเจริญ
ธรรม ๔ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๔ อย่างควรละ ธรรม ๔ อย่างเป็น
ไปในส่วนข้างเสื่อม. ธรรม ๔ อย่างเป็นไปในส่วนวิเศษ ธรรม ๔ อย่าง
แทงตลอดได้ยาก ธรรม ๔ อย่างควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๔ อย่างควรรู้ยิ่ง
ธรรม ๔ อย่างควรทำให้แจ้ง.
[๔๐๐] ธรรม ๔ อย่างมีอุปการะมากเป็นไฉน. ได้แก่ จักร ๔
คือการอยู่ในประเทศอันสมควร เข้าหาสัตบุรุษ ตั้งตนไว้ชอบ ความเป็น
ผู้ทำบุญไว้ในก่อน. ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ มีอุปการะมาก.

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 410 (เล่ม 16)

[๔๐๑] ธรรม ๔ อย่างควรเจริญเป็นไฉน. ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔
คือ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณากายในกายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้.
ภิกษุพิจารณา เวทนา . .. .จิต . . . . . พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌานและโทมนัสในโลกเสียได้
ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ควรเจริญ.
[๔๐๒] ธรรม ๔ อย่างควรกำหนดรู้เป็นไฉน. ได้แก่ อาหาร
๔ คือ กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าว หยาบ ละเอียด ๑ ผัสสาหาร ๑
มโนสัญเจตนาหาร ๑ วิญญาณาหาร ๑. ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ควรกำหนดรู้.
[๔๐๓] ธรรม ๔ อย่างควรละเป็นไฉน. ได้แก่ โอฆะ ๔ คือ
กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา. ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ควรละ.
[๔๐๔] ธรรม ๔ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน. ได้แก่
โยคะ ๔ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา. ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ เป็นไป
ในส่วนข้างเสื่อม.
[๔๐๕] ธรรม ๔ อย่างเป็นไปในส่วนวิเศษเป็นไฉน. ได้แก่
ความพราก ๔ คือ พรากจากกาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา. ธรรม ๔ อย่าง
เหล่านี้ เป็นไปในส่วนวิเศษ.
[๔๐๖ ] ธรรม ๔ อย่างแทงตลอดได้ยากเป็นไฉน. ได้แก่ สมาธิ
๔ คือ สมาธิเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ๑ สมาธิเป็นไปในส่วนข้างดำรงอยู่ ๑
สมาธิเป็นไปในส่วนวิเศษ ๑ สมาธิเป็นไปในส่วนแทงตลอด ๑. ธรรม
๔ อย่างเหล่านี้ แทงตลอดได้ยาก.

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 411 (เล่ม 16)

[๔๐๗] ธรรม ๔ อย่างควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน. ได้แก่ ญาณ ๔
คือ ความรู้ในธรรม ๑ ความรู้ในการคล้ายตาม ๑ ความรู้ในการกำหนด ๑
ความรู้ในการสมมติ ๑. ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ควรให้เกิดขึ้น.
[๔๐๘] ธรรม ๔ อย่างควรรู้ยิ่งเป็นไฉน. ได้แก่ อริยสัจ ๔ คือ
ทุกขอริยสัจ ๑ ทุกขสมุทัยอริยสัจ ๑ ทุกขนิโรธอริยสัจ ๑ ทุกขนิโรธ
คามินีปฏิปทาอริยสัจ ๑. ธรรม อย่างเหล่านี้ ควรรู้ยิ่ง.
[๔๐๙] ธรรม ๔ อย่างควรทำให้แจ้งเป็นไฉน. ได้แก่ สามัญญ-
ผล ๔ คือ โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตผล ๑.
ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ควรทำให้แจ้ง. ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ จริง แท้
แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ
ด้วยประการฉะนี้.
ว่าด้วยธรรมหมวด ๕
[๔๑๐] ธรรม ๕ อย่าง มีอุปการะมาก ธรรม ๕ อย่าง ควรเจริญ
ธรรม ๕ อย่าง ควรกำหนดรู้ ธรรม ๕ อย่าง ควรละ ธรรม ๕ อย่าง
เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ธรรม ๕ อย่าง เป็นไปในส่วนวิเศษ ธรรม ๕
อย่าง แทงตลอดได้ยาก ธรรม ๕ อย่าง ควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๕ อย่าง
ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๕ . อย่าง ควรทำให้แจ้ง.
[๔๑๑] ธรรม ๕ อย่างมีอุปการะมากเป็นไฉน. ได้แก่ องค์เป็นที่
ตั้งแห่งความเพียร ๕ คือ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มี
ศรัทธา เชื่อการตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาค

411